สามีข้าคือขุนนางใหญ่ - บทที่ 290 ออดอ้อน (1)
กู้เจียวรออยู่ที่หน้าประตูกั๋วจื่อเจียนนานแล้วแต่ก็
ไม่เห็นเสี่ยวจิ้งคงออกมาเสียที จึงถามยามถึงได้รู้
ว่ายังไม่เลิกเรียน นางจึงตั้งใจว่าจะรอต่อไป
ทว่ารอเพียงไม่นาน เสี่ยวซานจื่อก็มาหาด้วยสี
หน้าร้อนรน “แม่นางกู้! มีคนไข้ที่ต้องรักษาโดย
ด่วน หมอในโรงหมอออกตรวจข้างนอกกันหมด
มีเพียงหมอหลูอยู่ที่โรงหมอ เขาเองก็ปลีกตัว
ไม่ได้เพราะที่โรงหมอมีคนไข้!”
“รู้แล้ว ข้าจะไปรักษาเอง” กู้เจียวขึ้นนั่งบนรถม้า
ของเสี่ยวซานจื่อ แล้วกลับไปหยิบกล่องยาที่
ตรอกปีสุ่ยก่อน จากนั้นก็ไปโรงหมอเพื่อพบกับ
เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่มาหาหมอ
เสื้อผ้าอาภรณ์ที่เด็กหนุ่มสวมใส่ดูไม่เหมือนมา
จากตระกูลร่ำรวยแต่อย่างใด เขาติดรถม้าคนอื่น
มาที่นี่ ตอนกลับก็นั่งอยู่นอกตัวรถเหมือนกับ
เสี่ยวซานจื่อ
อากาศยามเดือนห้านั้นไม่หนาว ตอนบ่ายถึงขั้น
ร้อนอบอ้าวเสียด้วยซ้ำ
หนุ่มน้อยนั่งตากลมอยู่ข้างนอก
จากคำบอกเล่าของเด็กหนุ่ม กู้เจียวจึงได้รู้ว่า
สถานที่ที่พวกนางกำลังจะมุ่งหน้าไปนั้นเรียกว่า
บ้านเมตตา หรือเทียบเท่ากับสถานสงเคราะห์
เด็กกำพร้าในชาติก่อนของกู้เจียว
แต่ละที่ล้วนแต่มีบ้านเมตตา เกินกว่าครึ่งเปิดทำ
การโดยศาลาว่าการ ทั้งยังมีบ้านเมตตาที่เปิดทำ
การโดยบรรดาเศรษฐีประจำท้องที่ที่มีจิตใจ
เมตตา มีความสุขที่ได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์
มีสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าด้วยหรือนี่ กู้เจียว
จึงถือโอกาสถามด้วยว่ามีบ้านพักคนชราหรือไม่
เด็กหนุ่มตอบ “แม่นางหมายถึงสถานพยาบาลใช่
หรือไม่ ถนนเส้นนี้ไม่มีสถานพยาบาลหรอก ต้อง
เป็นถนนซีหลิ่วนู่นถึงจะมี ส่วนใหญ่จะรับ
พยาบาลทหาร ช่างฝีมือที่แก่ชรา พิการ หรือไม่ก็
ไร้ลูกหลานดูแล ชาวบ้านทั่วไปไม่ค่อยไปที่นั่น”
“เพราะเหตุใดหรือ” กู้เจียวถาม
เด็กหนุ่มหัวเราะเสียงขื่น “ดูแลไม่ไหวน่ะสิ”
กู้เจียวไม่ถามต่อแล้ว
ไม่ว่ายุคสมัยไหนหน่วยงานด้านสังคมสงเคราะห์
ก็ยังคงเหมือนเดิมสินะ ใช่ว่าอยากไปก็ได้ไป แต่ก็
มีจุดกำเนิดจากความตั้งใจดี ทั้งยังช่วยบรรเทา
ปัญหาของชาวเมืองได้บ้าง
บ้านเมตตาตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกล รถม้าวิ่งคด
เคี้ยวไปมากว่าครึ่งชั่วยามในที่สุดก็มาถึงหน้า
ประตูบ้านเมตตา
