สามีข้าคือขุนนางใหญ่ - บทที่ 388 ติดหนึบ (1)
อีกทางด้านหนึ่ง ฮ่องเต้ผ่านพ้นค่ำคืนอันสับสับ
อย่างหาใดเทียมไม่ได้ เว่ยกงกงก็ไม่กล้าเร่ง
พระองค์ จวบจนใกล้รุ่ง เว่ยกงกงจึงได้หอบความ
กล้าเดินเข้าห้องทรงอักษรมาก่อนจะเอ่ยเสียง
แผ่วเบา “ฝั่าบาท จะถึงเวลาประชุมเช้าแล้วพ่ะ
ย่ะค่ะ”
“อืม”
ฮ่องเต้ขานรับเสียงทุ้มต่ำ
เว่ยกงกงไม่อาจจินตนาการเลยว่าตลอดทั้งคืนที่
ผ่านมาพระองค์จะสับสนเพียงใด จึงทำเพียงเดิน
ตามหลังฮ่องเต้สายตาแน่วแน่ไม่ล่อกแล่ก
ปรนนิบัติฮ่องเต้สรงน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดคลุม
มังกร
เนื่องจากไม่ได้บรรทมทั้งคืน ใต้ตาของฮ่องเต้จึง
คล้ำดำเป็นวงใหญ่ทั้งสองข้าง ถึงขนาดที่ว่าพวก
ขุนนางแถวแรกที่อยู่ไกลลิบ ยังสังเกตเห็นได้
เจ้ากรมพระคลังถือแผ่นไม้ฮู่ปั่านเหลือบมอง
ราชครูจวงแวบหนึ่ง ก่อนจะกดเสียงกระซิบแผ่ว
เบา “ฝั่าบาทเป็นอะไรรึ”
ราชครูจวงกระซิบเอ่ย “คงจะราชกิจรัดตัว”
“เพราะเรื่องชายแดนหรือไม่” เจ้ากรมพระคลัง
ถาม
หนิงอ๋องกับถังเย่ว์ซานไปปราบโจร และพบว่า
ชายแดนแคว้นเฉินกำลังเคลื่อนไหวที่จะก่อการ
ร้าย กษัตริย์แคว้นเฉินประกาศกับภายนอกว่าจะ
แต่งตั้งฮองเฮาคนใหม่ เรียกความสนใจจากแคว้น
อื่นๆ แต่ใครจะรับประกันได้ว่าแคว้นเฉินจะไม่
ลอบเดินทัพมายังแคว้นเจา
เจ้ากรมพระคลังไม่รอให้ราชครูจวงได้ตอบก็จุ๊ๆ
ปากเอ่ย “เชลยแคว้นเฉินยังอยู่ที่แคว้นเจาอยู่
เลย พวกเขาก็อดรนทนไม่ไหวจะออกศึกแล้ว นี่
ไม่สนใจความเป็นความตายของเชลยแคว้นเฉิน
เลยหรือไร”
ราชครูจวงคิดในใจว่า ตอนที่เซวียนผิงโหวนำทัพ
ไปโจมตีแคว้นเฉินนั้น อันจวิ้นอ๋องก็เป็นเชลยอยู่
ที่แคว้นเฉินมิใช่หรือไร
พอคิดเช่นนี้ ตอนนั้นฝั่าบาทกับเซวียนผิงโหวก็ไม่
สนใจความเป็นความตายของอันจวิ้นอ๋องเลย
เช่นกัน
ทว่าเซวียนผิงโหวทำศึกครานั้นได้งดงามยิ่งนัก ไม่
เพียงแต่จะส่งคนไปคุ้มกันอันจวิ้นอ๋องเอาไว้ก่อน
เพื่อไม่ให้เขาตกสู่เงื้อมมือแคว้นเฉินกลายเป็น
เชลยศึกเท่านั้น ยังเป็นยุทธวิธีที่ทำให้ตื่น
