สามีข้าคือขุนนางใหญ่ - บทที่ 414 สารภาพ (1)
รุ่ยอ๋องหยิกเข้าที่พวงแก้มของรุ่ยอ๋องเฟยหนึ่งที
“ซื่อบื้อ เรื่องแค่นี้จะไปยากอะไร เจ้าเป็นภรรยา
ของข้านะ จะให้ข้าดีกับใครถ้าไม่ใช่เจ้าน่ะ!”
“อะแฮ่ม” หนิงอ๋องกระแอมหนึ่งที “ไปกัน
เถอะ”
รุ่ยอ๋องเฟยรีบชักมือกลับ ส่วนรุ่ยอ๋องเองก็รีบเอา
มือเกาหัว หลังจากนั้นพวกเขาก็ทำเป็นเดินห่าง
กันโดยมิได้นัดหมาย
ตัดภาพไปที่คู่ของหนิงอ๋องและหนิงอ๋องเฟยที่เดิน
จูงมือกันอย่างไม่กลัวสายตาใคร
แม้กฎเกณฑ์ในรัชศกนี้จะเปิดกว้างกว่ารัชศก
ก่อนๆ แต่การจับมือถือแขนกันในที่สาธารณะก็
ถือว่าเป็นเรื่องแปลกใหม่อยู่ดี
แม้หนิงอ๋องเฟยจะรู้สึกเคอะเขินอยู่บ้าง แต่พอ
เจอเข้ากับรอยยิ้มเจ้าเสน่ห์ของสามี ก็ปฏิเสธไม่
ลง
ทั้งสี่คนเดินออกจากวัง รถม้าของทั้งสองตำหนัก
จอดรอรับอยู่หน้าประตูวัง รุ่ยอ๋องและรุ่ยอ๋อง
เฟยขึ้นรถม้าคันเดียวกัน ส่วนคู่ของหนิงอ๋อง
และหนิงอ๋องเฟยเองก็ควรจะเป็นเช่นนั้น แต่ทว่า
หนิงอ๋องกุมมือหนิงอ๋องเฟยพลางเอ่ย “เสด็จพ่อ
เรียกข้าไปที่ห้องทรงงาน เจ้ากลับไปก่อนเถิด”
หนิงอ๋องเฟยรีบเอ่ย “มีเรื่องด่วนขนาดนี้เหตุใดจึง
ไม่พูดออกมาเล่า”
หนิงอ๋องยิ้มให้นางพลางตอบ “ก็ข้าอยากออกมา
ส่งเจ้านี่นา ข้าต้องเห็นเจ้าขึ้นรถม้าไปก่อนถึงจะ
วางใจได้”
รุ่ยอ๋องเฟยได้แต่อิจฉาตาร้อนความรักของท่านพี่
ทั้งสอง
หนิงอ๋องเฟย “เช่นนั้นท่านรีบไปหาเสด็จพ่อเถิด
ข้ากลับก่อนล่ะ”
หนิงอ๋องแย้มยิ้ม “อืม”
หลังจากร่ำลาเสร็จ หนิงอ๋องเฟยก็เดินหันหลังขึ้น
รถม้าไป
“ท่านพี่ พวกเราไปก่อนล่ะ” รุ่ยอ๋องเอ่ยลา
หนิงอ๋องพยักหน้าพลางเอ่ย “เรื่องที่เราคุยกัน
เจ้าอย่าลืมเอากลับไปคิดล่ะ ไว้ข้าจะแจ้งเสด็จพ่อ
อีกแรง”
“ได้เลย!” รุ่ยอ๋องหัวเราะ
“ท่านพี่จะให้ท่านทำอะไรหรือ” รุ่ยอ๋องเฟยกระ
ซิบถาม
“เดี๋ยวข้าเล่าให้ฟัง” ขณะที่รุ่ยอ๋องกำลังช่วยพยุง
ร่างของภรรยาขึ้นรถม้า จู่ๆ ก็มีเสียงประกาศของ
รถม้าอีกคันที่กำลังเข้ามาเทียบจอด
รถม้าที่ว่านั้นเคลื่อนตัวมาด้วยความเร็วจน
เกือบจะชนเข้ากับรถม้าของพวกเขา
โชคยังดีที่หยุดรถไว้ได้ทัน
