สามีข้าคือขุนนางใหญ่ - บทที่ 300 แต่งงาน (1)
เซียวลิ่วหลังไม่รู้เรื่องปั้ายชื่อเลยสักนิด ย่อมไม่รู้
ว่าเฉินเปียนซิวจะนำปั้ายชื่อนี้ไปถึงหอเซียนเล่อ
นั่นเป็นหอนางโลมอย่างแท้จริง หน่วยงานแห่ง
คุณธรรมอย่างสำนักฮั่นหลินจะเหยียบเข้าไปโดย
พลการไม่ได้เด็ดขาด
ใครจะรู้ว่าเฉินเปียนซิวจะใจกล้าบ้าบิ่นเช่นนี้
ทว่าสองวันต่อมา เฉินเปียนซิวไม่ได้มาที่สำนักฮั่น
หลิน และไม่ได้ส่งใครมาลาแทนด้วย
วันแรก ผู้คนก็แค่สงสัย แต่ก็ไม่ได้คิดไปในทางไม่
ดี ต่างก็คิดว่าน่าจะปั่วย หรือไม่ที่บ้านก็เกิดเหตุ
สุดวิสัยจึงไม่ได้มาแจ้งกับสำนักฮั่นหลิน
วันที่สองยังคงเป็นเช่นนั้น หยางซื่อตู๋คิดว่าอย่าง
น้อยเขาก็เคยเป็นลูกน้องสังกัดของเขา จึงส่งคน
ไปถามไถ่ที่บ้านของเฉินเปียนซิว
ครอบครัวเฉินเปียนซิวเป็นครอบครัวบัณฑิต
ธรรมดาในเมืองหลวง มีพ่อเป็นซิ่วไฉ เปิดสถาบัน
สอนเด็กเล็กหาเลี้ยงครอบครัว แม่เป็นบุตรสาว
ภรรยาคนหนึ่งของขุนนางเก่า ค่อนข้างมีฐานะ
ตระกูลเฉินแม้จะไม่ถือว่าเป็นตระกูลร่ำรวยสูง
ศักดิ์ แต่ก็มีเรือนให้อาศัย มีคนรับใช้ให้ไหว้วาน
สิ่งที่คาดไม่ถึงคือ คนในตระกูลเฉินก็กำลังจะออก
บ้านไปตามหาเฉินเปียนซิวที่สำนักฮั่นหลิน
เช่นกัน พวกเขานึกว่าเฉินเปียนซิวอยู่เวรที่สำนัก
ฮั่นหลิน
เรื่องเช่นนี้ใช่ว่าไม่เคยเกิดขึ้น ช่วงที่สำนักฮั่นหลิน
งานยุ่งเป็นที่สุด เฉินเปียนซิวเคยไม่กลับบ้าน
ติดต่อกันสามวัน แต่ครั้งนี้เห็นได้ชัดว่าไม่ได้เป็น
เช่นนั้น
ทั้งสองฝั่ายต่างรีบไปแจ้งความกับทางการ
ทางการสืบคดีได้รวดเร็วยิ่งนัก หรืออาจเป็น
เพราะคดีนี้ไม่ได้ยากอะไร
พวกเขาพบศพของเฉินเปียนซิวในกองสิ่งของที่
มุมตึกหน้าประตูทางตะวันตกของหอเซียนเล่อ
“คดีเช่นนี้พวกข้าพบเห็นมามากแล้ว…เป็นพวกที่
อยากแอบเข้าไปในหอเซียนเล่อแต่ถูกหาว่าเป็น
ขโมยจึงถูกตีจนตายอีกคนแล้วสินะ…”
หอเซียนเล่อมีกำแพงสูงยิ่งนัก คนธรรมดาทั่วไป
ไม่สามารถเข้าไปได้ แต่ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะมีคนคิด
เพ้อฝัน บังเอิญว่าหน้าประตูตะวันตกของหอ
เซียนเล่อมีที่ทิ้งสิ่งของกองอยู่ มีคนแอบมุดเข้าไป
