สามีข้าคือขุนนางใหญ่ - บทที่ 347 แม่ลูกรวมใจ (1)
“ไม่เอา!”
“ไม่ฟัง!”
“ไม่ได้!”
“ข้ามศพข้าไปก่อนเถอะ!”
ณ ตำหนักเหรินโซ่ว กู้เจียวที่เพิ่งจะเสนอ
ความคิดอะไรบางอย่างให้ฟังกลับถูกจวงไทเฮา
ปฏิเสธรัว จนกู้เจียวแทบจะหาจังหวะแย้งไม่ได้
เลย
อย่างมากกู้เจียวก็ทำได้แค่ร้องอุทานเสียง
ประหลาดออกมา
เพราะตั้งแต่รู้จักท่านย่ามา นี่เป็นครั้งแรกที่กู้
เจียวถูกปฏิเสธอย่างไร้หนทางไปต่อ
ที่จริงก็ไม่ได้จะให้ท่านย่าต้องทำอะไรมาก กู้เจียว
ก็แค่พูดตามที่ท่านปูั่บอกให้พูด ให้ท่านย่าวาง
อคติชั่วคราวและร่วมมือกับฝั่าบาทเพื่อล่อคนร้าย
ตัวจริงออกมา
แต่ดูเหมือนท่านย่าจะไม่อยากให้ความร่วมมือ
เท่าไหร่นัก
“เดี๋ยวข้าให้กินผลไม้อบแห้งวันละสามลูกดีไหม”
กู้เจียวพยายามต่อรอง
“เหอะ!” จวงไทเฮาไม่สนใจ
“สี่ล่ะ”
“เอ่อ…ห้าล่ะ” กู้เจียวกางนิ้วทั้งห้าออกให้ดู
จวงไทเฮาไม่ยอมอ่อนข้อง่ายๆ ก่อนจะเดินไปที่
ห้องหนังสือและทิ้งกู้เจียวไว้ตรงนั้น
“เฮ้อ” กู้เจียวถอนหายใจ
จากนั้นเดินออกมานั่งปล่อยใจที่ชิงช้ายักษ์
ที่นี่ช่างดูเงียบเหงายิ่งนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอน
ที่เจ้าตัวเล็กไม่อยู่ด้วยกัน
แม้อากาศยามค่ำคืนเดือนเจ็ดยังคงร้อนอยู่ แต่
เนื่องจากฝนตกต่อเนื่อง จึงไม่อบอ้าวเหมือนวัน
ก่อนๆ
กู้เจียวแกว่งชิงช้าอย่างเบื่อหน่าย ถอนหายใจครั้ง
แล้วครั้งเล่า
และในตอนนั้นเองที่ฉินกงกงเดินเข้ามาหาพอดี
“แม่นางกู้”
กู้เจียวใช้เท้าจิกลงพื้นเพื่อหยุดแกว่งชิงช้า
“ฉินกงกง” กู้เจียวทักทายเขากลับ
ฉินกงกงมาหยุดยืนนิ่งอยู่ข้างชิงช้า มองไปที่กู้
เจียวแล้วแหงนหน้ามองแผ่นฟั้าที่มืดมิด
ฉินกงกงนึกย้อนไปถึงวันที่เขาได้เจอกับกู้เจียว
เป็นครั้งแรก เขามองว่านางเป็นเด็กผู้หญิงตัว
เล็กๆ ที่ไม่รู้จักกฎเกณฑ์ใดๆ แต่ต่อมาพอได้รู้จัก
กันนานวันเข้า เขาก็พบว่า เขาคิดผิด
นางคือผู้ที่เหยียบกฎเกณฑ์ไว้เสียจมดินต่างหาก
ล่ะ
นางมีความสุขุมนุ่มลึกที่หาได้ยากในเด็กวัย
เดียวกัน
นางเป็นเด็กที่ติดดิน ไม่เข้าหาทางโลก อีกทั้งเป็น
คนจริงใจ ไม่ทวงบุญคุณ ไม่นึกสงสัยใคร
ไม่ว่าคนคนนั้นจะดีหรือร้ายอย่างไร
นางเป็นคนมีความเชื่อของตัวเอง เป็นคนหนัก
แน่นมาก ไม่มีใครมาทำให้นางหวั่นไหวได้ง่ายๆ
ไม่น่าเชื่อว่าเด็กสาวร่างผอมบางผู้นี้ดูเหมือนจะมี
