สามีข้าคือขุนนางใหญ่ - บทที่ 423 โต้ตอบ (1)
บุรุษคนนั้นมองมือของนางที่กำชายเสื้อไว้แน่น
ก่อนหัวเราะอย่างเย็นชา “ทำไมรึ อยากจะตบ
หน้าข้าอีกรึ เช่นนั้นทางที่ดีเจ้าก็ออกแรงอีก
หน่อยนะ อย่าให้เหมือนคราก่อนที่ไร้แม้แต่รอย
ฝั่ามือ”
…
ไท่จื่อออกมาจากห้องทรงอักษรด้วยสีหน้าเขียว
คล้ำ ไม่ได้มองทางสักเท่าใด จึงเกือบจะชนกับคน
ที่เดินมาจากทางด้านข้าง
เขากำลังจะโมโห แต่พบว่าคนที่เดินมาคือหนิง
อ๋อง
เขาอธิบายอารมณ์ไม่ถูก จึงทักทายอย่างหงุดหงิด
ไป “พี่ใหญ่”
หนิงอ๋องแย้มยิ้มเอ่ย “เป็นอะไรไปรึ ดูท่าทางเจ้า
เหมือนไม่มีความสุข เสด็จพ่อสั่งสอนเจ้าหรือว่า
สั่งสอนเจ้าเจ็ดเล่า”
ไท่จื่อเอ่ยอย่างคับแค้นใจ “เสด็จพ่อบอกว่าข้าไม่
สั่งสอนเจ้าเจ็ดให้ดี! มันเกี่ยวอะไรกับข้า ใครจะ
ไปรู้ว่าไอ้เด็กอ้วนนั่นเอาความกล้ามาจากไหนไม่รู้
มาวิ่งซนไปทั่วทั้งวัง”
หนิงอ๋องหลุดขำ ก่อนตบบ่าเขาพลางเอ่ย “เจ้า
เป็นไท่จื่อนะ เป็นพี่ชาย เป็นแบบอย่างขององค์
ชายทั้งหลาย เสด็จพ่อย่อมมีความคาดหวังในตัว
เจ้าสูงหน่อย เจ้าวางใจเถิด เสด็จพ่อก็แค่พูดแต่
ปาก ไม่มีทางโทษเจ้าจริงๆ หรอก ส่วนเจ้าเจ็ด
เดิมเขาก็ซุกซนไปตามอายุ จะก่อเรื่องก็เป็น
ธรรมดา เสด็จพ่อรักเขาจะตาย ไม่มีทางลงโทษ
เขาหรอก”
ประโยคนี้ฟังแล้วรื่นหูพอสมควร
ไท่จื่อไม่มีทางริษยาฉินฉู่อวี้ที่แย่งความรักจาก
เสด็จพ่อไป อย่างไรเสียก็เป็นน้องชายแท้ๆ ของ
ตัวเอง และอย่างไรก็อายุห่างกันมากถึงเพียงนี้
ยิ่งไปกว่านั้นหนิงอ๋องพูดมาก็ไม่ผิด เสด็จพ่อ
ตำหนิเขาเพราะทรงคาดหวังต่อเขาไว้สูงกว่าองค์
ชายคนอื่นๆ
เขาถอนใจเอ่ย “เพียงแต่…สุดท้ายเสด็จพ่อก็ยัง
จะลงโทษเจ้าเจ็ด ข้าขอร้องไปก็เปล่าประโยชน์”
หนิงอ๋องหัวเราะตบบ่าไท่จื่อ “เจ้ากลับตำหนัก
บูรพาไปก่อน ทางเสด็จพ่อข้าจะไปพูดให้เอง”
ไท่จื่ออ้าปากพะงาบๆ พูดตรงๆ ว่าเขากับหนิง
อ๋องอยู่คนละฝั่ายกัน หนิงอ๋องเป็นภัยคุกคามที่
ใหญ่ที่สุดในเส้นทางการเป็นฮ่องเต้ของเขา ไม่
เพียงเพราะหนิงอ๋องฉลาดมีความสามารถกว่าเขา
เท่านั้น เสด็จพ่อยังรักหนิงอ๋องมากด้วย
ทว่าหนิงอ๋องที่เป็นพี่ชายยามปกตินั้นทำให้ใคร
เกลียดไม่ได้
แววตาเขาอบอุ่นมาก ราวกับดวงตะวัน จริงใจ
ตรงไปตรงมามาก เขาพยายามเป็นโอรสที่ดีของ
