สามีข้าคือขุนนางใหญ่ - บทที่ 253 โหดเหี้ยม (1)
ทุกคนต่างมึนงงกับการกระทำของเซวียนผิงโหว
เกิดอะไรขึ้น นึกไม่ถึงว่าเซวียนผิงโหวจะจัด
เสื้อผ้าให้กับผู้เข้าสอบตัวเล็กๆ คนหนึ่ง นี่ไม่ใช่
ความชื่นชอบธรรมดาทั่วๆ ไป โดยปกติแล้วมี
เพียงคนที่มีความสัมพันธ์สนิทชิดเชื้อมากเท่านั้น
หรือไม่ก็เป็นคนที่ตัวเองให้ความสำคัญจึงจะทำ
เช่นนี้
เซียวลิ่วหลังอาจไม่ได้มีชื่อเสียงมากในเมืองหลวง
ทั้งเมือง ทว่าในแวดวงการสอบขุนนางนั้นเขาโด่ง
ดัง เขามาจากครอบครัวยากจน แต่ในการสอบ
ขุนนางชุนเหว่ยฤดูใบไม้ผลิกลับอยู่อันดับเดียวกัน
กับอันจวิ้นอ๋อง นั่นทำให้ชื่อเสียงเขาโด่งดังขึ้นมา
ผนวกกับที่เขาขาไม่ดี ยิ่งทำให้ผู้คนให้ความสนใจ
กับเขายิ่งกว่าเดิม
เขากลายเป็นที่จดิตจำเป็นพิเศษ อย่างไรเสียคน
ที่เข้าร่วมการสอบเตี้ยนซื่อก็ไม่มีคนขาเปั๋คนที่
สองอยู่แล้ว
คนส่วนใหญ่เห็นเขา ปฏิกิริยาแรกล้วนเหมือนกัน
หมดคือเด็กหนุ่มคนนี้หน้าตาดีเกินไปแล้วกระมัง
ปฏิกิริยาที่สองคงเป็นเหตุใดขาจึงเปั๋ไปได้เล่า
และหลังจากสองปฏิกิริยานี้ก็เป็นนึกไม่ถึงว่าเจ้า
เปั๋จะสอบฮุ่ยหยวนได้
ทุกคนเสียดายเขา บ้างก็อิจฉา บ้างก็ไม่แยแส
สรุปก็คืออารมณ์มากมายหลายหลาก
ทว่าไม่มีใคร ณ ที่นั้นคาคคิดว่าเขาจะเข้าตาเซ
วียนผิงโหวเข้า
ถูกแล้ว แม้ว่าเซวียนผิงโหวจะแสดงออกว่าให้
ความสำคัญต่อเซียวลิ่วหลัง ก็ไม่มีใครเดา
ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ว่าเป็นพ่อลูกกัน
ทุกคนแอบซุบซิบกันเบาๆ ว่าเซวียนผิงโหวเป็น
แม่ทัพไม่ใช่หรือ เขาดูถูกบัณฑิตพิการเป็นที่สุด
มิใช่หรือ การสอบขุนนางชุนเหว่ยที่ผ่านๆ มาคัด
คนมากความสามารถมาได้ตั้งมากมาย เหตุใดไม่
เห็นเซวียนผิงโหวโปรดปรานใครในนั้นเลย จุด
ไหนของเจ้าเปั๋น้อยนี่ไปเตะตาเซวียนผิงโหวเข้า
นึกไม่ถึงว่าเซวียนผิงโหวที่ไม่เคยเข้าประชุมเช้า
จะตื่นแต่ฟั้าสางมาส่งเขาเข้าสนามสอบ
เซียวลิ่วหลังยังคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง มองไม่
เห็นถึงอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น
ซ้ำเซวียนผิงโหวก็ไม่ได้เดือดดาล ยังคงจัดเสื้อผ้า
ให้เขาด้วยมาดใหญ่โตเหมือนเดิม
อันที่จริงเซวียนผิงโหวไม่ใช่บิดาที่ทำหน้าที่ได้
เหมาะสมกับบทบาทมากนัก เวลาส่วนใหญ่เขา
ล้วนอยู่ในค่ายทหาร ใส่ใจลูกหลานในบ้านน้อย
มาก
เซียวเหิงกลายเป็นเด็กหนุ่มมีความสามารถยอด
เยี่ยมได้ นอกจากพรสวรรค์พิเศษแล้ว ที่เหลือ
เป็นความดีความชอบขององค์หญิงซิ่นหยาง
ทั้งสิ้น
องค์หญิงซิ่นหยางเป็นมารดาที่เมตตาและ
เข้มงวด นางร่ำเรียนเขียนอ่านมาตั้งแต่เด็กๆ นาง
หวังว่าลูกชายตัวเองจะมีวิชาความรู้เต็มเปียมใน
วันหน้า นางทุ่มสุดตัวสั่งสอนชี้แนะเขา จึงมีเซียว
เหิงในสายตาทุกคนในวันนี้
ตอนที่เซียวเหิงยังเด็กมากๆ ทุกวันจะฟุบอยู่หน้า
ประตูจวนรอท่องกลอนให้เขาฟัง
แต่เขาก็เอาแต่กลับมาดึกดื่น เซียวเหิงน้อยจึง
หลับอยู่บนกรอบประตูประจำ
หรือไม่ก็เซียวเหิงได้ท่อง เขาฟังผ่านๆ จนจบก็
พยักหน้าบอกว่าดี แล้วเซียวเหิงก็จะโกรธมาก
บอกว่า “ท่านไม่ได้ฟังเลย! ข้าท่องผิดไปตั้งสาม
คำแท้ๆ!”
เซวียนผิงโหววัยยังหนุ่มยังแน่นจะมาเสียหน้าต่อ
หน้าลูกชายไม่ได้ จึงแสร้งทำเป็นโมโหเพื่อกลบ
เกลื่อนที่ตนความรู้น้อย “ท่องกลอนมันเก่งกาจ
ตรงไหน ชายชาตรีเข้าสนามรบเข่นฆ่าศัตรู
ปกปั้องบ้านเมืองต่างหากจึงจะเรียกว่าเก่งกาจ!
