สามีข้าคือขุนนางใหญ่ - บทที่ 426 ลงมือ (1)
“ไหนเจ้าว่ามาให้ชัดเจนทีสิ!” หนิงอ๋องยื่นมือบีบ
ที่ลำคอไท่จื่อเฟย ก่อนดันร่างของนางชนเข้ากับ
ต้นไม้ใหญ่
ไท่จื่อเฟยรู้อยู่แล้วว่าเขาไม่มีทางบีบคอนางจน
ตายอยู่ตรงนี้แน่ๆ ก่อนจะแสยะยิ้มให้อย่างไร้ซึ่ง
ความเกรงกลัวใดๆ พลางเอ่ย “จะให้ข้าพูดอะไร
ล่ะ ให้บอกว่าเจ้าไม่ได้เป็นคนฆ่าเซียวเหิง หรือให้
บอกว่าเซียวเหิงกลับมายังเมืองหลวงด้วยสภาพ
ไร้วิญญาณดีล่ะ”
ไท่จื่อเฟยก็แกะมือของหนิงอ๋องออก “ชุนอิ๋ง เรา
ไปกันเถอะ!”
ชุนอิ๋งมองดูทั้งสองด้วยความรู้สึกผิด ก่อนจะรีบ
เดินตามไท่จื่อเฟยออกไป
หนิงอ๋องใช้มือค้ำร่างของตัวเองกับต้นไม้ใหญ่
แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเย็นชา
“ฉีเฟย”
เขาตะโกนเรียก
“นายท่าน!” ทหารองครักษ์คนสนิทนามฉีเฟยจึง
ปรากฏกายขึ้น
หนิงอ๋องหันหน้าไปทางตำหนักหลวง พลางเอ่ย
“เจ้าไปตรวจทีว่าภายในครึ่งชั่วยามนี้มีใครเข้า
ออกที่ตำหนักบ้าง”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
ฉีเฟยเป็นคนทำงานเร็ว พอได้รับคำสั่งก็รีบติดต่อ
คนที่คอยเป็นหูเป็นตาให้ในวัง ไม่นานก็ได้รายชื่อ
ตามที่หนิงอ๋องต้องการมาได้
ในรถม้า ฉีเฟยอ่านรายชื่อให้หนิงอ๋องฟัง
“…ท่านใต้เท้าข่ง ราชบัณฑิตแห่งศาลาองคมนตรี
ใต้เท้าสวี่เจ้ากรมกลาโหมม ใต้เท้าจ้าว เจ้ากรม
โยธา ราชเลขาหยวน ฮั่วจี้จิ่ว… เซียวซิวจ้วน”
“ฮั่วจี้จิ่วและใครนะ” หนิงอ๋องชะงักขณะที่หัวแม่
มือกำลังลูบแหวนหยก
ฉีเฟย “ท่านเซียวซิวจ้วนจากสำนักฮั่นหลินพ่ะย่ะ
ค่ะ ดูเหมือนว่าชื่อจริงของเขาคือ…เซียวลิ่วหลัง
พ่ะย่ะค่ะ”
“คนที่หน้าคล้ายกับท่านโหวน้อยน่ะหรือ” หนิง
อ๋องเอ่ยถาม
“ใช่ ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
เรื่องใบหน้าค่าตาของเซียวลิ่วหลังไม่ได้เป็น
ความลับอะไรแล้วในวัง แม้คนธรรมดาจะไม่เคย
ได้ยิน แต่คนระดับหนิงอ๋องย่อมต้องรู้มาบ้าง
เขาเป็นเด็กที่เกิดในชนบท ใช้ความสามารถของ
ตนเองผ่านบททดสอบต่างๆ มาได้จนได้เข้าเรียน
ในกั๋วจื่อเจียน และต่อมาก็ได้ขึ้นเป็นจอหงวนคน
ปัจจุบัน
บ้างก็พูดกันว่าที่เขามาถึงจุดนี้ได้เป็นเพราะเซ
วียนผิงโหว เพราะมองว่าเขาเคยสูญเสียลูกชาย