ในตอนนั้นเอง หนิงอ๋องได้รีบไปยืนบังหน้าพร้อม
กับเตรียมชักดาบออกมาหากเกิดชนเข้าจริงๆ
ม่านของรถม้าเจ้าปัญหาถูกเปิดออก ปรากฏร่าง
ของชายหนุ่มสีผิวต้นข้าวสาลีเดินลงมาจากรถ
ใบหน้าของเขาคมคาย และมีรอยยิ้มที่เปล่ง
ประกาย
ในมือของเขาถือพัดเล่มหนึ่ง
เส้นผมของเขาถูกมัดไว้ข้างหลังพร้อมกับปอยผม
ที่ปล่อยลงมาบริเวณใบหน้าซีกขวา
“โอ้โห ช่างบังเอิญยิ่งนักที่ได้เจอกับท่านหนิงอ๋อง
และท่านรุ่ยอ๋อง” เขาถือพัดไว้ในมือขณะที่กุมมือ
โค้งคำนับ
“องค์ชายหกรึ” รุ่ยอ๋องเอ่ยพลางขมวดคิ้วเป็นปม
ใช่แล้ว บุรุษผู้นี้ก็คือหยวนถัง องค์ชายหกแห่ง
แคว้นเฉิน
วันนี้การแต่งตัวของเขาดูจะประหลาดกว่าปกติ
เล็กน้อย ทั้งทรงผม ทั้งเสื้อผ้า
ด้วยบุคลิกของเขาที่ไม่ใช่สายบุ๋น แต่ให้ความรู้สึก
ถึงพลังงานบวกและความสดใส ซึ่งเป็นอะไรที่
ยากจะอธิบาย
หยวนถังยิ้มเอ่ย “ท่านรุ่ยอ๋อง มิได้เจอกันเสีย
นาน ท่านนี้ก็คือท่านรุ่ยอ๋องเฟยสินะ เคยเจอกัน
เมื่อหลายปีก่อน”
หนิงอ๋องรีบไปยืนรับหน้า และกันคนอื่นๆ ไว้ข้าง
หลัง “ที่ท่านองค์ชายหกมาที่นี่วันนี้นั้นเพื่อจะมา
แข่งม้าในวังหรือ”
หยวนถังยกมือคารวะให้หนิงอ๋อง พลางหัวเราะ
“มิบังอาจ แค่รีบเข้ามาทักทายพวกท่าน ก็เลยคุม
ม้าไม่อยู่”
หนิงอ๋องเอ่ยเสียงเบา “พวกเรามิได้คุ้นเคยกัน
ขนาดนั้น ไม่มีความจำเป็นที่ท่านต้องรีบเข้ามา
ทักทาย”
หยวนถังเลิกคิ้วเอ่ยถาม “นี่น่ะหรือวิธีที่พวกท่าน
ต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองน่ะ”
หนิงอ๋องเอ่ยเสียงแข็ง “ท่านเป็นองค์ชายนี่นา
มิใช่แขก”
หยวนถังทำท่าเอามือกุมหน้าอก “ไอ้หยา ช่างใจ
ร้ายเหลือเกิน เดิมทีข้าวางแผนไว้ว่าจะไปดูนก
สวยงาม เลยกะว่าจะพาพวกท่านไปด้วยกันเสีย
หน่อย แต่ดูเหมือนพวกท่านไม่อยากไปด้วยสินะ
เช่นนั้นข้าขอลาล่ะ”
พูดจบก็ยกมือถวายบังคมแล้วรีบขึ้นรถม้าออกไป
ในขณะที่องค์ชายหกเดินผ่านรุ่ยอ๋องเฟย จู่ๆ ลม
ก็มีพัดเข้ามาจนปอยผมของเขาเลิกขึ้น ทำให้รุ่ย
อ๋องเฟยได้เห็นใบหน้าเขาอย่างชัดเจน
“อ๊ะ” รุ่ยอ๋องเฟยตกใจจนเผลอทำผ้าในมือร่วง
หล่นลงพื้น
“รุ่ยอ๋องเฟย…” หยวนถังหันกลับมาหานาง