เจ้ายกหอกขึ้นหรือว่าแกว่งดาบได้หรือไม่”
เซียวเหิงน้อยเจ็บปวดยิ่ง
เซวียนผิงโหวยังไม่ทันเรียนรู้การเป็นพ่อที่ดีว่าทำ
อย่างไร เซียวเหิงก็มาตายอยู่ในกองเพลิงแล้ว
เสียใจเจ็บปวดเพียงใดมีเพียงตัวเองเท่านั้นที่รู้
เซวียนผิงโหวมองเซียวลิ่วหลังที่สีหน้าไร้อารมณ์
เหม่อลอยอยู่พักหนึ่งก็หลุดจากภวังค์ แล้วตบบ่า
เซียวลิ่วหลัง จับๆ แขนเสื้อเขาอีกหน “เข้าไป
เถอะ”
ส่งคนเข้าสนามสอบครั้งแรก เขาไม่มี
ประสบการณ์อะไร ไม่รู้ว่าควรทำอะไรบ้าง ไอ้จัด
เสื้อผ้าอาภรณ์นี้ก็เพิ่งจะเลียนแบบราชครูจวงกับ
ราชเลขาหยวนตอนลงรถม้านี่เอง
เซียวลิ่วหลังเดินเข้าไปโดยไม่หันหลังกลับมา
ตู้รั่วหานที่อยู่ด้านหลังเซียวลิ่วหลังค่อนข้างมึนงง
เขาเป็นคนที่นอกจากอยู่ใกล้เซียวลิ่วหลังแล้วยัง
อยู่ใกล้เซวียนผิงโหวที่สุดด้วย เซวียนผิงโหวสูง
ใหญ่กว่าในตำนานที่ลือกัน และองอาจเคร่งขรึม
กว่า การเคลื่อนไหวล้วนสูงส่ง แววตาลุ่มลึกยิ่ง
นี่เป็นบุรุษที่ยืนอยู่ข้างกายเขาแล้วไร้ความ
หวาดกลัวต่ออุปสรรคใดทั้งสิ้น
รัศมียิ่งใหญ่นัก ตู้รั่วหานรู้สึกว่าตัวเองจะขาด
หายใจตายแล้ว
ทว่าบุรุษแข็งแกร่งเช่นนี้กลับหยุดเดินให้เซียวลิ่ว
หลัง ปฏิบัติต่อเซียวลิ่วหลังเหมือนผู้ปกครอง
ตู้รั่วหานคลุ้มคลั่งจะตายแล้ว ช่างน่าอิจฉานัก!
ไอ้คนนี้มันโชคดีมาจากไหนกันนะ!
เซียวลิ่วหลังยังไม่รู้ว่าตัวเองตู้รั่วหานกลอกตา
อย่างอิจฉาริษยามาตลอดทาง พวกเขาเข้าไปใน
ตำหนักหลักอย่างตำหนักไท่เหอ แล้วนั่งตาม
เลขที่นั่งสอบของตัวเอง ไม่แตกต่างอะไรกับการ
สอบสนามเล็ก
การสอบเตี้ยนซื่อใช้เวลาสอบแค่หนึ่งวันและวิชา
เดียว ภาคเช้ายามเฉิน สี่เค่อแจกข้อสอบ ภาค
บ่ายยามโหย่ว เก็บกระดาษข้อสอบ แต่ส่งก่อน
กำหนดระหว่างนั้นก็ไม่อนุญาตให้กินอะไรและไม่
อนุญาตให้เอาอาหารแห้งมาเอง
ผู้สอบที่ผ่านการสอบชนบทและระดับแคว้น
มาแล้วล้วนมีคุณสมบัติไม่เลว หิวมาทั้งวันกลับไม่
ถึงขั้นหิวจนเกิดปัญหา ห่วงอย่างเดียวก็คือตัวเอง
แสดงฝีมือออกมาได้ไม่ดี
อย่างไรเสียวันนี้ฮ่องเต้ก็มาคุมการสอบด้วย
พระองค์เอง ฮ่องเต้เลิกประชุมเช้าแล้วจึงจะเสด็จ
มา หากแต่ไม่มีใครรู้ว่าประชุมเช้าจะนานเท่าใด
เกิดตัวเองเขียนไปเรื่อยๆ แล้วจู่ๆ ก็ปรากฏตัวอยู่
ด้านหลังตัวเอง…
ภาพนั้นคิดดูแล้วน่าเวทนานัก
หลังจากขั้นตอนการเข้าเฝั้าอันซับซ้อนผ่านพ้นไป
การสอบอย่างเป็นทางการก็เริ่มขึ้น ขุนนางกรม
พิธีการแจกข้อสอบให้ผู้เข้าสอบทุกคน เจ้ากรม
พิธีการ เอกอัครราชทูตรวมถึงบัณฑิตในสำนัก
เสนาบดีสี่นายแยกกันนั่งบนม้านั่งสองฝัง
ด้านหน้า ตรงกลางวางโต๊ะไว้ตัวหนึ่ง จองไว้ให้
ฮ่องเต้
ในตำหนักนอกจากขุนนางคุมสอบแล้ว ยังมี
องครักษ์รวมถึงขันทีเฝั้าไว้ ด้วยเหตุนี้แม้จะไม่มี
คอกกั้นสอบแยกเดี่ยวๆ แต่ต้องมาทุจริตภายใต้
สายตามากมายเพียงนี้ก็ยากมากทีเดียว
อีกอย่างโจทย์ก็ไม่ใช่คำถามตายตัว โอกาสในการ
ทุจริตจึงมีไม่มาก
เพียงไม่นานเซียวลิ่วหลังก็ได้ข้อสอบของตัวเอง นี่
เป็นโจทย์ที่ฮ่องเต้ออกเอง ถามเรื่องการปกครอง
ของฮ่องเต้กับหัวใจของฮ่องเต้ และจะใช้มัน
ปกครองแคว้นอย่างไร
หลังจากผ่านคำถามหฤโหดของตี๋จ่างเสียนแล้ว
คำถามนี้ละมุนละม่อมกว่ามากอย่างเห็นได้ชัด
อย่างน้อยจะตอบอย่างไรก็ไม่มีทางผิด อย่างมาก
เนื้อหาคำตอบอาจจะทำไปใช้ได้จริงในทางปฏิบัติ
หากพูดเกินจริงเสียหน่อย ขอแค่ลายมือสวย
