สามีข้าคือขุนนางใหญ่ - บทที่ 357 ใช้อำนาจปกปั้องลูก (1)
ไม่ว่าจะด้วยตำแหน่งหรือชาติกำเนิด เซวียนผิง
โหวนั้นอยู่เหนือทุกคน หลังจากที่ทุกคนรู้แล้วว่า
เป็นเขา ก็ไม่มีใครกล้าหลบฝนอยู่ในกระท่อมอีก
พากันกางร่มกรูออกมาด้านนอก
ต่างคนต่างแย่งกันกางร่มให้เซวียนผิงโหว เซวียน
ผิงโหวมองพวกเขาอย่างเหลืออด เดิมทีฝนตก
หนักก็มองไม่เห็นทางอยู่แล้ว แต่คนพวกนี้ยังมา
ขวางทางอีก
“ถอยไป!”
เซวียนผิงโหวคำรามลั่น ทุกคนตื่นตกใจเพราะ
รังสีอำมหิตของเขาที่แผ่ซ่านออกมาโดยไม่ทันได้
ตั้งตัว ก่อนจะแหวกทางออกเป็นสองฝัง!
กระท่อมเรียงรายกันเต็มไปหมด เซวียนผิงโหวไม่
รู้ว่าเซียวหลิวหลงพักอยู่หลังไหน
แต่แน่นอนว่าไม่ใช่หลังที่คนพวกนี้กรูกันออกมา
เขาเดินไปต่อไป
“ผิดทาง” เซียวลิ่วหลังที่อยู่บนหลังเขาเอ่ยอย่าง
ไร้เรี่ยวแรง
ฝีเท้าของเซวียนผิงโหวชะงักลง ก่อนจะเดินจ้ำไป
อีกฝัง เมื่อถึงกระท่อมหลังที่สาม เซียวลิ่วหลังก็
เอ่ยขึ้น “ถึงแล้ว”
กระท่อมถูกสร้างขึ้นมาด้วยฝีมืออันแสนหยาบ
แม้แต่โต๊ะตั่งสักตัวก็ยังไม่มี เตียงก็ใช้ตั่งกับแผ่น
ไม้กระดานมาประกอบกัน หากราชครูจวงมาที่นี่
คงจะเป็นปวดใจที่เห็นหลานชายตัวเองต้องมาตก
ระกำลำบากเช่นนี้
ยามออกศึกเซวียนผิงโหวต้องอยู่ในสนามเพลาะ
เป็นสิบกว่าวันหรืออาจจะนานถึงครึ่งเดือนด้วย
ซ้ำ กินมาทั้งเปลือกไม้ยอดหญ้า นอนในคอกวัว
หลับในคอกม้าก็ทำมาแล้ว ลูกชายเองก็ประคบ
ประหงมจนเสียคนไม่ได้เช่นกัน ต้องปล่อยให้ลูก
ได้ล้มลุกคลุกคลานเล่นกับดินกับทรายบ้าง
ตอนนั้นเขาไม่ชอบใจนักที่องค์หญิงซิ่นหยางเลี้ยง
ลูกอย่างไข่ในหิน ราวกับเขาเป็นตุ๊กตากระเบื้อง
อย่างไรอย่างนั้น
งามก็งามอยู่หรอก แต่หากไม่ทันได้ระวัง สัมผัส
แค่ปลายนิ้วก็สามารถทำให้เด็กน้อยแหลกสลาย
ได้
ภายในกระท่อมมีเตียงสองหลัง หลังหนึ่งมีมุ้งกัน
ยุง อีกหลังหนึ่งไม่มี
“เตียงของเจ้าเล่า” เซวียนผิงโหวถาม
เซียวลิ่วหลังชี้ไปยังเตียงที่ไม่มีมุ้งกันยุง
เซวียนผิงโหวแบกเขามาหยุดอยู่ข้างเตียง ครุ่นคิด
อยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตะโกนเรียกขุนนางที่อยู่ข้าง
นอก “ยกเก้าอี้เข้ามาสักตัวหนึ่งซิ!”
“ขอรับ! ขอรับ!”