เสด็จพ่อ และพยายามเป็นพี่ชายที่ดีของบรรดา
องค์ชาย เขามีความก้าวหน้าเพียงพอแต่ไม่เห็น
ความทะเยอทะยานที่มากเกินไป
โดยเฉพาะเขาไม่มีความคิดที่ไม่ควรพูดต่อหลิน
หลังเลยแม้แต่น้อย
อย่าคิดว่าตนไม่รู้เชียว เจ้าสาม เจ้าสี่ หรือแม้แต่
เจ้าห้าของซูเฟยยังแอบรักแอบชอบหลินหลังมา
ก่อนเลย
มีเพียงพี่ใหญ่ที่ใจคอกว้างขวางและตรงไปตรงมา
ที่เป็นสุภาพบุรุษ
พอไท่จื่อคิดเช่นนี้จึงมองหน้าหนิงอ๋องได้เจริญหู
เจริญตาขึ้นมาก “เช่นนั้นก็ได้ เรื่องของเจ้าเจ็ดก็
ฝากพี่ใหญ่ด้วยแล้วกัน หลินหลังได้รับบาดเจ็บ
ข้าต้องรีบกลับไปดูแลนาง”
เขาเพิ่งจะเดินไปได้ไม่กี่ก้าว จู่ๆ หนิงอ๋องก็เรียก
เขาไว้ “น้องรอง”
ไท่จื่อหันกลับมา “พี่ใหญ่ยังมีอะไรรึ”
หนิงอ๋องเอ่ย “หมู่นี้เสด็จพ่อทรงกลัดกลุ้มเรื่อง
การตรวจสอบทั้งหกกรม องคมนตรีก็โต้เถียงกัน
เพราะเรื่องนี้ไม่ลดละเลย ข้ากะว่าจะไปศาลา
องคมนตรีสักหน่อย น้องรองจะไปด้วยกัน
หรือไม่”
“เรื่องนี้…” ไท่จื่อลังเลเล็กน้อย
ในฐานะไท่จื่อแห่งแคว้น เขาย่อมรู้ว่ามันเป็นเรื่อง
ดีที่หายากที่จะมีส่วนร่วมในด้านการเมืองอย่าง
เหมาะสมเพื่อแบ่งเบาความกังวลของเสด็จพ่อ
ทว่าเขาเป็นห่วงอาการของหลินหลังมากจริงๆ
หนิงอ๋องแย้มยิ้ม “เช่นนั้นข้าบอกเสด็จพ่อว่าข้า
จะไปเองคนเดียวก็แล้วกัน”
หากเสด็จพ่อทรงทราบเข้าจะทรงพอพระทัยรึ
ไท่จื่อพึมพำ “เมื่อครู่เสด็จพ่อไม่ได้พูดเรื่องนี้
เลย”
หนิงอ๋องยิ้มเอ่ย “นั่นเพราะข้ายังไม่ได้รายงานน่ะ
สิ”
เยี่ยม หนีไม่พ้นแล้ว
ไท่จื่อถอนหายใจ “เช่นนั้นข้าจะรอพี่ใหญ่ไป
ศาลาองคมนตรีด้วยกัน”
หนิงอ๋องยิ้มบาง “ได้”
กู้เจียวกับหยวนถังที่อยู่หลังต้นไม้ใหญ่มองสองพี่
น้องขึ้นรถมาอย่างสนิทสนมอย่างเขม็ง
หยวนถัง “เดี๋ยวสิ นี่ยังไม่ตีกันอีกรึ ไท่จื่อยังเขา
งอกไม่พออีกรึ”
หยวนถังรู้แล้วว่าบุรุษที่ลอบพบกับไท่จื่อเฟยเป็น
ใคร
ไม่เพียงเพราะเขาจำเสียงอีกฝั่ายได้เท่านั้น ตอน
ที่อีกฝั่ายจะกลับได้หันหน้ามาอย่างไม่ทันระวังทำ
ให้เขาเห็นใบหน้านั้นได้ชัดเจน
ความรู้สึกในตอนนั้นของเขาตกใจจนไม่รู้จะตกใจ
อย่างไรแล้ว
กู้เจียวส่งเสียงอ๋อออกมา น่าตกใจจริงๆ นั่น
แหละ
หยวนถังเอ่ยเสียงเย็น “ข้าจะล้างมลทินให้
ตัวเอง!”