ตอบให้ตรงคำถาม มีจุดยืนที่ชัดเจนก็เพียงพอ
แล้ว
ฮ่องเต้กำลังคัดเลือกคนมีความสามารถ แต่พวก
เขาผู้เข้าสอบยังไม่เคยเป็นขุนนางกันมาก่อน
หากพูดให้น่าฟังหน่อยก็เรียกว่าดีแต่วางแผนการ
รบบนกระดาษ ฮ่องเต้ไม่หวังว่าการสอบครานี้จะ
แก้ไขปัญหายากๆ ที่พวกขุนนางทั้งหลายแก้ไม่ได้
มิฉะนั้นจะเอาขุนนางมีประสบการณ์ในราชสำนัก
ทั้งหลายนี้ไว้ทำไม
สิ่งที่ฮ่องเต้ต้องการเห็นที่แท้จริงคือวิสัยทัศน์ของ
ผู้เข้าสอบ
สมุหนายกจิตใจกว้างขวาง คนนั้นมีวิสัยทัศน์
กว้างไกลเพียงใด หนทางในวันหน้าก็ยิ่งวกว้าง
ขวางตามไปด้วย
ผู้สอบส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจในจุดนี้ ทุกคนต่างขบ
คิดเค้นสมอง เกาหัวงุนงงคิดหาหลักการปกครอง
แคว้นโฉมใหม่
เซียวลิ่วหลังไม่รีบร้อนเขียน เขาเขียนฉบับร่าง
ก่อน
อันที่จริงเขาไม่ได้มีนิสัยชอบร่างเค้าโครง แต่ฉบับ
ร่างเป็นหลักฐานสำคัญอย่างหนึ่งเวลาตรวจดูผล
คะแนน
เขาคิดไตร่ตรองถ้อยคำ ทอนๆ ลบๆ อยู่ราวๆ
หนึ่งชั่วยามก็เริ่มตอบในข้อสอบจริง
นี่เป็นคำถามเชิงนโยบาย ก่อนตอบคำถาม ให้
เขียนว่ากระหม่อมตอบว่าก่อน เพื่อแสดงว่า
ตัวเองกำลังตอบคำถามของฮ่องเต้
“กระหม่อมตอบว่า กระหม่อมได้ยินมาว่าเมื่อ
ฮ่องเต้ปกครองแคว้นด้วยพระองค์เอง ย่อมต้องมี
วิธีปกครองบ้านเมืองที่ปฏิบัติได้จริง จากนั้นจึง
สามารถกำกับราษฎรได้ ว่าราชการอย่างไม่รู้จัก
เหน็ดเหนื่อย จึงจะได้มาซึ่งราชธรรมอันยิ่งใหญ่
ย่อมต้องมีแนวคิดริเริ่มและล้ำหน้าในการ
ปกครองแคว้นที่สามารถปฏิบัติได้จริง จากนั้นจึง
สามารถขัดเกลาและปลุกใจเหล่าขุนนางทั้งหลาย
ทั้งปวงได้ ส่งเสริมการปฏิรูปภารกิจนานา จึง
สามารถปกครองแคว้นให้เจริญรุ่งเรืองได้
แล้วอันใดหรือคือปฏิบัติได้จริง สิ่งนั้นไซร้คือการ
ตรากฎหมายที่เข้มงวด ต้องประกาศใช้ระบอบ
นิติรัฐ โดยแขวนกฎหมายไว้ที่หน้าประตูวัง
หลวงวสองฝัง บัญญัติไว้อารัมภบทของกฎหมาย
แขวนไว้ทั่วทุกหนแห่งในราชสำนัก แจกจ่ายแก่
ขุนนางทุกลำดับชั้น ส่งไปทั่วทุกสารทิศใต้ผืนฟั้า
ตั้งแต่เหนือจรดใต้ ทุกเมืองเล็กใหญ่ หากแห่งหน
ตำบลใดไม่ปฏิบัติตาม ย่อมต้องลงโทษอย่าง
รุนแรง ไม่มีละเว้น แล้วอันใดหรือคือแนวคิดใน
การปกครองแคว้นที่ปฏิบัติได้จริง
สิ่งนั้นไซร้คือบันดาลใจผู้เกียจคร้าน ส่งเสริมผู้มี
ความสามารถ ให้ตระหนักรู้ด้วยตนเองจากก้นบึ้ง
ของหัวใจ เริ่มจากทีละเล็กละน้อย นำโดยขุนนาง
ราชสำนัก แผ่ขยายไปจนถึงขอบชายแดน
จนกระทั่งทั่วสารทิศ ก่อเกิดเป็นจิตสำนึกของ
ราษฎรทั่วทั้งแผ่นดิน ไม่ว่าแห่งหนใด ไม่ว่าสูงต่ำ
ดำขาว ไม่มีที่ใดไปไม่ถึง…”
เซียวลิ่วหลังเน้นหนักในการใช้กฎหมายปกครอง
แคว้นรวมถึงผลักดันความสำคัญของการ
ปกครองที่แท้จริง กฎหมายและข้อบังคับต้อง
แทรกซึมเข้าสู่ราษฎร เสียงของประชาชนก็ต้อง
ดังขึ้นไปถึงฮ่องเต้
ในขณะเดียวกันก็เสนอให้ให้ความรู้แก่ประชาชน
โดยศึกษาลัทธิขงจื๊อ ลงโทษเจ้าหน้าที่ทุจริตอย่าง
จริงจัง ให้คลังแผ่นดินได้เติมเต็ม
แน่นอนว่าเขาก็เน้นหนักว่าฮ่องเต้คือโอรสสวรรค์
ทุกสิ่งที่ทำล้วนได้รับลิขิตจจากสวรรค์มา การ
แต่งตั้งขุนนางคือการแต่งตั้งคนดีเพื่อสวรรค์ การ
กำจัดการทุจริตคือการสังหารผู้กระทำผิดเพื่อ
สรวงสวรรค์ ทั้งหมดทั้งมวลนี้คือหลักกการที่
ถูกต้อง
เมื่อเทียบกับความเฉียบคมในการสอบครั้งก่อนๆ
