สามีข้าคือขุนนางใหญ่ - บทที่ 283 พี่ชายน้องสาว (1)
มือของกู้ฉังชิงคว้าได้เพียงอากาศ ค้างเติ่งอยู่ข้าง
ขมับของอีกฝั่ายเนิ่นนาน
กู้เหยี่ยนไม่เอ่ยอะไรออกมาสักคำ ทั้งยังไม่ชายตา
มองสภาพของเขาเลยแม้แต่น้อย สัมผัสได้อย่าง
ชัดเจนว่ากู้เหยี่ยนกำลังขุ่นเคือง
ทว่ากู้ฉังชิงกลับไม่แน่ใจว่าความขัดเคืองนี้มีต่อ
ตนเพียงคนเดียว หรือว่าต่อชายทุกคน อย่างไร
เสียเคยโดนถังหมิงทำเรื่องชั่วช้าเช่นนั้น ย่อมเกิด
ความต่อต้านต่อคนอื่นเป็นธรรมดา
กู้ฉังชิงคิดได้เช่นนั้นก็พลันปล่อยมือที่ค้างอยู่
กลางอากาศลง จ้องตากู้เหยี่ยนด้วยความ
อ่อนโยนที่แม้แต่ตัวเองยังไม่เคยรู้ตัว “เจ้าฟืน
เมื่อใดหรือ”
“เมื่อเช้า” กู้เหยี่ยนเอ่ยเสียงเบาหวิว เขาหลุบตา
ลง น้ำเสียงค่อนข้างห่างเหิน
ท่าทางเช่นนี้ของเขาทำให้กู้ฉังชิงปวดใจ และเจ็บ
ใจที่ตัวเองไม่ตัดแขนถังหมิงทิ้งอีกข้าง ปอยผมดำ
ขลับข้างขมับเขาปรกลงข้างแก้มอันบอบบางของ
เขา
กู้ฉังชิงยกมือขึ้นตามสัญชาตญาณ หมายจะปัด
ปอยผมไม่รักดีนั่นออกไป แต่ยังไม่ทันแตะก็นึก
ขึ้นได้ว่าเขาสภาพเช่นนี้ จึงได้ปล่อยมือตกลง
เงียบๆ
“ข้าแค่มาเยี่ยมเจ้า”
เขาเอ่ยอย่างระมัดระวัง ไม่กล้าเข้าใกล้กู้เหยี่ยน
เกินไปนัก ด้านหนึ่งเพราะกลัวไม่ทันระวัง อาจ
เรียกความทรงจำเลวร้ายพวกนั้นของกู้เหยี่ยนให้
กลับคืนมา อีกด้านหนึ่ง…เขาเองก็อธิบายไม่ถูก
เหมือนกัน
เหมือนว่ากู้เหยี่ยนไม่เหมือนเมื่อก่อน
ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาก็เกิดความ
เปลี่ยนแปลงบางอย่างโดยที่ไม่ทันได้สังเกต
เขาไม่อยากคิดลึกไป จึงอ้างสาเหตุจากถังหมิง
คิดว่าทั้งหมดล้วนเป็นเพราะถังหมิง
กู้ฉังชิงมองกู้เหยี่ยนนิ่ง “ดึกมากแล้ว เจ้ารีบ
พักผ่อนเถอะ ข้ายังมีธุระ ขอตัวก่อน”
เขาเอ่ยจบก็ลุกขึ้นจะเดินออกไป แต่ฝีเท้ากลับ
หยุดชะงัก สายตาตกลงบนถังยาที่ไร้ความร้อน
ใดๆ แล้ว ก่อนจะโน้มตัวลง
กู้เหยี่ยนกลับเอ่ยขึ้น “ไม่ต้อง ข้าอยากจะแช่ไว้
อีกหน่อย”
“…เอาสิ” กู้ฉังชิงขานรับ แล้ววางผ้าในมือกลับใส่
ถังยาตามเดิม แล้วเอ่ยกับเขา “ถ้าอย่างนั้นข้า
กลับก่อนนะ”
กู้เหยี่ยนเงียบ
นอกจากตอนที่กู้ฉังชิงเข้ามา กู้เหยี่ยนไม่รู้ว่าใคร