ตระหนกและตกใจกลัวด้วย แทบจะพลิกวังหลวง
ของแคว้นเฉินเลยทีเดียว
แต่ไม่รู้ว่าแคว้นเฉินจะมีแม่ทัพที่ทั้งชาญฉลาด
และกล้าหาญเช่นนี้อยู่หรือไม่
การประชุมเช้าวันนี้ไม่ได้มีอะไรพิเศษ นอกจาก
ผู้ตรวจการบางคนที่มีเชื้อสายของราชครูจวงยื่น
มติไม่ไว้วางใจขุนนางใหญ่คนสนิทของฮ่องเต้คน
หนึ่ง เหตุผลคืออีกฝั่ายเข้าออกหอนางโลม ทำให้
เสื่อมเสียตำแหน่งราชการ
พูดกันตามตรง โทษอย่างการเที่ยวหอนางโลมนั้น
ยากที่จะโค่นล้มลงได้ และมีแค่พวกผู้ตรวจการที่
มองอะไรก็ขวางหูขวางตาไปหมดที่จะทำเช่นนี้
ทุกคนต่างคิดว่าฮ่องเต้คงไม่ประทับตรารับ
พิจารณาหรอก
ใครจะรู้ว่าฮ่องเต้จะโบกพระหัตถ์ ให้หัวหน้า
ศาลต้าหลี่จัดการบุคคลนี้อย่างเคร่งครัด
พวกขุนนางต่างมึนงงกันทันที
บะ…แบบนี้ก็ได้ด้วยรึ
“ฝั่าบาท!” เจ้ากรมโยธาเดินขึ้นหน้ามา แม้แต่
เขาที่เป็นคนนอกยังทนมองไม่ได้ มีใครเคยใช้โทษ
เที่ยวหอนางโลมมายื่นมติไม่ไว้วางใจกันบ้าง หาก
จะว่าเช่นนี้ เซวียนผิงโหวก็ควรโดนปลดหมวกขุน
นางทิ้งไปไม่รู้กี่ครั้งกี่หนแล้วสิ
“คนผู้นี้เคยดูหมิ่นไทเฮา ต่อหน้าเราก็ยังกล้า
ตำหนิไทเฮา ขุนนางกังฉินเช่นนี้ ต้องลงโทษอย่าง
เด็ดขาดโดยไม่มีการผ่อนผัน เราตัดสินใจแล้ว ขุน
นางทุกท่านไม่ต้องหารือกันอีก” ฮ่องเต้ตรัสด้วย
สีหน้าจริงจัง ก่อนจะหันไปมองจวงไทเฮาที่นั่งอยู่
หลังม่านแวบหนึ่ง แววตาค่อนข้างตื่นเต้น ราวกับ
กำลังพูดว่า ‘รีบชมเราสิ รีบชมเราสิ!’
จวงไทเฮาไม่สนใจพระองค์
หลังประชุมเช้า ฮ่องเต้ก็ไล่ตามเกี้ยวหงส์ของจวง
ไทเฮา
จวงไทเฮากำลังมีชีวิตชีวาการเสียสละผลไม้เชื่อม
ห้าลูก นางข่มใจออกจากเกี้ยวหงส์มามอง
พระองค์ด้วยสีหน้าอ่อนโยน “ฮ่องเต้มาหาข้ามี
ธุระอะไรรึ”
ฮ่องเต้ตรัส “ข้ามีเรื่องอยากคุยส่วนตัวกับเสด็จ
แม่”
คำเรียกแทนตัวสมัยก่อนของพระองค์ไม่ใช่ ‘เรา’
แต่เป็น ‘ลูก’ แฝงไว้ด้วยความถากถาง จนใจที่
จวงไทเฮาสนใจแต่ผลไม้เชื่อมห้าลูกของนาง
ไม่ได้สนใจความนัยที่พระองค์เรียกแทนตัวเอง