รุ่ยอ๋องเฟยถึงกับเดินถอยกรูแล้วหันไปซบอกของ
รุ่ยอ๋อง “ดูสิ เจ้าทำนางตกใจแล้วเห็นไหม!” รุ่ย
อ๋องตะคอกเสียง
“ขะ ขออภัยด้วย” หยวนถัง ยกมือถวายบังคม
พลางขอโทษ
หลังจากที่หยวนถังออกไป หนิงอ๋องจึงรีบหันไป
ถามพวกเขา “เกิดอะไรขึ้นรึเมื่อครู่นี้”
ผ้าของรุ่ยอ๋องเฟยที่ตกอยู่บนพื้นถูกบ่าวเก็บขึ้น
มาแล้ว
รุ่ยอ๋องยื่นมือตบที่ไหล่ของรุ่ยอ๋องเฟยเบาๆ “นั่น
สิ เมื่อครู่นี้เจ้านั่นมันจงใจทำให้เจ้าตกใจรึ”
รุ่ยอ๋องเฟยส่ายหัว “ปะ เปล่า ข้าแค่…ตกใจ
เกินไปหน่อย”
“เจ้าตกใจอะไรหมอนั่น ใช่ว่าไม่เคยเจอกันเสีย
หน่อย” รุ่ยอ๋องทำหน้าไม่เข้าใจ
หยวนถังเป็นองค์ชายจากแคว้นเฉินที่มาประจำ
อยู่ที่แคว้นเจา และมักจะไม่เข้าร่วมการชุมนุม
ของราชวงศ์แคว้น แต่เมื่อเขามาที่นี่เป็นครั้งแรก
เพื่อแสดงศักดิ์ศรีและให้เกียรติแก่ราชวงศ์ของทั้ง
สองแคว้น ฮ่องเต้จึงจัดงานเลี้ยงต้อนรับสำหรับ
เขาและคณะทูตของแคว้นเฉิน
รุ่ยอ๋องเฟยลังเลอยู่นานสองนาน ก่อนจะตัดสินใจ
เล่าเรื่องที่ตนบังเอิญไปพบว่าไท่จื่อเฟยไปพัวพัน
กันบุรุษอื่นให้ฟัง
“นี่เจ้า เจ้า…” รุ่ยอ๋องตกใจจนพูดติดอ่าง “เจ้า
ไม่ได้ฟังผิดใช่ไหม เป็นไท่จื่อเฟยกับหยวนถังจริง
หรือ”
รุ่ยอ๋องเฟยพยายามนึกภาพเหตุการณ์ในวันนั้น
“พวกเขาจงใจคุยกันเสียงเบา ข้าฟังไม่ออกหรอ
กว่าเป็นเสียงของใคร แต่มีอยู่ประโยคนึงที่ข้าได้
ยินชัดเจน ไท่จื่อเฟยพูดว่า ‘เจ้าทำอะไรไว้กับ
ชุนหยิง’ ชุนหยิงคือนางข้าหลวงคนสนิทของ
ไท่จื่อเฟย หลังจากนั้น ข้าก็เห็นไท่จื่อเฟยเดินอ
อกมาจากภูเขาในสวนหลวง ข้าเลยมั่นใจว่า
จะต้องเป็นไท่จื่อเฟยอย่างแน่นอน”
“แล้วเจ้ามั่นใจได้อย่างไรว่าชายคนนั้นคือหยวน
ถัง”
ประโยคนี้หนิงอ๋องเป็นคนถาม
รุ่ยอ๋องเฟยย่นคิ้วลง พลางเอ่ย “ข้าได้ยินเสียงตบ
ดังขึ้น เมื่อครู่นี้ข้าเผลอไปมองใบหน้าของหยวน
ถัง หน้าของเขามีรอยแดงบวมเป็นรูปฝั่ามืออย่าง
กับโดนตบมา ข้าเลยโยงไปถึงเรื่องนั้น…”
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องดีต่อราชวงศ์ ว่าที่
พระชายาขององค์รัชทายาทมีความสัมพันธ์
ซับซ้อนกับองค์ชายแคว้นเฉิน หากถูกแพร่งพราย