มาจึงเงยหน้ามองเขาทีหนึ่ง จากนั้นจนกระทั่งกู้
ฉังชิงออกไป กู้เหยี่ยนก็ไม่มองเขาอีกเลย
เขาได้ยินว่ากู้ฉังชิงออกจากห้องไปแล้ว
แต่ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือไม่ เขาได้ยินเสียงโซ่เหล็ก
รำไร
โซ่เหล็กบนข้อเท้ากู้ฉังชิงขาดออกจากกันแล้ว แต่
บนข้อมือยังมีอยู่ พอออกประตูมาไม่ทันระวังมัน
บังเอิญหลุดจากแขนเสื้อกระทบกับตรวนเข้า
กู้ฉังชิงรีบกดโซ่เหล็กไว้ แล้วหันไปมองทางเรือน
เหมือนกำลังมองกู้เหยี่ยนผ่านม่านราตรีอันมืดมิด
ครู่ต่อมาเขาจึงดึงสายตากลับแล้วพลิกตัวขึ้นหลัง
ม้า
ก่อนจะควบม้ากลับไปที่ค่าย
พอถึงหน้าค่ายก็มีทหารในเครื่องแบบเต็มยศกลุ่ม
ใหญ่ล้อมเข้ามาซึ่งนำโดยรองแม่ทัพหู ทหารที่
เมื่อครู่ถูกกู้ฉังชิงฟาดสันมือใส่ก็ฟืนแล้ว กำลังยืน
อยู่ข้างรองแม่ทัพหู
“อ๊ะ! ใต้เท้าหู! กู้ตูเว่ยขอรับ!” ทหารนายนั้นเห็น
กู้ฉังชิงก็ชักกระบี่ออกจากบั้นเอว แม้ว่าจะกลัว
แต่ก็ขวางอยู่ตรงหน้ารองแม่ทัพหูอย่างเฉียบขาด
“เขาเป็นคนฆ่าเสี่ยวเจิ้งกับหลิวอี่ขอรับ! ซ้ำยัง
ฟาดข้าน้อยสลบด้วย!”
สายตาที่เขามองกู้ฉังชิงเต็มไปด้วยความ
ระแวดระวังและเกลียดชัง ไม่รู้เลยสักนิดว่าหาก
มิใช่กู้ฉังชิงจงใจฟาดเขาให้สลบไป อาศัยแค่ตอน
นั้นเขาเซ่อตกใจอยู่กับที่ ยามนี้สิ่งที่รอคอยเขาอยู่
ก็คือโทษบกพร่องในหน้าที่แล้ว
กู้ฉังชิงก็เป็นเช่นนี้
ทำเรื่องที่ดีที่สุด และแบกรับคำครหาอันเลวร้าย
ที่สุด
ไม่เคยอธิบาย และไม่เคยชี้แจง
รองแม่ทัพหูมองกู้ฉังชิงด้วยสีหน้าซับซ้อน “จับ
ตัวกู้ตูเว่ยมา”
ทุกคนพากันกรูไปล้อมกู้ฉังชิงไว้ ทว่าพลานุภาพ
ของพญายมราชหน้าโหดก็ยังคงอยู่ ไม่มีใครกล้า
พุ่งเข้าไปจับกุมเขาจริงๆ อยู่ดี
กู้ฉังชิงพลิกตัวขึ้นหลังม้า
ทุกคนถือหอกยาวชี้ไปที่เขา แต่พากันถอยหลังที
ละก้าวๆ อย่างห้ามไม่อยู่
กู้ฉังชิงยื่นสองมือออกไปช้าๆ แล้วยื่นมือให้จับกุม
ทุกคนจึงได้ถือตรวนเดินไปหา พลางมองเขา
อย่างหวาดกลัว แล้วจำต้องกัดฟันแกะตรวนเก่า
ของเขาออกมา เปลี่ยนเป็นตรวนใหม่สองคู่
รองแม่ทัพหูพรูลมหายใจโล่งอกออกมา ก่อนเอ่ย
“พากลับไปห้องสำเร็จโทษพรุ่งนี้ฟังใต้เท้าถัง
ตัดสินโทษ!”