สุดที่รักไป และบังเอิญไปพบคนที่ซมีรูปร่าง
หน้าตาคล้ายกับลูกชายของเขามาก ดังนั้นจึงอด
ไม่ได้ที่จะเอ็นดูขา
ไม่มีใครสงสัยเลยว่าเขาคือเซียวเหิง เพราะเซียว
เหิงตายไปแล้ว
นี่เป็นเรื่องที่ทุกคนปักใจเชื่อ
แต่เรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเซียวลิ่วหลังดู
เหมือนว่าหนิงอ๋องจะรู้เยอะกว่าใครเพื่อน เช่น
เรื่องที่ทุกคนคิดว่าไทเฮาพักฟืนอยู่ที่ตำหนัก
ตลอดเวลาที่ผ่านมา แต่จริงๆ แล้วทรงร่อนเร่
พเนจรอยู่นอกวัง จากนั้นก็ได้รับความช่วยเหลือ
จากเซียวลิ่วหลังและกู้เจียว
ไม่ว่าเซียวลิ่วหลังจะใช้ความสามารถของตัวเอง
หรือว่ามีไทเฮาและฮ่องเต้คอยช่วยเหลืออยู่นั้น
ล้วนไม่สำคัญทั้งสิ้น
ถ้าเขาไม่ใช่เซียวเหิงจริงๆ อย่างไรเสียหนิงอ๋องคง
ไม่เข้าไปยุ่งกับเขา
เซียวเหิงน่ะตายไปแล้ว ต่อให้เซียวลิ่วหลังจะ
เหมือนเซียวเหิงมากแค่ไหนอย่างไรก็ไม่ใช่คน
เดียวกันอยู่ดี
เว้นเสียแต่ว่า เซียวเหิงยังไม่ตาย!
“นายท่าน ยังมีรายชื่ออีกพ่ะย่ะค่ะ ทรงฟังต่อ
หรือไม่” ฉีเฟยเอ่ยถาม
“ไม่ต้องแล้ว” หนิงอ๋องถูแหวนหยกในมือไปมา
“ไปสืบเบาะแสของฮั่วจี้จิ่วกับเซียวลิ่วหลัง”
เขาไม่อาจด่วนตัดสินได้ว่าคำพูดของเวินหลินหลัง
เป็นความจริง
การสืบเรื่องนี้ไม่ยากเกินสำหรับเขา
หากเป็นตอนก่อนที่จี้จิ่วจะกลับมาทำงานที่กั๋วจื่อ
เจียนยังพอจะปกปิดร่องรอยที่อยู่ได้บ้าง แต่บัดนี้
เขาได้เข้าทำงานในสำนักแล้ว ไม่ว่าจะเดินเหินไป
ไหนก็เต็มไปด้วยสายตาของผู้คน
นอกจากนี้ ผู้คนในกั๋วจื่อเจียนคิดว่าที่จี้จิ่วอาวุโส
ติดต่อกับเซียวลิ่วหลังอยู่บ่อยๆ เพราะเขาคิดถึง
ศิษย์อันเป็นที่รักที่ตายจากไป จึงไม่มีใครสงสัย
ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องกังวลที่จะปกปิดมัน
ฉีเฟยใช้เวลาเพียงแค่สองวันก็สามารถสืบเรื่องที่จี้
จิ่วอาวุโสและเซียวลิ่วหลังเป็นเพื่อนบ้านกันได้
แล้ว
“เขาเรียกจี้จิ่วอาวุโสว่าท่านปูั่พ่ะย่ะค่ะ” ฉีเฟย
เอ่ย
หนิงอ๋องขมวดคิ้ว
ถ้าจำไม่ผิด เซียวลิ่วหลังและกู้เจียวเรียกไทเฮาว่า
ท่านย่านี่นา
ไทเฮากับจี้จิ่วอาวุโสอย่างนั้นรึ….
หนิงอ๋องขมวดคิ้วด้วยความรู้สึกตงิดใจ “พูดต่อ
สิ!”
