สามีข้าคือขุนนางใหญ่ - บทที่ 277 เอาชีวิตเขา (1)
กู้เจียวเองก็มาถึงยังถนนไปั๋สือแล้ว นางแทรก
กายไปตามฝูงชน ตามหาเงาร่างของกู้เหยี่ยน
ขณะที่นางผ่านโรงน้ำชาแห่งหนึ่ง ก็แอบรู้สึก
คุ้นเคยอย่างประหลาด ราวกับตนเองเคยมาที่นี่
ทว่านางไม่เคยมาแม้สักครั้ง
แต่เป็นกู้เหยี่ยนต่างหาก
เขาเคยมาที่นี่
กู้เจียวเดินย้อนกลับตามหาแถวโรงน้ำชา ยาม
เดินผ่านมุมเลี้ยว ฝีเท้าของนางก็หยุดลง
นางมองไปทางตรอกกว้างขวางแต่กลับเงียบสงัด
ทางซ้ายมือ ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด จู่ๆ ก็รู้สึกหายใจ
ไม่ออกขึ้นมา
นางกุมหัวใจที่เต้นรัว ความเจ็บปวดแล่นริ้ว
ออกมาจากภายใน!
“อาเหยี่ยน!”
หลังจากกู้ฉังชิงออกมาจากเรือนหนานเฟิง ก็
ย้อนกลับไปตามถนนไปั๋ฉือแล้วก็เจอบริเวณนี้
เช่นกัน
เขาเห็นกู้เจียวจึงรีบควบม้าเข้ามา เมื่อเห็นว่ากู้
เจียวสีหน้าไม่สู้ดีนักจึงรีบเอ่ยถาม “เป็นอะไรไป
รึ”
กู้เจียวกำชายเสื้อแน่น มองไปทางฟากฟั้ายาม
ราตรีฝังตะวันตกอันไกลสุดลูกหูลูกตา “อาเหยี่ย
นอยู่ที่นั่น”
กู้ฉังชิงทอดสายตามองตามนาง ก่อนจะละ
สายตากลับมาแล้วยื่นมือให้นาง “ขึ้นมา”
กู้เจียวคว้ามือเขาไว้แล้วพลิกตัวขึ้นหลังม้า นาง
กำอานม้าไว้แน่น
กู้ฉังชิงไม่จำเป็นต้องกังวลว่านางจะตกม้าเหมือน
กู้เหยี่ยน เขาก็กระตุกบักเหียน “ไป!”
เจ้าม้าเองก็เหมือนจะรับรู้ถึงอารมณ์ของเจ้านาย
ควบออกไปอย่างรวดเร็วท่ามกลางยามราตรี
“ถนนเส้นใด”
ณ ทางแยก กู้ฉังชิงถามกู้เจียว
กู้เจียวเหลียวมอง “ทางนั้น”
สองขาของกู้ฉังชิงหนีบท้องม้าแน่น เจ้าม้าแล่น
ถลาลมไปทางถนนฝังขวามือ
เขาลัดผ่านถนนเส้นนั้น ขณะที่เข้ามาถึงตรอก
ย่านโลกีย์ก็เหมือนจะพอคาดเดาบางอย่างได้
ตรอกสายนี้ชื่อเสียงโด่งดังในเมืองหลวง เป็น
สถานที่ที่เหล่าเศรษฐีผู้มีอิทธิพลมากมายมากิน
ดื่มรื่นเริง
เคยมีคนพาเขามาที่นี่ บอกว่าจะมอบเรือนหลัง
หนึ่งให้กับเขา ตอนนั้นเขายังไม่เข้าใจ เพียงแค่ยัง
ไม่คุ้นเคยกับการรับสินบนรางวัลก็เท่านั้น แต่อีก
ฝั่ายกับเอ่ยด้วยเสียงหัวเราะ “ใต้เท้าตูเว่ยไม่ต้อง
เกรงใจหรอก ใต้เท้าถังเองก็มีเรือนหลังหนึ่งอยู่
ที่นี่ เรือนข้างหน้านี้อย่างไรเล่า”
พอนึกได้ดังนั้น กู้ฉังชิงก็รู้แล้วว่าถังหมิงอยู่ที่ใด
เขารอให้ม้าควบไปถึงไม่ไหว จึงพลิกตัวลงม้าแล้ว
ส่งม้าต่อให้กู้เจียว ส่วนตัวเองก็ใช้วิชาตัวเบาก่อน
จะหายวับไปกับท้องฟั้าอันมืดมิด
วินาทีที่เขาผละตัวออก ในหัวเขามีความคิด
บางอย่างแวบผ่าน ทว่าเพียงแวบเดียวก็หายไป
แสงจันทร์สลัว แสงเทียนอบอุ่น
ถังหมิงฉีกชุดตัวนอกและเสื้อทับของกู้เหยี่ยนจน
ขาดวิ่น เหลือเพียงชุดตัวในผืนบางที่หลุดลุ่ยอยู่
บนเรือนกาย
ช่างเป็นสมบัติล้ำค่าท่ามกลางมวลหมู่มนุษย์จริงๆ
ถังหมิงลูบไล้ไปตามขาขาวเรียวยาวทั้งสองข้าง
ก่อนจะคร่อมทับร่างของกู้เหยี่ยน
ปัง!