ครานี้เซียวลิ่วหลังใช้คำละมุนละม่อมกว่ามากนัก
ในเมื่อเขาเป็นตัวแทนของคนทั้งครอบครัว เขาไม่
อาจเอาแต่ใจตัวเองเพื่อความสะใจได้แล้ว
บทที่ 253 โหดเหี้ยม (2)
เซียวลิ่วหลังเขียนมาถึงด้านหลังจึงพบว่าโจทย์นี้
ยากมากจริงๆ ทุกคนเพิ่งเริ่มได้ข้อสอบมา ความ
ผ่อนคลายก็หายลับไปแล้ว แต่ละคนต่างก้มหน้า
ก้มหน้าเขียนหลังขดหลังแข็ง ไม่มีใครส่งข้อสอบ
ก่อนเวลาเลย
อาจเพราะตั้งใจเขียนอย่างใจจดใจจ่อเกินไป
ขนาดฮ่องเต้มายืนอยู่หลังเซียวลิ่วหลังพักใหญ่
เขายังไม่รู้ตัวเลยสักนิด
จากมุมของฮ่องเต้เห็นได้แค่ท้ายทอยของเซียวลิ่ว
หลังเท่านั้น
ฮ่องเต้ไม่ได้มองนานเท่าใดนัก พระองค์ไม่มี
อารมณ์จะเพิ่มแรงกดดันในสนามสอบแก่ผู้เข้า
สอบ พระองค์แค่เพิ่งเข้ามาแล้วบังเอิญเดินผ่าน
ข้างกายเซียวลิ่วหลัง และเห็นลายมืองดงามของ
เซียวลิ่วหลังเข้า
พระองค์กวาดตามองอย่างรวดเร็ว ลายมือไม่เลว
เลย
จากนั้นก็เหลือบไปมองชื่อผู้เข้าสอบ เซียวลิ่วหลัง
อ๋อ บัณฑิตยากจนที่สอบได้อันดับเดียวกันกับอัน
จวิ้นอ๋องอย่างนั้นรึ
ด้านข้างมีไม้เท้าวางไว้ บาดเจ็บรึ หรือว่าร่างกาย
พิการ
อันที่จริงราชสำนักนี้เลือกขุนนางค่อนข้างดูที่
หน้าตา ขอแค่เซวียนผิงโหวทำสีหน้าไม่พอใจ
ขึ้นมาฮ่องเต้ก็จะให้ขุนนางที่อัปลักษณ์เกินไปอยู่
สักสองสามปีแล้วปล่อยเขาออกมาแล้ว
ฮ่องเต้เห็นไม้เท้าจึงค่อนข้างผิดหวัง พระองค์เป็น
ห่วงว่าอีกฝั่ายจะหน้าตาไม่เอาไหน
แต่ฮ่องเต้ก็ไม่ได้ดูแค่หน้าอย่างเดียว จี้จิ่วอาวุโส
หน้าตาไม่หล่อเหลาเขายังถูกตาฮ่องเต้ได้ เพราะ
จี้จิ่วอาวุโสนั้นเก่งกาจสามารถจริงๆ
เพียงไม่นานฮ่องเต้ก็เดินผ่านข้างกายเซียวลิ่วหลัง
ไปนั่งลงบนเก้าอี้ตัวหน้าสุด
พวกขุนนางคุมสอบต่างรู้ว่าผู้เข้าสอบคนนั้นถูก
ฮ่องเต้สนพระทัยเข้าแล้ว แค่ไม่รู้ว่าความ
ประทับใจดีหรือไม่ดี
หลังจากฮ่องเต้นั่งลงคุมสอบก็ไม่ได้สนใจเซียวลิ่ว
หลังอีก
อย่างไรเสียก็ไกลเกินไป มองเห็นไม่ชัด
พระองค์ให้คนเอาฎีกามาให้ คุมสอบไปพลาง
อ่านฎีกาโดยไร้เสียงไปด้วย จนกระทั่งการสอบ
เสร็จสิ้น
บรรดาผู้เข้าสอบลุกขึ้นคำนับให้ฮ่องเต้ ฮ่องเต้สุ่ม
เรียกพวกผู้เข้าสอบมาถามสองสามคำถาม อัน
จวิ้นอ๋องกับหลานชายราชเลขาหยวนต่างถูกโดน
เรียก
ส่วนเซียวลิ่วหลังไม่โดนเรียก
ยามโหย่วสามเค่อ ทุกคนก็ออกจากวังหลวง
อย่าคิดว่าสอบแค่วันเดียว แต่ทุกคนเหนื่อยกัน
เสียยิ่งกว่าสอบระดับมณฑลกับสอบชุนเหว่ยเสีย
อีก เหนื่อยใจน่ะ
นอกจากผู้เข้าสอบส่วนน้อยไม่กี่คนแล้ว ส่วนใหญ่
ชั่วชีวิตนี้ล้วนไม่เคยพบฮ่องเต้มาก่อน ได้ร่วม
ชายคาเดียวกันกับฮ่องเต้ พวกเขาแทบจะเขียน
หนังสือกันไม่ได้
“ตื่นเต้นนัก” แผ่นหลังเฝิงหลินเปียกชุ่ม
เลขที่สอบของเขาอยู่ลำกับค่อนข้างต้นๆ เขานั่ง
แถวแรก อยู่ในสายตาของฮ่องเต้ขนานแท้เลย
แต่เขาไม่กล้าเงยหน้าไปมองฮ่องเต้ กลัวว่าจะ
โดนโทษกำเริบเสิบสาน
“ข้ารู้สึกว่าข้าสอบแย่ พอถึงตอนท้ายข้าก็ไม่รู้ว่า
ตัวเองเขียนอะไรลงไป”
เขาก้มหน้าห่อเหี่ยวใจพลางเอ่ย
ตู้รั่วหานเอ่ยปลอบว่า “เจ้าอย่าเพิ่งท้อสิ ทุกคนก็
เหมือนกันกับเจ้านั่นแหละ พอฝั่าบาทมาก็ลืมกัน
หมดว่าในหัวกำลังคิดอะไรอยู่”
ยังนับว่าฮ่องเต้เห็นอกเห็นใจพวกเขา ยามเที่ยง
ผ่านพ้นไปแล้วจึงได้เสด็จมา
ตอนนั้นฉบับร่างของทุกคนก็เขียนกันได้
พอสมควรแล้ว มิฉะนั้นพระองค์มานั่งตรงนั้นแต่