ขุนนางกรมพระคลังคนหนึ่งขานรับ ก่อนจะไปยัง
กระท่อมกลางที่เป็นฐานบัญชาการแล้วยกเก้าอี้
ไม้ไผ่ตัวหนึ่งมาด้วยตัวเอง
ตอนที่เซวียนผิงโหวแบกคนเข้าไปในกระท่อม
ทุกคนก็พากันคาดเดาว่าคนบนหลังนั้นเป็นใคร
พอเซวียนผิงโหววางร่างเขาลงกับเก้าอี้ การ
คาดการณ์นั้นก็ได้รับการพิสูจน์
เซียวลิ่วหลัง
เป็นเซียวลิ่วหลังอย่างที่คิดไว้จริงๆ ด้วย!
ในค่ำคืนที่สายฝนโหมกระหน่ำ การที่เซวียนผิง
โหวปรากฏตัวที่นี่ก็นับว่าแปลกประหลาดมาก
แล้ว แต่ที่ยิ่งน่าพิศวงกว่านั้นคือเขาแบกเซียวลิ่ว
หลังกลับมาด้วยนี่สิ
แถมดูสภาพของเซียวลิ่วหลัง เหมือนว่าจะได้รับ
บาดเจ็บด้วย
นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
ทุกคนมึนงงไปหมด ไม่มีใครกล้าเข้าไปใน
กระท่อม เว้นเสียก็แค่ขุนนางที่ยกเก้าอี้เข้ามาผู้
นั้น ซ่างซูหรือรองเสนาบดีกรมพระคลังเดินมา
พร้อมกับอันจวิ้นอ๋อง
“ท่านโหวเซียว…”
ซ่างซูยังไม่ทันได้เอ่ยทักทาย เซวียนผิงโหวก็ตัด
บทด้วยน้ำเสียงแสนเย็นชา “ถังไม้! น้ำร้อน!”
ซ่างซูกรมพระคลังอ้าปากพะงาบ “….ขอรับ
ข้าน้อยจะจัดการให้เดี๋ยวนี้”
ว่ากันตามกฎเกณฑ์แล้ว รองเสนาบดีกรมพระ
คลังมิได้อยู่ใต้บังคับบัญชาของเซวียนผิงโหว แต่
เซวียนผิงโหวคือขุนนางฝั่ายบู๊ชั้นเอกที่ฝั่าบาท
แต่งตั้ง ชาติกำเนิดสูงส่ง ยศตำแหน่งก็ยิ่งใหญ่
มิใช่คนที่รองเสนาบดีชั้นตรีอย่างเขาจะดูแคลนได้
ซ่างซูกรมพระคลังสั่งให้คนนำถังไม้ใบใหม่ที่ยังไม่
เคยมีใครใช้มาให้ ก่อนจะสั่งการให้เหล่าขุนนาง
ตำรวจไปต้มน้ำ
พวกเขามาที่นี่เพื่อช่วยงานไร่นาบรรเทาทุกข์จาก
ภัยพิบัติ มิได้เสวยสุขเริงสำราญ เพราะอย่างนั้น
จึงไม่มีบ่าวไพร่ติดตามมาด้วย เรื่องข้าวปลา
อาหารให้แต่ละวัน พวกเขาก็จ่ายเงินให้ชาวบ้าน
ช่วยทำอาหารมาส่ง ส่วนงานยิบย่อยที่เหลือก็
เป็นหน้าที่ของขุนนางที่ยศต่ำกว่าเป็นคนจัดการ
ขณะที่รอน้ำเดือดอยู่นั้น เซวียนผิงโหวก็ช่วยเซียว
ลิ่วหลังปลดเสื้อผ้าที่เปียกโชก
เซียวลิ่วหลังทำท่าขัดขืน เซวียนผิงโหวเหลียวไป
มองอันจวิ้นอ๋องและขุนนางคนอื่นๆ ยืนมองอยู่
หน้าประตู “เขาขี้อายนัก พวกเจ้าออกไปก่อน!”