สีบนแผ่นปั้ายนั้นถลอกปอกเปิก ประตูใหญ่ก็ร้าว
เป็นรอยแตกระแหง บนกำแพงมีทั้งเชื้อราและ
ตะไคร่น้ำเกาะประปราย
ทรุดโทรม
นี่คือภาพจำแรกในหัวของกู้เจียว
เมื่อเดินเข้าประตูไปก็จะเป็นเรือนหลังใหญ่ ตัว
เรือนแบ่งส่วนจัดสรรคล้ายกลับเรือนของพวก
นาง ด้านซ้ายมือขุดแปลงผัก ด้านขวามือขุดเป็น
บ่อปลาเล็กๆ ห้องภายในเรือนเชื่อมต่อกัน ดู
เหมือนว่าผู้ใหญ่จะพักอยู่ที่นี่
เมื่อเดินผ่านโถงใหญ่ เรือนหลังที่สองถึงจะเป็นที่
ที่ให้เด็กๆ อยู่อาศัย
ภายในลานบ้านตากเสื้อผ้าของเหล่าเด็กๆ ไว้
มากมาย เนื้อผ้าถือว่าใช้ได้ ทั้งใหม่ทั้งสะอาด ไม่
มีรอยเย็บปะ
ตอนนี้ใกล้จะถึงเวลาอาหารเย็นแล้ว บรรดาเด็ก
ในบ้านเมตตาต่างนั่งกินข้าวกันอยู่ที่โรงอาหารฝัง
ตะวันออก
กู้เจียวสูดกลิ่น มีทั้งกลิ่นหอมของผักและเนื้อสัตว์
อาหารการกินก็นับว่าไม่เลวนี่
ดูท่าแล้วบ้านเมตตาคงใช้เงินไปกับที่ที่ควรใช้
จริงๆ
“คนปั่วยอยู่ที่ใดหรือ” กู้เจียวถาม
เด็กหนุ่มตอบ “ท้ายเรือนนู่น โปรดตามข้ามา”
คนปั่วยอยู่ในห้องห้องหนึ่งในเรือนชั้นที่สาม
ตำแหน่งทิศที่ตั้งของห้องจัดว่าไม่ค่อยดีนัก ยาม
ฤดูหนาวก็หนาวจัด ยามฤดูร้อนก็ร้อน ยามฟั้าฝน
เทลงมาก็ถูกฝนสาด
กู้เจียวเพิ่งจะก้าวพ้นธรณีประตูเข้ามาก็สัมผัสได้
ถึงมวลร้อนอบอ้าว ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าการอยู่ในห้อง
นี้ไม่สบายเลยสักนิด
เด็กหนุ่มยืนอยู่ที่หน้าประตู เกาหัวไปมาพลาง
เอ่ย “ข้ากับท่านพี่ผู้นี้คงไม่เข้าไปแล้ว รบกวนแม่
นางช่วยรักษาแม่นางกู้ให้หายดีด้วยเถิด”
เสี่ยวซานจื่อสงสัยว่าอีกฝั่ายพูดกลับกันหรือเปล่า
ต้องพูดว่า ‘รบกวนแม่นางกู้ช่วยรักษาแม่นางให้
หายดีด้วยเถิดมิใช่หรือ’
เมื่อกู้เจียวเดินเข้าไปก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดเด็ก
หนุ่มถึงได้พูดเช่นนั้น คนปั่วยที่นอนอยู่บนเตียง
อันหนาวเหน็บภายในห้องคือกู้จิ่นอวี๋นี่เอง
กู้เจียวไม่ได้เจอกู้จิ่นอวี๋มานานแล้ว นางคิดไม่ถึง
เลยว่าจะได้พบอีกฝั่ายที่นี่
กู้จิ่วอวี๋สวมชุดผ้าปั่านเหมือนชาวเมืองทั่วไป
เครื่องประดับปินมุกบนหัวหายไปแต่แทนที่ด้วย
ผ้าคาดผมเรียบง่ายสองผืน
ใบหน้าของนางซูมผอมลงไปมาก สีผิวเองก็ไม่ได้
ขาวเนียนดุจหยกเหมือนยามที่ได้รับการขีดสี
ฉวีวรรณที่จวนโหว ดูก็รู้ว่าไม่ได้ออกเป็นเห็น
เดือนเห็นตะวันสักเท่าไหร่
นางดูเหมือนจะตัวสูงขึ้นเล็กน้อย