เสียงโครมครามดังขึ้น ประตูห้องทั้งบานพังลงมา
ในทันใด
รังสีอาฆาตอันรุนแรงแผ่ซ่านออกมาจากด้านหลัง
ของถังหมิง ม่านมุ้งขยับไหวทั้งที่ไร้สายลม สัน
หลังของถังหมิงเย็นวาบ เขาเอื้อมมือออกไปคว้า
กระบี่ยาวที่วางข้างหมอน ทว่ายังไม่ทันคว้าถึง
สายแส้ยาวก็ทะลวงผ่านม่านมุ้งเข้ามารัดลำคอ
ของเขาเอาไว้
เขาไม่ทันแม้แต่จะขัดขืน ก็ถูกเหวี่ยงอย่างแรงจน
กระแทกเข้ากับผนัง หลังจากกระแทกเข้าอย่าง
จังก็ล้มหมอบลงกับพื้น
เขาล้มลงแรงพอสมควร นิ่งไปครู่ใหญ่ก็ยังลุกไม่
ขึ้น
กู้ฉังชิงถลาเข้าไปยังหน้าเตียง ฉีกมุ้งจนไม่เหลือ
ชิ้นดี พอเห็นกู้เหยี่ยนในสภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ย
แววตาก็พลันเย็นยะเยือกขึ้นมา เขาไม่ใช้ผ้าห่ม
บนเตียงห่อร่างของกู้เหยี่ยน แต่กลับถอดชุดตัว
นอกของตัวเองออกมาคลุมไว้ในทันที ก่อนจะห่อ
ร่างของกู้เหยี่ยนไว้อย่างหนาแน่น!
กู้เหยี่ยนไม่ได้สติ ร่างกายร้อนผ่าว
ต้องถูกคนวางยาอย่างแน่นอน
แม้กู้ฉังชิงคิดอยากจะฆ่าคนขึ้นมาแล้ว แต่ยามนี้
ไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าชีวิตของกู้เหยี่ยน
เขาอุ้มกู้เหยี่ยนขึ้นมา กู้เหยี่ยนทิ้งร่างอยู่ในอ้อม
แขนของเขาอย่างไร้เรี่ยวแรง
“อย่า…” เขาเอ่ยเสียงรวยริน
กู้ฉังชิงปวดใจเจียนตายแล้ว เขาพยายามบังคับ
แขนที่โอบร่างของกู้เหยี่ยนไม่ให้สั่นไหว
“ข้าเอง” เขาเอ่ยเสียงแผ่วเบา
กู้เหยี่ยนมองเขาด้วยสติอันเลือนราง อันที่จริงก็
มองเห็นไม่ชัดสักเท่าไหร่ เห็นเพียงแค่เงาพร่ามัว
ตรงหน้า แต่ร่างกายของอีกฝั่ายทำให้ลมหายใจ
ของเขาสงบลง
เขาเผยอริมฝีปาก “ท่านพี่”
หัวใจของกู้ฉังชิงแตกสลายเพราะคำว่าท่านพี่
แม้จะรู้ดีว่าคำว่าท่านพี่นี้เหมือนกับคำว่าพี่ใหญ่
จากปากของเสี่ยวจิ้งคง ทว่าหัวใจของกู้ฉังชิงก็
ยังคงสั่นไหว
เขาอยากจะบอกคนตรงหน้าเหลือเกิน ใช่ ข้าคือ
ท่านพี่ของเจ้า พี่ชายแท้ๆ ของเจ้า
“อืม~” เมื่อรับรู้แล้วว่าอีกฝั่ายเป็นใคร จู่ๆ กู้เห
ยี่ยนก็รู้สึกอดสูขึ้นมา
ยามอยู่ต่อหน้าถังหมิงดวงตาของเขานั้นแข็งกร้าว
ทว่ายามนี้กลับแดงก่ำ ความคับแค้นในอันยากจะ
อธิบายด้วยคำพูดฉายผ่านแววตานั้น
หัวใจของกู้ฉังชิงราวกับถูกทิ่มแทงจนพรุนไปหมด
เขากระชับกู้เหยี่ยนในอ้อมแขนไว้แน่น ยามนี้เขา
แทบจะไม่เหลือสติสัมปชัญญะใด หากไม่ใช่
เพราะลมหายใจของกู้เหยี่ยนนั้นอ่อนแรง
เหลือเกิน เขาก็อยากพุ่งตัวเข้าไปจัดการถังหมิง
ให้เสร็จสิ้น!