เลยสักนิด
จวงไทเฮาไล่คนรับใช้ออกไป ฮ่องเต้ก็ไล่เว่ยกงกง
และคนอื่นๆ ไปเช่นกัน บนถนนสายเล็กๆ อัน
ทอดยาวจึงเหลือเพียงสองคนแม่ลูก
ฮ่องเต้ว้าวุ่นมาทั้งคืนเพิ่งจะตัดสินใจได้ว่าจะเล่า
ทุกอย่างให้จวงไทเฮาฟัง นางเป็นหนึ่งใน
ผู้ถูกกระทำของเรื่องนี้ นางมีสิทธิ์จะได้รู้ความ
จริง
เพียงแต่อารมณ์ของพระองค์ยังคงว้าวุ่นอยู่มาก
ด้วยเหตุนี้การพูดการจาจึงค่อนข้างไม่ต่อเนื่อง
เท่าใดนัก โชคดีที่จวงไทเฮาเข้าใจ อีกทั้งยังมอง
ออกว่าลูกชายทึ่มๆ คนนี้ให้บัวลอยงาดำกับเซียว
ลิ่วหลังไปแล้ว
ทว่าความจริงก็คือความจริง เซียวลิ่วหลังไม่ได้
บิดเบือนความจริง
“…ข้าก็คิดไม่ถึงว่าเสด็จแม่จิ้งจะทำเช่นนั้น…แต่
เสด็จแม่วางใจได้เลย ข้าทำลายราชโองการไป
แล้ว…”
พระองค์ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองแสดงออกชัด
พอหรือไม่ การแสดงออกของไทเฮาจึงได้สงบนิ่ง
นัก พระองค์จึงสงสัยว่านางคงยังไม่เข้าใจ
พระองค์เอ่ยต่อ “แล้วก็ความสัมพันธ์กับเสด็จแม่
ในหลายปีมานี้…อันที่จริงเป็นการเข้าใจผิด…
หลายปีมานี้ข้าโดน…”
“ดังนั้นจึงไม่ต้องเล่นละครต่อแล้ว”
จวงไทเฮาเอ่ยขัดฮ่องเต้ขึ้นมา
ฮ่องเต้ชะงักไปเล็กน้อย
เอ่อ…ประเด็นคือ…เรื่องนี้รึ
ไม่เล่นละครต่อก็หมายความว่าจะไม่มีผลไม้เชื่อม
ห้าลูกอีกแล้ว
ฮ่องเต้ที่ไม่มีผลไม้เชื่อมก็พลันหมดแรงดึงดูดไป
ทันที รอยยิ้มจวงไทเฮาพลันหุบลง ก่อนจะหัน
หลังไปอย่างรังเกียจ “ข้าไปล่ะ!”
ฮ่องเต้ “…”
พระองค์พูดออกไปแต่ได้เพียงความหว่าเว้
กลับมาอย่างนั้นหรือ!
ปฏิกิริยาเย็นชาของจวงไทเฮาโจมตีฮ่องเต้เข้า
อย่างจัง ฮ่องเต้ย่อมไม่มีทางนึกไปถึงตนเองไม่มี
ค่าพอที่จะนำไปต่อรองกับผลไม้เชื่อมห้าผลเป็น
แน่ พระองค์ดื้อดึงที่จะคิดว่าจวงไทเฮากำลังโกรธ
พระองค์ โกรธที่พระองค์ทำร้ายนางมาหลายปี
เพียงนี้
เรื่องบางเรื่องพอคิดตกแล้วก็เป็นเวลาชั่ววูบ
เท่านั้น
ทว่าหุบเหวบางที่กลับพังทลายมายี่สิบกว่าปีแล้ว
ฮ่องเต้เสด็จไปตรอกปีสุ่ยอีกแล้ว