จากทางนี้อยู่บ่อยครั้ง สุดท้ายก็อย่างที่เห็น
องครักษ์ของหอเซียนเล่อใช่ว่าจะล่วงเกินกันได้
ผู้ใดที่แอบลักลอบเข้ามาถือว่าเป็นโจร ตีให้ตาย
เสียให้หมด! คนตระกูลเฉินไม่เชื่อ คนของสำนัก
ฮั่นหลินก็ไม่เชื่อ
แต่เฉินเปียนซิวถอดชุดขุนนางสำนักฮั่นหลินออก
สวมใส่ชุดสีน้ำเงินที่ตัดมาใหม่ เขายังโกนเคราอีก
เห็นได้ชัดว่าเขากำลังจะไปพบคนสำคัญเป็นแน่
“ไม่แน่ว่า…ไม่แน่ว่าพวกเขาอาจจะทำร้ายเขาจน
ตายแล้วเปลี่ยนชุดให้เขาก็ได้!” คนตระกูลเฉิน
เอ่ย
ทำร้ายขุนนางแห่งราชสำนักกับทำร้ายชาวบ้าน
ธรรมดาโทษไม่เหมือนกัน
ทว่าการคาดเดาเช่นนี้ก็ตกไปในไม่ช้า เนื่องจาก
ทหารทางการหาคนขับรถม้าที่เฉินเปียนซิวเรียก
มาวันนั้นเจอ
คนขับรถม้าให้ปากคำว่า ตอนขึ้นรถม้า เฉินเปียน
ซิวสวมใส่ชุดขุนนางของสำนักฮั่นหลิน เมื่อลง
จากรถม้ากลับเปลี่ยนเป็นอีกชุดหนึ่ง และยังโกน
หนวดเคราอีก
“ข้าส่งเขาถึงหอชิงเฟิง หลังจากนั้น ข้าเห็นเขา
เดินไปทางหอเซียนเล่อ”
คราวนี้ เส้นทางและจุดประสงค์ของเฉินเปียนซิว
ก็แน่ชัดแล้ว บวกกับตำแหน่งของเฉินเปียนซิวที่
ไม่สามารถเข้าหอเซียนเล่ออย่างเปิดเผยได้
เช่นนั้นจึงเหลือเพียงแค่การปีนข้ามกำแพงแล้ว
คนของหอเซียนเล่อไม่รู้ว่าเขาเป็นขุนนาง เห็น
เขาเป็นโจรทั่วไปเท่านั้น แน่นอนว่าย่อมลงมือไม่
ยั้ง
เรื่องแบบนี้ หากขึ้นศาลก็ย่อมทำได้ เพราะ
อย่างไรเสียก็ทำร้ายคนจนเสียชีวิต หอเซียนเล่อ
ต้องรับผิดชอบในความผิดนี้ เพียงแต่หากทำ
เช่นนี้ ชื่อเสียงของเฉินเปียนซิวก็จะถูกทำลายจน
สิ้น
สุดท้ายหอเซียนเล่อชดใช้ด้วยเงินทองเพียง
เล็กน้อย แล้วเรื่องนี้ก็ผ่านไป แต่ช้างตายทั้งตัวใบ
บัวย่อมปิดไม่มิด เรื่องที่เฉินเปียนซิวไปหอนาง
โลมแล้วถูกทำร้ายจนเสียชีวิตก็ยังแพร่ไปทั่ว
สำนักฮั่นหลินอยู่ดี ทุกคนไม่ได้พูดคุยกันอย่าง
เปิดเผย แต่ก็แอบถกเถียงกันอย่างลับๆ
“พวกเจ้าว่า…คนดีมีคุณธรรมอย่างเฉินเปียนซิว
เหตุใดจู่ๆ ถึงไปหอนางโลมได้”
“หรือว่าจะถูกเซียวซิวจ้วนยุยงเอา ในสำนักฮั่น
หลินนอกจากเขาแล้วก็ไม่มีใครมีสัมพันธ์กับหญิง
นางโลมแล้ว”
“เบาๆ หน่อย หานเสวียซื่อไม่ให้เราถกเรื่องนี้
กัน!”