“กู้ฉังชิง…เจ้าเองรึ” ในที่สุดเรี่ยวแรงของถังหมิง
ก็คืนกลับมาบ้างเล็กน้อย เขาค่อยๆ ตะกายขึ้น
จากพื้น ทว่ายังไม่ทันได้ยืนขึ้น ก็ถูกกู้ฉังชิงถีบจน
ล้มกลับไปที่เดิม!
เขากระอักเลือกออกมาในทันใด!
กู้ฉังชิงมองเขาอย่างเคียดแค้น “ถังหมิง แค้นนี้
ข้าจะกลับมาคิดบัญชีกับเจ้าแน่!”
ถังหมิงรู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก เหตุใดกู้ฉังชิงถึง
ตามมาที่นี่
หรือเจ้าหนูคนนี้…
ทันใดนั้นถังหมิงก็จำได้ว่าตนเองเคยเห็นกู้ฉังชิง
ขี้ม้ามากับเด็กหนุ่มคนหนึ่งบนถนนใหญ่ หรือ
ว่า…เด็กหนุ่มรูปงามตรงหน้านี้จะเป็นเด็กหนุ่มคน
เดียวกับที่กู้ฉังชิงโอบไว้ในอ้อมกอด
พวกเขามีความสัมพันธ์อย่างไรกัน
ที่ว่าเจ้าเด็กคนนี้เป็นลูกชายของติ้งอันโหว…เป็น
ความจริงอย่างนั้นหรือ
แต่ไม่ใช่ว่ากู้ฉังชิงนั้นยอมรับเพียงแค่น้องชายร่วม
มารดาอีกสองคนหรอกหรือ แล้วมาสนใจใยดี
น้องชายอีกคนตั้งแต่เมื่อใดกัน
ท่าทางเขาตื่นตระหนกเสียขนาดนั้น ทำอย่างกับ
ว่าใครกำลังจะฆ่าจะแกงเขา!
ต้องทำกันขนาดนี้เชียวหรือ!
ถังหมิงบาดเจ็บเล็กน้อย เขากุมหน้าท้องที่เจ็บ
พลางถลึงตามองกู้ฉังชิงอย่างมาดร้าย มืออีกข้าง
หนึ่งปาดคราบเลือดที่มุมปาก ก่อนจะเอ่ยเสียง
เย็น “ไม่ใช่แค่ลูกชายของนางแพศยาคนหนึ่ง
หรอกหรือ เจ้าเองก็เกลียดเขาเหมือนกันไม่ใช่
หรืออย่างไร สู้ส่งเขาให้ข้าไม่ดีกว่าหรือ ข้าจะสั่ง
สอนเขาแทนเจ้าเอง”
ถังหมิงไม่เห็นลูกของภรรยารองอยู่ในสายตาอยู่
แล้ว โดยทั่วไปแล้วเด็กพวกนี้มักจะไม่เป็นที่รัก
ของตระกูลสักเท่าไหร่ ยิ่งได้ยินมาว่าภรรยารอง
ของติ้งอันโหวนั้นชาติกำเนิดต่ำต้อย ตลอดหลาย
ปีที่ผ่านมาก็ไม่เคยได้รับการเหลียวแล หอบลูก
ชายออกไปใช้ชีวิตกันในชนบท
ในเมื่อเป็นเช่นนั้น กู้ฉังชิงจะวางมาดหวงแหน
เช่นนี้ให้ใครดูกัน
ลมหายใจของกู้เหยี่ยนเริ่มไม่คงที่ กู้ฉังชิงอดกลั้น
ความวู่วามที่จะเอาชีวิตถังหมิง สุดท้ายเขา
เหลือบตามองถังหมิง “หากข้าเป็นเจ้า ข้าจะหนี
ออกไปจากเมืองหลวงตั้งแต่คืนนี้แล้วไม่กลับมา
อีก”
“เหอะ” ถังหมิงแค่นเสียงออกมาอย่างไม่แยแส
หากเป็นเมื่อก่อน ถังหมิงคงอดทนอดกลั้นหากกู้
ฉังชิงข่มขู่เขาเช่นนี้ ทว่ายามนี้ท่านอาองเขาเป็น
ถึงจอมพลทหารม้าหยวนไซว่ เขาเองก็ได้เลื่อน
ตำแหน่งเป็นถึงรองแม่ทัพ กู้ฉังชิงเป็นเพียงแค่ผู้
บัญชาการค่ายหู่ซานตัวกระจ้อยร่อย คิดจะมา
ลูบคมเขาอย่างนั้นหรือ!