ออกไปจะต้องมีคนได้รับโทษถึงประหารอย่าง
แน่นอน
รุ่ยอ๋องแทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง “เจ้าหยวน
ถัง ไม่หน้าด้านเกินไปหน่อยหรือ…ไหนจะไท่จื่อ
เฟยอีกคน เหตุใดนางถึงไปมีสัมพันธ์กับองค์ชาย
แคว้นเฉินได้ล่ะ ดูๆ แล้วนางก็ไม่น่าใช่คนแบบนั้น
เลยนี่นา…”
“เจ้าพูดเช่นนั้นหมายความว่าอย่างไร ก็พวก
เจ้าน่ะมัวแต่ตาบอด! ข้าน่ะบอกเจ้าตั้งแต่เนิ่นๆ
แล้วว่านางน่ะไม่ใช่สตรีใสซื่อธรรมดาแน่นอน
นางเคยหมั้นหมายกับเซียวเหิงไว้แล้ว แต่จู่ๆ ก็
มาผูกสัมพันธ์กับองค์รัชทายาทแทน คราวนี้พอมี
องค์รัชทายาทแล้ว ก็ดันไปยุ่งกับชายอื่นอีก”
“เจ้าว่าใครตาบอดฮะ” รุ่ยอ๋องเริ่มไม่พอใจ
“ก็ว่าเจ้านั่นแหละ!” รุ่ยอ๋องเฟยโต้กลับทันควัน
แต่พอระลึกได้ว่าหนิงอ๋องก็อยู่ตรงนั้นด้วย เลย
ต้องรีบพูดแก้เขิน “ข้าไม่ได้หมายถึงท่านพี่นะ
ท่านพี่เป็นคนที่ตาถึงที่สุดในวังแห่งนี้แล้ว! อย่า
คิดว่าข้าไม่รู้เรื่องที่เจ้าเคยสนใจเวินหลินหลังน่ะ!
องค์ชายสี่ก็ด้วย! มีแต่ท่านพี่เท่านั้นแหละที่ไม่
สนใจนาง!”
รุ่ยอ๋องกระแอมหนึ่งที “เรื่องมันก็นานมาแล้ว…”
ตอนนั้นเขาเผลอหลงเสน่ห์ของเวินหลินหลังโดย
ไม่รู้ตัว แต่ภายหลังเขาก็ไม่ได้สนใจเวินหลินหลัง
แล้วนี่นา
ตอนนี้ทั้งตัวและหัวใจของเขามีแค่ตู้เชียนเชีย
นคนเดียวเท่านั้น!
“จะว่าไปแล้ว…ถ้านี่เป็นเรื่องจริง…นางทำเรื่อง
แบบนั้นได้ลงคอได้อย่างไร แล้วไท่จื่อล่ะ แล้ว
เสด็จพ่อล่ะ ไหนจะราษฎรของพวกเราล่ะ ท่านพี่
ควรเอาเรื่องนี้ไปรายงานให้เสด็จพ่อทราบดีไหม”
ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ไท่จื่อเฟยสวมเขาให้ไท่จื่อห
รอก แต่อยู่ที่คนที่นางเข้าหาดันเป็นองค์ชายจาก
แคว้นเฉินนี่สิ
หนิงอ๋องครุ่นคิดอยู่พัก ก่อนให้คำตอบ “พวกเจ้า
อย่าเพิ่งใจร้อน เราปรักปรำใครโดยไม่มีหลักฐาน
ไม่ได้เด็ดขาด” เขาเอ่ย พลางมองไปทางหนิงอ๋อง
เฟย “น้องสะใภ้สาม เจ้าจะรับผิดชอบในสิ่งที่
ท่านพูดได้หรือไม่ เจ้าแน่ใจหรือว่าไม่ได้ฟังผิด”
รุ่ยอ๋องเฟยนึกย้อนเหตุการณ์วันนั้นอีกครั้ง ก่อน
พยักหน้าอย่างไม่ลังเล “ข้าแน่ใจ!”
