สามีข้าคือขุนนางใหญ่ - บทที่ 256 ปินดอกไม้
ณ แคว้นเจา
ประเพณีการมอบปินดอกไม้ของจอหงวนเป็น
ประเพณีที่สืบทอดกันมาโดยตลอด โดยเริ่ม
แรกเริ่มจะมีเพียงแค่จอหงวนเพียงผู้เดียวเท่านั้น
ที่จะได้รับมอบปินดอกไม้ ต่อมาผู้ที่ได้เป็นทั่นฮวา
และปังเหยี่ยนเองก็สามารถได้รับมอบปินดอกไม้
ได้เหมือนกัน โดยปินดอกไม้นั้นเป็นของ
พระราชทาน เป็นของล้ำค่ายิ่ง ดังนั้น การที่หญิง
งามของแคว้นเจาครอบครองปินดอกไม้นี้ได้นั้น
นับว่าเป็นเรื่องน่าภูมิใจอย่างยิ่ง
ใช่แล้ว ปินดอกไม้นี้ไม่สามารถมอบให้ผู้เป็นชาย
ได้
แต่โดยทั่วไปแล้ว ก็มิอาจจะมอบให้ได้ตาม
อำเภอใจ หนึ่งด้วยความที่เป็นของพระราชทาน
สองเกรงว่าจะมีผลร้ายตามมาในภายหลังหาก
มอบให้คนที่ไม่เหมาะสม
ซึ่งเคยมีเหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้น ในสมัยรัชศก
ก่อน จอหงวนนายหนึ่งได้มอบปินดอกไม้ให้คนที่
เขารักซึ่งนางทำงานอยู่ในหอนางโลม ภายหลัง
ภรรยาของจอหงวนจับได้ ซ้ำร้ายคือบิดาของผู้ที่
เป็นภรรยาดันเป็นขุนนางชั้นสูงผู้มีอำนาจ คงเดา
ได้ไม่ยากว่าเกิดอะไรขึ้นกับจอหงวนคนนั้น
เส้นทางชีวิตของเขาพบเจอแต่ความยากลำบาก
ขณะที่ปังเหยี่ยนและทั่นฮวารวมถึงจิ้นซื่อคนอื่นๆ
ได้เลื่อนขั้นและได้ทำงานในราชสำนัก ส่วนจอหง
วนคนนั้นกลับต้องลงเอยด้วยการประจำอยู่ที่
ชนบท
แน่นอนว่านี่เป็นแค่หนึ่งในตัวอย่างเท่านั้น
ประเด็นสำคัญคือปินดอกไม้นั้นเป็นของมีค่า
อย่างยิ่ง
การที่จะได้ปินดอกไม้มาครอบครองนั้นมีอยู่
ด้วยกันสองวิธี วิธีแรกคือบุรุษทั้งสามคนเลือก
สตรีที่จะมอบปินดอกไม้ให้ด้วยความเต็มใจ ส่วน
วิธีที่สองคือฝั่ายสตรีจะต้องตั้งคำถามประลองกับ
บุรุษ หากบุรุษเป็นฝั่ายแพ้ ปินดอกไม้ก็จะต้องตก
เป็นของสตรีไปโดยปริยาย
ไท่จื่อเฟยพระองค์ก่อนเองก็ใช้วิธีนี้ในการคว้าชัย
ชนะและได้ปินดอกไม้จากจิ้นซื่อสองคนมาครอง
และการเป็นข่าวดังของแคว้นเจาอยู่ช่วงหนึ่ง
หากไม่มีใครคิดจะประลองกับเซียวลิ่วหลัง
แน่นอนว่าอำนาจในการเลือกจะต้องตกเป็นของ
เซียวลิ่วหลัง แต่หากมีคนอยากประลองกับเขา
เขาก็ต้องรับคำท้าอย่างไม่มีข้อแม้ และต้องชนะ
มาให้ได้ จึงจะสามารถคงสิทธิ์ในการเลือกผู้รับ
ปินดอกไม้
เขาเลือกที่จะไม่รับคำท้าได้ แต่มีกฎอยู่ว่าเขาไม่
สามารถส่งปินดอกไม้ให้ใครได้อีก
และดูจากที่เซียวลิ่วหลังคว้าปินนั้นออกมา แสดง