เขาไม่กลัวว่ากู้ฉังชิงจะฟั้องร้อง แม้เรื่ องนี้เขาจะ
เป็นคนผิดก็จริง แต่หากแพร่งพรายออกไป คนที่
เสียหายก็มีแต่เจ้าหนูคนนั้น
ในตอนนั้นคนทั้งเมืองหลวงก็จะรู้ว่าน้องชายของ
กู้ฉังชิงเป็นของเล่นของถังหมิง
กู้ฉังชิงกับเจ้าหนุ่มน้อยหน้าหยกคนนี้จะยอม
เสื่อมเสียชื่อเสียงหรือ
กู้ฉังชิงไม่ยอมเสียเวลากับถังหมิงอยู่ที่นี่อีกต่อไป
เขาอุ้มร่างของกู้เหยี่ยนแล้วใช้วิชาตัวเบาออกไป
จากที่นั่น
ออกไปเพียงไม่นาน กู้ฉังชิงก็บังเอิญเจอม้าที่หยุด
อยู่ริมถนน กู้เจียวตามมาถึงที่เรือนหลังนี้พอดี
กู้ฉังชิงเห็นอานนั่งของตัวเองก็เพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่า
ตัวเองลืมอะไรไปบางอย่าง ม้าของเขานิสัยแปลก
พิกลอยู่บ้าง ปกติแล้วไม่ยอมให้ใครขี่ น้องสาว
ของเขาคงไม่เป็นอะไรหรอกกระมัง
กู้เจียวไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ในใจ เขามองกู้เห
ยี่ยนที่ถูกห่อร่างด้วยชุดตัวนอกของกู้ฉังชิง วินาที
นั้นแววตาของนางก็ก่ำเป็นสีเลือดขึ้นมา
“ฝีมือใครกัน”
“ถังหมิง เจ้าไม่รู้จักหรอก”
“คนตระกูลถังอย่างนั้นหรือ”
“ใช่แล้ว”
กู้เจียวมองไปที่เรือนหลังนั้น นางกำหมัดแน่น
ยับยั้งเลือดที่พลุ่งพล่านจนแทบจะระเบิดออกมา
ก่อนจะเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าของกู้ฉังชิง
นางมองใบหน้าของกู้เหยี่ยนก่อนจะจับชีพจรของ
เขา
กระเปั๋าเงินของกู้เหยี่ยนหายไปแล้ว ภายในนั้นมี
ยาของเขาอยู่
โชดดีที่ห่อผ้าของกู้เจียวมียาของกู้เหยี่ยนสำรอง
อยู่ตลอด นางให้กู้เยี่ยนกินยาก่อนสองเม็ด ก่อน
จะปลดถุงน้ำจากอานม้ามาให้เขากลืนยาลงไป
ทว่าอาการของกู้เหยี่ยนในตอนนี้แค่กินยาคงยัง
ไม่พอ
ทั้งสองรีบพากู้เหยี่ยนกลับไปที่ตรอกปีสุ่ย
ลมราตรีหนาวเย็นไม่น้อย กู้ฉังชิงกลัวว่ากู้เหยี่ยน
จะหนาวกระมัง จึงถอดเสื้อทับออกแล้วสวมเพียง
ชุดตัวในผืนบางพลางอุ้มกู้เหยี่ยนเอาไว้ตลอดทาง
ระหว่างทางมีสายตาแปลกประหลาดมองมาไม่
ขาดสาย ขอแค่ไม่มีใครจำได้ว่าเขาเป็นใครก็พอ
เมื่อมาถึงหน้าประตู กู้เจียวก็นึกอะไรขึ้นได้
บางอย่างก่อนจะเอ่ยกับกู้ฉังชิง “ไปที่เรือนท่าน
ปูั่!”
กู้ฉังชิงเข้าใจในทันที “ได้”
เขาอุ้มกู้เหยี่ยนไปยังเรือนหลังถัดกัน
บทที่ 277 เอาชีวิตเขา (2)
จี้จิ่วอาวุโสเพิ่งจะเข้านอน พอเห็นภาพตรงหน้าก็
ตกใจยกใหญ่ “เหตุใดถึงเป็นเช่นนี้ เกิดอะไรขึ้น
หรือ”
ก่อนหน้านี้กู้ฉังชิงไม่เคยเจอจี้จิ่วอาวุโส แต่พอ
มายังตรอกปีสุ่ยบ่อยเข้า ก็พอจะรู้ว่าจี้จิ่วอาวุโส
เป็นใครมากจากไหน
ส่วนเขากลายเป็นท่านปูั่ของเซียวลิ่วหลังได้
อย่างไรนั้น กู้ฉังชิงยังไม่แน่ใจเหมือนกัน
เขาเองก็ไม่ได้สนใจจะตามสืบด้วย
“ไว้ค่อยอธิบายให้ท่านฟังทีหลัง ตอนนี้มีห้องว่าง
หรือไม่” กู้ฉังชิงเอ่ย
“มี มี!”