พลังที่ไม่มีที่สิ้นสุด เป็นพลังที่ทำให้ผู้คนรู้สึก
สบายใจ และยังเป็นพลังที่ทำให้ผู้คนอยากเข้า
ใกล้
บางครั้งฉินกงกงก็อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าฝั่าบาทแน่ว
แน่และเชื่อมั่นในตนเองเหมือนกับที่แม่นางกู้เป็น
เรื่องของฝั่าบาทกับไทเฮาไม่บานปลายมาจนเป็น
อย่างทุกวันนี้กระมัง
“ฝั่าบาทติดไทเฮามากเมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์
ยิ่งกว่าองค์หญิงหนิงอันเสียอีกขอรับ”
ฉินกงกงนึกย้อนไปยังความทรงจำในอดีตที่ทำให้
เขาอดหัวเราะออกมาไม่ได้ “ข้าจำได้ว่า ครั้ง
หนึ่ง… จวงไทเฮาเคยพาองค์ชายของตระกูลจวง
มา แต่องค์ชายผู้นั้นไม่รู้ทางในวัง แถมยังถูกสุนัข
ของกุ้ยเฟยขู่จนตกใจกลัว ไทเฮาจึงต้องคอยจับ
มือองค์ชายคนนั้นไว้ตลอด กลับกลายเป็นว่าเรื่อง
นี้ทำเอาฝั่าบาทรู้สึกน้อยใจมาก พอตกกลางคืน
ก็ทรงไม่ยอมเสวยอาหาร ไม่ยอมหลับยอมนอน
เอาแต่พลิกตัวไปมาบนเตียง สุดท้ายก็ไม่ยอมพูด
ออกมาว่าตัวเองรู้สึกอย่างไร”
“จิ้งไท่เฟยถามฝั่าบาทว่ามีอะไรไม่สบายใจหรือ
เปล่า แต่ทรงไม่พูดอะไรเลย องค์หญิงหนิงอันเอง
ก็เอ่ยถามเช่นกัน แต่ฝั่าบาทก็ทำหน้าบูดบึ้งและ
ไม่พูดอะไร”
กู้เจียวฟังไปก็ทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก
พลางนึก ขนาดจิ้งคงไม่เห็นจะเอาแต่ใจแบบนี้
เลย
“แล้วภายหลังเป็นอย่างไรต่อหรือท่าน” กู้เจียว
ฉินกงกงยังคงหัวเราะต่อ “จิ้งไท่เฟยก็เลยส่งฝั่า
บาทไปที่ตำหนักไทเฮา ซึ่งก็คือตำหนักคุนหนิง
ในตอนนี้ ฝั่าบาททรงปีนขึ้นไปบนเตียงของไทเฮา
และทรงบรรทมที่นั่น พอเช้าวันรุ่งขึ้นก็ทรง
กลับมาสดใสเหมือนเดิม”
กู้เจียวเบะปาก เอาแต่ใจชะมัดฮ่องเต้คนนี้
“ตอนนั้นฝั่าบาทอายุเท่าไหร่รึ” กู้เจียวเอ่ยถาม
ฉินกงกงคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ดูเหมือนอายุเจ็ดหรือ
แปดพรรษาขอรับ ตอนนั้นฝั่าบาทน่าจะอายุน้อย
กว่าองค์ชายเจ็ดเล็กน้อย แต่รูปร่างไม่อ้วนเท่า
องค์ชายเจ็ด ที่เห็นฝั่าบาทรูปร่างสูงใหญ่ตอนนี้
แต่ในอดีตพระองค์เคยผอมเหมือนลิงไส้กิ่ว ขนาด
ไทเฮายังเคยคิดว่าฝั่าบาทน่าจะไม่โตไปมากกว่านี้
แล้วขอรับ”
คงคล้ายกับจิ้งคงสินะ ดูเหมือนว่ากู้เจียวจะไม่
ต้องกังวลเกี่ยวกับความสูงของจ้าตัวเล็กมาก
เกินไปแล้วสินะ เด็กบางคนต้องใช้เวลาหน่อย
กว่าจะมีรูปร่างสูงใหญ่