“พ่ะย่ะค่ะ” ฉีเฟยจึงพูดต่อ “เซียวลิ่วหลังและ
ครอบครัวย้ายมาอาศัยที่ตรอกปีสุ่ย จากนั้นฮั่วจี้จิ่
วจึงย้ายตามมาพ่ะย่ะค่ะ”
หนิงอ๋องเอ่ยถาม “เขาย้ายไปตอนช่วงก่อนหรือ
หลังเข้าทำงานที่กั๋วจื่อเจียนล่ะ”
“ก่อนพ่ะย่ะค่ะ” ฉีเฟยตอบ
จู่ๆ นึกอ๋องเกิดฉุกคิดอะไรบางอย่างที่ไม่ควรจะ
เกิดขึ้นขึ้นมาได้
หลังจากที่เซียวเหิงตายในกองเพลิง ฮั่วเสียนรู้สึก
ละอายใจและลาออกจากตำแหน่งรวมถึงเมือง
หลวง
ตอนแรกหนิงอ๋องคิดว่าที่ฮั่วเสียนกลับมารับ
ราชการที่เมืองหลวงอีกครั้งเป็นเพราะฝั่าบาท
ทรงเรียกเขากลับมา แต่พอมารู้เรื่องนี้ ดู
เหมือนว่าจะไม่ใช้แบบนั้นเสียแล้ว
ที่เขากลับมายังกั๋วจื่อเจียนที่ที่เต็มไปด้วยความ
ทรงจำอันโหดร้ายก็เพราะเซียวลิ่วหลังสินะ
สถานที่ที่ศิษย์อันเป็นที่รักถูกไฟคลอกตาย คน
อย่างเขาจะมีใจกลับไปทำงานในที่แบบนั้นทุกวัน
ได้อย่างไร
ดูอย่างองค์หญิงซิ่นหยางก็น่าจะพอเข้าใจได้แล้ว
ที่นางไม่กล้ากลับมาจวนองค์หญิง ก็เพราะไม่
อยากเห็นภาพสะเทือนใจอย่างไรเล่า
เมื่อก่อนนี้ หนิงอ๋องมองข้ามรายละเอียดพวกนี้
มาโดยตลอด เพราะเขาคิดว่าเซียวเหิงตายไปแล้ว
จริงๆ ดังนั้นเขาจึงไม่ระแคะระคายใจอะไร
แต่พอวันนี้ มาคิดดูดีๆ แล้ว ดูเหมือนทุกอย่าง
เริ่มจะเข้าเค้ามากขึ้น
หากเซียวเหิงยังมีชีวิตอยู่จริงๆ ท่าทีของฮั่วจี้จิ่
วดูจะเป็นการส่งเสริมคำตอบมากที่สุด
“เซียวเหิง จี้จิ่วน้อย ท่านโหวน้อย!”
….
ณ สำนักฮั่นหลิน
“ลิ่วหลัง ลิ่วหลัง ลิ่วหลัง!”
ทันใดนั้นเซียวลิ่วหลังก็ตื่นขึ้นจากการหลับใหล
ลืมตาขึ้นและเงยหน้าขึ้น และเห็นหนิงจื้อหย่วน
ยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงานของเขาด้วยท่าทาง
ประหลาดใจ
“เจ้า ไม่เป็นไรใช่ไหม” หนิงจื้อหย่วนมองเขา
ด้วยสายตาแปลกประหลาด “เหงื่อออกเต็มเลย
ไม่สบายรึ เมื่อคืนนอนไม่หลับหรือ”
เซียวลิ่วหลังตอบด้วยเสียงงัวเงีย “เมื่อคืนนอน
ดึก”
หนิงจื้อหย่วนร้องอ๋อ “ไม่แปลกใจเลย ก็ว่าแล้ว
ว่าทำไมข้าไม่เห็นเจ้าออกมาสักที เลยเวลาเลิก
งานมาตั้งนานแล้ว ต่อไปเจ้าอย่าเป็นแบบนี้อีกล่ะ
ไม่งั้นบัณฑิตหานไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่ ”
เซียวลิ่วหลังไม่ได้งีบหลับในช่วงเวลาปฏิบัติหน้าที่
แต่นอนลงบนโต๊ะสักพักเมื่อถึงเวลาเลิกงาน
เพียงแต่เขาคาดไม่ถึงว่าจะฝันถึงเหตุการณ์เพลิง
ช่วงปีใหม่ครั้งนั้น
เขาไม่ได้ฝันถึงมันมานานแล้ว อีกทั้งคิดว่าคงลืม
ไปแล้วด้วย แต่ภาพในฝันที่เกิดขึ้น ทั้งเพลิง และ
ความรู้สึกสิ้นหวัง มันทำให้เขาแทบอยากหยุด
หายใจ
“ที่เจ้ามาหาข้า มีธุระอันใดรึ” เซียวลิ่วหลังถาม
“ไม่มีธุระแล้วมาหาเจ้าไม่ได้หรืออย่างไร” หนิงจื้
อหย่วนเลิกคิ้วพลางหัวเราะ “คืนนี้มีเลี้ยงฉลอง
เจ้าไปหรือไม่”
“ไม่ไป” เซียวลิ่วหลังตอบอย่างไม่ต้องคิด
