สามีข้าคือขุนนางใหญ่ - บทที่ 474 โหวอันธพาล
เรื่องนี้หากลุกลามใหญ่โต ผลที่ตามมานั้นย่อม
เลวร้าย แต่ถึงกระนั้นราชครูจวงก็ยอมร้องทุกข์
กล่าวโทษเซวียนผิงโหวต่อหน้าพระพักตร์
แล้วคิดว่าเซวียนผิงโหวกลัวคำกล่าวหาของเขารึ
ฎีกากล่าวโทษเซวียนผิงโหวกองเป็นภูเขาเลากา
อยู่ในห้องทรงอักษร การกระทำไร้ยางอายของ
เขามากมายจนสุดที่จะบรรยายออกมาได้ ฆ่าคน
วางเพลิงนั้นเขาไม่ได้ทำ จึงลงโทษสถานหนัก
ไม่ได้ แต่เรื่องน่ารังเกียจนั้นเขาทำไม่เว้นแต่ละวัน
ทำเอาคนโมโหจนพระพุทธเจ้าพระองค์แรก
ประสูติ จนพระพุทธเจ้าพระองค์ที่สองขึ้นสวรรค์!
แต่เรื่องพวกนี้ดันไม่ถึงกับต้องโทษประหาร แค่
โดนโบยร้อยแปดสิบไม้แค่นั้น
โบยเสร็จก็เป็นชายชาตรีอกสามศอกเหมือนเดิม!
เซวียนผิงโหวนั่งอยู่บนรถม้าของเซียวเหิงที่
เคลื่อนตัวออกไป เหลือเพียงราชครูจวงกับ
หลานชายที่กลายเป็นเรื่องตลกกลางถนน
เดิมทีจะข่มอำนาจเซียวลิ่วหลัง คิดไม่ถึงว่ากลับ
กลายเป็นถูกเซวียนผิงโหวหักหน้าเสียเอง ราชครู
จวงชาตินี้ไม่เคยเสียหน้าเพียงนี้มาก่อน
ตระกูลจวงกับจวนเซวียนผิงโหวไม่ถูกกันมา
ตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว หากบอกว่าฉีกหน้ากันนั้นก็
เป็นเรื่องปกติ แต่ฉีกหน้าถึงเพียงนี้นั้นเกิดขึ้น
น้อยมาก นี่คือการฉีกหน้ารึ นี่มันฉีกเข้าไปถึง
กางเกงในเสียด้วยซ้ำ!
อันจวิ้นอ๋องพลอยถูกกลั่นแกล้งไปด้วยเสียแล้ว
เรื่องในวันนี้ไม่ใช่ความคิดของเขา แม้ในใจเขาจะ
มีความรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองอยู่บ้าง แต่
โดยรวมแล้วเขาถูกราชครูจวงลากมาซวยด้วย
เซวียนผิงโหวทำลายความมั่นใจในการเข้าทำงาน
ที่คณะเสนาบดีของเขาจนหมดสิ้น เกรงว่าความ
อัปยศในวันนี้จะกลายเป็นยุคมืดในชีวิตเขาเลย
เซวียนผิงโหวมาส่งเซียวเหิงถึงสำนักฮั่นหลิน
ระหว่างทางเซวียนผิงโหวอยากจะทำหน้าด้านๆ
คุยกับลูกชายตั้งหลายครั้งหลายครา เซียวเหิง
เอ่ย ‘เมื่อคืนข้านอนไม่หลับ’ แค่คำเดียว เซวียน
ผิงโหวก็ปิดปากเงียบไปเลย
เซวียนผิงโหวทนมาตลอดทาง กว่าจะรอให้เซียว
เหิงลืมตาขึ้นได้ และกำลังลงจากรถแล้ว เขาจึง
ถามขึ้น “เจ้ามัวทำอะไรไม่หลับไม่นอนทั้งคืน”
“มีธุระ” เซียวเหิงบอก
เซวียนผิงโหว ‘ข้าจะไม่รู้หรือไรว่าเจ้ามีธุระ แต่
มันเรื่องอะไรกันล่ะ เจ้าก็พูดมาสิ!’