แรก รับรองได้เลยว่าคนกว่าครึ่งแม้แต่ฉบับร่างก็
เขียนไม่ออกแน่
ตอนที่ฮ่องเต้ยืนอยู่ด้านหลังเซียวลิ่วหลัง เขาก็
ตกใจขึ้นมายกใหญ่ เลขที่นั่งของพวกเขาสองคน
ติดกัน ด้านหลังเซียวลิ่วหลังก็คือข้างหน้าของเขา
เขาได้กลิ่นอำพันทะเลจากร่างของฮ่องเต้เลย
ตื่นเต้นเสียหนังหัวชาดิกเป็นระลอก
แต่ดีที่เมื่อเช้าถูกเซวียนผิงโหวกระตุ้นเข้าให้รอบ
หนึ่ง ดูเหมือนว่าเรียกสติกลับมาได้นิดหน่อย
“ลิ่วหลังสอบเป็นอย่างไรบ้าง” เฝิงหลินถามเซียว
ลิ่วหลัง
เซียวลิ่วหลังเอ่ยว่า “พอทำเนา เขียนสิ่งที่คิด
ออกมาได้หมดเลย”
เฝิงหลินถามตู้รั่วหานกับหลินเฉิงเย่ต่อ ทั้งสองคน
ก็นับว่าแสดงออกปกติ แค่อัตวิสัยของคำถามมัน
มากเกินไป จะสอบติดจิ้นซื่อตัวจริงหรือไม่ยังต้อง
ดูความชอบของพวกขุนนางคุมสอบด้วย
นี่จึงไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาสามารถคาดเดาได้แล้ว
พวกเขาทำได้เพียงฟังลิขิตสวรรค์เท่านั้น
คนทั้งกลุ่มกลับมาถึงบ้าน
ณ ตำหนักไท่เหอ
พวกขุนนางอ่านกระดาษข้อสอบเริ่มให้คะแนน
โดยมีเจ้ากรมพิธีการกับเอกอัครราชทูตเป็น
ประธานและรองประธาน เสนาบดีสี่คนเป็นขุน
นางอ่านข้อสอบ ข้อสอบครานี้ไม่แบ่งกลุ่มอ่าน
ทุกฉบับล้วนถูกทั้งหกคนอ่านจนครบ
ยี่สิบอันดับแรกจะถูกส่งไปถึงมือฮ่องเต้
การสอบชุนเหว่ยทำได้ดี ไม่ได้หมายความว่าการ
สอบระดับเตี้ยนก็จะทำได้ดีเหมือนกัน สามารถ
ต้านทานความน่าเกรงขามและแรงกดดันของ
ฮ่องเต้ แต่ยังสงบนิ่งได้นั้นก็เรื่องหนึ่ง บังเอิญเจอ
ขอบเขตความรู้ที่ตัวเองถนัดก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
หากแต่ผู้เข้าสอบอย่างเซียวลิ่วหลังที่อันดับ
เดียวกันกับอันจวิ้นอ๋องแบบนี้ เป็นคนที่ได้รับ
ความสนใจจากฮ่องเต้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลยว่า
ฮ่องเต้จงใจยืนอยู่ข้างกายเขาในสนามสอบพัก
หนึ่ง
ดังนั้นกระดาษข้อสอบของเขาหากไม่อยู่ในยี่สิบ
อันดับแรก ฮ่องเต้ก็จะถามถึงแน่นอน เป็นไป
ได้มากที่จะให้คนไปเอาข้อสอบของเขามาดูว่า
เพราะอะไรจึงตกยี่สิบอันดับแรกไป
กระดาษข้อสอบของการสอบระดับเตี้ยนซื่อจะไม่
ถูกคัดลอก อย่างไรเสียต้องส่งให้ฮ่องเต้ ฮ่องเต้
ต้องการทอดพระเนตรลายมือผู้เข้าสอบ แต่
ก่อนที่จะส่งให้ฮ่องเต้จะทำการเลือนชื่ออย่าง
ง่ายๆ ก่อน หรืออีกนัยหนึ่งคือบรรดาขุนนางคุม
สอบจะไม่เห็นชื่อเสียงเรียงนามของผู้สอบ
แต่หากอยากดูอย่างซื่อสัตย์ก็ไม่ยาก
ยิ่งไปกว่านั้นหลังสอบย่อยแล้ว พวกขุนนางผู้คุม
สอบก็จดจำลายมือของผู้เข้าสอบได้จำนวนหนึ่ง
แล้ว
เพียงไม่นานข้อสอบของเซียวลิ่วหลังก็มาอยู่ใน
มือเอกอัครคราชทูต เขามองปราดเดียวก็จำ
ลายมือเซียวลิ่วหลังได้ ราชครูจวงได้ออกคำสั่งมา
ว่าจะให้เซียวลิ่วหลังโดดเด่นกว่าอันจวิ้นอ๋องไม่ได้
หากเรียงความของเซียวลิ่วหลังไม่โดดเด่น ไม่
เพียงพอจะข่มอันจวิ้นอ๋อง เอกอัครราชทูตก็จะ
ปล่อยให้เขาเข้าสู่ยี่สิบอันดับแรกไปได้อย่างเบา
ใจ
ทว่าเห็นได้ชัดเลยว่าเรียงความของเซียวลิ่วหลัง
โดดเด่นเกินไป
นี่เป็นเรียงความที่ไม่ว่าขุนนางคุมสอบคนไหนก็
หาจุดบกพร่องไม่เจอ ข่มอันจวิ้นอ๋องขนานหนัก
เลย
เวลาว่างจากการกินข้าว เอกอัครราชทูตจึงแอบ
ไปห้องน้ำเงียบๆ
ใกล้ห้องน้ำนั้น ราชครูจวงมาคอยอยู่นานแล้ว
“เป็นอย่างไรบ้าง” ราชครูจวงถาม
“ข้ายังดูไม่ถึงอันจวิ้นอ๋อง” เอกอัครราชทูตบอก