เซียวลิ่วหลังเดาไว้แล้วว่าไม่กี่วันนี้ฮ่องเต้จะไปมา
ที่ตรอกปีสุ่ยบ่อยๆ แน่ จึงลาหยุดกับสำนักฮั่น
หลินโดยเฉพาะ เพื่ออยู่บ้าน ‘ดูแล’ กู้เจียว
กู้เจียวนั่งอยู่บนเตียง กินดีอยู่ดีอีกทั้งยังได้ชื่นชม
ดวงหน้าหล่อเหลาของสามีตัวเองอีกด้วย
เซียวลิ่วหลังนั่งลงบนม้านั่งข้างเตียงพลางปอกส้ม
ให้นาง
เขามีกระดูกข้อต่อชัดเจน นิ้วเรียวยาว และเขาก็
ทำงานหนักเช่นกันแต่เกิดมาหน้าตาดี รูปงามดุจ
หยก
เดี๋ยวกู้เจียวมองใบหน้าเขา เดี๋ยวก็มองมือเขา
แม้ว่าเซียวลิ่วหลังจะชินชาแล้วกับการพินิจมอง
โต้งๆ ของนางเช่นนี้ แต่ก็อดสงสัยไม่ได้
น่ามอง…จริงๆ น่ะรึ
เขาเป็นคนพิการ อาจจะเปั๋ไปตลอดชั่วชีวิตเลยก็
ได้ ต้องลากร่างเปั๋ๆ พิการๆ ไปตลอดชีวิต นาง
อยู่กับเขาก็จะโดนคนอื่นวิพากษ์วิจารณ์ตลอดไป
“กู้เจียว ข้าเป็นคนพิการนะ”
เขาไม่ทันระวังจึงโพล่งความในใจออกมา
กู้เจียวส่งเสียงอ้อออกมา “ข้ารู้อยู่แล้ว”
เซียวลิ่วหลังปอกส้มในมือต่อ “เจ้าไม่ถือสาจริงๆ
น่ะรึ ข้าอาจจะ…ไม่หายเลยก็ได้ เจ้าก็เห็นแล้วว่า
ข้าพยายามฟืนฟูร่างกายมาก ไม่ขาดตกแม้แต่วัน
เดียว แต่ข้าก็เดินไม่ได้แล้ว…เดินเหมือนอย่าง
พวกเจ้าไม่ได้แล้ว”
นางคงจะเกิดความหวังและเฝั้าคอยอยู่ในใจ
กระมัง รอคอยให้มีสักวันที่เขาจะเดินได้เหมือน
อย่างคนปกติ
ทว่าเขากลัวว่าจะทำไม่ได้จริงๆ
เมื่อความอดทนของนางหมดลง นางยังจะมอง
เขาเหมือนอย่างตอนนี้หรือไม่
ความรู้เป็นสิ่งที่ล้ำลึก ใส่ใจมากเท่าใดก็ไร้ความ
มั่นใจมากเท่านั้น
เมื่อก่อนเขาก็รู้สึกว่าขาเปั๋ไปข้างหนึ่งก็ไม่เห็น
เป็นไร อย่างไรเสียชีวิตก็มืดมิดไปหมดแล้ว ไม่มี
ใครเห็น เขาเองก็มองไม่เห็น ที่มองเห็นได้เขาก็
ทำเป็นว่าพวกเขามองไม่เห็น
ทว่าจู่ๆ ก็มีวันหนึ่งที่นางจุดตะเกียงให้สว่างขึ้น
จุดหนทางใต้ฝั่าเท้าเขาให้สว่างขึ้น และส่อง
ร่างกายน่าสมเพชของเขาให้สว่าง
กู้เจียวมองเขาอย่างแปลกใจ เขาไม่สนใจขา
ตัวเองไม่ใช่หรือ ตอนนั้นที่ผ่าตัดให้เขาเฝิงหลินยัง
ตกใจเกือบตาย แต่เขากลับไม่ใส่ใจเลยสักนิด