ว่าเขาต้องการจะมอบมันให้ใครอยู่แน่ๆ
ท่าทีของเขาทำเอาเหล่าหญิงสาวต่างพากันตาลุ
กวาว
ข้างๆ ร้านน้ำชาที่กู้เจียวนั่งอยู่ก็เป็นร้านน้ำชาอีก
ร้านเช่นกัน มีสองชั้นเหมือนกัน พอหน้าต่างร้าน
ถูกเปิดออก ก็ปรากฎหญิงสาวในอาภรณ์สีม่วง
พร้อมกับสวมผ้าคลุมหน้า
ดูจากการแต่งตัวแล้วน่าจะเป็นบุตรสาวเศรษฐี
นอกจากนี้บริเวณข้างๆ ยังมีสาวใช้คอยยืน
ประกบ
นางแทบไม่ได้สังเกตเห็นกู้เจียวที่อยู่อีกตึกข้างๆ
แต่กลับส่งสายตาหวานเยิ้มให้เซียวลิ่วหลัง ก่อน
จะเอ่ย ขึ้นว่า “ข้าอยากขอท้าเล่นคำกับท่านจอ
หงวน มิทราบว่าท่านจะให้เกียรติข้าหรือไม่”
และนี่ก็คือการท้าประลองจอหงวน
ทุกปีที่มีการเดินขบวนเกิดขึ้น จะต้องมีสตรีจาก
ตระกูลสูงส่งยื่นคำท้าพวกเขา เพียงแต่คนที่เอา
จริงเอาจังนั้นไม่ได้มีจำนวนเยอะมากนัก
แม่หญิงผู้นี้เป็นใครกัน ช่างกล้านัก
ทุกคนหันไปทางสตรีในชุดม่วงอย่างอดไม่ได้
แต่ดูเหมือนนางจะไม่สะทกสะท้ายต่อสายตา
ผู้คนแต่อย่างใด ยังคงยิ้มร่าอย่างภาคภูมิใจ “ว่า
อย่างไรล่ะท่าน กลัวจะสู้สตรีตัวเล็กๆ อย่างข้า
มิได้หรือ ท่านจะปฏิเสธข้าก็ได้ แต่ปินดอกไม้นั่น
ท่านจะมอบให้ผู้อื่นมิได้อีกเป็นอันขาด”
ผู้คนเริ่มเข้าใจสิ่งที่นางต้องการจะสื่อ แม่หญิงผู้นี้
คงคิดว่าหากตัวเองไม่ได้ปินดอกไม้ อย่าหวังว่า
คนอื่นจะได้ไปอย่างนั้นสินะ
แม้จะฟังดูพิลึกพิลั่น แต่หญิงสาวคนอื่นๆ ก็เกิด
นึกครึ้มดีใจขึ้นมา นั่นสินะ ท่านจอหงวน ปิน
ดอกไม้นั่นท่านเก็บไว้แต่เพียงผู้เดียวเถิด อย่าได้
มอบให้ใครเลย!
เซียวลิ่วหลังพยักหน้าให้กู้เจียว ก่อนจะเบน
สายตามาทางสตรีในชุดม่วง ก่อนจะเอ่ยตอบด้วย
สีหน้าแววตาเย็นชา “เชิญแม่หญิงเริ่มการ
ประลองได้เลย”
สตรีชุดม่วงทำหน้าได้ใจ “วั่งเจียงโหลว วั่งเจียง
หลิว วั่งเจียงโหลวซย่าวั่งเจียงหลิว เจียงโหลว
เชียนกู่ เจียงหลิวเชียนกู่!”
ผู้คนต่างพากันตกตะลึงกับความเจ้าบทเจ้ากลอน
ของแม่หญิงคนนี้!
“ยิ่นเยว่จิ่ง ยิ่นเยว่อิ่ง ยิ่นเยว่จิ่งจงยิ่นเยว่อิ่ง เยว่
จิ่งวั่นเหนียน เยว่อิ่งวั่นเหนียน” เซียวลิ่วหลังโต้
กลับเบาๆ ทันควัน
ผู้คนต่างพากันปรบมือให้เขา “สุดยอด!”
สมกับเป็นจอหงวนคนใหม่จริงๆ ! บทที่เขาพูด
ออกมาช่างกินขาดนัก!
สตรีในชุดม่วงเริ่มอ้ำอึ้ง นางคาดไม่ถึงว่าเขาจะ
ตอบกลับได้เร็วขนาดนี้ ด้วยความไม่อยากเสีย
หน้า นางจึงร่ายบทต่อ “อู้สั่วซานโถวซานสั่วอู้!”