“แล้วหลังจากนั้นล่ะท่าน” กู้เจียวสนใจอยากฟัง
ต่อ
ฉินกงกงถอนหายใจ “ต่อมา ฝั่าบาทและไทเฮา
ค่อยๆ เหินห่างจากกัน ข้าเองก็บอกไม่ได้แน่ชัด
ว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นเมื่อไหร่ กล่าวโดยสรุปคือ
ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองยิ่งแน่นแฟั้นมากขึ้น
ส่วนองค์หญิงหนิงอันผู้เป็นตัวกลางก็เริ่มลำบาก
ใจ หลังจากที่พระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ โดยมี
จวงไทเฮาปกครองหลังม่าน จวงไทเฮาก็สั่ง
เนรเทศจิ้งไท่เฟยให้ไปอยู่ที่สำนักชี จากนั้น
ความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งสองก็เป็นอันขาด
สะบั้น”
ฟังดูน่าเจ็บใจไม่น้อย
กู้เจียวไม่สามารถเข้าใจอารมณ์ของพวกเขา
ทั้งหมดได้ แต่ก็ลองนึกภาพตามหากเป็นตัวเอง
กับจิ้งคง ถ้าเกิดวันใดวันหนึ่งจิ้งคงทิ้งตัวเองไปหา
คนอื่น คงต้องรู้สึกเสียใจมากแน่ๆ
ความรู้สึกเป็นสิ่งที่แปลกประหลาดมากที่สุดบน
โลกใบนี้ ต่อให้ไม่ใช่ความผูกพันทางสายเลือด
แต่ถ้าได้เป็นครอบครัวเดียวกันแล้วก็คงไม่แคล้ว
กันไปง่ายๆ
“ท่านย่ากับจิ้งไท่เฟยก็เป็นเช่นนั้นหรือ” กู้เจียว
เอ่ยถาม
ฉินกงกงพยักหน้า ใช่แล้ว ไทเฮากับจิ้งไท่เฟยครั้ง
หนึ่งเคยเป็นเพื่อนรักกันมาก่อน แต่มีหรือที่
คนเราจะไม่เคยถูกหลอกเลย
ว่ากันว่า ศัตรูยังไม่น่ากลัวเท่าคนใกล้ตัวที่แปร
พักตร์
กู้เจียวนิ่งอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามต่อ “ท่านย่า
ออกจะฉลาดขนาดนั้น แต่ไม่รู้วิธีที่จะชิงฝั่าบาท
มาจากคนๆ นั้นได้เลยหรือ”
ฉินกงกงได้แต่ส่ายหัว “ใช่ว่าไม่มีวิธี แต่แค่ไม่
อยากคิดวิธีต่างหากขอรับ พอปลงแล้วก็ไม่
อยากจะไปคิดไปยุ่งวุ่นวายอีก”
“ไม่มีอะไรน่าเศร้าไปกว่าหัวใจที่ตายด้าน…สินะ
ท่าน”
ฉินกงกงพยักหน้า “เป็นเช่นนั้นขอรับ”
กู้เจียวเคยมีประสบการณ์กับความรู้สึกแบบนี้มา
ก่อน และนางก็จำความรู้สึกนั้นไม่ได้อีกต่อไป
ความทรงจำเกี่ยวกับการถูกพ่อแม่ทอดทิ้งในวัย
เด็กเหลือเพียงเสียงและภาพไม่กี่ภาพ นาง
สามารถมองดูพวกเขาอย่างสงบโดยไม่รู้สึกอะไร
อีกต่อไปได้แล้ว
มันคือความชินชานั่นเอง
กู้เจียวคุ้นชินกับความรู้สึกชินชาตั้งแต่อายุยังน้อย
ดังนั้นในอดีตภพ กู้เจียวจึงสามารถเป็นสายลับใน
องค์กรและเป็นนักฆ่าที่เลือดเย็นที่สุดได้