“ข้าพูดอะไรผิด ก่อนที่เฉินเปียนซิวจะหายตัวไป
หนึ่งวัน…ข้าเห็นเขาพูดคุยกับเซียวซิวจ้วน…ไม่รู้
ว่าคุยอะไรกัน…ดูท่าทางโมโหมาก…”
ขณะที่พวกเขาถกเถียงกันถึงเรื่องนี้ เซียวลิ่วหลัง
ก็เดินมาจากที่ไม่ห่างออกไปนัก พวกเขาเงียบไป
ในทันที ส่งสายตาให้กันแล้วสลายตัวไป
แต่ที่จริงเซียวลิ่วหลังได้ยินหมดทุกอย่างแล้ว เขา
ไม่ได้ยุยงเฉินเปียนซิวแน่นอน แต่เมื่อคนคนหนึ่ง
ถูกกีดกันไม่ให้เข้าพวกแล้ว แม้แต่หายใจก็ยังผิด
ตั้งแต่ตกลงจะให้หลานสาวแต่งงานกับอันจวิ้น
อ๋องแล้ว ราชเลขาหยวนก็ให้คนไปรวบรวมบท
กลอนช่วงหลายปีมานี้ของอันจวิ้นอ๋องมาให้หมด
เขาดูอย่างละเอียด ช่างเป็นคนที่มีความสามารถ
เสียจริง บทกลอนบางบทที่ท่องกันอย่าง
แพร่หลายจนถึงวันนี้เป็นกลอนที่เขาได้เขียนขึ้น
เมื่อเป็นตัวประกันอยู่ที่แคว้นเฉิน แม้จะมีบางจุด
ที่ด้อยอยู่บ้าง แต่การที่ตัวอยู่ต่างแคว้น แบกรับ
ชะตากรรมของแผ่นดินเกิด อดทนอดกลั้นต่อการ
ถูกเหยียดหยาม แล้วยังมีความห้าวหาญของคน
หนุ่มเช่นนี้ได้ ช่างเป็นคนที่มีความสามารถจริงๆ
ราชเลขหยวนให้คนนำบทกลอนไปให้หลานสาว
เขารู้ดีว่าหลานสาวของเขาเป็นคนมี
ความสามารถ เย่อหยิ่งทะนงตน ไม่มองคน
ธรรมดาทั่วไป แต่คนมีความสามารถอย่างอัน
จวิ้นอ๋องน่าจะพอเข้าตานางอยู่บ้าง
ราชเลขาหยวนหารู้ไม่ว่า แม่ชีน้อยเห็นบทกลอน
ที่วางอยู่บนโต๊ะแล้ว หน้านิ่วคิ้วขมวดทันใด
เหตุใดจึงให้นางอ่านบทกลอน
นางอยากอ่านบทละครต่างหาก!
ว่าแต่ผ่านไปนานมากแล้ว เหตุใด ‘อวิ๋นถิงจี้’ เล่ม
ที่สามยังไม่ออกอีก
ไหนบอกว่าออกเดือนละเล่มอย่างไรเล่า
นี่มันหนึ่งเดือนกับสามวันแล้ว เขาหายตัวไปใน
อากาศแล้วหรืออย่างไร!
ณ ตรอกปีสุ่ย จี้จิ่วอาวุโสที่เพิ่งเขียนอักษรตัว
สุดท้ายเพิ่งจะวางพู่กันลง จู่ๆ ก็จามอย่างแรง
“ฮัดเช้ย!”
เขาเพิ่งจะรับตำแหน่งดูแลกั๋วจื่อเจียน เงิน
ค่าตอบแทนไม่สูงนัก อีกเหตุผลหลักคือเงินเก็บที่
เคยมีก็ถูกหญิงชราปล้นไปเสียหมด เขายังอยาก
เปลี่ยนรถม้าใหม่อีกด้วย…
เพื่อเป็นการรับมือกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นทุกวัน
เขาจึงจำเป็นต้องหยิบอาชีพเก่ามาปัดฝุั่นใหม่ นั่น
ก็คือการเขียนบทละคร
เขาไม่ได้เขียนมาหลายปีแล้ว นามปากกาเดิมก็
ถูกลืมเลือนไปเสียหมด เขาจึงใช้นามปากกาใหม่
นั่นก็คือ ‘จุ้ยเซิงเมิ่งสื่อ’ หรือใช้ชีวิตไปวันๆ อย่าง
เพ้อฝันนั่นเอง
แค่ได้ยินชื่อก็รู้สึกได้อารมณ์แล้ว
บทละครเล่มแรกของเขาเมื่อกลับมาเขียนอีกครั้ง
พูดถึงตัวประกันแคว้นศัตรูผู้อ่อนแอทำลายระบบ
ราชสำนัก และความสัมพันธ์แบบทั้งรักทั้งเกลียด
กับองค์หญิงราชวงศ์ซย่า
เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงข้อถกเถียงที่ไม่จำเป็น เขา
ได้เล่าเท้าความว่านี่เป็นเพียงความฝันของตัว
ประกันตั้งแต่ต้นเรื่อง ทว่าแม้เป็นเช่นนั้น ก็ทำให้
ผู้คนติดตามกันอย่างล้นหลาม
สองเล่มแรกขายดีอย่างยิ่ง เขาทำเงินได้เล็กน้อย
เล่มที่สามตามจริงต้องส่งบทนานแล้ว แต่ช่วงนี้
ในกั๋วจื่อเจียนมีธุระมากมายให้จัดการ เขาจึงได้
ล่าช้า เพื่อเป็นการขอโทษ เขาตัดสินใจว่าจะนำ
บทร่างไปส่งให้ร้านหนังสือด้วยตนเอง
วันนี้แม่ชีน้อยก็ไปที่ร้านหนังสือเช่นกัน นางไป
เพื่อเร่งบท
จี้จิ่วอาวุโสอดไม่ได้ที่จะเงี่ยหูฟัง
ด้านหลังของชั้นวางหนังสือ เด็กในร้านหนังสือ
กำลังแนะนำบทละครเรื่องอื่นให้กับแม่ชีน้อย
แม่ชีน้อยเปิดดูอย่างไม่สนใจแล้วเอ่ยขึ้น “ไม่ดี ไม่
เร้าใจเท่าของจุ้ยเซิงเมิ่งสื่อ”
จี้จิ่วอาวุโสนึกว่าอีกฝั่ายจะพูดว่าบทละครของตน
แปลกใหม่ คาดไม่ถึงว่าจะเป็นคำว่าเร้าใจ
จี้จิ่วอาวุโสกระแอมเล็กน้อย
เหมือนว่า…จะเร้าใจจริงๆ นั่นแล
แม่ชีน้อยเอ่ย “ตอนที่องค์หญิงเลิกลากับราชบุตร
เขยนั้นดีมาก องค์หญิงไม่ควรจะต้องมาทน
ทรมานเช่นนี้!”
ที่จริงองค์หญิงเป็นเพียงตัวประกอบที่ไม่สำคัญใน
บทละครเท่านั้น ไม่ได้เขียนเนื้อความรายละเอียด
เลยด้วยซ้ำ ตอนเลิกกับราชบุตรเขยก็แค่พูด
ผ่านๆ ไม่กี่ประโยคเท่านั้น คาดไม่ถึงว่าอีกฝั่ายจะ
จำได้แม่นยำเพียงนี้
ถือเป็นนักอ่านตัวยงคนหนึ่งเลย!
จี้จิ่วอาวุโสกระแอมเบาๆ อดความสนใจที่จะ
พูดคุยกับอีกฝั่ายไม่ได้ ไม่แน่ว่าอาจจะได้แรง
บันดาลใจมากกว่าเดิมก็เป็นได้ “แม่ชีท่านนี้ชอบ
หนังสือเล่มนี้เช่นกันหรือ”
แม่ชีน้อยตอบ “ก็ชอบ การเขียนสำบัดสำนวน
พอใช้ได้”
จี้จิ่วอาวุโส ‘ข้าเป็นถึงจี้จิ่วแห่งกั๋วจื่อเจียนเชียว
นะ สำบัดสำนวนแค่พอใช้ได้หรือ’
แต่เพื่อเป็นการลดกำแพงให้ผู้คนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
เขาตั้งใจเก็บสำบัดสำนวนไว้ และใช้คำภาษาพูด
มากขึ้น เช่นนี้ก็เพื่อง่ายต่อการทำความเข้าใจของ
ผู้อ่าน
แต่เพื่อให้เข้ากับรสนิยมของพวกปัญญาชน เขาก็
ได้สอดแทรกบทกลอนที่แต่งขึ้นเองเข้าไปไม่น้อย
จุดเหล่านี้ คนทั่วไปก็จะอ่านข้ามไป ไม่กระทบต่อ
การดำเนินเรื่องของบทละคร
บทที่ 300 แต่งงาน (2)
จี้จิ่วอาวุโสเอ่ยขึ้นอีก “แม่ชีคิดว่า หลีอ๋องเป็นคน
อย่างไร”
หลีอ๋องเป็นตัวละครตัวเอกในเรื่อง ตัวประกัน
ผู้ปั่วยออดแอดแต่กลับสร้างวีรกรรมให้ราช
สำนักซย่าวุ่นวายได้
แม่ชีน้อยเบะปาก แล้วเปิดหนังสือที่หยิบมาจาก
ชั้น “วางแผนกลยุทธ์ต่างๆ พอใช้ได้ แต่เรื่อง
ความรักใช้ไม่ได้ ตาบอด”
จี้จิ่วอาวุโส “…!!”