ฝนกระหน่ำทั้งคืนจวบจนวันรุ่งขึ้น
เนื่องจากฝนตกในตอนกลางคืน พื้นจึงเปียกชุ่ม
เสี่ยวจิ้งคงออกจากบ้านแล้วหกล้มไปรอบหนึ่ง
กู้เจียวอุ้มเขาขึ้นมา แล้วเช็ดมือน้อยๆ ให้เขา
เปลี่ยนเสื้อผ้าตัวใหม่ ก่อนจะส่งเขาไปโรงเรียน
สำนักฮั่นหลินเข้าเวรเช้ามาก เซียวลิ่วหลังจึงออก
จากบ้านตั้งแต่ฟั้ายังไม่สาง
กู้เจียวส่งเสี่ยวจิ้งคงที่กั๋วจื่อเจียนแล้วก็กลับไปที่
โรงหมอ
เถ้าแก่รองกำลังชี้มือชี้ไม้สั่งคนรับใช้ให้ยกกล่อง
ยาขึ้นรถม้าทีละกล่อง
กู้เจียวมองพลางถามว่า “นี่จะเอาไปส่งที่ไหนรึ”
เถ้าแก่รองเอ่ย “เสี่ยวกู้มาแล้ว ไม่ได้เจอเจ้า
หลายวันเลย ที่บ้านสบายดีกันหรือไม่”
กู้เจียวไม่ได้มาโรงหมอหลายวัน นางบอกว่าที่
บ้านยุ่งๆ ส่วนยุ่งกับอะไรนางไม่ได้บอก เถ้าแก่
รองก็ไม่ได้ถามซักไซ้
“อืม สบายดี” กู้เจียวพยักหน้า
เถ้าแก่รองจึงวางใจพลางเอ่ยต่อ “พวกนี้เป็นยา
ห้ามเลือดชุดใหม่ที่ต้องส่งไปค่ายใหญ่หู่ซาน อีก
เดี๋ยวข้าจะให้ใต้เท้าซ่งกับเสี่ยวซานจื่อไปส่ง”
“ข้าไปดีกว่า” กู้เจียวบอก
เถ้าแก่รองขมวดคิ้ว “เจ้าจะไปรึ ฝนเพิ่งจะตกไป
เมื่อคืน ถนนหนทางเดินทางลำบาก ข้ากลัวรถม้า
จะลื่น”
“ข้าจะไป” กู้เจียวท่าทีหนักแน่นมาก
เถ้าแก่รองรู้นิสัยนางดี พอได้ตัดสินใจแล้วต่อให้มี
ม้าแปดตัวมาลากก็ฉุดไม่อยู่ นับประสาอะไรกับ
แค่การส่งยา เขาให้เสี่ยวซานจื่อขับช้าสักหน่อยก็
ได้แล้ว
“เช่นนั้นระหว่างทางเจ้าอย่ารีบร้อนนัก แล้วก็…”
เหมือนว่าเขาจะนึกบางอย่างขึ้นมาได้ จึงเอ่ย
เตือนเสียงแผ่วเบา “หลายวันมานี้เกิดเรื่องที่ค่าย
ใหญ่หู่ซาน หลานชายใต้เท้าถังถูกคนทำร้าย
ตอนเจ้าไปส่งยาก็ระวังหน่อยล่ะ อย่าไปปะทะกับ
ใครเขา”
“ข้าทราบดี” กู้เจียวขานรับ
หลังจากขนสินค้าเสร็จเรียบร้อย กู้เจียวกับเสี่ยว
ซานจื่อก็ไปค่ายใหญ่หู่ซาน
ฝนเพิ่งตกไปเมื่อคืน วันนี้ฟั้าจึงไม่ค่อยเปิดนัก ซ้ำ
ยังมีเมฆดำอึมครึม นกแร้งบนวนเวียนอยู่เหนือ
ศีรษะ
เมื่อใกล้จะถึงค่ายใหญ่หู่ซาน กู้เจียวก็พบกู้เฉิง
เฟิงเข้าโดยบังเอิญ
กู้เฉิงเฟิงก็เพิ่งมาถึงเช่นกัน เขาลงรถม้าของจวน
อันติ้งโหวมา ยามนี้กู้เจียวยังนั่งอยู่ในรถม้า แต่
เขารู้จักเสี่ยวซานจื่อจึงเอ่ยถาม “บนรถม้านั่น
ใคร”