เซียวลิ่วหลัง “เทียนเหลียนสุ่ยเหวยสุ่ยเหลียน
เทียน”
สตรีในชุดม่วง “เยว่จ้าวชาชวง เก้อเก้อข่งหมิงจู
เก๋อเลี่ยง” นางเอ่ยถึงจูเก๋อเลี่ยง ซึ่งมีนามว่าข่ง
หมิง
เซียวลิ่วหลัง “เสว่เฟยเหมยหลิง ฉูฉู่เซียงซานไปั๋
เล่อเทียน” เขาเอ่ยถึงไปั๋จวีอี้ ซึ่งมีนามว่าเล่อ
เทียน ฉายาเซียงซาน
สตรีในชุดม่วงร้อนรนราวไฟสุม นางยังอยาก
ประลองต่อ แต่เซียวลิ่วหลังกลับตัดบทนาง “แม่
หญิง ท่านหมดสิทธิ์ถามแล้ว”
นางคือคนแรกที่ขอท้าประลอง โดยคนแรกจะได้
สิทธิ์ในการถามสามครั้ง ส่วนคนต่อๆ มาหาก
ต้องการประลองต่อ จะสามารถถามได้แค่คำถาม
เดียวเท่านั้น
นางโกรธจนควันออกหู ก่อนจะหันไปทางแม่ชีใน
ชุดยาวที่นั่งอยู่ในร้านน้ำชา “ไหนท่านพี่ลองอีกที
สิ! ”
แม่ชีสาวจิบชาเบาๆ ก่อนจะวางถ้วยลง แล้วเอ่ย
ตอบกลับไปว่า “อย่าไปให้เสียหน้าเลย ถ้าคน
อย่างเขาแพ้ง่ายๆ ก็คงไม่ได้เป็นจอหงวนหรอก”
“แต่ว่า…” สตรีชุดม่วงย่ำเท้าไม่พอใจ ก่อนจะ
กลับไปที่นั่งของตัวเองตามเดิม
หลังจากนางเป็นคนประเดิมคนแรก สักพักก็มี
หญิงสาวมากหน้าหลายตาเริ่มท้าประลองกับเขา
แต่สุดท้ายก็คว้าน้ำเหลวกลับมาอยู่ดี
สักพักก็มีสตรีนางหนึ่งเริ่มท้าทายด้วยโจทย์ที่ยาก
ขึ้น นางไม่ได้จะมาทดสอบบทกวี แต่กลับให้เซียว
ลิ่วหลังอ่านบทความหนึ่งในคัมภีร์ ‘จั๋วจ่วน’
แถมยังพกคัมภีร์ไว้ในมืออีกด้วย ซึ่งในนั้นมี
จำนวนคำถึงเก้าหมื่นกว่าคำ ต้องเป็นยอดมนุษย์
ขนาดไหนถึงจะจำได้หมด แล้วนี่ยังจะท้าให้อ่าน
แบบย้อนหลังอีก
จงใจแกล้งกันชัดๆ !
ตอนแรกก็ดูน่าสนุกอยู่หรอก แต่ไปๆ มาๆ ก็เริ่ม
จะเห็นใจท่านจอหงวนคนใหม่นี้ขึ้นเสียแล้ว
ขุนนางฝั่ายพิธีการเริ่มปาดเหงื่อ พลางนึกในใจ
การท้าประลองแบบนี้ควรจะออกกฎให้ชัดเจน
ตั้งแต่แรก ให้อ่านบทกลอนบทกวีอะไรก็ว่าไป
มิใช่มาเล่นพิสดารอะไรแบบนี้! นี่มันจงใจทำให้
เสียหน้ากันชัดๆ
ต้องเป็นคนที่เรียนหนังสือมาถึงจะรู้ว่าโจทย์แบบ
นี้หินแค่ไหน ซึ่งพวกชาวบ้านไม่มีทางเข้าใจ พวก
เขาอาจมองแค่ว่าให้ท่องจำเท่านั้นก็หมดเรื่อง
เป็นถึงจอหงวนแค่นี้ทำไม่ได้หรือ
สตรีเจ้าปัญหายืนยิ้มหน้าระรื่น “ตอบไม่ได้แล้ว
สินะ ปินดอกไม้นั่นคงต้องเป็นของข้าแล้วล่ะ!”