กู้เจียวเอ่ยปฏิเสธทันที “ไม่ได้”
“ทำไมเล่า” หยวนถังถาม
“รุ่ยอ๋องเฟยจะตายได้น่ะสิ” กู้เจียวบอก “นาง
เป็นพยานคนเดียวที่อาจจะ ‘เคยเห็น’ เจ้า
กับไท่จื่อเฟยลอบพบกัน นางเป็นพยานคนสำคัญ
พอเจ้าพ้นข้อกล่าวหาแล้ว หนิงอ๋องไม่มีทาง
ปล่อยนางไว้แน่”
กับคนอย่างหนิงอ๋องน่ะจะมาว่ากันด้วยเหตุด้วย
ผลไม่ได้หรอก อย่าหวังเลยว่าเขาจะเห็นแก่พี่แก่
น้อง
หยวนถังแค่นเสียงเย็น “หรือข้าต้องแบกรับ
มลทินนี้ไปชั่วชีวิต”
ดวงตากู้เจียวขยับไหว “เอาอย่างนี้…งั้นเจ้าไปฆ่า
เขาสิ”
หยวนถังมุมปากกระตุกยิกๆ
เขาเป็นแตงโมหรือไรที่ข้าคิดจะฆ่าก็ฆ่าได้น่ะหา!
อีกทั้งนี่มันแผ่นดินแคว้นเจาของพวกเจ้านะ! ข้า
ไปลอบสังหารองค์ชายใหญ่แห่งแคว้นเจาของ
พวกเจ้า ข้าจะมีกี่หัวให้ตัดล่ะ
ราวกับกู้เจียวมองออกว่าเขาพร่ำบ่น นางแบมือ
“แม้แต่ฮ่องเต้เจ้าก็เคยลอบสังหารมาแล้วมิใช่รึ”
หยวนถังกำหมัดแน่น “นั่นมันก็แค่การแสดง
เท่านั้น! ข้าไหนเลยจะกล้าฆ่าฮ่องเต้ของพวกเจ้า
จริงๆ! ข้าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วรึ!”
กู้เจียวปรายตามองเขา “สมรู้ร่วมคิดกับไท่เฟย
แคว้นศัตรูมันแตกต่างจากการรนหาที่ตายรึ”
หยวนถังสะอึก
หยวนถังนึกบางอย่างขึ้นมาได้จึงหัวเราะหึๆ “นี่
เอาอย่างนี้สิ เจ้าก็บอกไทเฮาของพวกเจ้าสิ จวง
ไทเฮาไว้ใจเจ้ามากมิใช่รึ นางจะไม่เชื่อคำพูดของ
เจ้าหรือไร”
กู้เจียวเงียบ
พักใหญ่ต่อมาจึงเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ “นางเชื่อข้า
คือเหตุผลที่ข้าถือมีดไปแทงดวงใจนางรึ”
หยวนถังสะอึกอีกครา
เขาลืมไปว่าร่างกายของหนิงอ๋องมี
เลือดเนื้อเชื้อไขเดียวกันกับจวงไทเฮา
หนิงอ๋องสามารถระรานคนอื่นมากมาย แต่เขาไม่
เคยหักหลังจวงไทเฮามาก่อน
ความกตัญูที่เขามีต่อไทเฮานั้นมาจากใจจริง
หยวนถังมองกู้เจียวอย่างลุ่มลึก “ดังนั้น…เจ้าคิด
จะทำอย่างไรล่ะ ข้าต้องรู้ว่าภายหน้าพวกเราจะ
เป็นมิตรหรือว่าศัตรู”
ไม่แปลกที่หยวนถังจะถามเช่นนี้ เพราะแม้แต่
หยวนถังยังมองออกว่าหนิงอ๋องไม่มีทางทำร้ายกู้
เจียว
จนถึงตอนนี้หนิงอ๋องไม่มีทางเดาไม่ออกว่ากู้เจียว
คาดเดาความจริงได้แล้ว เขาไม่เคยคิดจะเอาชีวิต
กู้เจียวตั้งแต่แรก หยวนถังคิดหาเหตุผลได้หลาย
ข้อทีเดียว
ประการแรกกู้เจียวเป็นหลานรักของจวงไทเฮา
หากทำร้ายกู้เจียว จวงไทเฮาไม่มีทางวางมือเรื่อง
นี้แน่
ประการที่สองหนิงอ๋องก็ต้องการให้กู้เจียวไป
รักษาอาการปั่วยของหนิงอ๋องเฟยด้วย แน่นอน