ในดวงตาของกู้จิ่นอวี๋ฉายแววประหลาดใจ คาด
ไม่ถึงเลยว่ากู้เจียวจะเป็นคนมารักษา
นางมองกู้เจียวด้วยสีหน้าซับซ้อน ริมฝีปากเผยอ
อ้า สุดท้ายก็เอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบา “เจ้าเองหรือ”
คราวนี้นางไม่เรียกว่าพี่สาวอีกต่อไป
กู้เจียวเองก็ไม่ได้คิดเงินเพราะคำว่าพี่สาว นางรับ
เงินจากอีกฝั่ายเพื่อรักษาอาการปั่วยก็เพียง
เท่านั้น
นางเดินเข้าใกล้แล้วนั่งลงบนเก้าอี้ข้างเตียง “ไม่
สบายตรงไหนหรือ”
กู้จิ่นอวี๋หลบตาลงพลางเอ่ยเสียงแผ่วเบา “มีระดู
ปวดท้อง เมื่อครู่ปวดจนเป็นลมไป“
“ยื่นมือออกมา” กู้เจียวเอ่ย
กู้จิ่นอวี๋ค่อยๆ ยื่นมือขวาออกมา
กู้เจียวไม่ได้ใกล้ชิดกับกู้จิ่นอวี๋บ่อยนัก แต่มือคู่นี้
นางเคยเห็นมาก่อน สิบนิ้วที่ไม่เคยโดนฝนหรือ
ต้องลมมาก่อน ผิวเนียนละเอียดดุจกระเบื้อง
เคลือบ กระจ่างใสดุจหยกงาม ทว่าวันนี้กลับ
หยาบกร้านขึ้นหลายเท่าตัว
แม้จะไม่เหมือนมือของกู้เจียวที่มีบาดแผลเล็ก
ใหญ่ แต่ความเปล่งประกายที่เคยมีนั้นได้หายไป
แล้ว
คือมือที่ผ่านการตรากตรำ
กู้เจียวจับชีพจรให้นางก่อนจะชักมือกลับแล้วเอ่ย
ขึ้น “หน้าท้องถูกลมหนาว มีอาการเลือดคลั่ง กิน
ยาคลายกล้ามเนื้อเส้นเลือดก็หายแล้ว ยาแก้ปวด
ก็จะให้สี่ห้าเม็ด หากปวดจนทนไม่ไหวก็กินหนึ่ง
เม็ด อย่าฝืนทนจนตัวเองเป็นลมล้มพับไปอีก”
กู้เจียวพูดจบ กันเอี้ยวตัวไปปลดตะกร้าบนหลัง
แล้ววางลงบนโต๊ะ ก่อนจะหยิบยาออกมาจาก
กล่องยาใบน้อยแล้วแบ่งใส่ในขวดกระเบื้อง ใช้
ดินสอเขียนวิธีกินและปริมาณบนผ้าแถบที่แปะ
ติดกับขวด
กู้เจียวไม่ถามว่าเหตุใดนางถึงปรากฏตัวอยู่ที่บ้าน
เมตตาได้ ไม่ถามว่านางมาที่นี่เองหรือว่าจวนโหว
บีบบังคับให้นางออกมา กู้เจียวแบ่งยาให้นาง
เสร็จแล้วก็ตั้งใจว่าจะกลับทันที
“ท่านพี่” จู่ๆ กู้จิ่นอวี๋ก็เอ่ยเรียกนางขึ้นมา สีหน้า
และน้ำเสียงแฝงไปด้วยความประหม่า “ท่านแม่
กับน้องชายสบายดีหรือไม่”
“สบายดี” กู้เจียวตอบอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง
“ขอโทษ” นางเอ่ยเสียงแผ่วเบา ทั้งยังสะอื้นใน
ลำคอ
กู้เจียวเอ่ยเสียงเรียบ “คนปั่วยไม่ต้องขอโทษ
หมอหรอก”
กู้จิ่นอวี๋จ้องมองกู้เจียวพลางเอ่ย “ข้ารู้ว่าท่านไม่
อยากฟังสักเท่าไหร่ แต่ข้าไม่ได้เสแสร้งเล่นละคร
ข้าได้มาใช้ชีวิตที่บ้านเมตตาอยู่ระยะหนึ่ง ถึงได้รู้
ซึ้งอย่างแท้จริงว่าคืนวันของคนยากคนจนนั้น