ทันใดนั้น เซียวลิ่วหลังก็เริ่มอ้าปาก “อวี่ไปั๋สือ
ซีอวี่สวี่เซิ่งจื่อหวังสื่อจื่อฉู่ ตง…”
สตรีผู้นั้นถึงกับหน้าหงาย พลางมองไปที่หนังสือ
ในมือด้วยความตะลึง นี่ นี่ นี่…นี่มัน เขาจำได้
หมดทุกคำเลยหรือนี่!
“ข้าฝีมือต่ำต้อยนัก” เซียวลิ่วหลังพูดทิ้งทวน
อย่างเกรงใจก่อนจะเบือนหน้าไปทางอื่น
“ยังมีอีกหรือไม่”
เขาเอ่ยถาม
ทุกคนต่างอึ้งกับความจำอันดีเลิศของเขาที่
สามารถท่องคัมภีร์จั๋วจวนแบบย้อนกลับได้อย่าง
ไหลลื่น เลยไม่มีใครกล้าเอ่ยปากท้าอีกเพราะ
เกรงว่าจะเสียหน้าไปมากกว่านี้
เซียวลิ่วหลังเพ่งเล็งไปที่กู้เจียวด้วยสายตา
อ่อนโยนที่สาวอื่นๆ เห็นแล้วเป็นต้องพากันอิจฉา
ตาร้อน “แม่หญิง ถามข้าสิ”
เอ๋ ถึงตานางแล้วรึ
กู้เจียวยืนอ้ำอึ้ง
ทุกคนต่างถามเกี่ยวกับกวีไม่ก็กลอน แต่นางไม่รู้
เรื่องพวกนี้เลยนี่นา
ที่จริงกู้เจียวก็พอรู้บ้าง แต่เพราะเมื่อครู่ดันเผลอ
ไปชายตามองหนุ่มหล่อในขบวนจิ้นซื่อ ก็เลยเกิด
อาการสมองไม่ทำงานขึ้นมาเสียอย่างนั้น
กู้เจียวอ้าปากค้างพลางกลอกตาไปมา “เอ่อ…
ไปั๋รื่ออีซานจิ่น”
ทุกคนที่รอฟังอยู่รอบๆ ต่างพากันสำลัก!
เดี๋ยวก่อนสิแม่หญิง โจทย์แค่นี้เด็กสามขวบก็ตอบ
ได้เถอะ! ท่านผู้นั้นเป็นถึงจอหงวนที่ท่องจำคัมภีร์
จั๋วจ่วนได้เชียวนะ!
เซียวลิ่วหลังร้องอ้อออกมาหนึ่งที ก่อนจะมอง
นิ่งๆ แล้วเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ว่า
“ข้าน้อยแพ้แล้ว”
คนอื่นๆ “…”
เดี๋ยวก่อนสิท่านจอหงวน โจทย์ง่ายๆ แค่นี้ท่าน
ทำไม่ได้รึ
ทุกคนต่างพากันพูดไม่ออก และในขณะนั้นเอง
จู่ๆ ก็มีสตรีประหลาดปรากฏกายขึ้นพร้อมกับรัว
คำพูดออกมาจนฟังไม่ได้ศัพท์
เซียวลิ่วหลังมองสตรีประหลาดด้วยสายจาเย็นชา
ก่อนจะโต้กลับด้วยประโยคที่ฟังไม่รู้เรื่องเช่นกัน
สตรีในชุดม่วงคนก่อนหน้าถึงกับเหงื่อตก “ท่านพี่
พวกเขากำลังพูดอะไรกัน”
แม่ชีสาวเลิกคิ้ว พลางตอบ “พวกเขาท่อง ‘ไปั๋รื่อ
อีซานจิ่น’ ด้วยภาษาแคว้นเฉินน่ะ”
“หา” สตรีในชุดม่วงถึงกับนิ่งอึ้งไป
แม่ชีสาวเอ่ยต่อ “จากนั้นท่านจอหงวนคนใหม่ก็
เลยโต้ตอบด้วยภาษาแคว้นเฉิน แคว้นเหลียง
แคว้นจ้าว แคว้นจิ้น และแคว้นเยียนด้วยประโยค
‘หวงเหอรู่ไห่หลิว’”
หญิงผู้นั้นคงนึกว่าเซียวลิ่วหลังต่อกลอนไม่ได้
จริงๆ แถมยังนึกไปว่าตัวเองเก่งกว่าสตรีในชุด
เขียวครามคนนั้น อีกทั้งยังนึกว่าท่านจอหงวนจะ
หันมามองบ้างอย่างนั้นสินะ
ที่ไหนได้ หญิงผู้นั้นกำลังโดนหักหน้าอยู่ต่างหาก
ไม่ว่าใครหน้าไหนท้าเขา เขาตอบได้หมด แต่พอ
เป็นกู้เจียว เขากลับเว้นให้
นี่สินะที่เขาเรียกว่าชนะทั้งโลกแต่แพ้ให้คนคนๆ
เดียว
ผู้คนไม่เข้าใจว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น ได้แต่มองแม่
หญิงที่มาท้าประลองที่เอาแต่พูดภาษานกและทำ
หน้าเหวอราวกับเห็นผี
สาวใช้ของแม่ชีจึงนำคำพูดของแม่ชีเมื่อครู่ไป
บอกให้ทุกคนทราบ ทุกคนจึงเข้าใจว่าเกิดอะไร
ขึ้น
ด้วยความที่รีบตื่นแต่เช้ามาดูจอหงวนคนใหม่
ข้าวเช้ายังไม่ตกถึงท้องเลย คราวนี้คงได้อิ่มกันจน
ฟันร่วงจมูกร่วงกันไปอย่างแน่นอน!