ส่วนจวงไทเฮาที่เพิ่งประสบกับสิ่งเหล่านี้ในช่วง
วัยกลางคน แม้จะไม่สามารถทำใจให้ชินชาได้
ทั้งหมด แต่ก็ทำได้เพียงพยายามต่อไป
อีกทั้งความเป็นไทเฮา ความเป็นเสด็จย่าของ
แผ่นดินที่ค้ำคออยู่ นางไม่มีทางลดตัวลงไปหา
เรื่องกับจิ้งไท่เฟยเพื่อแย่งบุตรชายที่ตัวเองเลี้ยงดู
และผูกพันมาได้หรอก
“ข้าเข้าใจแล้ว ขอบใจท่านฉินกงกงมาก”
กู้เจียวไม่มีทางบังคับให้ท่านย่าทำในสิ่งที่ไม่อยาก
ทำ
ในเมื่อแผนการของท่านปูั่ไม่ได้ผล ก็ต้องลองหา
วิธีอื่นดู
ฉินกงกงรู้สึกโล่งใจ มองว่ากู้เจียวเด็กที่มีเหตุผล
ไม่แปลกที่ไทเฮาจะรักและเอ็นดูนางขนาดนี้
ขนาดตัวเขาเองยังอดเอ็นดูนางไม่ได้เลย
แต่เขาเป็นแค่ขันทีตัวเล็กๆ ไม่ได้มีสิทธิ์ไปเอ็นดู
อะไรมากมายขนาดนั้น
กู้เจียวลงจากชิงช้าแล้วมุ่งหน้าไปที่ห้องทรง
หนังสือของไทเฮา
จวงไทเฮากำลังโมโหกับกองฎีกาที่เพิ่งได้อ่าน แม้
จะรู้ตัวว่าตัวเองก็ไม่ใช่นายที่ดีที่สุด แต่ด้วยความ
ที่นางทำงานในวังหน้าและหลังมากนาน จึงรู้ว่า
น้ำที่ใสเกินไปก็ไร้ปลา
พระองค์เห็นคุณค่าในความสามารถของคนคน
หนึ่งเสมอ และเมื่อใช้จุดแข็งของใครบางคน นาง
จะยอมรับจุดอ่อนของคนอื่นๆ แต่นั่นไม่ได้
หมายความว่าผู้ที่อยู่ภายใต้คำสั่งของนางสามารถ
ทำทุกอย่างที่ต้องการได้
ทุกสิ่งมีขีดจำกัด นางไม่สามารถฆ่าล้างบางใครได้
เลยหากไม่พอใจ เพราะนั่นเท่ากับว่านางกำลัง
กลั่นแกล้งคนไร้ทางสู้ด้วย แต่ถ้าเรื่องมันเลยเถิด
จริงๆ แน่นอนว่าจวงไทเฮาย่อมไม่ปล่อยไปง่ายๆ
เช่นกัน
“เงินล้านตำลึงค่าบรรเทาภัยพิบัติ ถูกโกงไปแสน
ห้าตำลึง ไม่ให้ฆ่าเจ้าแล้วจะฆ่าใคร!”
จวงไทเฮาตะคอกอย่างเย็นชาและโยนสมุดบันทึก
ลงในกองสมุดบันทึกที่ต้องส่งต่อไปถึงฮ่องเต้ คน
อย่างเขาต้องหาวิธีจัดการขั้นเด็ดขาดอย่าง
แน่นอน
“ท่านย่า”
กู้เจียวค่อยๆ ชะโงกหัวเข้าไปในห้อง
ไทเฮาแค่ฟังเสียงก็รู้แล้วว่าใคร
“ทำอะไรน่ะ” จวงไทเฮาเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงนิ่ง
เรียบ
“นี่ก็ดึกมากแล้ว ข้ากลับก่อนล่ะ ท่านเองก็รีบ
พักผ่อนด้วย”
พูดจบ กู้เจียวก็ดันประตูปิดลงเบาๆ
“ช้าก่อน” จวงไทเฮาเอ่ย
“หืม” กู้เจียวผลักประตูเปิดอีกครั้ง ก้าวข้ามธรณี
ประตู และมองไปที่ท่านย่าโดยไม่กระพริบตา
“ที่พูดเมื่อครู่นี้เรื่องจริงใช่ไหม”
“เรื่องใดรึ” กู้เจียวเอ่ยถาม
จวงไทเฮากระแอมหนึ่งที “ก็…ห้าลูกนั่นไง!”