ไม่มีใครกล้าขัดขืน พากันออกไปแต่โดยดี
อันจวิ้นอ๋องเอ่ยถาม “มีอะไรให้ช่วยหรือไม่”
“ไม่จำเป็น” เซวียนผิงโหวปฏิเสธอย่าง
ตรงไปตรงมา
ทุกคน ณ ที่นี้อาจจะเกรงใจอันจวิ้นอ๋อง แต่เซ
วียนผิงโหวนั้นไม่แม้แต่นิด ทว่านั้นไม่ใช่เพราะว่า
เขาตั้งแง่กับอันจวิ้นอ๋องแต่อย่างใด ก็จริงที่เขา
กับราชครูจวงนั้นไม่ถูกกัน แต่เขาก็ไม่ได้เจ้าคิด
เจ้าแค้นถึงขั้นมาลงกับเด็กคนหนึ่ง
เขาเพียงแค่เห็นอันจวิ้นอ๋องเหมือนคนทั่วไปก็
เท่านั้น ทว่าการปฏิบัติเหมือนคนทั่วไปกับคน
อย่างอันจวิ้นอ๋องนั้นถือว่าเป็นการดูถูก
กลุ่มคนที่เพิ่งเดินออกไปได้ไม่ไกลก็หูตั้งขึ้นมาใน
ทันใด ตั้งใจความเป็นไปด้านใน ทว่าอันจวิ้นอ๋อง
ไม่เอ่ยคำใด แต่กลับเดินออกมาอย่างเงียบๆ
เพียงเท่านั้น ทั้งยังไม่ลืมที่จะงับประตูอีกต่างหาก
“อันจวิ้นอ๋อง ใต้เท้าเซียวกลับเซวียนผิงโหวมี
ความสัมพันธ์อันใดกันหรือ เหตุใดเซวียนผิงโหว
ถึงได้ดูสนิทชิดเชื้อกับเขานัก”
ระหว่างทางกลับ ขุนนางกรมพระคลังคนหนึ่ง
เอ่ยถามอันจวิ้นอ๋อง
“ข้าเองก็ไม่แน่ใจนัก” อันจวิ้นอ๋องไม่ได้สนิทกับ
ขุนนางกรมพระคลังผู้นี้สักเท่าไหร่ จึงไม่บอก
เรื่องความสัมพันธ์ของเซวียนผิงโหวและเซียวลิ่ว
หลังให้อีกฝั่ายรู้
ทว่าขุนนางกรมพระคลังที่เป็นคนแบกเก้าอี้ไปให้
เซวียนผิงโหวเมื่อครู่กลับเป็นคนเอ่ยขึ้นแทน
“หลายเดือนก่อน มีข่าวลือหนึ่งแพร่ในเมือง
หลวง ว่ากันว่าจอหงวนคนใหม่ของปีนี้หน้าตา
เหมือนกับท่านโหวน้อยผู้ล่วงลับอย่างกับแกะ เซ
วียนผิงโหวถึงขั้น…”
เล่าไปได้เพียงครึ่ง ขุนนางกรมพระคลังก็สัมผัสได้
ว่าตัวเองพลั้งปากพูดเรื่องที่ไม่ควรออกไป
อย่างไรเสียเขาเองก็เป็นคนขุนนาง ไม่ควรว่าร้าย
ฝั่าบาทต่อหน้าขุนนางด้วยกันและขุนนางสำนัก
ฮั่นหลิน
เขากระแอมแก้เก้อ ก่อนจะเปลี่ยนคำพูดจากไป
เข้าเฝั้าฝั่าบาทเป็น “ถึงขั้นไปดูหน้าเขาด้วย
ตัวเอง”
เขาพูดถึงเซียวลิ่วหลังในวันสอบหน้าพระพักตร์
เซวียนผิงโหวตื่นแต่เช้ามืดเพื่อมาให้กำลังใจเซียว
ลิ่วหลัง
เรื่องนี้ก็เป็นคนที่เล่าขวัญกันอยู่พักใหญ่ พานทำ
ให้คนบางกลุ่มคิดว่าตำแหน่งจอหงวนของเซียว
ลิ่วหลังนั้นได้มาด้วยวิธีสกปรก เพราะอาศัยเส้น
สายของเซวียนผิงโหวถึงได้มาซึ่งตำแหน่งอันทรง
เกียรติ
“ที่แท้ก็เป็นเพราะเซียวลิ่วหลังหน้าเหมือนลูก