“เฮ้อ เจ้าหมอนี่! นี่ข้าทำเพื่อเจ้านะ ใต้เท้าหานก็
ไปด้วย เป็นที่ปลอดภัยน่า ไหนเจ้าอยากได้
ตำแหน่งซื่อตู๋มิใช่หรือ อย่างน้อยก็ต้องไปสร้าง
สัมพันธ์กับใต้เท้าหานหน่อยสิ”
“ไม่ไป” เซียวลิ่วหลังยังคงปฏิเสธเสียงแข็ง
“เอาละ เอาละ ไม่ไปก็คือไม่ไป ยังหนุ่มยังแน่น
ไฉนถึงได้กลัวเมียยิ่งกว่าข้าอีก” หนิงจื้อหย่วนบ่น
อุบอิบก่อนจะเดินออกไป
ขณะเดียวกันที่โรงหมอ กู้เจียวเองก็ฝันเช่นกัน
ในความเป็นจริง กู้เจียวไม่ได้ฝันมานานแล้ว แต่
คราวนี้กู้เจียวกลับฝันถึงเซียวลิ่วหลังอีกครั้งโดย
ไม่ได้ตั้งใจ
ในฝันเป็นภาพเซียวลิ่วหลังกำลังเดินออกจาก
สำนักฮั่นหลิน และท้องฟั้าปกคลุมไปด้วยหิมะตก
หนัก
ขณะที่เซียวลิ่วหลังไปซื้อขนมเปียะไส้ผัก พอเดิน
ออกมาจากร้านก็ถูกกลุ่มโจรบุกโจมตี
ด้วยความที่เซียวลิ่วหลังไม่ใช่คนที่มีวรยุทธ ครั้น
จะให้สู้คงสู้ไม่ไหว จึงใช้สมองอันปราดเปรื่องของ
เขาหาวิธีหลบหนีออกมาได้ แต่น่าเสียดาย
ขณะที่กำลังหลบเขาดันเกิดสะดุดล้มจนหมดสติ
แถมมือของเขายังได้รับบาดเจ็บอีกด้วย
กว่าร่างของเขาจะถูกนำส่งไปโรงหมอ มือขวา
ของเขาก็ใช้การไม่ได้เสียแล้ว
หลังตื่นจากฝัน กู้เจียวถึงกับพูดหน้านิ่ง “สมกับ
เป็นสามีของข้า ศัตรูทำอะไรเจ้าไม่ได้ มีแต่เจ้าตัว
เท่านั้นที่ทำตัวเอง”
หิมะตกอย่างนั้นรึ
ยังอีกตั้งนานสินะ
นี่เพิ่งจะเดือนแปดเอง
บทที่ 426 ลงมือ (2)
ทว่ากู้เจียวสามารถจดจำลักษณะของพวกโจรไว้
ได้แล้ว ทุกคนจะถือดาบที่มีตราอยู่ในมือ ราวกับ
มาจากสำนักใดสำนักหนึ่ง
กู้เจียวถามเซียวลิ่วหลังแล้วว่าเขาไม่เคยไปมีเรื่อง
กับคนพวกนี้ ดังนั้นความเป็นไปได้อย่างเดียวคือ
คนพวกนั้นถูกจ้างวานมาอีกที
กู้เจียวตัดสินใจไปหากู้เฉิงเฟิงและถามว่า
สัญลักษณ์นี้เป็นของสำนักใด เพื่อที่นางจะได้จับ
ตาดูพวกเขาเพื่อดูว่าใครพยายามฆ่าเซียวลิ่วหลัง
ในอีกไม่กี่เดือน
…
เซียวลิ่วหลังออกมาจากสำนักฮั่นหลินและไปที่
ร้านขนมเปียะบริเวณใกล้ๆ
“ข้าต้องการขนมเปียะไส้ผักเหมย ขอแบบที่ยัง
ไม่ได้อบนะ” ถ้าเอาแบบที่อบแล้วกลับไป กว่าจะ
ถึงเรือนก็นิ่มหมดแล้ว
“ได้เลย! เหลือหกอันสุดท้ายพอดี เจ้าเอากี่ชิ้น”
“ข้าเหมาหมดเลย”
เถ้าแก่จัดแจงห่อขนมเปียะใส่กล่องอาหารของ
เซียวลิ่วหลัง
พอจ่ายเงินเสร็จ เขาก็มุ่งหน้ากลับเรือน
ในตอนนั้นเอง เขารู้สึกได้ว่าใครบางคนกำลัง
สะกดรอยตามมา เขาหยุดเดินแล้วหันกลับไป
มองด้านหลัง
แม้บนถนนจะเต็มไปด้วยผู้คนที่เดินขวักไข่ แต่
ความรู้สึกราวกับถูกจ้องมองนั้นมันช่างชัดเจน
เกินกว่าจะมองข้าม
เซียวลิ่วหลังเดินเข้าไปในร้านห้องเสื้อ
เวลาผ่านเพียงแค่หนึ่งก้านธูป เขาก็เดินออกมา
เงาตะคุ่มของคนสองสามติดตามเขาอย่างเงียบๆ
และเมื่อเขาผ่านตรอกเปลี่ยว พวกเขาก็พุ่งไป
ข้างหน้าและเหยียดเขาลงกับพื้น!