บทที่ 347 แม่ลูกรวมใจ (2)
กู้เจียวมองนิ้วทั้งห้าของตัวเอง จากนั้นหันไปทาง
ท่านย่าพร้อมกับดวงตาเป็นประกาย “ก็จริงน่ะสิ!
แต่ว่า ท่านย่าไม่เต็มใจไม่ใช่หรือ”
จวงไทเฮาบ่นอุบอิบในใจ พลางนึก ตนเป็นถึงไท
เฮา จะมายอมกับแค่ผลไม้อบแห้งได้อย่างไรกัน!
“นับแต่วันนี้เป็นต้นไปนะ” จวงไทเฮาเอ่ยด้วย
น้ำเสียงเย็นชา
“ตกลง!” กู่เจียวไม่รีรอ คว้าผลไม้อบแห้งห้าลูก
ขึ้นมาแล้วใส่ไว้ในโหล ส่วนที่เหลือกลับเอาเข้า
ปากตัวเอง
จวงไทเฮา “…”
“ต้องเป็นแปดไม่ใช่หรือ ทำไมมีเพียงห้าล่ะ”
เดิมมีสามลูกต่อวัน นางบอกจะเพิ่มให้อีกห้าลูก
ดังนั้นต้องเป็นแปดมิใช่รึ
วันนี้ตนยังไม่ได้กินผลไม้อบแห้งสักลูกเดียวเลย
นะ
ในปากกู้เจียวเต็มไปด้วยผลไม้หวานอบแห้ง ก่อน
จะพูดกลับอย่างคลุมเครือ “ได้แค่ห้าลูกเท่านั้น
… ถ้าไม่พอใจก็ลองคิดดูอีกครั้ง…”
จวงไทเฮาพยายามนึกย้อนที่กู้เจียวเคยพูดไว้
‘เดี๋ยวข้าให้กินผลไม้อบแห้งวันละสามลูกดีไหม’
ตอนนั้นตนไม่ได้ตบปากรับ
จากนั้นแม่หนูก็บอกว่า
‘สี่ลูก’
‘เอ่อ…ห้าลูก’
ดูเหมือนแม่หนูจะไม่ได้บอกว่าเพิ่มจากเดิมเลย
สินะ
จวงไทเฮาได้แต่นึกเสียดาย!
…ไม่น่าเลย!
กู้เจียวมักจะอ่อนโยนต่อท่านย่าเสมอ นางเคารพ
ความคิดเห็นของท่านย่าเป็นหลัก ก็เลยเล่าเรื่องที่
เกิดขึ้นออกไป และไม่ได้คิดจะปิดบังอะไร
ขณะที่จี้จิ่วอาวุโสใช้วีธีตะล่อมและหลอกล่อ
สารพัดเพื่อให้ฮ่องเต้ตายใจ
เห็นได้ชัดว่าฮ่องเต้มีท่าทีต่อต้านอย่างมากที่จะ
ร่วมมือกับจวงไทเฮา “เรื่องอื่นยังพอได้ แต่เรื่อง
นี้ข้ารับไม่ได้! ข้าไม่ต้องการที่จะคบค้าสมาคมกับ
นางงูพิษนั่น!”