ในที่สุด กู้เจียวก็ได้ปินดอกไม้จากจอหงวนคน
ใหม่ไป
พอได้มาก็มองปินดอกไม้นั้นด้วยความใคร่และ
หลงใหล
สวยงามถูกใจยิ่งนัก!
เซียวลิ่วหลังแอบมองกู้เจียวอยู่ห่างๆ พลางคลี่
รอยยิ้มอันอ่อนโยนออกมาโดยที่เขาเองก็ไม่ทันได้
รู้ตัว
ทันใดนั้น ก็มีหัวกลมๆ โผล่มาทางด้านข้างกู้เจียว
“เอ๋ ดอกไม้นี่นา เจียวๆ ข้าอยากได้!” จิ้งคงยื่น
มือทั้งสองออกแล้วตบเบาๆ ที่หัวเหม่งของตัวเอง
เหล่าหญิงสาวต่างพากันมองมาทางนี้ด้วยสายตา
ประมาณราวกับว่า
พ่อหนุ่มน้อย เจ้าน่ะไม่มีผม จะเอาปินไปทำไม
เอามาให้พวกข้าดีกว่าน่า!
พวกข้าออกจะผมหนา!
ส่วนจิ้งคงพอเห็นดังนั้นก็เบือนหน้าหนี เหอะ ก็
อยากได้นี่นา!
กู้เจียวใช้ผ้าม้วนเป็นเกลียวเพื่อทำให้ดูเหมือนที่
คาดผม จากนั้นก็คาดเข้าที่หัวของจิ้งคง ก่อนจะ
นำปินดอกไม้ติดลงไป จิ้งคงโยกหัวไปมาด้วย
ความดีใจ
จอหงวนคนใหม่ที่มองอยู่ห่างๆ ก็ถึงกับทำหน้า
บูดบึ้ง
เปั้าหมายของกู้เจียวคือการคว้าปินดอกไม้สาม
อันมาให้ได้ บัดนี้นางได้ปินของจอหงวนมาแล้ว
ต่อไปคือปินของคนที่เป็นปังเหยี่ยนและทั่นฮวา
พอมาถึงอันจวิ้นอ๋อง กู้เจียวก็ท้าประลองเขาด้วย
โจทย์คณิต
อันจวิ้นอ๋อง “…”
เดิมอันจวิ้นอ๋องจะเล่นมุขยอมแพ้แบบเซียวลิ่ว
หลังเหมือนกัน แต่เขาคาดไม่ถึงว่ากู้เจียวจะโยน
โจทย์ยากขนาดนี้มาให้เขา
นี่ใครเป็นคนสอนนางกันนี่ หรือจะเป็นเซียวลิ่ว
หลัง
เหตุใดนางถึงเอาโจทย์ง่ายๆ ให้เซียวลิ่วหลัง แต่
พอเป็นเขาถึงได้เล่นไม้โหดแบบนี้เล่า
อันจว้นอ๋องสูดหายใจลึก ก่อนเอ่ย “ข้ายอมแพ้”
เซียวลิ่วหลังหรี่ตามองอันจวิ้นอ๋องที่ยื่นปินดอกไม้
ให้กู้เจียวด้วยสายตาอำมหิต
และไม่นาน กู้เจียวก็พุ่งเปั้าไปที่หนิงจื้อหย่วน
จนถึงตอนนี้ยังไม่มีใครท้าทายหนิงจื้อหย่วน
ดังนั้นเขาจึงสามารถเลือกที่จะมอบปินให้ได้
โดยตรง แต่หนิงจื้อหย่วนไม่ต้องการเช่นนั้น เขา
ตัดสินใจว่าถ้าใครท้าทายเขา เขาจะปฏิเสธพวก
เขาทั้งหมดและเก็บปินไว้เอง
พอเซียวลิ่วหลังเห็นว่ากู้เจียวอยากได้ปินของห