“ดูถึงแค่เซียวลิ่วหลัง”
ราชครูจวงส่งกระดาษร่างในอ้อมอกไปให้เขา นี่
เป็นฉบับร่างที่อันจวิ้นอ๋องกลับไปถึงจวนแล้ว
เขียนจากความทรงจำขึ้นใหม่อีกครั้ง
คลาดเคลื่อนจากข้อสอบระดับเตี้ยนซื่อไปนิด
เดียว
เอกอัครราชทูตอ่านจบสีหน้าก็เคร่งขรึมขึ้นมา
ทันที “ข้อสอบของทั้งคู่กินกันไม่ลงเลย”
กินกันไม่ลงอย่างนั้นรึ
ราชครูจวงขมวดคิ้ว นึกบางอย่างขึ้นมาได้จึงเอ่ย
ถามว่า “เซวียนผิงโหวเป็นอะไรไป ข้าดูแล้วเขา
เหมือนจะถูกใจเจ้าเด็กคนนี้นะ”
เอกอัครราชทูตเอ่ยว่า “ราชครู ท่าน…คงไม่ได้ดู
ใบหน้าค่าตาของเซียวลิ่วหลังอย่างละเอียด
กระมัง”
ราชครูจวงเอ่ยต่ออย่างไม่เข้าใจว่า “เขาทำไมรึ”
หน้าตาดียิ่งนักจึงถูกเซวียนผิงโหวถูกใจเข้าอย่าง
นั้นรึ แต่แม้ว่าเซวียนผิงโหวจะเจ้าชู้ก็ไม่ได้ชื่น
ชอบบุรุษนี่นา
เอกอัครราชทูตเอ่ยว่า “เขาหน้าตาเหมือนท่าน
โหวน้อยที่ตายไปเลย ข้าน้อยเห็นครั้งแรกก็ตกอก
ตกใจยิ่งนัก อาจเพราะเหตุนี้เซวียนผิงโหวจึงได้
โปรดปรานเขากว่าเดิม”
ราชครูจวงหัวเราะเสียงเย็น “ลูกชายตัวเองตาย
แล้วก็ไปหาคนที่หน้าตาคล้ายกันมาเป็นตัวแทน
อย่างนั้นรึ”
ฝั่าบาทมีเจตนากดขี่ตระกูลจวง หากมีคนที่สูสีกัน
กับอันจวิ้นอ๋องขึ้นมาจริงๆ ฝั่าบาทไม่มีทางเลือก
อันจวิ้นอ๋องมาเป็นอันดับหนึ่งแน่ ก่อนจะมีวันนี้
ฝั่าบาทก็ไม่มีทางเลือกเซียวลิ่วหลังเป็นอันดับ
หนึ่งเช่นกัน
เซียวลิ่วหลังมีชาติกำเนิดแย่เกินไป หากเขาเป็นที่
สนใจของชาวบ้านเกินไป จะทำให้เกิดความ
อิจฉาริษยาขึ้นได้
หากฮ่องเต้เมตตาลิ่วหลังจริงๆ ก็คงไม่มอบ
ตำแหน่งจอหงวนให้เขาหรอก
ฝั่าบาทจะเลือกคนอื่นมาเป็นจอหงวน หากพวก
ขุนนางใหญ่มีความเห็นต่าง ฝั่าบาทก็จะหยิบ
ข้อสอบของเซียวลิ่วหลังออกมาบอกว่าแบบนี้ก็
ไม่ได้ที่หนึ่ง แล้วอันจวิ้นอ๋องจะเอาที่หนึ่งได้
อย่างไร
ส่วนข้อสอบของจอหงวนฝั่าบาทไม่มีทางให้คนได้
เห็นแน่นอน
นี่คือราชสำนัก นี่คือสนามสอบ!
ทว่าเซวียนผิงโหวดันออกหน้าก่อนแล้ว
เขากำลังบอกกับทุกคนว่าเซียวลิ่วหลังเป็นคนที่
เขากางปีกปกปั้อง ใครกล้าลงมือเซียวลิ่วหลัง
ล้วนต้องใคร่ครวญให้ดีเสียก่อน
เรื่องนี้ไม่ช้าก็เร็วก็ต้องไปถึงหูฝั่าบาท ฝั่าบาทรู้ว่า
เซียวลิ่วหลังมีที่พึ่งแล้วก็จะไม่ห่วงอะไรอีก
ความเย็นเยียบวาบผ่านในแววตาของราชครูจวง
ไป “เจ้าเด็กคนนี้ประจบเอาใจหลานชายข้าพลาง
ประจบสอพลอเซวียนผิงโหวด้วย ช่างกล้า
ประจบทั้งสองด้านนัก! ข้าสมเพชไอ้คนซื้อได้แต่
ตัวไม่อาจซื้อใจเป็นที่สุด!”
บทที่ 253 โหดเหี้ยม (3)
ห้าวันต่อมา ข้อสอบทั้งหมดก็ตรวจเสร็จ
เรียบร้อย
ยี่สิบอันดับแรกถูกเจ้ากรมพิธีการบรรจุใส่ใน
กล่องใบหนึ่งส่งไปให้ฮ่องเต้
ฮ่องเต้อยู่ที่ตำหนักจินหล่วน ห่างออกไปไม่ไกล
นัก
ทว่าเจ้ากรมพิธีการเพิ่งเดินไปได้ครึ่งทางก็เจอเข้า
กับเซวียนผิงโหวที่เดินสวนมา
เจ้ากรมพิธีการตกใจเล็กน้อย เช้าตรู่เพียงนี้เซ
วียนผิงโหวเข้าวังมาทำอะไร หมู่นี้เจ้านี่จะตื่นสาย
ไม่ใช่หรือ
บนใบหน้าหล่อเหลาของเซวียนผิงโหวประดับ
รอยยิ้มจางๆ เอ่ยด้วยน้ำเสียงเกรงอกเกรงใจว่า
“เจ้ากรมหลี่จะไปไหนรึ”
เจ้ากรมพิธีการเอ่ยว่า “ข้าจะเอาข้อสอบไปให้ฝั่า
บาท”
“อ๋อ ออกมาแล้วรึ” เซวียนผิงโหวเลิกคิ้ว แล้วยื่น
มือไปแตะกล่องที่บรรจุข้อสอบไว้
เจ้ากรมพิธีการถอยหลังไปก้าวหนึ่ง สีหน้าเคร่ง
ขรึมขึ้น “เซวียนผิงโหว! เจ้าจะทำอะไรน่ะ!”