พอเอ่ยจบก็เพิ่งจะรู้ตัวว่าตัวเองพูดจาเกินเหตุไป
หน่อย จึงกระแอมแก้เขิน
จี้จิ่วอาวุโสได้แต่ทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อนแล้ว
อธิบายต่อ “ฝั่าบาทพ่ะย่ะค่ะ ในเวลาหน้าสิ่วหน้า
ขวานเช่นนี้ สิ่งสำคัญคือต้องค้นหาผู้ร้ายตัวจริงที่
อยู่เบื้องหลัง ศักดิ์ศรีของฝั่าบาทสำคัญกว่าชีวิต
ของจิ้งไท่เฟยอย่างนั้นหรือ และไหนจะชีวิตของ
เจียวเจียว เอาละ กระหม่อมจะไม่พูดอะไร
เกี่ยวกับเจียวเจียว อย่างไรเสียนางก็ไม่เกี่ยวอะไร
กับฝั่าบาท”
ฮ่องเต้เริ่มตงิดใจ เหตุใดจึงกล่าวว่าหมอเทวดาไม่
เกี่ยวอะไรกับตนเสียอย่างนั้นล่ะ
จะให้ตนเมินนางเพียงเพราะนางเป็นคนของจวง
จิ่นเซ่ออย่างนั้นรึ
“กระหม่อมขออภัยที่พลั้งปาก” จี้จิ่วอาวุโสทำ
หน้าละอายใจ “กระหม่อมต้องการจะสื่อว่าเจียว
เจียวเป็นเด็กที่เอาตัวรอดได้ แต่กับจิ้งไท่เฟยที่ถูก
หลิ่วกุ้ยเฟยทรมานทรกรรมมาจนถึงตอนนี้นี่สิฝั่า
บาท จะให้พระองค์ต้องรับกรรมแบบนั้นต่ออีก
หรือพ่ะย่ะค่ะ”
นี่คือสิ่งที่คนรับใช้คนสนิทของจิ้งไท่เฟยว่าไว้ ว่า
นางเคยมีบาดแผลเก่าที่เกิดขึ้นเพราะหลิ่วกุ้ยเฟย
ในที่สุด ฮ่องเต้ก็ยอมเชื่อเขา
ในเช้าตรู่ของวันต่อมา มีเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้
เจ้าหน้าที่พลเรือนและทหารทุกคนตกตะลึง นั่นก็
คือ ฮ่องเต้ทรงเสด็จไปที่ตำหนักจินหลวนกับจวง
ไทเฮาจริงๆ
ตามปกติแล้ว พวกเขาจะสลับกันเข้ามาใน
ตำหนักแห่งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกัน
เมื่อทั้งสองมาถึงประตูของตำหนักจินหลวน
ฮ่องเต้หยุดยืมแล้วยิ้มเล็กน้อยให้กับจวงไทเฮา
“เชิญเสด็จแม่”
จวงไทเฮาตกใจมากจนแทบจะหยิบรองเท้าขึ้น
มาแล้วเขวี้ยงใส่หัวเขา!
จวงไทเฮาใช้ความพยายามอย่างมากในการอด
กลั้น นางพยักหน้าและก้าวข้ามธรณีประตูอย่าง
ใจเย็น
ขุนนางและทหารคุกเข่าทั้งสองข้างต้อนรับ
จวงไทเฮาเดินนำไปก่อน ขณะที่กำลังจะเดินขึ้น
บันได ฉินกงกงไอกระแอมขึ้น จวงไทเฮายิ้มมุม
ปาก หยุดฝีเท้า แล้วยื่นมือขึ้นไป
คราวนี้ถึงตาฮ่องเต้อยากจะเขวี้ยงรองเท้าใส่จวง
ไทเฮาใจจะขาด
นี่มันพิธีรีตองอะไรกันเนี่ย
เจ้าจี้จิ่วอาวุโสนั่นก็ไม่เห็นพูดอะไรเลย!
ฮ่องเต้เก็บอารมณ์ขุ่นเคืองไว้ในใจ และประคอง
ข้อมือของจวงไทเฮา
สองแม่ลูกเดินขึ้นบันไดด้วยความเมตตาและ
กตัญู และหลังจากนั่งในที่นั่งตามลำดับแล้ว ทั้ง
คู่ก็รีบเช็ดมือของตัวเอง!
ฮ่องเต้ ‘น่าขยะแขยงชะมัด!’
จวงไทเฮา ’เหอะ คิดว่าเป็นอยู่คนเดียวรึไง!’
การประชุมในเช้านี้ดำเนินไปได้อย่างดี ฮ่องเต้
ช่วยจัดการหนึ่งในขุนนางของจวงไทเฮาที่ก่อ
ปัญหาไว้ ซึ่งจวงไทเฮาก็เอ่ยปากชมฮ่องเต้อย่าง
ดิบดี
อีกทั้งจวงไทเฮายังเอ่ยด้วยความกังวลว่าร่างกาย
ของฮ่องเต้ดูซูบผอมลงกว่าเดิม และพระองค์ควร
ดูแลสุขภาพพลานามัยให้มากขึ้น และอย่าให้
ร่างกายพระองค์ทรุดโทรมเพราะเรื่องงาน
“ที่เสด็จแม่ว่านั้นเป็นความจริงอย่างยิ่ง เราจะจำ
ไว้”
เหล่าข้าราชบริพารพลเรือนและทหารทั้งหลาย
ต่างพากันนึกว่าตัวเองเสียสติไปแล้วแน่ๆ !