“ทำอะไรน่ะ!”
เขาตะโกนร้อง!
พวกโจรพยายามสังเกตคนตรงหน้าดีๆ และพา
กันย่นหน้าผาก
นี่มันไม่ใช่คนที่พวกเขาต้องการตัวนี่นา!
เจ้านั่นใช้วิธีแอบสับเปลี่ยนเสื้อผ้าสินะ!
“เจ้า” หนึ่งในโจรเกิดโมโหจนชักดาบออกมา
ทันใดนั้นก็มีอีกคนห้ามไว้ “อย่าได้หุนหันพลัน
แล่นเป็นอันขาด!”
ถ้ามีคนตาย ทางการจะต้องบุกเข้ามา ย่อมส่งผล
ให้ภารกิจของพวกเขาเกิดความไม่ราบรื่น
เซียวลิ่วหลังใช้วิธีให้เงินกับเด็กที่ร้านและขอให้
เขาสวมชุดของตนเองแล้วเดินออกไปข้างนอก
ขณะที่ตัวเองเปลี่ยนเป็นชุดเสื้อผ้าเครื่องแบบของ
ร้านและออกไปทางประตูหลัง
มาถึงตอนนี้ เซียวลิ่วหลังสามารถเดินได้โดยไม่ได้
ต้องใช้ไม้เท้า เพียงแต่อาจเดินเหินไม่สะดวกเท่า
ตอนมีไม้เท้า แต่ทันใดนั้นเขาก็เกิดหกล้มขณะที่
กำลังเดินผ่านร้านเครื่องสำอาง
จังหวะที่ล้ม มือขวาของเขาดันกระแทกเข้ากับ
บันไดของร้าน เกิดเป็นรอยถลอกและมีเลือดซิบ
เขาไม่มีเวลามาใส่ใจแผลพวกนี้ และยันตัวขึ้น
เพื่อเดินต่อไป
“พี่เขยรึ”
เด็กสาวในชุดสีชมพูอายุประมาณสิบห้าปีเดิน
ออกมาจากร้าน แม้อาภรณ์ของนางจะดูธรรมดา
แต่กลับดูสดใสน่ารักสมวัย
ดูเหมือนเซียวลิ่วหลังจะไม่ได้ยินเสียงเอ่ยทักของ
นาง เขายังคงมุ่งหน้าเดินต่อไป
เหยาซินถือกระโปรงแล้วพยายามวิ่งตามเซียวลิ่ว
หลัง ขณะที่เขากำลังจะเดินออกจากตรอก เหยา
ซินก็เดินเข้าไปขวางที่ด้านหน้าของเขา “พี่เขย!
ใช่ท่านจริงด้วย จำข้าได้หรือไม่ ข้าคือเหยาซิ
นเอง!”