ว่านี่สร้างขึ้นภายใต้เงื่อนไขความรู้สึกที่หนิงอ๋องมี
ต่อหนิงอ๋องเฟย
ประการที่สามเป็นจุดที่สำคัญมาก กู้เจียวเป็นคน
นอก นางไม่สนใจการต่อสู้กันขององค์ชายอยู่
แล้ว ต่อให้หนิงอ๋องจะสวมเขาให้ไท่จื่อ แล้วมัน
เกี่ยวอะไรกับกู้เจียวล่ะ
ในเมื่อหนิงอ๋องไม่มีทางฆ่านาง เช่นนั้นนางก็ไม่
ต้องเป็นศัตรูกับหนิงอ๋องแล้วกระมัง
กู้เจียวเอ่ยเสียงเรียบ “ข้าทำแค่สิ่งที่ข้าคิดว่า
จำเป็น”
หยวนถังไม่เข้าใจ “หมายความว่าอย่างไร สรุป
จะเป็นปรปักษ์ต่อหนิงอ๋องหรือไม่”
กู้เจียวมองเขา “อันที่จริงประโยคนี้ข้าควรถาม
เจ้ามากกว่า”
หยวนถังชะงัก “ว่าอย่างไรนะ”
กู้เจียวเอ่ยอย่างไม่ทุกข์ร้อน “หากหนิงอ๋องพบว่า
การลอบสังหารเจ้ามันไม่ง่าย จึงล้มเลิกแล้วหันไป
คิดหาวิธีอื่นแทน เช่นนั้นเจ้าจะกลายเป็นศัตรูเขา
หรือไม่”
หยวนถังอ้าปากพะงาบ “ข้า…”
กู้เจียวเอ่ย “จะเป็นศัตรูกับเขาหรือไม่มันไม่
เกี่ยวกับข้า ข้าไม่ต้องการสหายมาแต่ไหนแต่ไร
และไม่กลัวคู่ต่อสู้ด้วย”
ฆ่าคนโดยไม่บีบคั้นเกินไป เด็กคนนี้พูดแทงใจยิ่ง
นัก!
ดังนั้นเด็กสาวนางนี้หมายความว่าอย่างไรเขาก็ยัง
ไม่เข้าใจอยู่ดี!
บทที่ 423 โต้ตอบ (2)
กู้เจียวคาดไว้ไม่ผิด หลังจากหนิงอ๋องพบว่าหยวน
ถังจัดการได้ยาก จึงไม่ได้เคลื่อนไหวขั้นต่อไปกับ
หยวนถังอีก
เรื่องนี้แม้จะยังไม่ใหญ่โต แต่จะปิดปากรุ่ยอ๋อง
เฟยก็ไม่ใช่ง่ายๆ หนิงอ๋องมีทางเลือกที่ค่อนข้างดี
สองทาง หนึ่งคือเล่นละครสักฉาก ให้รุ่ยอ๋องเฟ
ยเจอ ‘บุรุษหลังภูเขาจำลองที่แท้จริง’ บุรุษคนนี้
ก็ปล่อยให้หนิงอ๋องเลือกมาเต็มที่เพื่อเป็นแพะรับ
บาป
เพียงแต่มันต้องใช้ความร่วมมือจากไท่จื่อเฟยด้วย
จากความสัมพันธ์ระหว่างไท่จื่อเฟยกับหนิงอ๋องที่
วันนี้กู้เจียวสังเกตดู เหมือนว่าไท่จื่อเฟยจะไม่
ยินยอมเท่าใดนัก
อีกอย่างต่อให้มีแพะรับบาปคนใหม่ แล้ว
ต่อจากนั้นเล่า จะผลักไท่จื่อเฟยกับแพะรับบาป
คนนั้นออกมารึ หนิงอ๋องหักใจทำให้ชื่อเสียง
ไท่จื่อเฟยปั่นปีได้รึ
ทางเลือกที่สองก็คือฆ่ารุ่ยอ๋องเฟยทิ้ง
รุ่ยอ๋องเฟยเป็นสักขีพยาน อันที่จริงกู้เจียวก็เป็น
ด้วย เพียงแต่กู้เจียวไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้ ไม่เหมือน
รุ่ยอ๋องเฟยที่มีความขัดแย้งกับไท่จื่อเฟย นางไม่มี
ทางปล่อยโอกาสที่จะทำลายชื่อเสียงไท่จื่อเฟยให้
ย่อยยับไปง่ายๆ หรอก
“แม่นางกู้ พวกเรากลับโรงหมอหรือไม่” เสี่ยว
ซานจื่อบนรถม้าถามขึ้น
“ไปจวนหนิงอ๋อง” กู้เจียวบอก
“ขอรับ!”