จะโมโหลูกชายก็ไม่ได้
ตอนที่รังแกราชครูจวงสะใจยิ่งนัก แต่พอมาโดน
ลูกชายรังแกกลับอนาถไม่น้อย
ก่อนจะเกิดเรื่องขึ้นกับเซียวเหิง ในความสัมพันธ์
ระหว่างพ่อลูกนั้นเซวียนผิงโหวครองตำแหน่ง
ผู้นำที่เผด็จการเอาไว้แน่นหนา สี่ปีผ่านไป
ตำแหน่งทั้งคู่สลับสับเปลี่ยนไปหมด
“ข้าลางานให้เจ้าดีหรือไม่” เซวียนผิงโหวเอ่ย
“ไม่ต้องหรอก” เซียวเหิงลงจากม้านิ่งๆ
เซวียนผิงโหวตามลงมา
เมื่อก่อนไม่เคยเปรียบเทียบอย่างละเอียดเลย
วันนี้ไม่รู้เพราะเหตุใดจู่ๆ ก็มองศีรษะลูกชายแวบ
หนึ่ง จึงพบว่าลูกชายเขาสูงมาก อีกนิดก็จะสูง
กว่าเขาแล้ว
เขาเป็นแม่ทัพทหาร เกลือกกลิ้งคลุกฝุั่นมาตั้งแต่
เด็ก จะสูงก็คงไม่แปลก แต่เด็กคนนี้ไม่ทำอะไร
สักอย่าง และไม่เคยเห็นเขาวิ่งเล่นไปไหน เหตุใด
จึงได้สูงชะลูดขึ้นรวดเร็วเพียงนี้
เมื่อเห็นเซียวเหิงจะเดินเข้าสำนักฮั่นหลินไป เซ
วียนผิงโหวก็ตาไวสังเกตเห็นท่าทางการเดินของ
เขาว่ามันแปลกๆ
เขาเป็นคนที่ใช้ชีวิตในสนามรบ นอกจากใบหน้า
ที่พอดูได้แล้ว เนื้อตัวก็ไม่มีตรงไหนที่สมบูรณ์เลย
สักที่ บาดแผลที่เขาได้รับน่าจะมากกว่าเซียวเหิง
สะดุดล้มเสียอีก จะมองไม่ออกหรือไรว่าขาเขาเปั๋
ไม่เหมือนเมื่อก่อน
เขาเอ่ยถาม “ขาเจ้าหายดีแล้วรึ”
เซียวเหิงฝีเท้าชะงัก
“หายแล้วจริงๆ น่ะรึ” เซวียนผิงโหวมองเขา
อย่างตกใจระคนยินดี
เซียวเหิงยังคงไม่มีทีท่าจะสนใจเขา
เซวียนผิงโหวทอดถอนใจเอ่ย “เกลียดข้าเพียงนี้
เชียวรึ เจ้ากำลังโทษข้าว่าตอนนั้นมัวแต่ทำคดี ไม่
รีบไปช่วยเจ้าออกมาจากกองเพลิงใช่หรือไม่ หรือ
ว่าเจ้ากำลังตำหนิที่ข้าไม่อาจสังเกตเห็นการคงอยู่
ของคนพวกนั้นได้เร็วกว่านี้ ทำให้เจ้าถูกบีบคั้นให้
ต้องปิดบังชื่อแซ่ และจากบ้านเกิดไปที่อื่น”
ยามชายชาตรียอมรับผิดก็มักจะพูดจาอ้อมโลก
เช่นนี้แล ทำเอาคนฟังโมโหจนเท้าจิกพื้น
กลายเป็นแปลงผัก
เซียวเหิงเข้าสำนักฮั่นหลินไปด้วยสีหน้าเย็นชา
โดยไม่หันกลับมามอง
เซวียนผิงโหวมึนงง เหตุใดจึงโกรธขึ้นมาอีกแล้ว
เล่า
ฉางจิ่งขับรถม้ามาถึงละแวกใกล้ๆ
เซวียนผิงโหวทอดถอนใจพลางขึ้นรถม้า เขาเอง
ผิงพนังรถม้า ก่อนเอ่ยอย่างหมดอาลัยตายอยาก
“ฉางจิ่ง ข้าช่างน่าสงสารนัก เซียวเหิงเขาไม่นับ
ข้าเป็นพ่อแล้ว ข้าต้องกลายเป็นตาเฒ่าเดียวดาย
แล้วล่ะ”
แท้จริงแล้วเซวียนผิงโหวหมายความว่า รีบพูดสิ
ว่า ‘ท่านไม่แก่หรอกขอรับ ยังหนุ่มยังแน่นเลย
ท่านยังมีกำลังวังชายังรูปงามไปได้อีกยี่สิบปี!’