เซวียนผิงโหวแย้มยิ้มจางๆ “ข้าก็แค่จะดูว่าพวก
เจ้าได้ลงไม้ลงมือกับข้อสอบหรือไม่”
เจ้ากรมพิธีการขมวดคิ้ว “เจ้าเพ้อเจ้ออะไรของ
เจ้า! พวกเราล้วนเป็นขุนนางคุมสอบที่ฝั่าบาท
ทรงเลือกมา จะไปทำเรื่องพรรค์นั้นได้อย่างไร ไม่
กลัวโดนตัดหัวรึ”
เซวียนผิงโหวเอ่ยว่า “ก็กลัวไอ้คนที่มันไม่เกรง
กลัวนี่แหละ”
“เซวียนผิงโหวกำลังว่าใครว่าไม่กลัวรึ” ราชครู
จวงเดินมาหาอย่างเอ้อระเหย
เซวียนผิงโหวหันหลังกลับไปมองราชครูจวงด้วยสี
หน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “โอ้ ราชครูจวง
มาแล้ว”
เจ้ากรมพิธีการคำนับให้ “ราชครูจวง”
ราชครูจวงผงกหัวให้เป็นการคำนับคืน จากนั้นก็
มองไปยังเซวียนผิงโหว “เซวียนผิงโหวไม่พอใจ
อะไรเจ้ากรมหลี่หรือไม่ หรือว่าไม่พอใจอะไร
เสนาบดี หรือว่าไม่พอใจฝั่าบาท”
เซวียนผิงโหวแย้มยิ้มจาง “อย่ามองคนในแง่ร้าย
เกินไปนัก ข้าแค่อยากมาดูว่าข้อสอบพวกนี้ถูก
ใครลงมือลงไม้แตะต้องหรือไม่”
ใต้ฟั้านี้คนที่กล้าสงสัยเสนาบดีก็มีแค่เซวียนผิง
โหวนี่แหละ
ราชครูจวงแค่นหัวเราะเอ่ยว่า “หากเซวียนผิง
โหวไม่เชื่อก็มาดูเองสิ”
เจ้ากรมหลี่มองราชครูจวงอย่างตกใจ ราชครูจวง
เอ่ยว่า “ข้าเชื่อว่าเซวียนผิงโหวจะไม่อาศัยจังหวะ
นี้ลงมือทำอะไรกับข้อสอบของผู้เข้าสอบ
เจ้ากรมหลี่ให้เซวียนผิงโหวดูเถิด หากเกิดเรื่องใด
ขึ้นข้ารับผิดชอบเอง”
พูดมาถึงขั้นนี้เจ้ากรมหลี่จะไม่ให้เซวียนผิงโหวดูก็
คงไม่ได้แล้ว
เซวียนผิงโหวเปิดกล่องออก พลิกดูข้อสอบทีละ
ฉบับ บนข้อสอบมีการเลือนชื่อไว้ แต่ลายมือยาม
นี้ของเซียวลิ่วหลังเขายังคงจำได้ดี อย่างไรเสียก็
เคยแอบไปอ่านอยู่หลายฉบับ
เขาเห็นข้อสอบของเซียวลิ่วหลังแล้ว
ราชครูจวงมองข้อสอบใบนั้นแล้วมองเซวียนผิง
โหว ก่อนยิ้มเย็นเอ่ยว่า “มีปัญหาหรือไม่”
เซวียนผิงโหวจ้องมองราชครูจวงลึกเข้าไปใน
ดวงตา
ราชครูจวงเอ่ยอย่างใจกว้างว่า “หากไม่มีล่ะก็
ข้อสอบพวกนี้ต้องมอบไปให้ฝั่าบาท ฝั่าบาทยังรอ
ตรวจอยู่”
เซวียนผิงโหววางข้อสอบลง ลังเลครู่หนึ่งจึงมอง
ใบหน้าราชครูจวงด้วยสายตาเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
แวบหนึ่ง ราชครูจวงสงบนิ่งตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้
สุดท้ายเซวียนผิงโหวก็ให้เจ้ากรมหลี่เดินผ่านไป
ส่วนเขาสาวเท้าออกจากวังหลวงเช่นกัน
ราชครูจวงมองแผ่นหลังที่กลับไปอย่างคว้าน้ำ
เหลวก็หัวเราะเสียงเย็นออกมา
รู้อยู่แล้วว่าจะเป็นเช่นนี้ เขาปั้องกันเซวียนผิงโหว
ไว้แต่แรกแล้ว เซวียนผิงโหวคิดจริงๆ หรือว่า
ตัวเองได้เห็นข้อสอบของเซียวลิ่วหลังจริงๆ
ลายมือแบบเดียวกันเปั๊ะๆ ซ้ำเนื้อหายังคล้ายกัน
มาก เพียงแต่ปรับแก้จุดสำคัญบางแห่งไปก็
เท่านั้น
เซวียนผิงโหวนิสัยหยาบกระด้างจะไปจับ
สังเกตเห็นได้อย่างไร
อย่าได้ดูถูกรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้
เพราะพวกมันเพียงพอจะทำให้ฮ่องเต้เดือดดาล
ขึ้นมาได้เชียวล่ะ
ดังนั้นแล้ว อยู่ยี่สิบอันดับแรกจะไปมีประโยชน์
อะไร
เกรงว่าเซียวลิ่วหลังคงจะไม่ติดแม้แต่จิ้นซื่อขั้น
รองด้วยซ้ำ!
ราชครูจวงออกจากวังหลวงไปอย่างลำพอง
รถม้าของเขารออยู่หน้าประตูวัง คนรับใช้เห็นเขา
เดินมาก็รีบเปิดม่านให้เขา อารมณ์เขาดีไม่น้อย
เขายิ้มแย้มขึ้นรถม้าไป
ทว่าสิ่งที่เขาคาดไม่ถึงก็คือ ในรถม้าของเขามีคนผู้
หนึ่งนั่งอยู่!
ราชครูจวงตกใจจนตัวสั่น “เซวียนผิงโหวรึ!?”
คนขับรถของเขามันกินอะไรเข้าไป เหตุใดจึงให้
เซวียนผิงโหวขึ้นมาได้
“ใครก็ได้!” เขาตวาดขึ้นเสียงดัง
เซวียนผิงโหวเอ่ยเสียงเรียบว่า “ไป”
รถม้าก็เคลื่อนตัวทันที
ราชครูจวงสีหน้าซีดเผือด เขาเลิกม่านรถขึ้นมอง
ไปยังคนขับรถที่นั่งข้างหน้า จึงได้พบว่าอีกฝั่าย
ไม่ใช่คนขับรถของตัวเอง
แล้วคนขับรถของเขาเล่า
ไปไหนแล้ว
รถม้าของเขาจอดอยู่หน้าประตูวังตลอด ซ้ำตรง
นั้นก็มีองครักษ์เฝั้าอยู่ เซวียนผิงโหวเปลี่ยนตัว
คนขับรถของเขาได้อย่างไร
ราชครูจวงมองอีกฝั่ายอย่างกราดเกรี้ยว “เซวียน
ผิงโหว เจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่”
เซวียนผิงโหวยิ้มเย็น “เอาข้อสอบของเซียวลิ่ว
หลังกลับใส่ไว้คืน มิฉะนั้นม้าเจ้าจะตื่น ข้าไม่
รับประกันว่าเจ้าจะลงพื้นอย่างปลอดภัยหรือไม่
อย่างไรเสียเจ้าก็ไม่เป็นวรยุทธ์นี่นา”
ราชครูจวงชะงักงัน “เจ้า…”
เซวียนผิงโหวแค่นหัวเราะเอ่ยว่า “อยากถามข้ารึ
ว่ารู้ได้อย่างไร ข้าไม่รู้เรื่องพวกข้อสอบหรอก แต่
ข้ารู้จักเจ้าดี ราชครูจวง”
ราชครูจวงถูกตอกหน้าจนหน้าเขียวคล้ำ เซวียน
ผิงโหวอวดดีบ้าระห่ำ ยามปกติทำคนอื่นรู้สึกว่า
เขาเป็นคนหยาบกระด้าง แต่ดูเขาทำเรื่องวันนี้สิ!