ห้องฝังตะวันตกว่างอยู่
จี้จิ่วอาวุโสเปิดห้องฝังตะวันตก ก่อนจะปูผ้าปูผืน
สะอาด
กู้ฉังชิงวางกู้เหยี่ยนลงบนเตียงอย่างเบามือ
กู้เจียวหยิบกล่องยาใบน้อยออกมา
ด้วยอาการของกู้เหยี่ยนไม่เหมาะกับการใช้ยาเร่ง
อาเจียน จึงทำได้เพียงให้น้ำเกลือเข้าไปขับยา
ออก แต่ระหว่างการขับยานั้น อวัยวะภายในของ
เขาจะต้องรับภาระอย่างหนัก สำหรับคนที่มี
โรคหัวใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้วนี่เป็นเรื่องอันตราย
ร้ายแรงอย่างไม่ต้องสงสัย
กู้เจียวเปิดกล่องยาใบน้อย แล้วเจาะน้ำเกลือ
ให้กับกู้เหยี่ยน
นางวัดความดันเลือดให้กับเขา ความดันเลือดพุ่ง
สูงเกินปกติ น่าจะเป็นเพราะฤทธิ์ยาเหนี่ยวนำ
หากประเดี๋ยวความดันยังไม่ลดลง คงต้องให้ยา
ลดความดัน
กู้เหยี่ยนหมดสติไปแล้ว แต่มือของเขายังกำแขน
เสื้อของกู้ฉังชิงอยู่ตลอด ก่อนจะสลบไปก็ยังกำ
อยู่ กู้ฉังชิงไม่ได้ดึงมือเขาออก เฝั้าเขาอยู่ข้าง
เตียงทั้งอย่างนั้น
ไม่นาน ตัวของกู้เหยี่ยนก็ร้อนขึ้นมา
กู้เจียวประคบถุงน้ำแข็งบนหน้าผากของเขา
อาการของกู้เหยี่ยนอันตรายเพราะโรคหัวใจของ
เขา จึงไม่สามารถใช้ยาสะเปะสะปะได้ จนกว่าจะ
หมดสิ้นหนทาง กู้เจียวจึงพยายามรักษาด้วยวิธี
ดั้งเดิม
“เขา…เป็นอย่างไรบ้าง” กู้ฉังชิงมองกู้เหยี่ยนที่
นอนไม่ได้สติ เอ่ยถามเสียงแหบพร่า
อย่าเห็นว่ากินยาไปแค่เม็ดสองเม็ด แต่สำหรับ
ร่างกายอย่างเขานั้นอาจถึงชีวิตได้ ทว่าหนึ่งปีที่
ผ่านมาเขากินยาต้านหัวใจล้มเหลวมาตลอด
ไม่อย่างนั้นคงทนต่อไปไม่ไหวแล้ว
เมื่อคิดได้ดังนั้น กู้เจียวก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้
ตอนที่เกิดเรื่องกับเซียวลิ่วหลังและกู้ฉังชิง นาง
มักจะฝันล่วงหน้าก่อนเสมอ แต่เหตุใดยามเป็นกู้
เหยี่ยน นางถึงไม่ฝัน
นางไม่ได้มั่นใจว่าหากเกิดเรื่องขึ้นกับกู้ฉังชิงหรือ
เซียวลิ่วหลังนางจะฝันเห็นก่อนไปเสียทุกครั้ง แต่
อย่างน้อยนางก็จะฝันเห็นอะไรบางอย่าง
ทว่าไม่มีสักครั้งที่ฝันเห็นกู้เหยี่ยน
คงไม่ใช่เพราะนางกับกู้เหยี่ยนยังไม่สนิทกันพอ
หรอกกระมัง นางกับกู้เหยี่ยนเป็นแฝดท้อง
เดียวกัน ย่อมต้องสนิทกันที่สุดอยู่แล้ว
ความสัมพันธ์ที่ยากจะตัดขาดมากที่สุดก็ว่าได้
หรือเป็นเพราะสนิทกันเกินไป
อีกอย่าง นางก็ยังค้นพบอีกเรื่องหนึ่ง นั่นก็คือนาง
ไม่สามารถล่วงรู้สถานการณ์อันตรายที่จะเกิด
ขึ้นกับตนเองได้ ตอนที่โรงมหรสพถล่มคราวก่อน
ก็เช่นกัน ตอนที่ถูกหลังคาถล่มทับลงมาพร้อมกับ