กู้เจียวเลิกม่านขึ้น
“เจ้าเองรึ เจ้ามาได้อย่างไร” กู้เฉิงเฟิงขึ้นไปบน
รถม้าของกู้เจียวเองโดยไม่ได้รับเชิญ ก่อนเอ่ยกับ
เสี่ยวซานจื่อ “เจ้าดูต้นทางให้ที มีคนมาก็บอก
พวกข้าด้วย”
เสี่ยวซานจื่อไม่ได้ขานรับเขา แต่มองไปยังกู้เจียว
เห็นกู้เจียวพยักหน้าน้อยๆ เขาจึงได้กระโดดลง
จากรถม้า เฝั้ายามให้ทั้งสองคนอย่างระแวดระวัง
ที่แห่งนี้เป็นถนนหลวงที่มุ่งไปยังค่ายใหญ่หู่ซาน
ห่างออกไปห้าร้อยก้าวก็คือค่ายแล้ว อยู่ในเขต
อำนาจของค่าย คนทั่วไปไม่มีทางเดินมาที่นี่สุ่มสี่
สุ่มห้า
คนที่เข้าออกค่ายทหารก็เป็นพวกทหาร แต่ไม่ได้
เยอะมากอะไร
กู้เฉิงเฟิงเห็นว่ารอบด้านปลอดภัยยิ่งแล้ว จึงเอ่ย
กับกู้เจียว “เจ้าก็ได้ยินเรื่องเมื่อคืนเหมือนกันใช่
หรือไม่ พี่ใหญ่เลอะเลือนเสียจริง จะหนีออกจาก
คุกกลางดึกกลางดื่นไปทำไม แม้ว่าเขายังไม่ถูก
ตัดสินโทษ แต่อย่างไรเสียเขาก็เป็นขุนนาง ซ้ำยัง
อยู่ในค่ายทหาร หากหลบหนีโดยพลการต้องโดน
จัดการตามกฎหนีทหาร! ไม่เข้าใจจริงๆ ว่า
กลางดึกกลางดื่นแบบนั้นเขาไปไหนกันแน่” กู้เฉิง
เฟิงเอ่ยมาถึงตรงนี้ก็พบว่ากู้เจียวไม่หือไม่อืออะไร
เลยสักอย่าง สายตาเขาตกอยู่บนใบหน้าที่ไร้
ความตกใจใดๆ ของกู้เจียว จึงเบิกตาโตขึ้น “เจ้า
รู้หรือว่าเมื่อคืนนี้พี่ใหญ่ไปไหนมา”
กู้เจียวไม่เอ่ยคำ
นางย่อมรู้อยู่แล้ว
นางมาทำแผลให้กู้เหยี่ยน เพิ่งจะเดินมาถึงหน้า
ประตูก็เห็นกู้ฉังชิงควบม้าจากไปต่อหน้าต่อตา
นาง กู้ฉังชิงจากไปแล้ว เขาจึงไม่เห็นนาง
แม้ว่าจะยังไม่มีข่าวแพร่งพรายออกไปข้างนอก
แต่นางเคยรักษาให้ถังหมิง จึงเดาออกว่ากู้ฉังชิง
ทำให้เขาบาดเจ็บถึงสภาพนั้น และเดาออกว่ากู้
ฉังชิงอาจจะถูกขังอยู่ในค่ายเพื่อตรวจสอบ
คนที่กำลังถูกไต่สวนไม่สามารถออกจากค่ายโดย
พลการได้ วันนี้นางจึงมาดูว่ากู้ฉังชิงเป็นอย่างไร
บ้าง
“พี่ใหญ่คงไม่ได้ไปตรอกปีสุ่ยกระมัง” กู้เฉิงเฟิง
ลองถามหยั่งเชิง เห็นกู้เจียวสีหน้ายอมรับกรายๆ
เขาพลันลุกพรวดขึ้นมา “ไปหากู้เหยี่ยนใช่หรือไม่
โอ๊ย”
เขาลุกขึ้นเร็วเกินไป ลืมไปว่าอยู่ในรถม้าของโรง
หมอ ซึ่งสูงไม่เท่ารถม้าของจวนโหว ศีรษะเขาจึง
ชนเพดานรถ เจ็บเสียจนเขาสูดหายใจลึก
“โอ๊ย โอ๊ย โอ๊ย!”