ลำบากแค่ไหน
ในตอนนั้นชีวิตของท่านพี่คงลำบากกว่าพวกข้า
มาก ได้ยินมาว่าคนบ้านนั้นมักจะให้ท่านพี่อดข้าว
อยู่บ่อยๆ ทั้งยังทุบตีด่าทอท่านพี่ บังคับให้ท่านพี่
ทำงาน หากไม่ใช่เพราะอุ้มผิดตัว เดิมทีคนที่ต้อง
รับเคราะห์กรรมทั้งหมดนั้นต้องเป็นข้า
ข้าแย่งชีวิตของท่านพี่ แต่พอท้ายที่สุด ข้ากลับ
อิจฉาท่านพี่เพราะไม่ได้รับความห่วงใยจากท่าน
แม่และน้องชาย ดูถูกท่านพี่เพราะท่านเป็นชาวไร่
ชาวนาที่มาจากบ้านนอก…
บ้านเมตตามีเด็กหลายคนที่ทั้งฉลาดและไหวพริบ
ดี แต่พวกเขาถูกทอดทิ้งอยู่ในที่แบบนี้ พวกเขา
ไม่สามารถเรียนหนังสือได้ เรียนรู้สิ่งต่างๆ ไม่ได้
เมล็ดพันธุ์ชั้นดีจึงถูกทิ้งไปเสียอย่างนั้น
หากคนที่ถูกทิ้งอยู่ที่ชนบทคือข้า ข้าคงเหมือนกับ
พวกเขา ตัวข้ามีความสามารถไม่เท่าไหร่ก็เอาแต่
นึกดูถูกพี่สาว แต่ข้าไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า
โอกาสในการร่ำเรียนทั้งหลายเหล่านั้น ข้าได้มัน
มากจากฐานะของท่านพี่ หากท่านพี่เป็นเหมือน
ข้า เติบโตในจวนโหวตั้งแต่เล็ก ทุกวันนี้ก็เก่งกาจ
ไม่น้อยไปกว่าข้า
ข้าไม่อาจยอมรับได้ว่าท่านพี่นั้นเก่งกาจกว่าตัวข้า
แต่เกียรติยศจอมปลอมกำลังกัดกินหัวใจข้า ข้า
ไม่ขอให้ท่านพี่ยกโทษให้ข้า ข้าเพียงแค่ต้องการ
บอกกับท่านพี่ว่า
จากนี้ไปข้าจะไม่ทำอีกแล้ว ท่านพี่จะคิดว่าข้า
กลับตัวกลับใจก็ได้ จะคิดว่าชดใช้กรรมก็เชิญ…
เอาเป็นว่าข้าไม่อาจอยู่ในจวนโหวได้อีกต่อไป
แล้ว”
นางเอ่ยถึงตรงนั้น สีหน้าก็เต็มไปด้วยความ
เจ็บปวด
“ข้าอิจฉาท่านพี่จริงๆ แม้แต่งงานออกเรือนแล้ว
ท่านแม่กับน้องชายก็ยังอยู่กับท่านไม่ห่าง ไม่รู้ว่า
ข้าจะแต่งงานกับคนแบบไหน ท่านย่าเลือกคนมา
หมั้นหมายกับข้าแล้ว… แต่สุดท้าย ข้าก็ไม่อาจมี
อิสระเหมือนท่านพี่ได้”
“พูดจบแล้วหรือไม่” กู้เจียวเอ่ย
กู้เจียวเย็นชาอย่างที่กู้จิ่นอวี๋จินตนาการเอาไว้
นางหัวเราะเยาะตัวเองพลางเอ่ย “ได้ยินว่าพี่เขย
สอบเป็นจอหงวนได้แล้ว ข้าแสดงความยินดีกับ
ท่านพี่และพี่เขย ณ ที่นี้ด้วย”
“ขอบใจ”
กู้เจียวพูดจบก็สะพายตะกร้าขึ้นหลังแล้วเดิน
ออกไป
บทที่ 290 ออดอ้อน (2)
กู้เจียวใจแข็งดั่งเหล็กกล้า ก่อนจะขึ้นนั่งบนรถม้า
เพื่อเดินทางกลับ
ตอนที่เสี่ยวซานจื่อรอกู้เจียวอยู่ข้างนอก ก็ได้
พูดคุยกับเด็กหนุ่มคนนั้นและเด็กๆ ในบ้าน
เมตตาอีกหลายคน เขาไม่รู้ว่าคนปั่วยด้านในคือ