คิดไม่ถึงว่าฉางจิ่งจะจมดิ่งสู่ความคิดทันใด
ครู่ต่อมา ฉางจิ่งก็เอ่ยอย่างจริงจัง “ไม่เป็นไร
ขอรับ หากท่านตายข้าจะโยนหม้อ ให้ท่านเอง”
เซวียนผิงโหว “…”
ทางด้านกู้เจียวหลังจากทำหน้าที่หมออย่างหนัก
หนึ่งวันหนึ่งคืน ก็ถูกเซียวเหิงอุ้มกลับไปที่ห้อง
ตะวันตกและหลับลึกไป
อาจเพราะนางไม่คุ้นชินกับเตียง หรืออาจเพราะ
ที่นอนนี้มีกลิ่นที่นางชอบและทำให้นางนอน
สบาย พอนางได้หลับก็หลับไปจนถึงตอนบ่าย
ในขณะที่นางกำลังจะตื่นนั้น นางก็ฝัน
นางฝันเห็นทะเลกว้างใหญ่ไพศาลสุดลูกหูลูกตา
บนขอบทะเลเป็นสนามรบที่กำลังเข่นฆ่ากันอยู่
เซวียนผิงโหวอยู่บนเรือรบที่เต็มไปด้วยรูมากมาย
มือถือดาบยาว สวมเกราะเหล็กสีดำ กำลังต่อสู้
บนดาดฟั้าสีแดงฉาน
เบื้องหน้าเป็นเกาะแห่งหนึ่ง ด้านหลังเป็นคูเมือง
กู้เจียวไม่เคยไปเมืองเมืองนี้ แต่ในฝันนั้นนาง
สามารถเรียกชื่อเมืองนี้ออกมาได้…เมืองหนานไห่
เมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งที่อยู่ใต้สุดของแคว้นเจา
ส่วนเกาะแห่งนั้นเดิมทีเป็นส่วนหนึ่งของเมือง
หนานไห่ แต่ถูกโจรสลัดปล้นยึดไป
เปั้าหมายใ นการเดินทางครั้งนี้ของเซวียนผิงโหว
คือการกวาดล้างโจรสลัด และทวงเกาะแห่งนี้คืน
เรื่องโจรสลัดครานี้ไม่ได้ง่ายดาย เพราะในขณะที่
เซวียนผิงโหวลงใต้ปราบโจรนั้น ข่าวร้ายจาก
ชายแดนแคว้นเจาก็ส่งมาว่ากบฏสมัยราชวงศ์
ก่อนสมคบคิดกับแคว้นเฉิน เขาถังเย่ว์ซานคว้าชัย
ชนะมาได้ องค์หญิงหนิงอันถูกจับตัวไป
เพื่อช่วยองค์หญิงหนิงอันออกมา ท่านเหล่าโหว
เสี่ยงภัยลุยเดี่ยว โดยไม่กลัวจะตกหลุมพรางของ
เหล่ากบฏพวกนั้น
ด่านชายแดนเสียเมืองติดๆ กันสามเมือง ฮ่องเต้
ทรงกริ้วหนัก เรียกกู้ฉังชิงที่อยู่ไกลถึงละแวกเขา
เฟิงตูให้กลับราชสำนัก และรับสั่งให้เขาจัด
กองทัพตระกูลกู้ขึ้นใหม่อีกครั้ง ขึ้นเหนือไปปราบ
ศัตรู
ใครจะคิดว่ากองทัพใหญ่ยังไม่ทันออกเดินทาง
ด่านชายแดนก็มีข่าวกู้เฉิงเฟิงกับท่านเหล่าโหว
เสียชีวิตด้วยกันทั้งคู่ส่งมา
ที่แท้กู้เฉิงเฟิงรู้ว่าปูั่จะถูกจับ จึงได้แอบออกจาก
เมืองหลวง มุ่งหน้าไปด่านชายแดนเพียงลำพัง
กะว่าจะไปช่วยปูั่กลับมา
เขาคือเฟยซวง ว่ากันตามหลักแล้วแอบลักพาตัว