พวกเขาไม่คิดไม่ฝันเลยว่าจะมีวันที่ฮ่องเต้กับจวง
ไทเฮาจะร่วมมือกันอีกครั้ง ไม่แน่ใจว่าพระองค์
ทั้งสองสติเกิดฟันเฟือนหรือตัวพวกเขาเองที่
กลายเป็นบ้าไปแล้ว
นี่คงเป็นเรื่องที่น่าตกใจที่สุดในราชสำนัก
แต่แน่นอนว่าเรื่องนี้จะให้แค่ฝังขุนนางรู้อย่าง
เดียวไม่ได้ ต้องให้ทางวังหลังได้รู้ด้วย
ดังนั้นหลังจากประชุมเสร็จ ทั้งสองจึงไปที่สวน
หลวงด้วยกันอีกครั้ง แสดงท่าทีพูดคุยและ
หัวเราะตลอดทาง
“ฝั่าบาท ถึงเวลาต้องสรวลแล้วขอรับ” เว่ยกงกง
เอ่ยเตือน
“ฮ่าฮ่าฮ่า!” ฮ่องเต้โพล่งหัวเราะออกมาขณะที่มือ
กำลังกำหมัดแน่น
“ถึงคราวของพระองค์แล้วขอรับ” ฉินกงกงเอ่ย
เตือนไทเฮา
ไทเฮามองบนหนึ่งที ก่อนจะหัวเราะตาแข็ง “โฮะ
โฮะโฮะ”
ในเวลาไม่ถึงวัน ทั้งตำหนักก็ได้รับรู้ว่าทั้งสอง
พระองค์หันหน้ามาปรองดองกันแล้ว
เซียวฮองเฮาเป็นคนแรกที่มาที่ตำหนักหวาชิงเพื่อ
มาดูว่าเกิดอะไรขึ้น “ฝั่าบาท! ข้าได้ยินว่า
พระองค์และไทเฮา…” พอพูดไปได้ครึ่งทาง ก็
เห็นว่ามีอีกคนที่อยู่กับฝั่าบาทด้วย “จิ้งไท่เฟย”
จิ้งไท่เฟยยิ้มอ่อนให้นาง “ฮองเฮา มานั่งด้วยกัน
สิ”
“เพคะ”
ในความเป็นจริง ตามฐานะของเซียวฮองเฮา นาง
ไม่จำเป็นต้องทำความเคารพจิ้งไท่เฟย แต่ในเมื่อ
ฝั่าบาทมองว่าจิ้งไท่เฟยคือมารดา เซียวฮองเฮา
จึงต้องแสดงถึงความเป็นลูกสะใภ้กตัญูให้เห็น
เซียวฮองเฮานั่งลงข้างๆ จิ้งไท่เฟย
“เมื่อครู่นี้ฮองเฮาถามอะไรนะ”
เซียวฮองเฮามองหน้าสองแม่ลูก ลังเลอยู่พักหนึ่ง
ก่อนจะตัดสินใจพูดออกไป “หม่อมฉันได้ยินเรื่อง
ของฝั่าบาทกับไทเฮา ไม่แน่ใจว่าเป็นจริงหรือเท็จ
เลยเข้ามาถามด้วยตัวเองเพคะ”
“ในเมื่อรับรู้กันแล้ว เช่นนั้น ข้าก็จะไม่พูดอะไรให้
มากความแล้วกัน” ฮ่องเต้เอ่ย
“เป็นเรื่องจริงหรือเพคะ อย่างไรหรือเพคะ”
เซียวฮองเฮาทำหน้าราวกับไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่ได้
ยิน
เป็นเรื่องแปลก ที่จู่ๆ คนที่ทะเลาะกันมากว่าสิบ
หรือยี่สิบปีกลับมาคืนดีกัน เพื่อไม่ให้เกิดความ
สงสัย จี้จิ่วอาวุโสจึงได้เตรียมอุบายข้อแก้ตัวที่ทำ
ให้ไร้ข้อกังขาใดๆ ไว้แล้ว
“ฮองเฮายังจำเรื่องที่เซียวเหิงถูกวางยาตรง
บริเวณใกล้กับตำหนักเหรินโซ่วได้หรือไม่”
ฮ่องเต้เป็นคนความจำดี จำบทได้ไม่มีตกแม้แต่คำ
เดียว
เซียวฮองเฮาถึงกับเบิกตาโต “หม่อมฉันจำได้เพ
คะ!”