น้องสาวในนามของกู้เจียว ลูกสาวตระกูลสูงศักดิ์
ที่ถูกสลับตัวกับกู้เจียวตั้งแต่เด็ก
ระหว่างทางนั้นจะว่าว่างก็ว่างจริงๆ เสี่ยวซานจื่
อจึงเล่าเรื่องที่ตนได้ยินมาให้กู้เจียวฟัง “ได้ยินว่า
แม่นางผู้นั้นเป็นลูกสาวจากตระกูลใหญ่ ปกปิด
ตัวตนแล้วมาทำการกุศลที่บ้านเมตตา หากไม่ใช่
เพราะวันนี้นางเป็นลมล้มพับไป แล้วแม่ครัวของ
บ้านเมตตาเข้ามาพยุงไว้ ถึงได้เห็นปั้ายประจำตัว
ของนาง ไม่อย่างนั้นคงไม่รู้ว่านางเป็นใครมาจาก
ไหน แต่ตัวตนที่แท้จริงเป็นคือใคร นางเองก็ไม่ได้
บอก”
กู้เจียวเลิกม่านขึ้นเพื่อชมทิวทัศน์ริมทาง
เสี่ยวซานจื่อพูดต่อ “แต่ละเดือนบ้านเมตตาได้
เงินแค่ไม่เท่าไหร่ ข้าวปลาอาหารหรือเสื้อผ้าของ
เด็กๆ ก็มีไม่พอ พอแม่นางผู้นั้นมาอยู่ที่นี่
สถานการณ์ของบ้านเมตตาก็ดีขึ้น เสื้อผ้าของ
เด็กๆ ล้วนแต่ได้นางเป็นคนซื้อให้ ค่าอาหารแต่
ละเดือนก็ได้นางช่วยจุนเจือ ทุกวันนี้คนที่จิตใจ
งามอย่างแม่นางไม่ได้มีมากนัก…”
หลังจากนั้นเสี่ยวซานจื่อพูดพร่ำอะไรต่อ กู้เจียวก็
ไม่ยินแล้วเพระนางผล็อยหลับไป
อีกฟากหนึ่ง ในที่สุดเซียวลิ่วหลังก็ตามล้างตาม
เช็ดที่เจ้าเณรน้อยก่อเรื่องไว้เสร็จเรียบร้อย
จากนั้นก็เดินออกมจากกั๋วจื่อเจียนด้วยหน้านิ่วคิ้ว
ขมวด
เขาจูงมือเสี่ยวจิ้งคง
แม้มือของเสี่ยวจิ้งคงจะถูกเขาจูง แต่หัวกลมน้อย
นั้นกลับก้มงุด ร่างน้อยแสดงความต่อต้านออกมา
อย่างชัดเจน ราวกับเด็กน้อยแสนน่าสงสารที่ถูก
ลากตัวกลับบ้านอย่างไรอย่างนั้น
เซียวลิ่วหลังเห็นท่าทีไม่สบอารมณ์ของเสี่ยวจิ้งคง
ก็แค่นหัวเราะออกมา “เหอะ คราวนี้ข้าไม่ช่วย
แก้ตัวให้เจ้าแน่!”
เขาได้ค้นพบแล้วว่า หากเอาแต่ให้ท้ายเสี่ยวจิ้งคง
เจ้าหนูน้อยนี่ก็จะยิ่งได้ใจไม่เกรงกลัวใครเพราะ
คิดว่ามีคนคอยช่วยเสมอ
คราวก่อนทำอาจารย์ซุนโมโหจนร้อง คราวนี้โกน
หัวเพื่อนไปเกือบครึ่งห้อง
นี่เขากล้าโกนหัวให้เพื่อนได้อย่างไร!
เสี่ยวจิ้งคงฮึดฮัดด้วยความน้อยใจ “ก็บอกแล้วว่า
พวกเขาเป็นคนขอให้ข้าโกนเอง เพื่อนร่วมห้อง
กันก็ต้องช่วยเหลือกันสิ สหายต้องสามัคคีกัน
ไม่ใช่หรือ ข้าผิดอะไรที่ช่วยพวกเขา เจ้าไม่ชมข้า
หน่อยหรือที่เป็นคนมีน้ำใจ ไม่คิดเล็กคิดน้อยที่
พวกเขาจะฉลาดแล้วมาแย่งที่หนึ่งของข้า แถมยัง
ต้องให้ข้าสารภาพว่าเป็นคนก่อเรื่องต่อหน้าเจียว
เจียวอีก เจ้าไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย!”