ชายของตัวเองที่ล่วงลับไปแล้วนี่เอง…” ขุนนาง
กรมพระคลังผู้นั้นเอ่ยพึมพำ
บรรดาคนที่อยากรู้อยากเห็น ก็พอจะเข้าใจแล้ว
ว่าเซวียนผิงโหวนั้นรุดมาที่นี่เพื่อเยี่ยมเยียนเซียว
ลิ่วหลัง
“เหตุใดถึงได้บังเอิญนัก ก่อนหน้านี้เขาก็ไม่เคย
บาดเจ็บ หลายวันมานี้ก็ไม่เกิดอะไรขึ้น แต่พอเซ
วียนผิงโหวมากลับเจ็บสาหัสถึงเพียงนั้น ทั้งยังถูก
แบกกลับมาอีก…” อีกคนหนึ่งพึมพำ
เขาเพียงแค่ไม่ได้พูดออกมาตามตรงว่าเซียวลิ่ว
หลังนั้นมีแผนร้าย ตั้งใจแสร้งทำให้เซวียนผิงโหว
สงสาร
“คิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าเขาจะเป็นคนแบบนั้น”
“เหตุใดถึงดูไม่ออก พวกเจ้าลืมไปแล้วหรือว่า
หลายวันมานี้เขาเอาอกเอาใจชาวบ้านอย่างไร
แผนการของเขา ต่อให้ควบม้าข้าก็ตามไม่ทัน
จริงๆ!”
“ชู่ เบาเสียงหน่อย อย่าให้เซวียนผิงโหวได้ยิน
เชียวล่ะ ประเดี๋ยวทั้งเจ้าและข้าจะพากันซวยไป
หมด!”
“แยกย้าย แยกย้าย!”
อันจวิ้นอ๋องไม่ร่วมผสมโรงกับพวกเขา เขารู้ว่า
เซียวลิ่วหลังเข้าไปเก็บยาในปั่า แต่ส่วนที่ว่าเหตุ
ใดถึงได้รับบาดเจ็บ เหตุใดถึงได้บังเอิญพบกับเซ
วียนผิงโหว เขาเองก็ไม่อาจรู้ได้
เขาไปหาอู่หยาง คืนนี้เขาคงต้องนอนเบียดกับอู่ห
ยางแล้วสินะ
บทที่ 357 ใช้อำนาจปกปั้องลูก (2)
ภายในกระท่อม เซวียนผิงโหวจัดการถอดเสื้อ
ท่อนบนของเซียวลิ่วหลังอย่างคล่องแคล่ว แต่พอ
เขาจับกางเกงของเซียวลิ่วหลัง เซียวลิ่วหลังกลับ
กำเข็มขัดไว้แน่น เป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่ยอม
ปล่อย
เซวียนผิงโหวขมวดคิ้วพลางบ่น “อะไรอีกเล่า
คราวนี้”
“ท่านก็ออกไปสิ ข้าจัดการเองได้” เซียวลิ่วหลัง
เอง
เซวียนผิงโหวกวาดตามองเขาหัวจรดเท้า ก่อนจะ
เอ่ยเสียงเย้ยหยัน “ล้มจนสะบักสะบอมถึงเพียงนี้
เจ้ายังมีแรงอยู่อีกหรือ”
หากยังมีแรงอยู่คงไม่ปล่อยให้เขาปลดเสื้อท่อน
บนเช่นนี้หรอก ที่อีกฝั่ายกำเข็มขัดไว้แน่น อัน
จริงกำลังขัดขืนด้วยสายตามากกว่า
เซวียนผิงโหวเอ่ย “เจ้าเป็นลูกชายข้า เจ้าเป็น
อย่างไรข้าก็เห็นมาหมดแล้ว ตอนเป็นเด็กเจ้าก็
แก้ล่อนจ้อนวิ่งไปทั่วเรือน…” เขามองไปที่ขอบ
กางเกงของเซียวลิ่วหลัง “ข้าจะบอกอะไรให้เจ้า
ฟัง ข้าไม่ใช่เพียงแค่เคยเห็น แต่ยังเคยใช้นิ้วดีด
ด้วยซ้ำ”
เซียวลิ่วหลังอยากจะให้ฟั้าผ่าอีกฝั่ายให้ตายไป
เสีย “…!!”