แม่ชีน้อยถอนใจ “แม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นซย่าเขา
ดันไม่ชอบ กลับไปชอบองค์หญิงหกอะไรนั่น ไม่
เรียกว่าตาบอดเรียกว่าอะไร เขาทั้งใจเหี้ยมทั้ง
อ่อนแอ กับแม่ทัพฝูผู้เย็นชาและแข็งแกร่ง
ต่างหากถึงจะเป็นคู่ที่เหมาะสมกันดังสวรรค์
สรรค์สร้าง! เขาไม่เห็นความรักที่แน่วแน่ของแม่
ทัพฝูหรืออย่างไร”
จี้จิ่วอาวุโสมุมปากกระตุกทันใด
แม่ทัพฝูมีรักที่แน่วแน่แก่หลีอ๋องตั้งแต่เมื่อไรกัน
ทำไมข้าไม่รู้
แม่ชีน้อยถอนใจต่อ “ฮองเฮาแห่งแคว้นซย่าก็
เช่นกัน นางก็ตาบอด ฮั่วเฟยดีกับนางเพียงนั้น
เหตุใดนางถึงได้ไปชอบเจ้าแคว้นซย่าได้เล่า ลง
เอยกับฮั่วเฟยไม่ดีหรือ ฮั่วเฟยเย้าแหย่นางตั้ง
หลายครั้ง…”
จี้จิ่วอาวุโส “…”
ไม่ ฮั่วเฟยก็ไม่เคยเย้านาง!
ฮั่วเฟยกับฮองเฮาเป็นความสัมพันธ์แบบนายบ่าว
ธรรมดานะ!
เอ่อ แม่นาง!
ไม่สิ แม่ชี!
เจ้าอ่านหนังสืออย่างไรกัน!
เจ้าเห็นอะไรในนั้นหรือ!
ฮั่วเฟยกับฮองเฮาเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันนะ พวก
นางถึงขั้นแทงมีดไปกลางอกอีกฝั่ายแล้วนะ!
…เดี๋ยวนะ นี่ไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือพวกนาง
เป็นหญิงทั้งคู่นะ!
แม่ทัพฝูกับหลีอ๋องก็เป็นชายทั้งคู่นะ!
เจ้า เจ้า เจ้า…เป็นเด็กเป็นเล็กเจ้ามีรสนิยมเช่นนี้
จะดีหรือ
จี้จิ่วอาวุโสเหมือนถูกลูกธนูหมื่นดอกทิ่มแทง
กลางอก รู้สึกว่าไม่กล้าเผชิญหน้ากับหนังสือเล่ม
นี้อีกแล้ว…
ไม่นาน ก็เข้าสู่เดือนหก เมืองหลวงเข้าสู่ฤดูร้อน
อย่างเต็มตัว ฤดูหนาวปีแล้วเมืองหลวงหนาว
เหน็บยิ่งนัก ปีนี้กลับร้อนจนเกินทน
เนื่องจากมีบุตรสาวขุนนางร้อนจนเป็นลมในชั้น
เรียน สำนักบัณฑิตสตรีจึงหยุดเรียนให้หลายวัน
ข่าวเรื่องที่ว่าแม่ชีตระกูลหยวนกลับเมืองหลวง
แพร่สะพัดไปทั่วเมืองในไม่ช้า แต่ข่าวที่ใหญ่กว่า
นั้นคือแม่ชีน้อยกับอันจวิ้นอ๋องจะแต่งงานกัน ได้
ยินว่าราชครูจวงประสงค์จะดองกับตระกูลหยวน
และให้คนไปเอาใบบันทึกวันเกิดถึงที่เรียบร้อย
แล้ว
เมื่อนำใบบันทึกวันเกิดทั้งสองมาจับคู่กันแล้ว
หากดวงของทั้งสองไม่ชงกัน ก็จะถกเรื่องแต่งงาน
กันเลย
เด็กสาวที่จะแต่งงานในปีนี้ไม่ได้มีแต่แม่ชีน้อย
เพียงคนเดียว อย่างจวงเย่ว์ซี ตู้เสี่ยวอวิ๋น กู้จิ่นอวี๋
ก็ถึงอายุที่ต้องคุยเรื่องแต่งงานกันแล้ว ครอบครัว
ต่างก็จัดการจัดเตรียมให้อย่างเพรียบพร้อม
กู้จิ่นอวี๋สิ้นสุดชีวิตในโรงรับเลี้ยงเด็กกำพร้า
กลับมาอาศัยอยู่ในจวนโหว รอให้กู้เหล่าฮูหยิน
และซูเฟยจัดการเรื่องแต่งงานให้นาง
เห็นนางตากแดดจนผิวคล้ำ สภาพเหมือนถูกเผา
ไหม้ คิ้วอันขาวโพลนของกู้เหล่าฮูหยินก็ขมวดกัน
แน่นทันใด “เหตุใดเจ้าจึงมีสภาพเช่นนี้ ไหนบอก
ว่าไปอาศัยในหมู่บ้านไม่กี่วันมิใช่หรือ เจ้าไปทำ
อะไรมา สภาพเช่นนี้ จะให้ข้าพาเจ้าออกไปพบ
ผู้คนได้อย่างไร”
กู้จิ่นอวี๋ไม่ได้พูดอะไร
และไม่ได้ไปออดอ้อนกู้เหล่าฮูหยินเหมือนแต่ก่อน
กู้เหล่าฮูหยินโมโหยิ่งนัก นางเอ่ยอย่างหมดความ
อดทน “ช่วงนี้ไม่ต้องออกไปไหน อยู่ในห้องทำ
ตัวเองให้ขาวเสีย!”