คนเพียงคนเดียวออกจากค่ายศัตรูนั้นไม่ใช่ปัญหา
ทว่าไม่รู้ว่าระหว่างนั้นเกิดปัญหาอะไรขึ้น เขาจึง
ถูกพวกกบฏนั่นพบเข้า แล้วยิ่งธนูใส่จนตาย
ศัตรูตัดหัวเขากับหัวของท่านเหล่าโหวเสียบไว้บน
กำแพงเมือง
นี่เป็นกับดักที่วางไว้ล่วงหน้า
ด่านชายแดนเหน็บหนาว ศีรษะของทั้งคู่ถูกเสียบ
อยู่บนกำแพงหนึ่งเดือนเต็มๆ ไร้วี่แววว่าจะเน่า
เปือยแม้แต่น้อย ตอนนั้นท่านเหล่าโหวมองดู
หลานชายถูกธนูกระหน่ำยิ่งใส่ต่อหน้าต่อตา เขา
จึงตายตาไม่หลับ
แววตาแดงก่ำที่เยือกแข็งไปแล้วเต็มไปด้วยความ
เคียดแค้นและสิ้นหวัง
แม้ว่าระหว่างทางกู้ฉังชิงจะเตรียมใจไว้แล้ว แต่
เมื่อมาเห็นภาพนี้ด้วยตาตัวเอง เห็นน้องชายกับปูั่
ถูกคนเสียบหัวประจาน เขาก็ยังเลือดลมพลุ่ง
พล่าน กระอักเลือดออกมาต่อหน้าฝูงชนอยู่ดี
สุดท้ายกู้ฉังชิงยึดด่านชายแดนกลับมาได้ สังหาร
กบฏจากราชวงศ์ก่อนจนเกลี้ยง และกวาดล้าง
กองทัพแคว้นเฉินไปด้วย
ทว่าเขาแลกมาด้วยสองขาของเขา รวมถึง
กองทัพตระกูลกู้เรือนแสน มีแปดหมื่นนายที่
ไม่ได้กลับไป วิญญาณห้าวหาญของนายทหาร
หนุ่มเฝั้าปักหลักในชายแดน
เพราะฝันที่โหดร้ายทารุณนี้ พอกู้เจียวตื่นขึ้นมา
จึงไม่ได้พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงเซียวลิ่วหลัง
นางนั่งมึนอยู่ตรงหัวเตียงพักหนึ่ง เส้นผมน่าเอ็นดู
เส้นนั้นกระดกขึ้นอีกแล้ว
เรื่องราวในฝันเกิดขึ้นในครึ่งปีหลัง
เพียงแต่ด้วยบทเรียนที่ได้รับจากครั้งล่าสุดที่
สำนักซวงเตาจับตัวเซียวลิ่วหลังไป กู้เจียวก็ไม่
กล้าวางใจเลยว่าเรื่องตัวเองฝันมันจะไม่เกิดขึ้น
ก่อน
เหตุใดจึงเกิดขึ้นก่อนนั้น นางก็ไม่รู้
บางครั้งนางก็รู้สึกว่าฝันของตัวเองคือการรู้
ล่วงหน้า แต่หมู่นี้นางเกิดความภาพมายาขึ้นมา
ราวกับว่านั่นเป็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนแล้ว
นางผ่านเรื่องเหล่านั้นมาแล้ว เพียงแต่นางลืม
เรื่องเหล่านั้นไป
การคาดเดาเช่นนี้มันใจกล้าเกินไป ถึงขั้นเรียกได้
ว่าไร้สาระเลยทีเดียว ดังนั้นนางจึงเรียกว่าภาพ
มายาของตัวเองแทน
จู่ๆ นางก็นึกถึงเรื่องนักเดินทางข้ามเวลาอาวุโส
ของแคว้นเยี่ยนขึ้นมา ไม่รู้ว่าคนคนนั้นจะเหมือน
ตนหรือไม่ ที่มีประสบการณ์คล้ายๆ กันนี้