เสี่ยวซานจื่อขับรถม้าไปยังจวนหนิงอ๋อง
หนิงอ๋องเฟยพบกู้เจียวที่เรือนตัวเอง นางให้คน
ยกชามาให้ “วันนี้หมอกู้มาเพื่อตรวจอาการข้าซ้ำ
หรือ ข้าจำได้ว่าอีกสามวันจึงจะตรวจซ้ำนี่นา”
ความนัยก็คือมองออกว่าถ้ากู้เจียวไม่มีเรื่องคงไม่
มาหา
กู้เจียวกลับไม่ได้อ้อมค้อม นางเอ่ยเข้าประเด็น
ทันที “อ๋องเฟย ข้าเชื่อใจท่านได้หรือไม่”
มือที่ถือถ้วยชาของหนิงอ๋องเฟยพลันชะงัก
…
หนิงอ๋องกับไท่จื่อวุ่นอยู่ในศาลาองคมนตรีจนค่ำ
มืด เมื่อกลับมาที่จวนก็ดึกดื่นแล้ว
หนิงอ๋องเฟยนั่งดื่มชาอยู่ในศาลารับลม
หนิงอ๋องนวดหว่างคิ้วเดินไปหา มีคนรับใช้เลิก
ม่านให้เขา เขาจึงพบว่ารุ่ยอ๋องเฟยก็อยู่ด้วย
เขาชะงักไปเล็กน้อย เพียงครู่เดียวสีหน้าก็กลับมา
ปกติ ก่อนยิ้มเอ่ยอย่างนุ่มนวล “ซู่ซิน ข้ากลับ
มาแล้ว ภรรยาน้องสามก็อยู่ด้วยหรือนี่”
“พี่ใหญ่!” รุ่ยอ๋องเฟยได้ยินเสียงเขาจึงหันมามอง
นางลุกขึ้นยิ้มแย้มค้อมกายคำนับให้ “พี่สะใภ้
ใหญ่บอกว่านางอุดอู้นัก ข้าจึงย้ายมาพักด้วยสอง
สามวัน จะได้เป็นเพื่อนพี่สะใภ้ใหญ่ พี่ใหญ่คงไม่
ว่ากระมัง”
“จะว่าได้อย่างไร มีเจ้าอยู่เป็นเพื่อนซู่ซินข้าดีใจ
ด้วยซ้ำ” หนิงอ๋องอมยิ้มเอ่ยพลางเดินมาอีกด้าน
ของหนิงอ๋องเฟย แล้วนั่งลงติดกับนางพลางเอ่ย
“ขอโทษด้วย วันนี้งานที่เน่ยเก๋อเยอะแยะ
มากมาย จึงไม่ได้กลับมาดูละครเป็นเพื่อนเจ้า”
หนิงอ๋องเฟยเทชาดอกไม้ให้เขาถ้วยหนึ่ง “ไม่
เป็นไรเพคะ ภรรยาน้องสามดูเป็นเพื่อนข้าแล้ว”
หนิงอ๋องยิ้มมองทั้งคู่ “ดูฉากไหนกันรึ สนุก
หรือไม่”
รุ่ยอ๋องเฟยพยักหน้าหงึกหงักเหมือนตำกระเทียม
“ฉากศาลาไหว้พระจันทร์เพคะ ยอดเยี่ยมยิ่งนัก
ข้าดูจนร้องไห้แหน่ะ!”