กู้จิ่นอวี๋เอ่ยเสียงเบา “ข้าอยากไปเยี่ยมท่านแม่”
หากไม่พูดถึงเรื่องนี้ยังพอว่า แค่พูดถึงกู้เหล่าฮู
หยินก็โมโหเป็นฟืนไฟ แม่นางเหยาคนสมควร
ตายนั่น หลอกใช้ตนจัดการอนุหลิงเสร็จก็ย้าย
ออกจากจวนไปทันที!
คนอื่นถามถึงนาง นางได้แต่ตอบไปว่านางพากู้เห
ยี่ยนย้ายกลับไปแล้ว
หญิงสาวและฮูหยินในเมืองหลวงต่างก็นึกว่าแม่
นางเหยาพากู้เหยี่ยนไปรักษาตัวที่หมู่บ้าน ก็ไม่ได้
พูดอะไรมากไปกว่านี้
กู้เหยี่ยนร่างกายอ่อนแอ พวกนางต่างก็รู้กัน
เมื่อกู้จิ่นอวี๋บอกว่าจะไปเยี่ยมแม่นางเหยา กู้
เหล่าฮูหยินย่อมไม่อนุญาตอยู่แล้ว “เจ้าไปไหน
ไม่ได้ทั้งนั้น! หากยังถือว่าตนเป็นบุตรสาวจวน
โหว ก็อยู่ในจวนโหวห้ามไปไหนเด็ดขาด!”
“เจ้าค่ะ” กู้จิ่นอวี๋ตอบรับอย่างนอบน้อม
แต่นางรับปากแค่คำพูด แล้วก็แอบหนีออกจาก
จวนหลังจากนั้นไม่นาน!
“ท่านแม่!”
นางมายังตรอกปีสุ่ย ลงจากรถม้าก็รีบดิ่งตรงเข้า
เรือนอย่างไม่รีรอ แม่นางเหยากำลังนั่งถักเชือก
อยู่ที่โถงทางเดิน
เวลานี้ เด็กๆ ในบ้านต่างออกไปทำงานเรียน
หนังสือกันยังไม่กลับ กู้เหยี่ยนก็ออกไปเรียน
หนังสือเช่นกัน
มีเพียงนางและแม่นมฝางที่ว่างอยู่บ้าน
หากจะว่าว่าง แท้จริงก็ไม่ได้ว่าง ช่วงเช้าท่านปั้า
หลิวมาเรียกให้ไปช่วยปักชุดเจ้าสาวให้ลูกสาว
นาง ตอนบ่ายสาวใช้ตระกูลว่านมาขอเรียนวิชา
เย็บปักและการทำอาหาร
สาวใช้ตระกูลว่านเพิ่งตื่นนอน
ชีวิตนางมีอะไรให้ทำเต็มไปหมด
เด็กน้อยในท้องก็โตขึ้นเรื่อยๆ เริ่มรู้สึกได้ถึงการ
เคลื่อนไหวในครรภ์แล้ว
เพียงแต่นางก็คิดถึงกู้จิ่นอวี๋อยู่เป็นครั้งคราว
แต่ได้ยินว่านางไปเที่ยวพักผ่อนที่หมู่บ้านนอก
เมือง นางก็ไม่สะดวกจะเรียกกู้จิ่นอวี๋มาหา
เมื่อได้ยินเสียงอันคุ้นเคย นางชะงักไปทันใด
นางกำลังจะหันหน้าไป กู้จิ่นอวี๋ก็เดินมาหาแล้ว
และกำลังจะกระโจนเข้ากอดนางเหมือนเมื่อก่อน
แต่กลับต้องชะงักเมื่อเห็นท้องของนางที่ปั่อง
ขึ้นมา
เมื่ออากาศร้อน สวมใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้น ก็เห็นได้
ง่ายยิ่งขึ้น
แม่นางเหยาตัวผอมนัก ทำให้ครรภ์ห้าเดือนนั้น
ปั่องขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
กู้จิ่นอวี๋จ้องตาเขม็ง “ท่านแม่…ท่าน…ท่าน…”