ถังไม้และน้ำร้อนถูกเตรียมไว้เรียบร้อยร้อยแล้ว
เซวียนผิงโหวไม่ได้เรียกใครเข้ามาให้กระท่อม
เขาเป็นคนหิ้วถังไม้กับน้ำร้อนเข้ามาเอง
เซียวลิ่วหลังปลดเข็มขัดด้วยความหงุดหงิด
เพราะว่าไร้เรี่ยวแรง ปลดอยู่นานสองนานก็ไม่
สำเร็จเสียที เขาจึงลงแช่ในถังน้ำร้อนทั้งอย่างนั้น
สายฝนครั้งนี้ราวกับดับความร้อนของหลายวันที่
ผ่านมาไปจนสิ้น พาความหนาวเย็นของต้นฤดู
ใบไม้ร่วงมาเยือน ร่างทั้งร่างเขาเซียวลิ่วหลัง
หนาวยะเยือก จนกระทั่งได้แช่น้ำร้อนถึงได้รู้สึก
อบอุ่นขึ้นมาบ้าง
เซียวลิ่วหลังแช่น้ำอยู่ในกระท่อม ส่วนเซวียนผิง
โหวนั้นก็ออกไปตักน้ำ ตั้งใจว่าจะอาบน้ำสัก
หน่อย แล้วค่อยไปเปลี่ยนเสื้อผ้าบนรถม้า
เขาไม่ค่อยคุ้นเคยกับที่นี่นัก จำได้คลับคล้ายคลับ
คลาว่าคนพวกนั้นพากันออกมาจากกระท่อมหลัง
ใหญ่ เป็นไปได้ว่าบ่อตักน้ำอาจจะอยู่ที่นั่น
เขาเข้าไปในกระท่อมใช่เป็นฐานบัญชาการ
ทุกคนล้วนแต่อยู่ที่นั่น ท่านโหวกู้เองก็อยู่ อาหาร
มากมายที่ท่านโหวกู้นำมาก็อยู่ด้วยเช่นกัน กลิ่น
หอมเย้ายวนของเนื้อและอาหารคละคลุ้งไปทั่ว
ทุกคนมองเซวียนผิงโหวอย่างตกตะลึง ทำอะไร
ถูก เซวียนผิงโหวกวาดตามองดูก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
เมื่อครู่กำลังสังสรรค์กันอยู่สินะ คิดว่ากำลัง
ถกเถียงงานสำคัญกันเสียงอีก ที่แท้ก็กำลังกินดื่ม
กันอย่างสำราญใจ
ซ่างซูกรมพระคลังเอ่ยถาม “ท่านโหวเซียวกิน
อะไรสักหน่อยหรือไม่ ล้วนแต่เป็นของที่ท่านโหว
กู้ให้คนซื้อมาจากเมืองหลวงทั้งนั้น”
เซวียนผิงโหวมองท่านโหวกู้ที่อยู่ในกระท่อม
ก่อนจะหรี่ตาลง ทุกคนอยู่ที่นี่ มีเพียงลูกเขยของ
ตัวเองอย่างเซียวลิ่วหลังเท่านั้นที่ไม่อยู่
เยี่ยม เยี่ยมจริงๆ
ท่านโหวกู้ไม่รู้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเซวียน
ผิงโหวและเซียวลิ่วหลัง เขากำลังสงสัยอยู่เลย