นิงจื้อหยวน เขาก็ไม่รู้สึกโกรธแล้ว
หนิงจื้อหย่วนกำปินไว้ในมือแน่น
เขาไม่ยอมให้หรอก
เขาจะเก็บมันไว้เป็นสมบัติของตระกูล
“ส่งปินดอกไม้นั่นให้นางเถอะ” จอหงวนคนใหม่
เอ่ยขู่
“ไม่” หนิงจื้อหยวนปฏิเสธ
“ระวังผลที่ตามมาก็แล้วกัน” จอหงวนยังคงโน้ม
น้าวและข่มขู่ “ข้าเป็นถึงจอหงวน ถ้าเจ้าไม่ทำ
ตามที่ข้าพูด ก็ระวังวันหน้าของเจ้าไว้ก็แล้วกัน”
หนิงจื้อหย่วน “…”
ด้วยความที่จอหงวนมีอำนาจมากกว่าทั่นฮวา
และปังเหยี่ยน ดังนั้นการที่จอหงวนจะสกัดดาว
รุ่งทั่นฮวาจึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้
โบราณว่าไว้พบเจอความยากลำบากให้อดทน
แต่ในวันนี้หนิงจื้อหย่วนกลับไม่ทนพร้อมทั้งมอบ
ปินให้ทั้งน้ำตา!
หนิงจื้อหยวนกัดฟันจำใจยื่นปินดอกไม้ให้กู้เจียว
โธ่ สมบัติของตระกูล
ในที่สุดกู้เจียวก็ได้ปินดอกไม้ครบสามอัน
กลายเป็นว่ากู้เจียวคือสตรีคนแรกที่คว้าปิน
ดอกไม้ได้ครบสามอัน แม้แต่ไท่จื่อเฟยเองก็เทียบ
ไม่ติด
ทั้งเซียวลิ่วหลังและกู้เจียวกลายเป็นคู่ชายหญิงที่
ผู้คนให้ความสนใจมากที่สุดในวันนี้
แน่นอนว่าพวกเขาจะกลายเป็นประเด็นสนทนา
ของชาวบ้านกันไปอีกยาว
ขบวนเดินสายกินเวลาเกือบชั่วโมง พวกเขา
เดินขบวนผ่านถนนฉังอานทั้งสาย ไปจนถึงศาลา
ว่าการ ก่อนจะรับประทานอาหารกลางวัน แล้ว
แยกย้ายกันกลับเรือน
“ลิ่วหลัง นี่เรื่องจริงใช่ไหม” ณ ห้องโถงในศาลา
ว่าการ เฟิงหลินกำลังพูดคุยกับเซียวลิ่วหลังด้วย
อารมณ์พลุ่งพุ่งพล่าน “ข้าเห็นผู้คนมากมายมอง
มาที่ข้าตลอดทาง ข้า… ทั้งชีวิตของข้า ..ไม่เคยมี
อะไรหวือหวาขนาดนี้มาก่อน”
แม้สิ่งที่เขาเจอแทบจะเทียบไม่ได้กับจอหงวนคน
ใหม่ แต่เขาไม่เคยคิดที่จะเปรียบเทียบตัวเองกับ
เซียวลิ่วหลังแม้แต่นิด ความผิดหวังในการเป็นถง
จิ้นซื่อในตอนแรกหายไปอย่างสมบูรณ์ระหว่างที่
เดินขบวนไปตามถนน บัดนี้ความรู้สึกของเขาเต็ม
ไปด้วยความกระตือรือร้น เขาแค่ต้องการทำ
หน้าที่ให้ดีที่สุดเพื่อรับใช้ราชสำนัก!