“เจ้ากลับมาแล้วหรือ” แม่นางเหยายิ้มอย่างปลื้ม
ปริ่ม นางดึงมือนางมาแล้วพยักหน้า “อืม แม่
ตั้งครรภ์ได้ห้าเดือนแล้ว”
“ก็หมายความว่า ท่านตั้งครรภ์ตั้งแต่ตอนที่อนุห
ลิงยังอยู่ในจวนแล้ว…” กู้จิ่นอวี๋พูดได้ไม่ทันจบ
ประโยค ก็นึกขึ้นได้ว่าตนพูดถึงคนที่ไม่ควรพูดถึง
จึงเอ่ยขึ้นอย่างรู้สึกผิด “ข้าขอโทษ ท่านแม่ ข้าไม่
ควรพูดถึงคนคนนั้น”
อนุหลิงทำร้ายแม่นางเหยามาสิบกว่าปี แน่นอน
ว่าแม่นางเหยาย่อมไม่อยากพูดถึงนางอีก
แม่นางเหยาข้ามเรื่องนี้ไป ตบเก้าอี้เบาๆ พร้อม
เอ่ย “นั่งลงสิ ให้แม่มองหน้าเจ้าดีๆ หน่อย”
กู้จิ่นอวี๋นั่งลงตามที่นางพูด
แม่นางเหยายกมือขึ้นลูบปอยผมข้างจอนของนาง
แล้วเอ่ยขึ้นด้วยความสงสารและตกใจ “ตากแดด
จนดำไปหมด มือก็หยาบ หลายเดือนมานี้เจ้าใช้
ชีวิตในหมู่บ้านด้วยความลำบากหรือ”
หมู่บ้านของจวนติ้งอันโหวมีมากมายนัก นอก
เมืองหลวงก็มีอยู่ไม่น้อย แม่นางเหยาก็ไม่รู้
เหมือนกันว่านางไปหมู่บ้านใดมา
กู้จิ่นอวี๋มองลง เงียบไปอยู่นาน แล้วน้ำตาก็หยด
ใส่หลังมือของแม่นางเหยา
แม่นางเหยาร้อนรนทันใด “จิ่นอวี๋ เจ้าเป็นอะไร
ไป”
กู้จิ่นอวี๋ไม่ได้ตอบกลับแต่อย่างใด แต่กลับลุกขึ้น
แล้วคุกเข่าลงต่อหน้าแม่นางเหยาแล้วเอ่ยขึ้นด้วย
น้ำเสียงสะอื้น “ท่านแม่ จิ่นอวี๋ผิดไปแล้ว…”
แม่นางเหยาถูกนางทำเอาสับสนไปหมดและเริ่ม
ร้อนรนตาม “เจ้าลุกขึ้นมาพูด เจ้าเป็นอะไรไป
เกิดอะไรขึ้นกับเจ้าใช่หรือไม่ เจ้าอย่าทำแม่ตกใจ
เช่นนี้…”
กู้จิ่นอวี๋ส่ายหน้าด้วยน้ำตาคลอเบ้า กำมือแม่นาง
เหยาที่กำลังจะพยุงตัวนางลุกขึ้น แล้วพูดด้วย
น้ำเสียงสะอึกสะอื้น “ท่านแม่…ข้า…ข้าขอโทษ
ท่านแม่…ข้า…”
แม่นางเหยากระวนกระวายยิ่งนัก “”เจ้า…เจ้า
เป็นอะไรกันแน่
“ข้า…”
“คุณหนูรองก็ทำเข้า ก็แค่ไม่ได้มาเยี่ยมฮูหยินพัก
ใหญ่เท่านั้น ฮูหยินเป็นท่านแม่ของท่าน จะถือสา
เรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร”
แม่นมฝางเดินออกมาจากห้องครัวด้วยใบหน้ายิ้ม
แย้ม ในมือถือถั่วลิสงที่เพิ่งทอดเสร็จ นางเอ่ยกับ
แม่นางเหยา “เมื่อครู่ฮูหยินบอกว่าอยากกินสิ่งนี้
มิใช่หรือ ข้าทำเสร็จแล้ว”
คนตั้งครรภ์มักจะต้านทานอาหารไม่ไหวและถูก
ดึงดูดความสนใจไปในทันใด นางเอ่ยกับกู้จิ่นอวี๋
“เจ้าลองชิมดู!”