ท่านย่าก็เช่นกัน
นางไม่อาจล่วงรู้ชะตาชีวิตของตนเองล่วงหน้า
หรือเป็นเพราะกู้เหยี่ยนกับนางเป็นฝาแฝดกัน
เพราะอย่างนั้นนางจึงไม่อาจล่วงรู้ชะตาชีวิตของ
กู้เหยี่ยนได้
หากเป็นเช่นนั้นจริง คงต้องเรียกองครักษ์ลับของ
กู้เหยี่ยนกลับมาเมืองหลวงแล้วกระมัง
…
ส่วนฟากถังหมิง หลังจากถูกกู้ฉังชิงซัดจนน่วม
แล้ว เขาก็ไม่มีกะจิตกะใจจะเริงสำราญอีกต่อไป
จึงรีบควบม้ากลับไปที่จวนตระกูลถัง
ยามนี้จวนตระกูลถังไม่ใช่จวนแม่ทัพอีกต่อไป แต่
เป็นจวนหยวนไซว่แล้ว บรรายากาศจึงดูน่าเกรง
ขามยิ่งกว่าเคย
ถังหมิงยืนอยู่ตรงหน้าสิงโตหินคู่แสนดุดัน จัดแจง
เสื้อผ้าอาภรณ์ก่อนจะสะบัดแขนเสื้อ เมื่อมั่นใจ
แล้วว่าสภาพไม่ได้ดูผิดปกติจึงเดินเข้าไปในจวน
ฉังเย่ว์ซานเพิ่งจะซ้อมกระบี่เสร็จบริเวณลานบ้าน
บ่าวยื่นผ้าให้ เขารับผ้ามาเช็ดเหงื่อที่เปียกชุ่มไป
ทั้งศีรษะ พลางเอ่ยถามด้วยลมหายใจหอบถี่
“หมิงเอ๋อร์กลับมาแล้วหรือยัง”
บ่าวตอบ “เรียนนายท่าน ยังไม่กลับมาขอรับ
อาจจะกลับมาช้าเพราะภาระหน้าที่ ช่วงนี้มีคน
มาเยี่ยมเยียนที่จวนมากมายเหลือเกิน นายท่าน
ไม่ยอมให้พวกเขาเข้าพบ พวกเขาจึงไปหาท่าน
ชายแทนน่ะขอสิขอรับ”
ตระกูลจวนมีทายาทสองสาย ถังเย่ว์ซานเป็นสาย
รอง เขายังมีพี่สะใภ้อีกคนหนึ่ง ถังหมิงเป็นลูก
ชายคนโตของตระกูลสายหลัก
พี่ชายของถังเย่ว์ซานเป็นอัมพาตมานานหลายปี
แล้ว ทว่าถังเย่ว์ซานกลับไม่ได้ฮุบสมบัติของ
ตระกูลสายหลักเป็นของตนแต่อย่างใด ทั้งยังให้
พี่ชายเป็นนายใหญ่ของตระกูลถัง
จวนหยวนไซว่ของเขาก็ตั้งอยู่ติดกับรั้วของเรือน
ตระกูลถัง ในสายตาของคนนอกนั้นเรือนทั้งสอง
หลังก็เหมือนรอบรั้วเดียวกัน
ถังเย่ว์ซานไม่มีลูกชาย มีเพียงลูกสาวสองสามคน
ทั้งนายทั้งบ่าวในจวนต่างก็รู้ว่าถังเย่ว์ซานนั้น
เอ็นดูหลานชายคนโตผู้นี้มากแค่ไหน กลัวก็แต่ว่า
วันหน้าถังหมิงจะไม่ได้สืบทอดเพียงแค่ทรัพย์
สมบัติของบ้านสายหลัก แต่ยังสืบทอดอำนาจ
ของถังเย่ว์ซานอีกด้วยน่ะสิ
บ่าวในจวนหยวนไซว่ต่างเห็นถังหมิงเป็นเหมือน
ดั่งนายน้อย เพราะพ่อบังเกิดกล้าของถังหมิงเป็น
อัมพาตติดเตียง ไม่อาจดูแลเขาได้ จึงต้องไหว้
วานให้น้องชายเลี้ยงดูแทนตนเอง
ถังหมิงเขาเคารพเทิดทูนท่านอามาตั้งแต่เด็ก ทั้ง
ยังยินดีที่จะได้ติดตามถังเย่ว์ซาน
พูดไม่ทันขาดคำก็มาพอดี
ถังเย่ว์ซานเพิ่งจะเช็ดเหงื่อ ก็เห็นถังหมิงเดินเข้า
มาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “ท่านอา! หลานกลับ
มาแล้วขอรับ!”