เหตุใดยามนี้จึงคิดสนใจขึ้นมากันเล่า
กู้เจียวพลันเดาใจเขาไม่ออก นางครุ่นคิด ก่อนจะ
ชี้ไปที่ตำหนิบนหน้าตัวเองพลางเอ่ย “แล้วเจ้าถือ
สาที่ข้าหน้าตาอัปลักษณ์เช่นนี้หรือไม่”
นางไม่รู้ว่าบนหน้านางน่ะคือจุดแดงพรหมจรรย์
นึกว่ามันจะติดตัวไปตลอดชีวิต
เซียวลิ่วหลังอ้าปากพะงาบ
เด็กโง่
เขาจะไปถือสาได้อย่างไรกันล่ะ
ยิ่งไปกว่านั้นของพรรค์นี้มันหายไปได้
พอเจ้ากลายเป็นคนสมบูรณ์แบบแล้ว ยังจะรู้สึก
ว่าร่างพิการๆ อย่างข้าคู่ควรกับเจ้าหรือไม่
บทที่ 388 ติดหนึบ (2)
กู้เจียวไม่เข้าใจอารมณ์ที่เกิดขึ้นกะทันหันของเขา
นางครุ่นคิดอย่างจริงจัง ก่อนถามว่า “เจ้ามีเรื่อง
กวนใจอะไรหรือไม่ เพราะคำพูดของข้าเมื่อคืนนี้
หรือ เจ้าไม่อยากให้ข้าดูเจ้าอาบน้ำหรือ”
“ไม่ใช่” ไม่ใช่เรื่องนี้เลยสักนิด
ดวงตาโตๆ ของกู้เจียวเป็นประกายทันที “ดังนั้น
แล้ว…เจ้าอยากให้ข้าดูเจ้าอาบน้ำรึ”
เซียวลิ่วหลัง …เหตุใดจึงกลายเป็นพูดไม่รู้เรื่อง
เช่นนี้ได้
เสียงเว่ยกงกงกับฮ่องเต้ลอยมาจากด้านนอก
กู้เจียวรีบนอนลงให้เรียบร้อย
เซียวลิ่วหลังกำลังจะปอกส้มให้เรียบร้อยแล้ววาง
ไว้บนโต๊ะ คิดไม่ถึงว่ามือน้อยของนางจะยื่นมาหา
หยิบส้มไปถือไว้ในมือ แล้วซุกไว้ในผ้าห่ม
“ของข้า” นางบอก
…
เซียวลิ่วหลังเข้าเฝั้าฮ่องเต้ที่ห้องโถง
ฮ่องเต้ถามถึงอาการของกู้เจียว เซียวลิ่วหลังบอก
เองว่าดีขึ้นกว่าเมื่อวานแล้ว เมื่อเช้าตื่นอยู่ตลอด
กินมื้อเที่ยงไปจึงได้นอนพักต่อ
ฮ่องเต้รู้สึกว่าตัวเองมาได้เหมาะเจาะนัก พระองค์
มาเพราะจะถามเรื่องยา
“ฝั่าบาทไม่สบายตรงไหนหรือพ่ะย่ะค่ะ” เซียวลิ่ว
หลังถาม หากปั่วยเล็กน้อยสามารถเรียกหมอจาก
โรงหมอมาถวายการรักษาได้ แต่หากปั่วยหนักก็
คงต้องให้เจียวเจียว ‘ตื่น’ ขึ้นมาอีกรอบแล้วล่ะ
ฮ่องเต้ไม่ได้นอนทั้งคืน ยามนี้จึงซึมเซาห่อเหี่ยว
ยิ่ง ท่าทางเหมือนปั่วยหนักอยู่จริงๆ
ฮ่องเต้ตรัส “เราอยากมาถามว่ายาดำมีทางแก้
หรือไม่ เรา…อะแฮ่ม” พระองค์กระแอมในพลาง
เอ่ยต่อ “เราไม่ลงรอยกันกับเสด็จแม่มานาน