แม่นมฝางวางถั่วลิสงไว้บนเก้าอี้ แล้วพยุงกู้จิ่นอวี๋
ลุกขึ้นมา “พื้นเย็นนัก ความกตัญูของคุณหนู
รอง ฮูหยินย่อมรับรู้ได้ ไม่ต้องโทษตนเองหรอก
คุณหนูรองอยู่ที่หมู่บ้านสบายดีหรือไม่ ข้าว่า
คุณหนูรองสูงขึ้น ตัวก็ไม่ผอมเหมือนแต่ก่อน สี
หน้าก็ไม่ซีดเซียวแล้วด้วย”
ความผอมแห้งของกู้จิ่นอวี๋มาจากการเลี้ยงดูของ
ซูเฟยทั้งนั้น ไม่กินของหวาน ไม่กินของมัน ผอม
จนลมพัดปลิวได้ แต่ทุกวันนี้แม้จะดูคล้ำไปหน่อย
ผิวหยาบกร้านไปนิด แต่ก็ดูมีน้ำมีนวลขึ้น
แม่นางเหยามองดูนาง ก็เห็นด้วยเช่นกัน
กู้จิ่นอวี๋ถูกแม่นมฝางขัดจังหวะเช่นนี้ ก็ไม่กล้า
ยอมรับผิดกับแม่นางเหยาต่อ แล้วพูดตามน้ำแม่
นมฝางไปว่า “ข้าคิดถึงท่านแม่มาก ไม่ได้มาเยี่ยม
ท่านแม่เสียนาน แม้แต่ท่านแม่ตั้งครรภ์ข้ายังไม่รู้
เลย ข้าช่างอกตัญูยิ่งนัก”
แม่นางเหยาโล่งใจ “ที่แท้ก็เรื่องนี้เอง ทำข้าตกใจ
หมด ข้านึกว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นเสียอีก ไม่ใช่
ความผิดเจ้าหรอก แต่ว่า เหตุใดจู่ๆ เจ้าถึงไปที่
หมู่บ้านได้เล่า อยู่ในจวนโหวมีเรื่องทุกข์ใจหรือ”
“ไม่ใช่” กู้จิ่นอวี๋มองลง “แถวนั้นใกล้กับที่พัก
ท่านพ่อ ข้าไปอยู่เป็นเพื่อนท่านพ่อ”
“เช่นนี้นี่เอง” สองพ่อลูกรักกันมากอยู่แล้ว แม่
นางเหยาจึงไม่สงสัยอะไรอีก
สองแม่ลูกพูดคุยกันอีกสักพัก แม่นมฝางก็อยู่
เคียงข้างตลอด
ภายหลังแม่นางเหยาเหนื่อยเพลียจึงขอไปนอน
พักกลางวัน แม่นมฝางจึงได้พากู้จิ่นอวี๋ไปยังเรือน
หน้า และพูดกับนางว่า “คุณหนูรอง ไม่ว่าเมื่อครู่
ท่านอยากพูดอะไรกับฮูหยิน ข้าหวังว่าท่านจะไม่
พูดถึงมันอีก”
กู้จิ่นอวี๋ชะงักไป “แม่นมฝาง…”
แม่นมฝางเอ่ย “ฮูหยินมีอาการซึมเศร้ารุนแรง
กว่าจะดีขึ้นเพราะคุณหนูใหญ่รักษาให้ บ่าวไม่
อยากให้ฮูหยินอาการกำเริบอีก ยิ่งไปกว่านั้น
ตอนนี้ฮูหยินตั้งครรภ์อยู่ ยิ่งรับไม่ได้กับเรื่อง
กระทบกระเทือนจิตใจ”
“ข้าคิดไม่รอบคอบเอง…” กู้จิ่นอวี๋ก้มหน้าด้วย
ความเศร้า “เดิมทีข้าอยากมาสารภาพกับท่านแม่
ว่าข้าทำเรื่องที่ผิดต่อท่านพี่ ข้าแย่งผลงานของ
ท่านพี่ไป ทำให้ท่านพี่ถูกทำร้าย ข้าไม่อยาก
ปิดบังท่านแม่อีกแล้ว”
แม่นมฝางย่อมรู้ถึงเรื่องราวเหล่านี้อยู่แล้ว แต่
นางไม่คิดว่ากู้จิ่นอวี๋จะกล้าหากพอที่จะยอมรับ
ผิด