เขาร้องเสียงดัง
ไม่รู้เหมือนกันว่าร้องโวยวายเพราะเจ็บหรือ
เพราะว่าพี่ใหญ่คลุ้มคลั่งไปเยี่ยมกู้เหยี่ยนกันแน่
บทที่ 283 พี่ชายน้องสาว (2)
“ร้องพอหรือยัง” กู้เจียวมองเขานิ่งๆ
กู้เฉิงเฟิงแค่นเสียงเอ่ยในใจว่าข้าร้องดังอย่างที่
เจ้าว่าที่ไหน คนบางคนสร่างเมาแล้วก็ลืมไปแล้ว
ว่าคว้าหูข้าไปโหยหวนอย่างบ้าคลั่งไปตลอดทาง!
กู้เฉิงเฟิงนั่งลงกลับที่เดิมอีกครั้ง พอได้ระบาย
อารมณ์แล้วจึงเหลือเพียงความหดหู่ใจที่ยากจะ
อธิบายได้ “เจ้าน่าจะรู้ว่าพี่ใหญ่ถูกขังกระมัง เมื่อ
คืนพี่ใหญ่หนีคุกออกไป เขาทำแบบนี้เท่ากับการ
หนีทหาร ต้องโทษประหาร แล้วนี่เขายังฆ่าคนอีก
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย”
กู้เจียวขมวดคิ้วเล็กน้อย “เขาฆ่าคนด้วยรึ”
กู้เฉิงเฟิงก้มหน้าลง เอ่ยอย่างเสียใจ “ฆ่าทหาร
เฝั้ายามไปสองคน ข่าวลือมาถึงจวนโหวมาตั้งแต่
เมื่อคืนแล้ว ท่านปูั่ไปตั้งแต่เมื่อคืนเลย เช้าวันนี้ก็
ไม่กลับมา ข้าเดาว่าเรื่องอาจจะไม่ราบรื่น จึง
อยากจะมาดูพี่ใหญ่หน่อย ข้านึกว่าเจ้ารู้เสียอีก”
“ข้าไม่รู้” ไม่ว่าอย่างไรกู้เจียวก็คิดไม่ถึงว่ากู้ฉังชิง
จะฆ่าคนเพื่อจะแหกคุก นี่ไม่เหมือนสิ่งที่เขาจะ
ทำเลย
กู้เฉิงเฟิงจะไม่คิดเหมือนนางได้หรือ
เขาเอ่ย “ข้าไม่เชื่อว่าพี่ใหญ่จะฆ่าคนบริสุทธิ์
ท่านปูั่ก็ไม่เชื่อ แต่ต้านทานพยานหลักฐานที่
ครบถ้วนไม่ได้ ว่ากันว่ามีคนเห็นพี่ใหญ่ถือกระบี่
อาบเลือดกับตา ยืนอยู่ข้างทหารสองนายที่ตาย
ไปแล้ว แต่ทหารที่เห็นกับตาคนนั้นกลับไม่ถูกพี่
ใหญ่ฆ่าปิดปาก หากพี่ใหญ่เสียสติถึงขั้นฆ่าคน
บริสุทธิ์จริงๆ แล้วจะไว้ชีวิตพยานที่เห็นกับตาไป
เพื่ออะไร”
กู้เจียวเงียบ
กู้เฉิงเฟิงวิเคราะห์ได้มีเหตุผลยิ่งนัก แต่ก็ต้องมีคน
เชื่อถึงจะมีประโยชน์ กู้ฉังชิงตัดแขนถังหมิงก่อน
เขาล่วงเกินจอมพลถังหยวนไซว่ จอมอย่างถัง
หยวนไซว่ไม่มีทางปล่อยโอกาสประหารกู้ฉังชิงให้
หลุดมือไปแน่
กู้เจียวเอ่ย “ไปพบเขาก่อนค่อยว่ากัน”
กู้เฉิงเฟิงเห็นด้วย “เอาสิ ข้าจะพาเจ้าเข้าไปเอง”
เดิมทีกู้เฉิงเฟิงคิดว่าตัวเองเป็นท่านชายจวนโหว
พาสาวใช้เข้าค่ายทหารก็เป็นเรื่องปกติธรรมดา
หากไม่ได้จริงๆ ก็ค่อยบอกว่ากู้เจียวเป็นคุณหนู
จวนโหว จุดนี้ย่อมมีหน้ามีตาแน่นอน
ผลปรากฏว่าเมื่อถึงหน้าค่าย ทั้งคู่กลับโดนขวาง
ไว้
เหตุผลคือบุคคลภายนอกห้ามเข้า!