หลายปี ส่วนมากเป็นเพราะฤทธิ์ยา แต่ยามนี้ใน
เมื่อความจริงปรากฏแล้ว เราจึงอยากรู้ยาแก้”
เซียวลิ่วหลังมองพระองค์อย่างไม่เข้าใจ
ท่านเรียกเสด็จแม่ปาวๆ ทุกคำแล้วนี่ ยังต้องใช้
ยาแก้อีกรึ
กู้เจียวเคยบอกว่า ฤทธิ์ยาไม่เหลืออยู่ในร่างกาย
ฝั่าบาทเท่าใดแล้ว มิฉะนั้นจิ้งไท่เฟยก็คงไม่เสี่ยง
อันตรายมาวางยาให้ฝั่าบาทคราแล้วคราเล่า
หรอก
ยามนี้ความจริงเปิดเผยแล้ว เกรงว่าภายใต้การ
กระตุ้นจากความจริงนี้ฤทธิ์ยาสุดท้ายที่เหลืออยู่
น้อยนิดนั่นก็คงจะหายไปจนเกลี้ยงแล้ว
ทว่าเซียวลิ่วหลังหาใช่เด็กหนุ่มไร้เดียงสาเหมือน
ตอนนั้นแล้ว เขามีความคิดเป็นของตัวเอง มี
แผนการของตัวเอง มีแม้กระทั่งเมืองที่จะรับ
ราชการแล้วด้วย
เขาหลุบตาทอดถอนใจ “เดิมทีไม่มียาแก้พ่ะย่ะ
ค่ะ แต่เจียวเจียวเคยปรุงยาลูกกลอนชนิดหนึ่งที่
ใช้แก้ยาแฝดโดยเฉพาะ คงจะได้ผลอยู่บ้างนะพ่ะ
ย่ะค่ะ”
“เจ้าพูดจริงรึ” ดวงตาฮ่องเต้พลันเป็นประกาย
ทันที
เซียวลิ่วหลังเอ่ย “กระหม่อมจะไปเอามาให้ฝั่า
บาทลอง ยาของเจียวเจียวปลอดภัยยิ่งนัก กิน
แล้วไม่เห็นผลก็ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย”
ฮ่องเต้ตรัสด้วยสีพระพักตร์แช่มชื่น “หากได้ผล
จริง เราจะจดจำความดีความชอบเจ้าไว้”
เซียวลิ่วหลังเอ่ย “เจียวเจียวเป็นคนปรุงยาขึ้นมา
เป็นความดีความชอบของเจียวเจียว หาใช่ของ
กระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ”
แม้ว่าจะเอ่ยเช่นนี้ แต่ฮ่องเต้กลับจดจำความดี
ความชอบของทั้งคู่เอาไว้แล้ว
พระองค์ทำให้จวงไทเฮาได้รับความไม่เป็นธรรม
มาหลายปี เรื่องบางเรื่องพระองค์เองก็ลืมไปแล้ว
โชคดีที่กินยาพระองค์จึงนึกขึ้นได้ทั้งหมด
อีกทั้งระหว่างพระองค์กับจวงไทเฮาก็ยังเหมือนมี
บางอย่าขวางกั้นอยู่ ทำให้พระองค์ไม่กล้าเข้าหา
พระองค์เดาว่าคงเป็นเพราะฤทธิ์ของยาดำ
หากเซียวลิ่วหลังรู้ความคิดทั้งหมดในใจพระองค์
ก็คงจะบอกพระองค์ว่านั่นเป็นความไม่สบ
อารมณ์ในฐานะลูกชายอย่างพระองค์ต่างหากเล่า
ฝั่าบาท!