“ไม่มีเหตุผลอย่างนั้นหรือ ได้ เช่นนั้นข้าจะบอก
เหตุผลให้เจ้าฟัง” เซียวลิ่วหลังหยุดฝีเท้าลง หยุด
อยู่ลงกลางตรอกอันเงียบสงัด เขามองเสี่ยวจิ้งคง
ด้วยสายตาดุดัน “พวกเขาขอให้เจ้าโกนหัวให้เจ้า
ก็โกน แล้วหากพวกเขาขอให้เจ้าสอบให้ได้ที่โหล่
เจ้าจะสอบให้ได้ที่โหล่หรือไม่”
เสี่ยวจิ้งคงเม้มปากน้อย ก่อนจะเอ่ยเสียง
อ้อมแอ้ม “ข้า…ข้าก็อยากจะสอบให้อยู่หรอก!
แต่ความสามารถของข้าทำเช่นนั้นทำไม่ได้!”
เซียวลิ่วหลัง ‘เหอะเหอะ’
เซียวลิ่วหลังพูดต่อ “อีกอย่าง กั๋วจื่อเจียนมีกฎ
เขียนไว้ชัดเจนว่าห้ามพกของมีคมมิใช่หรือ”
เอาสิ ไล่ต้อนเขาอีก
เสี่ยวจิ้งคงหมดทางหนีทีไล่แล้ว
ถูกจับได้คาหนังคาเขาแล้ว
ทว่าหากใช้ไม้แข็งไม่ได้ เช่นนั้นก็ต้องเล่นไม้อ่อน
เสี่ยวจิ้งมองเขาด้วยสายตาออดอ้อน ร่างน้อยบิด
ไปมา “พี่เขย~ อย่าบอกเจียวเจียวเลยได้ไหม”
เซียวลิ่วหลังปันหน้าเข้ม ไม่ต้องมาอ้อน!
คราวนี้ก่อเรื่องใหญ่โตพอสมควร ในแคว้นเจา
ชายที่อายุมากกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์ขึ้นไปไม่อาจ
โกนหัวได้ตามใจตน แต่คนทั่วไปอายุได้สองสาม
ขวบก็ไม่โกนหัวกันแล้ว เว้นเสียแต่ต้องรักษาโรค
หรือได้รับบาดเจ็บ
ยิ่งไปกว่านั้นกฎของราชวงศ์นั้นเข้มงวดที่สุด แต่
วันนี้เขากลับโกนหัวองค์ชายเป็นคนแรก!
หากไม่ใช่เพราะฉินฉู่อวี้ร้องห่มร้องไห้ขอให้เขา
โกนหัวให้ได้ ปั่านนี้เขาคงถูกจับไปสำเร็จโทษใน
วังหลวงแล้ว
ทว่าเป็นเพราะเขาโกนหัวองค์ชายอีกนั่นแล
เหล่าผู้ปกครองที่เป็นขุนนางใหญ่จึงไม่กล้าพูดอัน
ใดมาก
เพราะอะไรน่ะหรือ แม้แต่ฮ่องเต้ยังไม่เรียกร้อง
ความยุติธรรมให้ลูกชายของตัวเองเลย แล้วพวก
เขาจะไปเรียกร้องอะไรได้
เพราะเหตุใดน่ะหรือ ลูกหลานของพวกเขาสำคัญ
กว่าลูกชายของฮ่องเต้หรืออย่างไร
การออดอ้อนของเสี่ยวจิ้งคงล้มเหลว
เขาพรูลมหายใจออกมา จำใจยอมรับความจริงที่
พี่เขยนิสัยไม่ดีจะฟั้องเรื่องนี้ให้เจียวเจียวรู้
เมื่อมาถึงบ้าน ถึงได้พบว่ากู้เจียวออกไปรักษาคน
เซียวลิ่วหลังชี้ไปที่กำแพงหน้าลานบ้าน “เจ้าเข้า
มุมทบทวนตัวเองรอเจียวเจียวกลับมา”
เสี่ยวจิ้งคงโคลงศีรษะน้อยของตน ยืนหันหน้าเข้า
หากำแพงแต่โดยดี
เพียงแต่วันนี้เซวียนผิงโหวออกไปทำภารกิจอย่าง
หนึ่งที่นอกเมือง ระหว่างทางกลับจวนผ่านตรอก
ปีสุ่ยพอดี จึงถึงโอกาสแวะมาเยี่ยมเสียหน่อย
ประตูเรือนเปิดทิ้งไว้