เชียวว่าเหตุใดเซวียนผิงโหวถึงได้เกลือกกลั้วกับ
คนจนเช่นนั้น ก่อนจะหันไปสบตาสายอันน่า
สะพรึงกลัวของเซวียนผิงโหวที่มองมา
เขารู้สึกใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ อย่างประหลาด
สายฝนหยุดลงหลังจากตกมาได้ครึ่งค่อนคืน เช้า
มืดของวันต่อมา แสงอาทิตย์รำไร ฟั้าใสไร้เมฆ
หมอก ไอดินกลิ่นหญ้าหลังฝนตกคละคลุ้งไปทั่ว
ภารกิจบรรเทาภัยพิบัติและทำไร่ไถนาสำเร็จ
ลุล่วงไปด้วยดี ทุกคนเก็บสัมภาระของตัวเองลง
ห่อผ้า ตั้งใจว่าจะหาของกินสักหน่อยแล้วก็
เดินทางกลับเมืองหลวง
ใครจะคาดคิดกันว่าพอพวกเขาผลักประตูไม้เข้า
มา กลิ่นหอมของซาลาเปาไส้เนื้อปลุกความหิวจะ
ปะทะเข้าโพรงจมูก ทุกคนต่างน้ำลายสอ พากัน
กรูเข้ามา
“วันนี้ทำซาลาเปาอย่างนั้นหรือ ชาวบ้านคงรู้ว่า
พวกเราจะกลับแล้ว เลยทำซาลาเปาไส้เนื้อมาให้
เป็นพิเศษหรือ”
“ซาลาเปาไส้เนื้อช่างหอมเสียจริง!”
พวกเขาเป็นขุนนางจากเมืองหลวง ไม่ต้องพูดถึง
ว่าแต่ละคนมาจากตระกูลใด เอาเป็นว่าย่อมต้อง
เคยกินซาลาเปาไส้เนื้อกันอยู่แล้ว แต่ไม่รู้ว่าเป็น
เพราะกินผักกินไม้กันมากี่วัน พอพวกเขาได้กิน
หอมของเนื้อ ก็เหมือนจะควบคุมตัวเองไม่อยู่
“ไม่นะ นี่ไม่ใช่กินหอมของซาลาเปาไส้เนื้อ
ธรรมดา! มันร้านโจวจี้นี่นา! ซาลาเปาไส้เนื้อของ
ร้านเขามีกลิ่นหอมของน้ำมันงา!”
“ไม่ผิดแน่! นี่คือซาลาเปาไส้เนื้อจากโจวจี้!”
ซาลาเปาไส้เนื้อของร้านโจวจี้นั้นเป็นของขึ้นชื่อ
ของเมืองหลวง จะทำเพียงร้อยเข่งต่อวันเท่านั้น
ขายหมดแล้วก็หมดเลย เพราะอย่างนั้นต่อให้เข้า
แถวซื้อก็ใช่ว่าจะซื้อได้
กลิ่นหอมนั้นมาจากกระท่อมของอันจวิ้นอ๋อง
“คงไม่ใช่ว่าท่านโหวกู้ซื้อมาให้พวกเราหรอกนะ
ท่านโหวกู้ช่างมีน้ำใจแท้! เมื่อคืนยังซื้อมาทั้งเป็ด
ย่างทั้งไก่กรอบ”
“เขาซื้ออันจวิ้นอ๋องกินต่างหาก! พวกเราก็แค่ได้
ส่วนบุญจากอันจวิ้นอ๋องก็เท่านั้น!”