เซียวลิ่วหลังหยิบยาลูกกลอนมาทั้งสามเม็ดอย่าง
รวดเร็ว
อันที่จริงเอามาใช้ปลูกผมให้กู้เฉิงหลิน จึงไม่มี
ผลร้ายอะไร
ฮ่องเต้อายุอยู่ในวัยกลางคนแล้ว จึงมีเรื่องกวนใจ
อย่างผมหลุดร่วงอยู่บ้าง กินยาปลูกผมเสียหน่อย
ก็เป็นผลดีไม่น้อย
เซียวลิ่วหลังส่งยาปลูกผมให้ฮ่องเต้ ก่อนจะเอ่ย
หน้านิ่ง “ตามหลักการแล้วแค่หนึ่งเม็ดก็พอ หาก
ยาให้ผลไม่พอก็เสวยอีกเม็ด”
ความนัยก็คือสามเม็ดก็เหลือเฟือแล้ว
“ได้ผลจริงๆ น่ะรึ” ฮ่องเต้ถาม
“ฝั่าบาทต้องเชื่อมั่นในฝีมือการแพทย์ของเจียว
เจียวนะพ่ะย่ะค่ะ” เซียวลิ่วหลังเอ่ย
“ก็จริง” ฮ่องเต้ชะงัก ทรงนึกบางอย่างขึ้นมาได้
จึงตรัสถาม “หากกินมากไปจะเป็นอย่างไรรึ
ผลลัพธ์จะเพิ่มขึ้นหรือว่าตรงกันข้าม”
เซียวลิ่วหลังมองฮ่องเต้อย่างลุ่มลึกแวบหนึ่งก่อน
จะเอ่ย “ผลลัพธ์คงจะเพิ่มขึ้นกระมัง อาจจะ
กลายเป็น…”
“กลายเป็นอย่างไรรึ” ฮ่องเต้ถามอย่างร้อนใจ
“ติดคนมาก”
“หา…”
ฮ่องเต้ตกใจยกใหญ่
พระองค์ไม่เอาแบบนั้นเด็ดขาด พระองค์เป็นถึง
กษัตริย์แห่งแคว้น อยู่ในจุดสูงสุด จะกลายสภาพ
เป็นคนแบบนั้นได้อย่างไร
หนึ่งเม็ด
หนึ่งเม็ดก็พอแล้ว!
จู่ๆ ฮ่องเต้ก็อยากปลดเบา จึงวางขวดยาไว้บน
โต๊ะในห้องโถงก่อน แล้วลุกไปห้องน้ำ
จี้จิ่วอาวุโสแอบออกมาจากห้องครัว วันนี้จวงจิ่
นเซ่อมา นางกำลังเล่นไพ่อยู่ เขากำลังทำขนม
ข้าวเหนียวน้ำตาลแดงให้จวงจิ่นเซ่ออยู่
เขาถาม “มียาแก้จริงๆ น่ะรึ”
เซียวลิ่วหลังเอ่ย “ของปลอม นี่ยาปลูกผม”
จี้จิ่วอาวุโส “…”
เมื่อฮ่องเต้ออกมาจากห้องน้ำ จี้จิ่วอาวุโสก็
กลับไปหยิบช้อนในห้องครัวอีกครา ฮ่องเต้กะว่า
จะเอายาแก้กลับวัง ไม่คิดเลยว่าจวงไทเฮาที่เล่น
ไพ่อยู่บ้านข้างๆ เสร็จกำลังเดินออกมา
สองแม่ลูกบังเอิญเจอกันหน้าบ้านโดยไม่ทันตั้งตัว
ฮ่องเต้พลันตระหนกขึ้นมา “เสด็จ…”
จวงไทเฮาไม่มองพระองค์สักแวบ นางแค่นเสียง
ขึ้นจมูก แล้วเดินผ่านพระองค์ไป
“ฝั่าบาท ยังจะกลับวังหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” เว่ยก
งกงถาม
ฮ่องเต้ลังเลครู่หนึ่งพลางเอ่ย “ไม่แล้ว เรา…เรา
จะอยู่กินมื้อค่ำที่นี่ อีกเดี๋ยวค่อยกลับวังพร้อมกับ
เสด็จแม่”
ฮ่องเต้จะอยู่กินข้าว ทุกคนจึงไม่กล้าพูดอะไร
วันนี้หนุ่มน้อยในบ้านต่างไม่อยู่บ้านกัน กู้เหยี่ยน