บทที่ 414 สารภาพ (2)
“เช่นนั้น เจ้าไม่ได้ไปทำให้นางไหวตัวทันด้วยการ
ไปถามนางเกี่ยวกับเรื่องนี้ใช่ไม่” หนิงอ๋องซักถาม
รุ่ยอ๋องเฟยส่ายหัว “ข้าไม่ทำเช่นนั้นแน่นอน! แต่
ว่า ตอนนั้นที่นางเดินออกมาจากภูเขาในสวน
หลวง นางเจอกับข้าพอดี ข้าบอกกับนางไปว่าข้า
เพิ่งมาถึง ไม่รู้ว่านางจะเชื่อข้าหรือไม่”
หนิงอ๋องพยักหน้ารับทราบ “แล้วตอนนั้นมีใคร
อยู่บริเวณนั้นอีกนอกจากเจ้า”
รุ่ยอ๋องเฟยเกือบพูดชื่อของกู้เจียวไปในทันที
ก่อนจะรีบส่ายหัว “ไม่มีแล้วท่าน แต่ตอนนั้น
บังเอิญว่านางข้าหลวงคนสนิทของข้ากับแม่นางกู้
เดินเข้ามาเรียกข้าพอดี ไท่จื่อเฟยเองก็เจอกับ
พวกเขาด้วยเช่นกัน”
“เจ้าแน่ใจหรือไม๊ว่าพวกเขาไม่ได้ยิน” หนิงอ๋อง
เอ่ยถาม
“พวกเขาเดินเข้ามาเรียกข้าพอดี จิ้งไท่เฟยได้ยิน
ความเคลื่อนไหวก็เลยพลอยตกใจไปด้วยและคง
รีบออกมาจากตรงนั้น”
อย่างน้อยรุ่ยอ๋องเฟยก็ช่วยให้กู้เจียวหลุดพ้นจาก
เรื่องนี้ไปบ้าง ที่จริงท่านพี่ใหญ่เป็นคนที่ไว้ใจได้
ทว่ารุ่ยอ๋องเฟยกลัวว่าหากเอากู้เจียวเข้ามาเอี่ยว
ด้วย ท่านพี่จะต้องปรี่ไปถามกู้เจียวถึงข้อเท็จจริง
ที่เกิดขึ้น และหากไท่จื่อเฟยไหวตัวทัน กู้เจียว
จะต้องตกอยู่ในอันตรายอย่างแน่นอน
หนิงอ๋องนิ่งไปพักหนึ่ง ก่อนเอ่ยต่อ “เอาละ ข้ารู้
แล้ว เจ้าอย่าเพิ่งตื่นตูมไป ข้าจะไปสืบความจริง
มาให้ได้ หากพวกเราได้หลักฐานมัดตัวจนพอแล้ว
ค่อยไปรายงานเสด็จพ่อก็ยังไม่สาย”
“ท่านพี่พูดถูก” รุ่ยอ๋องเห็นด้วย
ในเมื่อไท่จื่อเฟยไม่ใช่สตรีทั่วไป นางเป็นถึงว่าที่
พระชายา พวกเขาจะต้องมีหลักฐานเพียง
พอที่จะต่อสู้กับเรื่องนี้ ไม่เช่นนั้นอาจถูกโจมตี
กลับเอาได้ ความดีที่ท่านพี่ใหญ่สั่งสมมาทั้งหมด
หลายปีนี้อาจถูกล้มล้างได้ในพริบตา
จู่ๆ รุ่ยอ๋องเกิดนึกอะไรขึ้นได้ “แล้ว…เชียนเชีย