เขาเพิ่งจะก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาก็เห็นเจ้าถั่ว
น้อยแสนน่าสงสาร ใบหน้าน้อยหันเข้ากำแพง
นิ้วมือเล็กชี้บนชี้ล่าง แคะกำแพงเล่นอย่างรู้สึกผิด
ไอ้หยา นี่ไม่ใช่เด็กน้อยที่รุมต่อยลูกชายของทูต
แคว้นเหลียงร่วมกับฉินฉู่อวี้แล้วก็ลูกชายของ
เจ้ากรมสวี่หรอกหรือ
มุมปากของเซวียนผิงโหวยกยิ้มพลางเดินเข้าไป
ใกล้ แล้วใช้นิ้วสะกิดไหล่น้อยของเขาจากข้าง
หลัง
เสี่ยวจิ้งคงเหลียวกลับมา มองเซวียนผิงโหวด้วย
สายตาตำหนิ “ทำอะไรของท่าน”
น่ารักน่าชังเสียจริง เซวียนผิงโหวนึกอยากจะ
แกล้งเจ้าเด็กน้อยคนนี้ขึ้นมา เขายกมุมปากขวา
พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ก่อเรื่องอะไรอีกล่ะ ไหน
เล่าให้ฟังซิ ข้าจะช่วยหาทางออกให้เจ้าเอง”
เสี่ยวจิ้งคงเป็นคนหยิ่งในศักดิ์ศรี ไม่มีทางยอมรับ
กับผู้อื่นว่าตนเองกำลังโดนลงโทษเพราะก่อเรื่อง
หรอก “ท่านเป็นใคร พวกเราสองคนสนิทสนม
กันขนาดนั้นเชียวหรือ”
เซวียนผิงโหวยิ้มพลางเอ่ย “แหม คราวก่อนเจ้า
ร้องไห้ขี้มูกย้อยเปือนข้าไปทั้งตัว ไม่กี่วันก็ลืมกัน
แล้วหรือ”
เมื่อพูดถึงเรื่องนั้น เสี่ยวจิ้งคงก็รู้สึกผิดขึ้นมา
จริงๆ
แม้เขาจะกลัวเสียหน้า แต่ก็ยังมีเหตุผล
เขาเคยช่วยท่านลุงรูปหล่อ ท่านลุงรูปหล่อเคย
ช่วยเขา พวกเขาจึงผูกมิตรกันอย่างช่วยไม่ได้
แววตาของเสี่ยวจิ้งคงอ่อนลงก่อนจะเอ่ยถามเขา
“ข้าชื่อจิ้งคง ท่านชื่ออะไรหรือ”
เซวียนผิงโหวรู้สึกว่าเสี่ยวจิ้งคงน่าสนใจ จึงไม่ได้
วางมาดแล้วตามไปตามตรง “ข้าชื่อเซียวจี่”
เสี่ยวจิ้งคงตาเบิกโพรง “เสี่ยวจีที่แปลว่านก
น้อยน่ะหรือ ท่านเป็นนกน้อยตัวหนึ่งอย่างนั้น
หรือ”
รอยยิ้มของเซวียนผิงโหวแข็งค้างไป ก่อนจะกัด
ฟันเอ่ย “เซียวจี่ต่างหาก…ช่างเถิด ไม่เข้าใจก็ช่าง
เถิด เช่นนั้นเจ้าเรียกข้าว่าท่านโหวเซียว”
ไม่ได้ห่างเหินเหมือนคำว่าเซวียนผิงโหว
แต่ใครจะไปรู้ว่าเสี่ยวจิ้งคงกลับเบิกตาโตยิ่งว่า
เดิม มองเขาด้วยสายตายากอธิบาย “เหตุใดถึง
กลายเป็นเสี่ยวโหว ลิงน้อยไปได้เล่า นี่ท่านเป็น
ไก่หรือเป็นลิงกันแน่”
ไก่หรือลิงอะไรกันเล่า!
เซวียนผิงโหวกันฟันกรอด “โหวเซียว! โหวที่มา
จากโหวเกอร์!”
แม่เจ้าโว้ย!
ไปกันใหญ่แล้ว!
โหวที่มาจากท่านโหวต่างหาก!
เซวียนผิงโหวเอ่ยอย่างปวดหัว “ช่างเถิด เช่นนั้น
ก็เซียวจี่ก็แล้วกัน!”
สีหน้าของจิ้งคงมึนงงยิ่งกว่าเดิม