กับกู้เสี่ยวซุ่นไปเรียนงานฝีมือ เสี่ยวจิ้งคงไปเล่นที่
บ้านสวี่โจวโจว
บนโต๊ะอาหารจึงมีแค่จวงไทเฮา ฮ่องเต้ แม่นาง
เหยา จี้จิ่วอาวุโส เซียวลิ่วหลังและกู้เจียวที่ ‘ตื่น
จากนอนกลางวัน’
ยาที่กู้เจียวให้ค่อนข้างเม็ดใหญ่ กลืนไม่ลง ต้องใช้
น้ำช่วย
ก่อนจะเสวย ฮ่องเต้จึงส่งขวดยาให้เว่ยกงกง
เว่ยกงกงเอายาไปละลายน้ำกลายเป็นยาน้ำดำปี
ถ้วยหนึ่ง ฮ่องเต้ทนกับกลิ่นฉุนพลางกัดฟันดื่มจน
หมดภายในรวดเดียว
ฮ่องเต้ตรัสขึ้นอย่างรังเกียจ “เหตุใดจึงขมปีเช่นนี้
เจ้าใส่ไปกี่เม็ดน่ะ”
เว่ยกงกงเอ่ยอย่างมึนงง “ในนั้นมีทั้งหมดสาม
เม็ดมิใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้สีหน้าพลันเปลี่ยน “จะ…เจ้าใส่หมดเลยรึ”
เว่ยกงกงตกใจยิ่งกว่า “ท่านเป็นคนให้บ่าวใส่
ทั้งหมดนะพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้จำไม่ได้เลยสักนิด!
เว่ยกงกงไม่ได้โกหก เขาถามแล้วจริงๆ ฮ่องเต้ก็
ส่งเสียงอืมให้ด้วย เพียงแต่ตอนนั้นฮ่องเต้กำลัง
คิดถึงเรื่องจวงไทเฮาอยู่ ไม่ได้สนใจฟังว่าเว่ยกง
กงพูดอะไร
ฮ่องเต้นึกถึงฤทธิ์ยา ‘ติดคนมาก’ ที่เซียวลิ่วหลัง
บอก ทั่วทั้งร่างก็พลันอยู่ไม่สุขขึ้นมา
“ฝั่าบาท เป็นอะไรไปพ่ะย่ะค่ะ” เว่ยกงกงถาม
ด้วยความเป็นห่วง
ฮ่องเต้สูดหายใจลึกเฮือกใหญ่ “ไม่เป็นไร ระ…เรา
สูงส่งเหนือใครๆ เราไม่มีทางทำเรื่องหน้าขาย
หน้าพรรค์นั้นหรอก เราทนได้…เรามีสติปัญญา
มาก…”
จวงไทเฮากินข้าวเสร็จก็ได้เวลากลับวังแล้ว นาง
จึงลุกขึ้นเดินไปทางด้านนอก
ฮ่องเต้กุมหน้าอกไว้
ยาออกฤทธิ์รึ เหตุใดจู่ๆ จึงอยากตามไปเช่นนี้เล่า
“ฝั่าบาท”
แย่แล้ว ใจเต้นเร็วมาก!
“ฝั่าบาท”
จวงไทเฮาเดินขึ้นรถม้าไปโดยมีฉินกงกงพยุงช่วย
ไม่ได้ จะตามไปไม่ได้นะ!
ฤทธิ์ยารุนแรงยิ่งนัก ใครจะไปรู้ว่าอีกเดี๋ยว
พระองค์จะพูดอะไรออกไป!
ฮ่องเต้ฝืนทนข่มไว้ทั้งอย่างนั้น!
ฉินกงกงปล่อยม่านลงให้จวงไทเฮา ก่อนจะเก็บ
แท่นเหยียบ แล้วขึ้นไปนั่งอยู่นอกตัวรถ
ล้อรถค่อยๆ เคลื่อนตัวช้าๆ
ฮ่องเต้พลันร้อนใจ จู่ๆ ก็ยื่นมือไปทางรถม้า
“เสด็จแม่! จะทิ้งเสี่ยว…เสี่ยวหงของท่านแล้ว
หรือ!”
ทุกคนภายในห้องพลันพ่นน้ำชาออกมาทันที…
นั่นอะไรน่ะ พวกเขาควรบอกฝั่าบาทดีหรือไม่ว่า
ยานั่นมันเป็นของปลอม…