เหยาซินเป็นบุตรสาวของพี่ชายของแม่นางเหยา
หากพูดให้ถูกต้อง เหยาซินควรจะเรียกเซียวลิ่ว
หลังว่าน้าเขยด้วยซ้ำ
เซียวลิ่วหลังขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาไม่ได้ต้องการ
จะเสวนากับนาง ไม่ว่าเขาจะจำนางได้หรือไม่
เหยาซินดูเหมือนจะไม่สังเกตเห็นว่าเซียวลิ่วหลัง
พยายามตีตัวห่าง นางเหลือบมองไปที่มือที่เปือน
เลือดของเขา ก่อนจะพูดด้วยใบหน้าซีดเซียว
“พี่เขย! มือท่านเป็นอะไร! ท่านได้รับบาดเจ็บใช่
ไหม เจ็บตรงไหนบ้าง”
เซียวลิ่วหลังแทบไม่ได้ชายตามองนางด้วยซ้ำ
แล้วมุ่งหน้าเดินต่อ
ด้วยความใจร้อนของเหยาซิน นางจึงพยายาม
เอื้อมมือคว้าร่างของเขา
เซียวลิ่วหลังพยายามหลบนางจนตัวเองเผลอล้ม
ลงไปอีกรอบ!
เหยาซิน “…”
เหยาซินคุกเข่าลงอย่างรู้สึกผิด “ข้าขอโทษ ข้าขอ
โทษ! พี่เขย ข้าไม่ได้ตั้งใจ! ข้าไม่เคยคิดที่จะผลัก
ท่าน! ท่านกลัวข้าหรือ! มือของท่าน… ”
ดูเหมือนมือของเซียวลิ่วหลังจะเกิดรอยถลอก
และมีเลือดไหลหนักกว่าตอนล้มครั้งแรก
เหยาซินพยายามยื่นมือพยุงร่างของเขา “ข้าพา
ท่านไปส่งที่โรงหมอจะดีกว่า!”
“ไม่ต้อง” เซียวลิ่วหลังเอ่ย “อย่าแตะต้องตัวข้า”
มือของเหยาซินค้างกลางอากาศ
ปกติคนที่โดนปฏิเสธมักจะทำตัวไม่ถูกและชักมือ
กลับ แต่ไม่ใช่สำหรับเหยาซิน
นางระงับความอับอายทั้งหมด บีบผ้าเช็ดหน้าใน
มือ ลดศีรษะลง รวบปอยผมที่ห้อยลงมาจากขมับ
แล้วไว้ด้านหลังหู ก่อนจะพูดเบา ๆ “ท่านดูเจ็บ
มาก อย่างน้อยให้ข้าเอาผ้านี้พันแผลให้ท่าน”
นี่คืออาการเขินอายของหญิงสาว
การยั่วยวนหรือการเข้าหาชายหนุ่มของหญิงสาว
ชายหนุ่มล้วนดูออกหรือไม่ก็แกล้งทำเป็นไม่
เข้าใจ
เซียวลิ่วหลังแทบไม่ได้รู้จักมักคุ้นกับสตรีสาวผู้นี้
เลยแม้แต่นิด แต่พอเห็นอย่างนี้ แววตาของเขา
เริ่มเต็มไปด้วยความเย็นชา
“เจ้าอยากเป็นนางบำเรอให้ข้าหรืออย่างไร”
เหยาซินไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่เพิ่งได้ยินว่าจะหลุด
ออกมาจากปากคนอย่างเขา
นางถึงกับนิ่งจนพูดไม่ออก
เซียวลิ่วหลังนั่งอยู่บนพื้นดินที่เย็นเฉียบมองนาง
ด้วยความเย้ยหยัน “ข้าพูดอะไรผิดไปหรือ เจ้าไม่
ชอบข้าหรือ ไม่อยากปีนขึ้นเตียงของข้าหรือ”
ใบหน้าของเหยาซินแดงก่ำ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเขิน
หรือละอายกันแน่
ตั้งแต่ที่นางได้เจอเขาเป็นครั้ง หัวใจของนางก็
รู้สึกราวกับต้องมนตร์สะกด
นางคิดว่าจะลืมความรู้สึกนั้นไปได้เมื่อกลับไป แต่
นางกลับยังคงคิดถึงใบหน้าหล่อเหลาที่ไม่มีใคร
เทียบได้ทั้งวันทั้งคืน
อีกทั้งเขายังเป็นถึงขอหงวน เป็นขุนนางคนโปรด
ของฝั่าบาทอีกด้วย!
ต่อให้เป็นได้แค่นางบำเรอ…นางก็ยอม!