“บุคคลภายนอกอะไรกัน! ข้าเป็นคนของจวนติ้ง
อันโหวนะ!” กู้เฉิงเฟิงโมโหยกใหญ่
ทว่าทหารก็ยังไม่ให้ผ่านทาง “นี่เป็นคำสั่งของ
ท่านจอมพล ข้าทำอะไรไม่ได้จริงๆ”
กู้เจียวค่อยๆ เลิกม่านขึ้นช้าๆ ก่อนส่งปั้ายแผ่น
หนึ่งให้ “มาส่งยาน่ะ” นางชี้ที่กู้เฉิงเฟิง “นี่เป็น
คนงานในโรงหมอของพวกเรา”
กู้เฉิงเฟิง ‘ขะขะขะ…ข้ากลายเป็นพนักงานโรง
หมอไปตั้งแต่เมื่อใดกัน!?’
ทหารหยิบปั้ายมาตรวจดูรอบหนึ่ง ก่อนจะมองกู้
เฉิงเฟิงอย่างลังเล “เป็นท่านชายจวนโหวหรือว่า
คนงานโรงหมอกันแน่”
กู้เฉิงเฟิงเอ่ยอ้ำๆ อึ้งๆ “คะ…คนงานโรงหมอ”
ทหารคืนปั้ายให้กู้เจียว “อย่าอยู่นานล่ะ ส่งยา
เสร็จก็ออกมา”
“เจ้าค่ะ” กู้เจียวเก็บปั้ายคืน
กู้เฉิงเฟิงสีหน้าแข็งทื่อ อะไรกันน่ะ ปีนี้นึกไม่ถึง
ว่าชื่อเสียงของท่านชายสายตรงแห่งจวนโหวยังสู้
คนงานของโรงหมอไม่ได้เลย
ทั้งคู่เข้าค่ายทหารไป คนตรวจสอบยายังคงเป็น
ขุนนางแพทย์เมื่อคราวก่อน เขาไปมาหาสู่
กับเมี่ยวโส่วถังมาหลายหน ทั้งสองฝั่ายต่างเรียก
ได้ว่าคุ้นเคยกันแล้ว ผนวกกับฤทธิ์ยาของยาห้าม
เลือดของเมี่ยวโส่วถังดีกว่ายาห้ามเลือดทั่วไป เขา
จึงเกรงอกเกรงใจกู้เจียวมาก
เขารู้ว่ากู้เจียวไม่ได้มีนิสัยสร้างความวุ่นวายก่อ
เรื่องก่อราว เมื่อกู้เจียวออกไป เขาก็นึกว่ากู้เจียว
จะออกไปสูดอากาศ จึงไม่ได้ห้ามไว้
กู้เฉิงเฟิงพากู้เจียวไปยังห้องสำเร็จโทษที่ขังกู้ฉัง
ชิงอยู่
ถังเย่ว์ซานออกคำสั่งว่าไม่อนุญาตให้เยี่ยมกู้ฉังชิง
ทว่าวันนี้ทั้งคู่โชคดีไม่น้อย เพราะทหารที่เฝั้าอยู่
รู้จักกับกู้เจียว “แม่นางกู้!”
“รู้จักรึ” กู้เฉิงเฟิงสีหน้าตกใจ
“เคยพบอยู่ครั้งหนึ่ง” มีอยู่ครั้งหนึ่งกู้เจียวมาส่ง
ยาที่ค่ายทหาร บังเอิญเจอทหารคนนี้ปวดท้องล้ม
ลงกับพื้น จึงได้รักษาให้เขาโดยไม่คิดเงิน
กู้เจียวเอ่ย “ข้าขอเข้าไปดูเขาหน่อย อีกเดี๋ยวก็
ออกมาแล้ว”
“เช่นนั้น…ก็ได้ แม่นางกู้รีบหน่อยนะ อีกเดี๋ยว
เพื่อนข้าจะมาแล้ว พบว่าข้าปล่อยพวกเจ้าเข้าไป
จะแย่เอา”
“อืม” กู้เจียวพยักหน้า
ทหารคนนั้นเปิดประตูให้กู้เจียวอย่างลับๆ ล่อๆ
“รีบไปเถอะ แม่นางกู้”
กู้เฉิงเฟิง แบบนี้ก็ได้รึ
ทั้งคู่เข้าไปในห้องสำเร็จโทษ
กู้ฉังชิงหันหลังพิงกำแพงอย่างโดดเดี่ยว เขานั่งอยู่
บนเบาะฟางที่มีกลิ่นราแผ่ออกมา ประตูของห้อง
สำเร็จโทษถูกเปิดออก แสงแดดทิ่มตาสาดส่องมา
เขาเหลือบตาขึ้นไม่ได้ด้วยซ้ำ
“พี่ใหญ่!”