“ดูท่าวันนี้ก็คงได้ส่วนบุญจากอันจวิ้นอ๋องอีก
แล้ว”
เหล่าขุนนางพูดคุยกันไปพลาง พากันเดินไปที่
กระท่อมอันจวิ้นอ๋องในทันใด
ทว่าพอพวกเขาเดินมาถึงหน้าประตูก็ตาพร่าไป
หมด ภายในกระท่อมไม่มีอันจวิ้นอ๋อง มีเพียงเซ
วียนผิงโหวและเซียวลิ่วหลัง…แล้วก็ชายหนุ่มใน
ชุดทำพิธีกรรมสีดำสนิท
บนโต๊ะเบื้องหน้าของทั้งสองเต็มไปด้วยซาลาเปา
เข่งใหญ่ นอกจากซาลาเปาแล้ว ยังมีไข่เยี่ยวม้า
แกล้มลูกชิ้นแช่เหล้า มีแผ่นแปั้งทอดโรยต้นหอม
สอดไส้เนื้อลา ทั้งยังมีซี่โครงตุ๋นน้ำแดงที่หอมจน
หมาข้างบ้านต้องร้องโหยหวน
ทั้งหมดล้วนแต่เป็นอาหารขึ้นชื่อของร้านโจวจี้
ทุกคนพากันกลืนน้ำลาย มื้อเช้าก็กินกันยิ่งใหญ่
อลังการเพียงนี้เชียวหรือ แต่ถึงกระนั้นก็เถอะ
อย่างไรสามคนก็ไม่มีทางกินหมด ซื้อมาเยอะ
ขนาดนั้นคงจะแบ่งให้พวกเขาด้วยกระมัง
เป็นอย่างที่คิดไว้ เซียวลิ่วหลังเอ่ยปากเสียงเนิบ
“ท่านเหมาหมดทั้งร้านเลยหรืออย่างไร”
ซาลาเปาเยอะขนาดนี้ใครจะกินหมดกัน
เซวียนผิงโหวเลิกคิ้วอมยิ้มเอ่ย “เช่นนั้นก็แบ่งให้
คนอื่น ฉังจิ่ง”
ฉังจิ่งเดินเข้ามา ยกเข่งซาลาเปาบนโต๊ะออกไป
เหลือไว้ในเซวียนผิงโหวและเซียวลิ่วหลังเพียง
หนึ่งเข่ง
บรรดาขุนนางทั้งหลายมองฉังจิ่งยกเข่งซาลาเปา
เดินมาทางพวกเขา ตื่นเต้นจนพูดไม่ออก
หลังจากนั้น พวกเขาก็มองดูฉังจิ่งที่เดินผ่านเขา
ไปด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ “…”
ทุกคน “…”
ฉังจิ่งแบ่งซาลาเปาให้กับชาวบ้านในหมู่บ้าน
เข่งสุดท้ายที่เหลือ ฉังจิ่งแบ่งให้หมาดำในหมู่บ้าน
ด้วยเหตุนี้เหล่าขุนนางที่เล็มผักดองและซาลาเปา
ธัญพืชมาแสนนานก็รู้ซึ้งแล้วว่าอะไรที่เรียกว่าสู้
หมาไม่ได้
หลังจากกินมื้อเช้า เซวียนผิงโหวก็เก็บข้าวของ
พร้อมกับตัวเซียวลิ่วหลังยัดใส่รถม้าของตัวเอง
แม้เซียวลิ่วหลังจะขัดขืนอย่างรุนแรงแต่ก็ไร้ผล
ทุกคนต่างขึ้นรถมาที่ทางการจัดเตรียมไว้ ส่วน
ท่านโหวกู้ก็พบว่ารถม้าของตัวเองถูกถอดล้อ
ออกไป
ท่านโหวกู้เดือดขึ้นมาในทันใด “ล้อรถของข้า
หายไปไหน ฝีมือผู้ใดกัน!”