นของข้าจะเป็นอันตรายหรือไม่ ในมือไท่จื่อเฟยรู้
แล้วว่านางอยู่ที่นั่น หากไท่จื่อเฟยไปบอกกับ
หยวนถังว่าเชียนเชียนอาจได้ยินเรื่องที่พวกเขา
กระซิบกระซาบกัน แล้วอย่างนี้เจ้านั่นมันจะมา
ทำร้ายเชียนเชียนหรือไม่ วิทยายุทธของมันยิ่ง
แข็งแกร่งอยู่ด้วย แถมมันยังเคยลอบปลงพระ
ชนม์ท่านพ่อ…”
พอเอ่ยถึงประโยคหลัง รุ่ยอ๋องเริ่มเป็นกังวลหนัก
เสียยิ่งกว่าเดิม
พลางนึก ทำไมภรรยาของเขาถึงต้องมาเจอเรื่อง
แบบนี้ด้วยนะ
หนิงอ๋องหัวเราะอย่างอ่อนโยนให้เขาหนึ่งที
พลางเอ่ย “เดี๋ยวข้าจะส่งองครักษ์ไปคุ้มกันที่
ตำหนักของน้องสะใภ้สามเอง ช่วงนี้ถ้าไม่จำเป็น
ก็อย่าเพิ่งออกจากตำหนัก แต่ถ้ามีเหตุต้องออก
จริงๆ ข้าจะส่งองครักษ์ลับไปคุ้มกันถึงที่”
“ข้ากับเชียนเชียนขอขอบพระทัยสำหรับน้ำใจ
ของท่านพี่”
หนิงอ๋องตบบ่าน้องชาย พลางเอ่ย “พวกเราเป็น
ครอบครัวเดียวกันนี่นา”
…
ณ โรงหมอ
กู้เจียวเดินทางกลับมาถึงโรงหมอหลังจากที่ก่อน
หน้านี้ได้ออกไปตรวจคนไข้นอกสถานที่ และใน
ตอนนั้นเอง เถ้าแก่รองก็เดินเข้ามาทักในห้อง
ตรวจพอดีพร้อมกับรอยยิ้ม “เสี่ยวกู้ อีกสัก
ประเดี๋ยวเจ้าสะดวกไหม”
“ว่ามาเลย” กู้เจียวตอบอย่างไม่อ้อมค้อม
“เจ้าลืมไปแล้วหรือยังว่าพรุ่งนี้วันอะไร” เถ้าแก่
รองทำหน้ายิ้มระรื่น
“วันอะไรรึ” กู้เจียวถาม
“โถ่ เจ้าลืมจริงๆ สินะ!” เถ้าแก่รองแสดงอาการ
รวดร้าว
“…ก็แค่นัดรวมตัวกับสมาคมเองมิใช่หรือ” กู้
เจียวเพิ่งนึกขึ้นได้
เถ้าแก่รองทำหน้าระรื่น “ใช่แล้วล่ะ งานเลี้ยง
สมาคม จัดขึ้นที่คฤหาสน์ซื่อไห่ที่ตั้งอยู่ทางทิศ
ตะวันของเมืองหลวง เดี๋ยวพรุ่งนี้ข้าส่งคนไปรับ
เจ้าที่ตรอกปีสุ่ยดีไหม”
กู้เจียวร้องอ๋อ “แล้วต้องไปกี่วันล่ะ”
เถ้าแก่รองชูสามนิ้ว “สามวัน แปั๊บเดียวน่า!”