จนกระทั่งได้ยินเสียงกู้เฉิงเฟิง เขาจึงได้หันหน้า
มาด้วยสีหน้าอึมครึม เห็นกู้เจียวเข้ามาด้วยอย่าง
คาดไม่ถึง สีหน้าก็ยิ่งเย็นชามากกว่าเดิม “พวก
เจ้ามาทำอะไรกัน”
ไม่ได้เจอแค่ไม่กี่วัน กู้ฉังชิงแห้งเหี่ยวไร้ชีวิตชีวา
ราวกับคนละคน บนใบหน้ามีคราบเลือดอาบ
ย้อม ริมฝีปากแห้งแตก แววตาไร้แวว ตอหนวด
ขึ้นรอบริมฝีปาก สีเขียวจางๆ รอบมุมปากนั่นทำ
เอากู้เฉิงเฟิงปวดใจนัก
“พวกเจ้าไม่ควรมา รีบกลับไป” กู้ฉังชิงฝืนข่ม
อารมณ์พลุ่งพล่านในใจของตัวเองเอาไว้ แล้วผิน
หน้าหนีอย่างเย็นชา ไม่มองกู้เจียวกับกู้เฉิงเฟิง
แน่นอนว่าทั้งคู่ย่อมไม่มีทางไปอยู่แล้ว
ไหนๆ ก็มาแล้ว ต้องถามความจริงให้กระจ่างชัด
ให้ได้
กู้เจียวคุกเข่าลงข้างหนึ่งตรงด้านข้างเขา ก่อนวาง
ตะกร้าสะพายใบเล็กลงกับพื้น แล้วหยิบถุงน้ำ
จากในนั้นให้เขา
“ข้าไม่ดื่ม” กู้ฉังชิงบอก
กู้เจียววางถุงน้ำลงบนเบาะฟางข้างเขา “เหตุใด
จู่ๆ เจ้าจึงไปเยี่ยมกู้เหยี่ยนล่ะ ใครล่อเจ้าไป”
นางถามฉับๆ เข้าประเด็นจนกู้ฉังชิงชะงักไป
กู้เจียวเอ่ย “เจ้าไม่พูดก็ได้ ข้าจะไปสืบเอง”
กู้ฉังชิงใจกระตุก เอ่ย “เจ้าไม่ต้องไปสืบ และอย่า
เข้ามาข้องเกี่ยวด้วย”
กู้เจียวมองเขาพลางเอ่ย “ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็บอก
ข้ามา”
กู้ฉังชิงลังเลอยู่นาน ก่อนหลับตาลง แล้วเอ่ย
อย่างช้าๆ “เฟยซวง”
“แค่ก!” กู้เฉิงเฟิงพลันสำลัก “ฟะฟะฟะ…เฟ
ยซวงอย่างนั้นรึ”
กู้ฉังชิงเอ่ย “ถูกต้อง ข้าประมือกับเขา ข้าจำ
หน้ากากที่เขาสวมและอาวุธลับของเขาได้”
กู้เฉิงเฟิงแย้ง “ไม่มีทางเป็นเขาได้หรอก!”