เพียงแค่… แค่คำพูดของเขามันช่างรุนแรงกินไป
ไม่ให้เกียรตินางเลยสักนิด
นี่สินะ ตัวตนที่แท้จริงของเซียวลิ่วหลัง
เขาไม่ใช่สุภาพบุรุษที่ถ่อมตัว ไม่ใช่เพื่อนร่วมชั้นที่
ดี เขาไม่ใช่คนดีด้วยซ้ำ แต่เป็นคนเลวที่ไร้
ยางอาย มีจิตใจที่มืดมน ไม่มีความสงสาร และไม่
มีกิริยาท่าทางที่เป็นสุภาพบุรุษ
ที่ผ่านมาที่เขายอมทำดี ก็เพื่อทำตัวในแบบที่กู้
เจียวอยากให้เขาเป็นเท่านั้น
นางชอบให้เขาเรียนหนังสือ เขาจึงยอมไปเรียน
หนังสือ
นางอยากให้เขามีเพื่อน เขาก็ไปผูกมิตรกับคน
อื่นๆ
นางมีความสุขที่เขาเป็นข้าราชการที่ดี ดังนั้นเขา
จึงเป็นคนที่มีความยุติธรรมและซื่อสัตย์ให้นางได้
เห็น
เขาไม่รู้หรอกสิ่งใดที่เรียกว่า
การให้เกียรติ
คนอย่างเหยาซินไม่คู่ควรกับความเคารพอะไร
ทั้งนั้น!
ที่เขาบอกว่าให้นางปีนเตียงของเขา คำพูดนั้น
มันทำให้นางรู้สึกอับอายอย่างที่ไม่เคยเป็นมา
ก่อน
ดวงตาของเหยาซินเริ่มแดงเล็กน้อย “ข้าน่ะ ชื่น
ชมท่านจากใจจริง แม้ว่าพี่เขยจะไม่ได้คิดอะไร
กับข้า แต่ก็ไม่จำเป็นต้องทำให้ข้าอับอายแบบนี้!”
“จากใจจริงอย่างนั้นรึ” เซียวลิ่วหลังหัวเราะ
อย่างเย็นชา พลางเอานิ้วชี้ไปทางอีกฝังของตรอก
“ตรงนั้น มีคนกำลังไล่ฆ่าข้า เจ้าไปเป็นเหยื่อล่อ
พวกมันสิ พวกมันอาจฆ่าหรือไม่ฆ่าเจ้าก็ได้
ขึ้นอยู่กับดวงของเจ้า เจ้ากล้าไหมล่ะ”
เหยาซินเริ่มหน้าซีด
เซียวลิ่วหลังเอ่ยเยาะเย้ยและยืนขึ้นในขณะที่ใช้
มือข้างที่ไม่เปือนเลือดประคองกำแพง
“อย่าคิดว่าข้าไม่กล้านะ! แต่จะให้ข้าทำแบบนั้น
เพื่ออะไร ทำไปก็ไร้ประโยชน์ นอกจากจะล่อ
พวกมันไม่ได้แล้ว แย่ไปกว่านั้นท่านอาจตกอยู่ใน
อันตรายยิ่งกว่าเดิม”
เซียวลิ่วหลังยกมือขว้างตะปูออกไปที่พื้น “ไป
เก็บมา”
เหยาซินยอมทำตามที่เขาบอกทั้งๆ ที่ไม่เข้าใจว่า
ทำไปทำไม
เซียวลิ่วหลังเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยือก “กลืนลง
ไป”
“หา!” เหยาซินตกใจจนเผลอปล่อยตะปูนั้นลง
บนพื้นและไหลไปกองอยู่บนรอยเลือด
“ไหนว่าจริงใจ” เซียวลิ่วหลังเอ่ยประชด
เหยาซินเอ่ยย้อนอย่างไม่พอใจ “แล้วลูกพี่ลูกน้อง
ของข้ายอมกลืนตะปูเพื่อท่านไหมล่ะ”
“นางไม่ทำหรอก” เซียวลิ่วหลังเอ่ยพลางหันไป
ทางถนนอันพลุกพล่าน “ข้าให้นางทำแบบนั้น
ไม่ได้หรอก ให้ข้ากลืนตะปูเพื่อนางเสียยังจะ
ดีกว่า”
บ้าไปแล้ว!
ชายผู้นี้เป็นบ้าไปแล้ว!