ราชครูจวงกัดฟัน “เจ้าบังอาจนัก!”
เซวียนผิงโหว “เช่นกัน เช่นกัน”
ราชครูจวงแค่นเสียงเย็นเอ่ยว่า “เจ้า…เจ้าคิดว่า
ทำแบบนี้จะข่มขู่ข้าได้หรือ”
เซวียนผิงโหวแบมือ “ไม่นี่ แค่ให้ข้อเสนอเจ้า
เท่านั้น ในเมื่อเจ้าไม่เอา เช่นนั้นข้าก็มีของขวัญ
อีกชุดจะมอบให้เจ้า”
ราชครูจวงเกิดลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้นมาจากก้นบึ้ง
จิตใจ
รถม้าหยุดลงอย่างรวดเร็ว จอดอยู่บนถนนหลวง
อันกว้างขวางไร้ผู้คนสัญจรไปมา มีเพียงรถม้าคัน
เดียวจอดอยู่ฝังตรงข้ามทั้งคู่
ราชครูจวงเลิกม่านขึ้น รถม้าอีกคันก็มีคนเลิก
ม่านขึ้นเช่นกัน เผยให้เห็นอันจวิ้นอ๋องที่โดนใช้ผ้า
ปิดปากและมัดแบบอู่ฮวา
อันจวิ้นอ๋องมองราชครูจวงอย่างพลุ่งพล่าน ปาก
ส่งเสียงร้องอู้อี้ไม่ได้ศัพท์
ราชครูจวงเกือบจะถูกความอวดดีบ้าระห่ำของเซ
วียนผิงโหวทำเอาตกใจจนคางหลุด
พวกเขาออกจากวังกันมาแทบจะไล่ๆ กัน เซวียน
ผิงโหวตรวจสอบข้อสอบเสร็จไม่มีเวลาไปจับคน
แน่ ก็หมายความว่าก่อนที่จะตรวจสอบข้อสอบ
นั้นเซวียนผิงโหวก็แน่ใจแล้วว่าเขาจะลงมือกับ
ข้อสอบเซียวลิ่วหลัง จึงไปจับตัวอันจวิ้นอ๋องมา
แต่แรก!
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าเจ้ากำลังทำอะไร นี่เจ้าไม่ได้
ลักพาตัวขุนนางในราชสำนักอย่างเดียว เจ้าจับ
จวิ้นอ๋องของแคว้นเจามามัดด้วย!”
เซวียนผิงโหวเอนหลังพิงเก้าอี้อย่างนิ่งสงบ มอง
เขาอย่างสงบท่ามกลางความวุ่นวาย “แล้ว
อย่างไรเล่า”
ในแววตาเขาไร้ซึ่งความหวาดกลัว
อวดดีเหมือนม้าปั่าที่พร้อมจะเหยียบย่ำให้ราบ
เป็นหน้ากลองได้ตลอดเวลา
อันที่จริงราชครูจวงจะยอมประนีประนอมก็ได้
ล้วนเป็นโทษตัดหัวเหมือนกัน ดูแค่ว่าใครจะอวด
ดีไปถึงตอนสุดท้ายได้
ราชครูจวงกำหมัดแน่น จ้องเซวียนผิงโหวเขม็ง
เซวียนผิงโหวเอ่ยอย่างไม่แยแสว่า “ข้าความ
อดทนต่ำ จะบอกเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย เอาข้อสอบ
วางกลับคืนไปเสีย”
ราชครูจวงไม่ยอมรับว่าตัวเองลงมือลงไม้กับ
ข้อสอบมาตั้งแต่แรก แต่นี่ดูเหมือนว่าจะไม่ส่งผล
ต่อเซวียนผิงโหวในการข่มขู่เขาเลย ราชครูจวง
รู้สึกว่าตัวเองเป็นซิ่วไฉเจอทหาร มีเหตุผลก็ใช้
ไม่ได้
หากเป็นบัณฑิตล่ะก็ เขายังพอจะชักแม่น้ำทั้งห้า
มาเกลี้ยกล่อมอีกฝั่ายได้
แต่เซวียนผิงโหวกลับไม่ได้
เขาไม่ให้โอกาสตนได้ชักแม่น้ำเลย
ราชครูจวงเกิดความรู้สึกไร้เรี่ยวแรงขึ้นมา แต่เขา
ก็ไม่ได้ยอมแพ้รวดเร็วเพียงนั้น “เซวียนผิงโหว
เจ้าหยุดอวดดีได้แล้ว!”
เซวียนผิงโหวมองราชครูจวงแล้วยกนิ้วขึ้นอย่าง
นิ่งๆ
ฉางจิ่งที่อยู่ในรถม้าอีกคันชักกริชออกมาแทงต้น
ขาอันจวิ้นอ๋องอย่างไร้ความลังเลแม้แต่น้อย
เลือดสดๆ ไหลทะลัก อันจวิ้นอ๋องกัดฟัน ทว่า
ยังคงส่งเสียงดุดันออกมาจากไรฟันอยู่
ราชครูจวงสีหน้าซีดเผือด “เหิงเอ๋อร์!”
เซวียนผิงโหวเอนหลังพิงผนังรถอย่างเกียจคร้าน
เลิกคิ้วเอ่ยว่า “จำเอาไว้ว่านี่ต่างหากคืออวดดี”
ราชครูจวงตัวสั่นทั่วร่าง โกรธจนเต้นเร่าๆ “เจ้า
ไม่กลัวก่อเรื่องจนถึงชีวิตคนรึ หลานชายข้าตาย
ไป เจ้าคิดว่าเจ้าไม่ต้องชดใช้ด้วยชีวิตรึ”
เซวียนผิงโหวหัวเราะเสียงเย็น “เจ้าคิดว่าข้ากลัว
รึ”
ราชครูจวงนิ่งอึ้ง