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าไม่ใช่เขา” กู้ฉังชิงเอ่ยจบก็
พลันนึกขึ้นได้ว่าแปลกๆ “เจ้ารู้จักเฟยซวงรึ”
กู้เจียวรู้น่ะไม่แปลก กู้เจียวเคยประมือกับเฟ
ยซวง กู้ฉังชิงเป็นคนบอกนางเองว่าคนๆ นั้นคือ
เฟยซวง
แต่ท่านชายรองอย่างกู้เฉิงเฟิงที่ไม่อยู่สำนัก
บัณฑิตก็อยู่ที่จวนโหว จะไปรู้จักคนในยุทธภพได้
อย่างไร
“ขะข้าเคยได้ยินนางพูดถึง!” กู้เฉิงเฟิงโบ้ยให้กู้
เจียวทันที
เอ่ยมาถึงตรงนี้ กู้ฉังชิงจึงนึกขึ้นได้ว่าทั้งคู่มา
ด้วยกัน ตอนนั้นที่อยู่จวนโหวกู้เจียวก็ไปหากู้เฉิง
เฟิงให้สอนหนังสือให้ แม้ว่าความจริงแล้วนั่นจะ
เป็นการรีดไถก็ตาม
แต่กู้ฉังชิงไม่รู้
น้องสาวชอบพี่รองของนางมากกว่าหรือ
กู้เฉิงเฟิง “พี่ใหญ่ เชื่อข้านะ ไม่ใช่เฟยซวงหรอก”
กู้ฉังชิง “เจ้าแน่ใจได้อย่างไร”
“…ก็นางอีกนั่นแหละ!” กู้เฉิงเฟิงโยนให้กู้เจียวต่อ
“นางบอกว่าเมื่อคืนเจอเฟยซวง ระหว่างทางมานี่
นางเล่าให้ข้าฟัง!”
กู้เจียว “…”
โยนให้ทุกครั้งแบบนี้ก็ได้รึ
กู้ฉังชิงขมวดคิ้วมองไปยังกู้เจียว “เฟยซวงไปหา
เรื่องเจ้าอีกแล้วหรือ”
กู้เจียวเอ่ยโดยสีหน้าไม่เปลี่ยน “เปล่าหรอก แค่
บังเอิญเจอ เขาเมาแล้ว เมาเละไม่เป็นท่า”
กู้เฉิงเฟิงมุมปากกระตุกยิกๆ
“เมื่อคืนคนที่ประมือกับข้าไม่มีกลิ่นสุราบนร่าง”
กู้ฉังชิงพิจารณาอย่างละเอียด อันที่จริงกระบวน
ท่าของอีกฝั่ายไม่ค่อยเหมือนเท่าใดนัก ที่เขา
ตัดสินว่าเป็นเฟยซวงก็เพราะจากหน้ากากและ
อาวุธลับนั่นเท่านั้น
กู้เฉิงเฟิงถาม “ง้นที่พี่ใหญ่หนีออกจากคุกก็เพื่อ
ไล่ฆ่าเฟยซวงน่ะหรือ”
กู้ฉังชิงส่ายหน้า “ไม่ใช่หรอก เขาบอกกับข้าว่ามี
คนจะเอาชีวิตข้า หากเอาชีวิตข้าไม่ได้ก็จะไปเอา
ชีวิตอาเหยี่ยนแทน เพื่อระบายความแค้นของอีก
ฝั่าย”
กู้เฉิงเฟิงปวดใจขึ้นมา นึกไม่ถึงว่าจะแหกคุก
เพราะเป็นห่วงกู้เหยี่ยน กู้เหยี่ยนสำคัญเพียงนั้น
เชียวหรือ ตอนนั้นใครเป็นคนบอกปาวๆ ว่าไม่
รู้จักกู้เหยี่ยนกัน
แต่ดูตอนนี้สิว่าทำอะไรลงไป
เพื่อกู้เหยี่ยนก็ไม่สนแม้แต่ชีวิตแล้ว!
เขาไม่รู้หรือไรว่าแหกคุกออกไปแบบนี้จะมีจุดจบ
เช่นไร
หรือว่าเขามองไม่ออกว่านี่เป็นกับดักที่อีกฝั่ายจง
ใจวางไว้
ไม่สิ เขาจะมองไม่ออกได้อย่างไร
แต่เขาไม่อยากเดิมพันกับความเสี่ยงนั่นต่างหาก
กู้เฉิงเฟิงเหมือนมีไฟสุมทรวงที่แผดเผาอวัยวะ
ภายในของเขาจนเจ็บปวดไปหมด
เขาหันหน้าหนี แล้ววิ่งออกไปทั้งดวงตาแดงก่ำ
แบบนั้น
“แม่นางกู้ มีคนมาแล้ว!” ทหารเอ่ยเตือน
กู้เจียวทิ้งถุงน้ำไว้ให้กู้ฉังชิง ส่วนตัวเองก็ออกจาก
ห้องสำเร็จโทษเช่นกัน
กู้เฉิงเฟิงปาดน้ำตาพลางเดินไปข้างหน้าอย่าง
โมโห “ไม่ต้องสนใจข้า!”
กู้เจียว ข้าก็ไม่ได้คิดจะสนใจเจ้าเสียหน่อย