หนิงอ๋องหัวเราะ มองหนิงอ๋องเฟยอย่างรักใคร่
“แล้วซู่ซินร้องหรือไม่”
หนิงอ๋องเฟยถามกลับ “ฝั่าบาทอยากให้ข้าร้อง
หรือไม่”
หนิงอ๋องชะงักไปอีกหน จากนั้นก็กุมมือนางไว้
ข้างหนึ่งพลางถาม “จะอยากได้อย่างไรเล่า ข้า
เคยสัญญากับซู่ซินแล้วว่าชาตินี้จะไม่ให้เจ้าเสีย
น้ำตา”
หนิงอ๋องเฟยชักมือออกจากฝั่ามือเขา แล้วดันชา
ดอกไม้ไปตรงหน้าเขา “ฝั่าบาทดื่มชาเถิดเพคะ”
“ได้สิ”
ทั้งสามคนนั่งอยู่ในศาลาพักหนึ่ง หนิงอ๋องก็เอ่ย
ขึ้น “ดึกมากแล้ว ข้าส่งพวกเจ้ากลับไปพักผ่อน
ดีกว่า”
ทั้งสามเดินออกจากศาลา ทว่าชั่วขณะที่ลงบันได
นั้น จู่ๆ รุ่ยอ๋องเฟยก็หวีดร้องขึ้นมา พร้อมกับร่าง
ที่ล้มไปด้านหน้า
ระหว่างนางกับหนิงอ๋องมีหนิงอ๋องเฟยคั่นกลาง
จึงยื่นมือไปช่วยไม่ทัน เห็นหนิงอ๋องเฟยคว้าตัวรุ่ย
อ๋องเฟยเอาไว้ ดึงตัวนางให้ถอยมาด้านหลัง ทำ
ให้ร่างนางยืนมั่น
ส่วนหนิงอ๋องเฟยเสียหลักเสียเอง จึงกลิ้งลงมา
จากบันได
“ซู่ซิน!”
“พี่สะใภ้ใหญ่!”
หนิงอ๋องเฟยล้มกระแทกรุนแรง แขนซ้ายนาง
เคลื่อนเลยทีเดียว
หลังจากหมอต่อคืนให้นางและพันผ้าพันแผลให้
นางแล้ว ก็ให้นางนอนพักผ่อน
รุ่ยอ๋องเฟยเสียใจจนน้ำตาตก “ขะ…ข้าไม่รู้ว่าเกิด
อะไรขึ้น จู่ๆ ขาก็ลื่น…”
หนิงอ๋องเฟยบอกให้รุ่ยอ๋องเฟยไม่ต้องคิดมาก
กลับห้องไปพักผ่อนได้แล้ว
หนิงอ๋องรั้งอยู่ปั้อนยาให้หนิงอ๋องเฟย
หนิงอ๋องเฟยไม่ยอมดื่มยา แต่จ้องเขาเขม็ง “ฝั่า
บาท ท่านว่าเหตุใดภรรยาน้องสามจึงลื่นได้เพคะ
เหยียบอะไรเข้าหรือไม่”
หนิงอ๋องชะงักไปเล็กน้อย
หนิงอ๋องเฟยเอ่ยต่อ “ข้าให้คนมาทำความสะอาด
ศาลาเสียเอี่ยมอ่อมแท้ๆ ใครเป็นคนมาวางสิ่งที่
ไม่ควรวางกันนะ”
แววตานางทำให้หนิงอ๋องต้องขมวดคิ้ว “ข้าจะไป
รู้ได้อย่างไร”
เอ่ยจบก็นึกได้ว่าน้ำเสียงตัวเองไม่ดีพอ จึงสูด
หายใจลึกเฮือกหนึ่งก่อนจะเอ่ย “หากซู่ซินอยาก
รู้ ข้าจะให้คนตรวจสอบให้”
หนิงอ๋องเฟยเบ้ปาก “ทางที่ดีท่านอ๋องต้องหาให้
เจอนะเพคะ”
หนิงอ๋องย่อมหาเจออยู่แล้ว เรื่องพรรค์นี้มันจะไป
ยากอะไรสำหรับเขา
ทว่าผลลัพธ์ที่เขาตรวจสอบได้แทบจะทำให้สีหน้า
เขาพังทลายเดี๋ยวนั้นเลย!