หากถามเขาต่อหน้าได้ก็คงดี
ช่างเถอะ ยามนี้ไม่ใช่เวลามาคิดเรื่องนี้ คิดถึง
เรื่องที่เกิดขึ้นในฝันก่อนดีกว่า
หากตนเดาไม่ผิดละก็ ปัญหาที่สำคัญในตอนนี้ก็
คือ โศกนาฏกรรมของปูั่หลานตระกูลกู้และ
กองทัพตระกูลกู้เรือนแสนจะเกิดขึ้นก่อนเวลา
หรือไม่
….
“ฝั่าบาท! ฝั่าบาท! แย่แล้ว!”
ฮ่องเต้กำลังตรวจฎีกาที่ห้องทรงอักษร เว่ยกงกง
ก็เดินเข้ามาด้วยสีหน้ารีบร้อน
“มีอะไรจึงได้รีบร้อนเช่นนี้” ฮ่องเต้ขมวดคิ้ว
มองเว่ยกงกง
เว่ยกงกงเป็นคนเก่าคนแก่ข้างกายฝั่าบาท ไม่ควร
เมินกฎเมินธรรมเนียมเช่นนี้
เว่ยกงกงลำบากใจ เขาก็ไม่อยากทำเหมือนกัน
แต่คราวนี้เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นจริงๆ แล้ว!
เขาทูล “ฝั่าบาท เซวียนผิงโหวรังแกราชครูจวง
เข้าให้แล้วพ่ะย่ะค่ะ ยามนี้ราชครูจวงกำลังมา
ฟั้องพระองค์แล้ว!”
ฮ่องเต้ขมวดคิ้ว “ราชครูจวงรึ”
เซวียนผิงโหวรังแกไปถึงราชครูจวงแล้วรึ
บอกตรงๆ ว่าพระองค์ไม่ค่อยประทับใจราชครู
จวงเท่าใดนัก อำนาจตระกูลจวงล้นฟั้า ราชครู
จวงต่อหน้าเคารพยำเกรงพระองค์ที่เป็นกษัตริย์
แต่ในที่ลับกลับแอบลอบกัดไปเท่าใดแล้วก็ไม่รู้
แต่ไม่ว่าอย่างไรราชครูจวงก็เป็นผู้เฒ่าแห่งสอง
ราชวงศ์ ทั้งเป็นขุนนางใหญ่ และเป็นพี่ชายแท้ๆ
ของจวงไทเฮา ซ้ำยังเป็นท่านลุงในนามของ
พระองค์ด้วย
ฮ่องเต้จึงเรียกเขาเข้าเฝั้าในห้องทรงอักษร
ราชครูจวงเป็นปัญญาชนนักประพันธ์ ปากของ
ปัญญาชนนั้นร้ายกาจมาก คำฟั้องร้องเป็นชุด
เหล่านี้ ว่าเซวียนผิงโหวว่าไม่เห็นกฎหมายใน
สายตา เล่าให้เห็นพฤติกรรมอันธพาลในการ
รังแกขุนนางในราชสำนักกลางถนนได้อย่างถึง
พริกถึงขิง
ฮ่องเต้ตรัสในใจ เราจะไม่รู้หรือไรว่าเซวียนผิงโหว
เป็นอันธพาล
เจ้ามาหาเราแล้วมันมีประโยชน์รึ
เราอันธพาลสู้เขาไม่ได้เสียหน่อย
ราชครูจวงรู้ดีว่าฮ่องเต้กำลังมีใจเอนเอียงไปทาง
เซวียนผิงโหว แต่แล้วอย่างไรเล่า ฮ่องเต้จะ
ลำเอียงจนตัวเองลืมกฎลืมธรรมเนียมได้หรือ
ราชครูจวงเอ่ยด้วยน้ำใสใจจริง “ฝั่าบาท เจ้านั่น
อยู่ใต้ฝั่าพระบาทแท้ๆ เขาก็ยังกล้ากระทำชั่วร้าย
เช่นนี้ ไม่เห็นความน่าเกรงขามของฝั่าบาทอยู่ใน
สายตา ไม่รู้ว่าต่อไปเขาจะเหยียบย่ำความน่า
เกรงขามของราชวงศ์อย่างไรอีก!”