ทุกคนต่างนั่นประจำบนรถม้า ต่างฝั่ายต่างหัน
มองหน้ากัน
ฝีมือใครยังไม่ชัดเจนอีกหรือ
ในที่นี้ผู้ใดตำแหน่งสูงกว่าท่านล่ะ
เหล่าขุนนางไม่กล้าเอ่ยปาก แต่อันจวิ้นอ๋องกลับ
เป็นฝั่ายพูดขึ้น “หากท่านโหวกู้ไม่รังเกียจ จะนั่ง
รถม้ากลับเมืองหลวงกับข้าก็ได้”
“ก็คงต้องเป็นเช่นนั้นแล้วล่ะขอรับ” ท่านโหวกู้
ถอนหายใจยาว ก่อนขึ้นนั่งบนรถม้าของอันจวิ้น
อ๋อง ลูกเขยคนนี้ช่างดีเสียจริง รู้จักยื่นมือเข้ามา
ช่วยเหลือในยามฉุกเฉินเช่นนี้…
ยังไม่ทันได้พูดจบ ก็ได้ยินเสียงโครมดังขึ้น รถม้า
ของอันจวิ้นอ๋องก็ถูกถอดล้อออกไปเหมือนกัน
ไม่มีใครเห็นว่าเป็นฝีมือผู้ใด เพลาล้อทั้งสองของ
รถก็เหมือนกับทรยศตัวเอง ก่อนจะกลิ้งหลุดออก
จากตัวรถ
ห้องโดยสารหนักอึ้งถล่มโครมกระแทกพื้น ศีรษะ
ของท่านโหวกู้ชนเข้ากับหลังคารถ ก่อนจะปูดโน
เป็นลูกในทันใด
เดิมทีซ่างซูกรมพระคลังเองก็ไม่อยากเข้าไปข้อง
เกี่ยวกับเรื่องวุ่นวายนี้ แต่เพราะได้รับมอบหมาย
หน้าที่มาแล้ว จะไม่ดูแลอันจวิ้นอ๋องก็คงไม่ได้ แต่
หากดูแลเพียงอันจวิ้นอ๋อง แล้วทอดทิ้งพ่อตาใน
อนาคตของเขาก็ใช่เรื่อง จึงจำใจต้องชวนทั้งสอง
คนขึ้นรถม้าของตัวเอง
เซวียนผิงโหวเดินนำฉังจิ่งออกมาจากกระท่อม
ของเซียวลิ่วหลัง ในมือของฉังจิ่งหิ้วสัมภาระของ
เซียวลิ่วหลังและวัตถุดิบยาที่เขาเก็บได้ในช่วง
หลายวันนี้
ซ่างซูกรมพระคลังครุ่นคิด ก่อนจะประสานมือ
คำนับเซวียนผิงโหวพลางเอ่ย “ขอเซวียนผิงโหว
ได้โปรดเห็นแก่เหล่าฮูหยินเซียว จะลงมืออันใดก็
ช่วยเมตตาด้วยเถิด”
เหล่าฮูหยินเซียวผู้เป็นแม่ของเซวียนผิงโหวกับแม่
ของซ่างซูกรมพระคลังเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน ว่ากัน
ตามหลักแล้วพวกเขาทั้งสองเองก็ถือว่าเป็น
ลูกพี่ลูกน้องด้วย
“ก็ได้” เซวียนผิงโหวรับคำ
ซ่างซูกรมพระคลังถอนหายใจอย่างโล่งอก ดูท่า
แล้วชื่อของเหล่าฮูหยินเซียวยังขลังอยู่ไม่น้อย
วินาทีต่อมา เซวียนผิงโหวก็ใช้เท้าถีบล้อรถม้า
ของซ่างซูกรมพระคลัง
เมื่อครู่เขาพูดว่าจะออมมือ แต่ไม่ได้พูดว่าหากใช้
เท้าจะออมเท้าด้วย หากว่ากันด้วยเรื่องกลั่น
แกล้งคนแล้ว เซวียนผิงโหวนั้นคือมืออาชีพ
หลังจากเกิดเหตุขึ้น ก็ไม่มีใครกล้าเชิญท่านโหวกู้
ขึ้นรถม้า ทุกคนพากันเผ่นแนบแทบไม่เห็นเงา
แม้อันจวิ้นอ๋องอยากจะช่วยเพียงใดก็จนปัญญา
เขายกมือคำนับท่านโหวกู้ ก่อนจะสั่งให้อู่หยางไป
ตามหาล้อรถม้าประกอบเข้ารถม้า ก่อนจะกลับ
เมืองหลวงไปเพียงผู้เดียว
ท่านโหวกู้ยืนอย่างโดดเดี่ยวอยู่บนคันนา
เบื้องหลังมีรถม้าที่ไร้ล้ออยู่หนึ่งคัน แม้แต่ม้าก็หนี
เตลิดไปแล้ว…
เขาเหมือนถูกคนทั้งโลกทอดทิ้ง
ท่านโหวกู้สะอื้นอย่างเศร้าโศก “ฮือ”