“อะ…อ๋องเฟยเป็นคนให้พวกบ่าว…ทะ…ทาน้ำมัน
หมูบนบันไดพ่ะย่ะค่ะ” บ่าวรับใช้ตัวสั่นงันงก พูด
จากติดๆ ขัดๆ
สวรรค์คงรู้ดีว่าเหตุใดหนิงอ๋องเฟยผู้อ่อนโยนและ
มีคุณธรรมมาโดยตลอด จู่ๆ ก็เลิกเป็นมนุษย์และ
ต้องการทาน้ำมันหมูเพื่อทำร้ายรุ่ยอ๋องเฟย!
แต่ดันทำร้ายรุ่ยอ๋องเฟยไม่สำเร็จ ตัวเองเลยมา
ล้มเองเสียนี่…
หนิงอ๋องกำหมัดแน่นจนเสียงดัง “ไสหัวออกไป!
ไปรับโบยกันเอง!”
“พะ…พะย่ะค่ะ!” บ่าวรับใช้ล้มลุกคลุกคลาน
ออกไป กลัวว่าหากช้าอีกนิดท่านอ๋องผู้นี้คงได้
เปลี่ยนใจตัดหัวเขาแทน
แม้หนิงอ๋องเฟยจะได้รับบาดเจ็บ แต่การนอน
หลับไม่ได้รับผลกระทบเลย
นางหลับแล้วตื่นอีกทีฟั้าสว่างจ้า รุ่ยอ๋องเฟยตื่น
มาได้สักพักแล้ว
นางไปห้องของหนิงอ๋องเฟย
หนิงอ๋องก็มาหา เขามีอะไรจะคุยกับหนิงอ๋องเฟย
แต่รุ่ยอ๋องเฟยอยู่ด้วยเขาจึงไม่สะดวกพูด
เขามองหนิงอ๋องเฟยอย่างลุ่มลึก ก่อนจะไป
จัดการราชกิจที่ศาลาองคมนตรี
ทว่าสิ่งที่เขาไม่คาดคิดมาก่อนเลยก็คือเขาหย่อน
ก้นนั่งที่ศาลาองคมนตรียังไม่ทันร้อน ผู้ดูแลที่
จวนก็มารายงานว่าหนิงอ๋องเฟยโดนวางยาพิษ!
หนิงอ๋องจุกอยู่ในลำคอ แทบจะจุกคอตาย!
“ฝั่าบาท ยามนี้…” มหาบัณฑิตของศาลา
องคมนตรีเดินมาหา กำลังจะหารือกับหนิงอ๋องก็
เห็นหนิงอ๋องลุกพรวดขึ้น แล้วรีบร้อนออกไปโดย
ไม่มองเขาสักนิด
มหาบัณฑิตศาลาองคมนตรี “…”
เมื่อหนิงอ๋องเข้าห้องมา หนิงอ๋องเฟยก็กำลังนั่ง
ดื่มยาอยู่ตรงหัวเตียง ใบสีหน้าซีดขาว ทว่า
ท่าทางกลับไม่แยแส
หนิงอ๋องกำหมัดด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง “พวกเจ้า
ออกไปให้หมด”
“พ่ะย่ะค่ะ!” คนรับใช้รีบออกไป
หนิงอ๋องหลับตาลง สูดหายใจลึกหลายเฮือก
ก่อนเดินมานั่งข้างเตียง แล้วมองนางอย่าง
อ่อนโยน “เอามาให้ข้า”
หนิงอ๋องเฟยส่งถ้วยยาให้เขา
หนิงอ๋องลองชิมดูจิบหนึ่ง ไม่เย็นและไม่ร้อน จึง
ได้ตักขึ้นช้อนหนึ่งมาปั้อนนาง
“เป็นอูโถวน่ะ” หนิงอ๋องเฟยดื่มยาก่อนเอ่ยขึ้น
การตักยาครั้งที่สองของหนิงอ๋องจึงชะงักไป
หนิงอ๋องเฟยแย้มยิ้มเอ่ย “เดิมทีทำลูกพลัม
เปรี้ยวให้ภรรยาน้องสาม ข้าสนใจใคร่รู้จึงลองชิม
ไปลูกหนึ่ง คิดไม่ถึงว่าจะโดนพิษเข้า ฝั่าบาทว่า
ใครเป็นคนวางยากัน”