ความดีใจเผยขึ้นมาบนหน้าเคร่งขรึมของถังเย่ว์
ซานในทันใด “เหตุใดถึงได้ดึกนัก งานในค่าย
ทหารหนักเกินไปแล้วหรือเปล่า”
ถังหมิงยิ้มพลางเอ่ย “มีงานเสียที่ไหนกันขอรับ
ท่านอาไม่ได้ให้ข้าไปเจรจากับพวกขุนนางใหญ่
เป็นการส่วนตัวหรอกหรือ ข้าออกมาตั้งนานแล้ว
ที่กลับมาช้าเพราะไปซื้อหอยผัดพริกหอมให้ท่าน
อาต่างหาก”
เขาเอ่ยพลางหยิบกล่องอาหารที่ซ่อนไว้ด้านหลัง
ออกมา “ท่านอาดูสิขอรับ ใช่ร้านที่ท่านอาไป
ประจำหรือไม่”
ถังเย่ว์ซานได้ยินดังนั้น ความสุขในใจก็ยิ่งพรั่งพรู
ออกมาทางวาจา เขาเปิดกล่องอาหารพลางสูด
กลิ่นหอม ก่อนจะเอ่ยอย่างพึงพอใจ “ใช่แล้ว
กลิ่นนี้ล่ะ!”
บ่าวรับใช้ยิ้มพลางเอ่ย “ท่านชายช่างกตัญูยิ่ง
นัก พวกข้าคิดไม่ถึงเลยจริงๆ”
ถังเย่ว์ซานหัวเราะชอบใจ
หอยนาช่วงหลังฤดูใบไม้ร่วงนั้นอวบอ้วนเป็นที่สุด
เนื้อแน่นฉ่ำหวาน แม้ตอนนี้จะไม่ใช่ฤดูที่เนื้อหอย
อร่อยที่สุด แต่หอยของร้านนั้นรสชาติอร่อยยิ่ง
นัก บวกกับสิ่งที่เขาให้ความสำคัญยิ่งกว่าคือ
น้ำใจของถังหมิง
“ยังไม่กินข้าวใช่หรือไม่” ถังเย่ว์ซานถามถังหมิง
“ยังขอรับ” ถังหมิงส่ายหน้า
“บอกคนให้จัดโต๊ะ” ถังเย่ว์ซานสั่งการบ่าว
“ขอรับ” บ่าวรับใช้รีบไปในทันที
อากาศเริ่มร้อนอบอ้าวขึ้นแล้ว ข้าวปลาอาหารถูก
วางจัดเรียงภายในลานบ้าน
ถังเย่ว์ซานไม่ค่อยกินข้าวที่บ้านสักเท่าไหร่ หาก
กินก็ไม่เคยเรียกบรรดาลูกสาว จะมีก็เพียงแต่
ถังหมิงที่เขาเอ็นดูที่สุด นอกจากจะร่วมโต๊ะกับ
เขาอยู่เสมอแล้ว ยังสามารถเข้านอกออกในเรือน
ของเขาได้ ไม่ว่าหยิบจับเคลื่อนย้ายข้าวของ
อย่างไร ถังเย่ว์ซานก็ไม่เคยโกรธ
“วันนี้ครัวทำหน่อไม้ได้นุ่มลิ้นนัก” ถังหมิงเอ่ย
“เช่นนั้นก็กินเยอะๆ” ถังเย่ว์ซานคีบอาหารให้
เขาหลายต่อหลายอย่าง
ถังหมิงก้มหน้าก้มตากิน
เมื่อเห็นเขากินจนแก้มตุ่ย ถังเย่ว์ซานก็อารมณ์ดี
เป็นอย่างมาก ก่อนจะเอ่ยเอาอกเอาใจออกมา
โดยไม่รู้ตัว “ประเดี๋ยวกินข้าเสร็จแล้วก็ไปบอก
กล่าวพ่อแม่เจ้าหน่อย แล้วก็รีบกลับไปพักผ่อน
พรุ่งนี้ในค่ายมีงานประลองยุทธ์ อย่าลืมล่ะ”
ถังยิ้มอย่างเชื่อฟัง “ข้าไม่ลืมหรอกขอรับ ท่านอา
วางใจเถิด!”