“ก็ได้” กู้เจียวผงกหัว
“นี่ เสี่ยวกู้” เถ้าแก่รองเรียก
กู้เจียว “หืม”
เถ้าแก่รองทัก “เจ้าอ้วนขึ้นหรือเปล่า เสื้อหดแล้ว
นะ”
“ใช่รึ” กู้เจียวก้มหน้ามองหุ่นตัวเอง พลางคิด ก็
ไม่เห็นอ้วนขึ้นเลยนี่นา
กู้เจียวคว้าสายวัดมาวัดรอบเอว ช่วงนี้ใช้แรง
เยอะ ดูเหมือนเอวจะลดลงไปครึ่งนิ้วด้วยซ้ำ
แต่จะว่าไปแล้วพอบอกว่าเสื้อผ้าเล็กเกิน…ก็คงจะ
เป็นแบบนั้นจริงๆ เพราะก็เริ่มรู้แน่นตรงช่วงคอ
เสื้อบ้างแล้ว นับวันเริ่มจะติดกระดุมยากขึ้น
น่าปวดหัวจริงๆ
เป็นแบบนี้ต่อไปกู้เจียวคงปลอมตัวเป็นผู้ชาย
ไม่ได้อีกแล้ว
งานที่โรงหมอในวันนี้เยอะเป็นพิเศษ สักพักเถ้า
แก่รองก็ถูกผู้ดูแลหวังเรียกตัวไป
สักพักเจียงหลีเดินเข้ามาหากู้เจียว “มีคนมาหา
ท่านด้วยล่ะแม่นางกู้”
“ผู้ปั่วยรึ บอกว่าตามลำดับ” กู้เจียวเอ่ยตอบ
ขณะที่มือและตากำลังยุ่งง่วนกับการจัดเอกสาร
ของคนไข้
เจียงหลีส่ายหัว “ไม่ใช่คนไข้เจ้าค่ะ แต่เป็นฮูหยิน
ท่านหนึ่ง นางบอกว่ารู้จักกับแม่นางกู้ แถมยัง
บอกว่าแม่นางกู้เคยพูดไว้ว่าจะไปตรวจร่างกาย
ให้ฮูหยินถึงที่เรือนของนางด้วยเจ้าค่ะ”
“ข้าเคยพูดอะไรแบบนั้นด้วยรึ” กู้เจียวยืนนึก
เท่าไหร่ก็นึกไม่ออก พลางวานให้เจียงหลีกลับไป
ถามฮูหยินคนนั้นอีกครั้ง
ไม่นาน เจียงหลีก็กลับเข้ามาพร้อมกับตราแผ่น
หนึ่ง “แม่นางกู้ ฮูหยินคนนั้นแจ้งว่าถ้าเห็นตรานี้
ท่านจะรู้เองเจ้าค่ะ”
“ขอข้าดูหน่อย” กู้เจียวยื่นมือไปรับแผ่นปั้าย
เป็นตราของราชวงศ์แคว้นเจา มีคำว่าหนิงอยู่บน
นั้น
เป็นคนของตำหนักหนิงอ๋องสินะ
จริงด้วย กู้เจียวเคยพูดไว้ว่าจะไปตรวจร่างกาย
ให้หนิงอ๋องเฟย แต่ช่วงนั้นหนิงอ๋องเฟยดันมีเหตุ
จำเป็นต้องกลับไปที่เรือนของมารดาเสียก่อน
แม้เรือนของนางจะอยู่ในเมืองหลวงเหมือนกัน
แต่จะให้ตามไปตรวจถึงที่นั่นก็ดูจะประหลาด
เกินไป
กู้เจียวอธิบายกับเจียงหลี “ตอนนี้ข้ายังติดคนไข้
อีกสามคน เจ้าให้ฮูหยินคนนั้นรอก่อนได้หรือไม่
ถ้าเกิดมีคนไข้มาเพิ่มอีกเจ้าก็จัดให้ไปหาหมอซ่ง
นะ ”
“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ!” เจียงหลีน้อมรับเสร็จก็เดิน
ออกไป
แม้เจียงหลีจะยังเด็ก แต่ทำงานรอบคอบมาก
หลังจากกู้เจียวจัดการกับคนไข้ในมือเสร็จ ก็เรียก
นางข้าหลวงของหนิงอ๋องเฟยเข้าพบ
“ท่านหมอกู้” นางข้าหลวงเอ่ยทักทายอย่าง
สุภาพ
“หนิงอ๋องเฟยกลับมาที่ตำหนักแล้วหรือ” กู้เจียว
เอ่ยถาม
นางข้าหลวงยิ้มให้พลางตอบ “ใช่แล้วเจ้าค่ะ
ท่านอ๋องเฟยกลับมาที่ตำหนักเมื่อคืน วันนี้ทรง
เข้าพบพระสนมจวงกุ้ยเฟย พอตกบ่ายกลับมี
อาการมึนศีรษะ หม่อมฉันได้ยินท่านอ๋องเคยพูด
ว่าท่านหมอกู้เป็นหมอที่เก่งกาจยิ่ง หม่อมฉันเลย
จะขอเชิญท่านไปที่ตำหนักหนิงอ๋องเฟยด้วย
ตัวเองเจ้าค่ะ”