เซียวเหิงคือบุตรชายของท่านพี่ คือหลานสุดที่รัก
ของตน เรื่องที่หลานชายถูกวางยาแน่นอนว่าตน
จะไม่มีวันลืมการแก้แค้นนี้เป็นอันขาด!
ฮ่องเต้อธิบายต่อ “เหตุการณ์ครั้งนั้น ข้ารู้ตัวแล้ว
ว่าใครเป็นผู้กระทำ ไทเฮาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง
กับเรื่องนั้น แต่มีคนอื่นอยู่เบื้องหลัง ข้าเข้าใจ
ไทเฮาผิดมาตลอดหลายปีมานี้ และข้าละอายใจ
ที่ไทเฮาต้องทนทุกข์ทรมานกับความอยุติธรรม
นี้”
มันช่างยากสำหรับฮ่องเต้ที่จะพูดประโยคเหล่านี้
แต่จี้จิ่วอาวุโสกล่าวว่านี่แหละคือประโยคสำคัญ
หากไม่พูดออกไปคงยากที่จะทำให้ผู้ฟังเชื่อใจได้
ตอนนี้ฮ่องเต้เริ่มรู้สึกสงสัยว่าจี้จิ่วอาวุโสเฒ่านั่น
กำลังวางแผนเล่นงานเขาอยู่แน่ๆ !
“ว่าอย่างไรนะเพคะ มีคนอื่นอยู่เบื้องหลัง ใคร
หรือเพคะ!” อารมณ์ของเซียวฮองเฮาเริ่มปะทุขึ้น
ขณะที่จิ้งไท่เฟยได้แต่นั่งนิ่งจิบชาเงียบๆ
“คนที่วางยาใส่อาเหิงมีนามว่าจางซิ่ว เคยทำงาน
เป็นนางกำนัลในวังแห่งนี้มาก่อน นางคือคนที่อยู่
ใกล้ตัวข้าในตอนนั้นด้วย”
“ฝั่าบาท…”
ฮ่องเต้ถอนหายใจด้วยความตำหนิตนเอง “ข้านึก
ไม่ถึงว่านางจะทำแบบนั้น ข้าประมาทเลินเล่อ
เอง เมื่อไม่กี่วันก่อน ข้าทราบข่าวว่านางแขวนคอ
ตายอย่างกะทันหัน และเพื่อนเก่าของนางได้เอา
สมบัติของนางไป จนกระทั่งเมื่อไม่กี่วันก่อน พวก
เขาก็ได้ค้นพบความลับเมื่อหลายปีก่อนจาก
สมบัติของนาง”
เซียวฮองเฮาลุกขึ้นยืน “ฝั่าบาท หม่อมฉันไม่
เชื่อ!”
ในส่วนนี้ จี้จิ่วอาวุโสไม่ได้บอกกับฮ่องเต้ว่าจางซิ่ว
นั้นเป็นคนลงมือจริงๆ เขาแค่เอาชื่อจางซิ่วมา
เป็นข้ออ้างในการสร้างอุบายเท่านั้น
ซึ่งฮ่องเต้เองก็นึกไปว่าตัวเองกำลังพูดเรื่องที่กุ
ขึ้นมาอยู่ ส่วนเซียวฮองเฮาเองก็คิดไปว่าฮ่องเต้
น่าจะถูกใครหลอกมา ซึ่งความคิดของพวกเขา
นั้นไม่สำคัญเลย
ขอแค่คนที่ชักใยจางซิ่วนั้นรับรู้ว่าพวกเขารู้ความ
จริงทั้งหมดก็เป็นพอ