แน่นอนว่าถังเย่ว์ซานเชื่อใจถังหมิงอยู่แล้ว เพราะ
ถังหมิงนั้นมีความมานะบากบั่น ไม่เพียงเท่านั้น
ถังหมิงยังใฝั่รู้ตำรายุทธ์วิธี ศึกษาศาสตร์
การทหารอย่างลึกซึ้ง
ถังเย่ว์ซานจึงคาดหวังในตัวถังหมิงสูงพอสมควร
ถังเย่ว์พูดต่อ “อีกเรื่องหนึ่ง เจ้าต้องยับยั้งอารมณ์
บ้าง อยู่ในค่ายก็อย่าได้เอะอะมีเรื่องกับคนเขาไป
ทั่ว”
ถังหยิมยิ้มเอ่ยอย่างแสนเชื่อฟัง “ข้ารู้แล้วขอรับ
ท่านอา ข้าก็แค่ทนเห็นพวกเขาอู้งานไม่ได้ วัน
หน้าข้าจะระวัง หากพวกเขาทำผิด เขาจะพูดกับ
พวกเขาดีๆ!”
“เช่นนี้สิถึงจะถูก” ถังเย่ว์ซานพึงพอใจไม่น้อย
นิสัยของถังหมิงอ่อนน้อมลงพอสมควร แต่คน
หนุ่มที่ไหนไม่คึกคะนองบ้างเล่า ตอนเขาเป็น
หนุ่มเองก็นับว่าเป็นหัวโจกในค่ายอยู่เหมือนกัน
ถังหมิงรู้ผิดแล้วยอมแก้ไข ก็นับว่าไม่เลวแล้ว
หลังจากสองอาหลานกินข้าวเสร็จ ถังหมิงก็ไป
ทักทายพ่อแม่ที่เรือนใหญ่
นี่เป็นกิจวัตรที่ถังเย่ว์ซานบังคับให้เขาทำทุกวัน
ให้เขากตัญูรู้คุณพ่อแม่ อย่าไม่เห็นหัวพ่อของ
ตนเพียงเพราะเขาเป็นอัมพาตติดเตียง
หลังจากถังหมิงกลับมาถึงห้องของตัวเอง ถึงได้
ถอดชุดปลอมตัวทั้งหมดออก
เขานั่งลงบนเก้าอี้ ถลกชุดขึ้น มองดูสีเขียวช้ำ
บริเวณหน้าท้องที่ถูกกู้ฉังชิงถีบเต็มฝั่าเท้า นึก
แล้วก็โมโหจนกัดฟันกรอด
จากนั้นก็นึกถึงกู้เหยี่ยน เขาก็รู้สึกเสียดายขึ้นมา
เขาหวนนึกถึง ดวงตาก็หรี่ลง
เด็กหนุ่มรูปงามน่าอร่อยเช่นนั้น เกือบจะได้เข้า
ปากแล้วไหมล่ะ
…
กู้เจียวและกู้ฉังชิงเฝั้ากู้เหยี่ยนอยู่ตลอดทั้งคืน
กลางดึกอาการเขาทรุดหนักครั้งหนึ่ง กู้เจียวจึงให้
ยากับเขา
ยามฟั้าใกล้สาง อุณหภูมิร่างกายของเขากลับมา
เป็นปกติ แต่ก็ยังไม่ฟืนขึ้นมา
กู้เจียวมองแสงสีขาวที่กำลังส่องประกายสุดขอบ
ฟั้า ก่อนจะหันกลับมามองกู้ฉังชิงที่ยังคงสีหน้า
เรียบเฉยมาตลอดทั้งคืน จากนั้นจึงเอ่ยขึ้น
“อาการเขาดีกว่าเมื่อคืนนัก ตอนนี้พ้นขีด
อันตรายแล้ว เจ้าไปพักผ่อนเถิด ข้าจะอยู่ดูแลเขา
ที่นี่เอง”
กู้ฉังชิงนิ่งไปก่อนจะลุกยืนขึ้น พลางมองกู้เหยี่ยน
ที่ยังคงหลับใหล แววตาสุดอาลัย “ได้ ประเดี๋ยว
ข้ากลับมา”
เขาเพิ่งเดินถึงหน้าประตู จังหวะที่กำลังจะก้าว
ข้ามธรณีประตูฝีเท้าก็พลันชะงักไป เขาเหลียว
กลับมา สายตาจับจ้องไปที่ใบหน้าของกู้เหยี่ยน
“เขา…”
“เป็นอะไรรึ” กู้เจียวถาม
กู้ฉังชิงส่ายหน้า “ช่างเถิด ไม่มีอะไร”
ได้ยินก็ได้ยินไปเถอะ
เพราะนั่นไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว ที่สำคัญคือถังห
มิง เขาจะเอาชีวิตของถังหมิงมาให้จงได้!