ถ้อยคำดังกล่าวกล่าวหาว่าเซวียนผิงโหวมีอำนาจ
เกินกษัตริย์ วันนี้กล้ารังแกลุงของฮ่องเต้ วันหน้า
ก็กล้านั่งบนหัวฮ่องเต้แล้วทำตัวอันธพาลได้!
หากฮ่องเต้พระองค์ก่อนเป็นคนฟังถ้อยคำ
ดังกล่าว ก็คงจะแตกกิ่งก้านเป็นปัญหาใหญ่
ออกมา
ทว่าฮ่องเต้ไม่ใช่ฮ่องเต้พระองค์ก่อน ทรงไม่ได้คิด
อะไรมากมาย ซ้ำในสายตาพระองค์ นี่ก็เป็นนิสัย
แย่ๆ ของเซวียนผิงโหว หากวันไหนเซวียนผิงโหว
ไม่อวดดีใช้อำนาจบาตรใหญ่แล้ว นั่นก็คงไม่ใช่เซ
วียนผิงโหวแล้ว
“เรียกตัวเซวียนผิงโหวมาหาเรา!”
ฮ่องเต้ตรัสขึ้นอย่างเคร่งขรึม
ปวงชนเต็มท้องถนนต่างเห็นกันกับตา คนเป็น
ฮ่องเต้อย่างพระองค์ไม่อาจนั่งนิ่งดูดายได้
เพียงไม่นาน เว่ยกงกงก็พาเซวียนผิงโหวเข้ามาใน
ตำหนัก
“ฝั่าบาท กระหม่อมรับผิด”
เซวียนผิงโหวเข้ามาในห้องทรงอักษรประโยค
แรกก็ยอมรับผิดเลย จากนั้นก็สารภาพการ
กระทำอันธพาลที่รังแกราชครูจวงกับอันจวิ้นอ๋อง
กลางถนนออกมาแต่โดยดี
ท่าทางหน่อมแน้มนี้ทำเอาราชครูจวงนิ่งอึ้งไป
เขาเคยคิดว่าเซวียนผิงโหวอาศัยความโปรดปราน
จากฮ่องเต้เป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่ยอมรับโทษ
แน่ หรือไม่ก็โบ้ยความผิดมาให้ตนแทน บอกว่า
ตนข่มอำนาจใส่เซียวลิ่วหลังก่อน เขาก็แค่ผ่านมา
เจอความไม่เป็นธรรมเข้าจึงได้ช่วยเอาไว้
ทว่าที่ไหนได้เซวียนผิงโหวสารภาพออกมาเสีย
อย่างนั้น!
“อะแฮ่ม!” ฮ่องเต้กระแอมในคอ เซวียนผิงโหว
ครานี้ช่าง…สามารถทำให้คนอื่นผิดคาดในตัวเขา
ได้
ช่างเถอะ ชินแล้วล่ะ คนผู้นี้หน้าไม่อาย มีอะไรให้
ไม่กล้ายอมรับกันล่ะ
ไม่รับโทษก็โดนโบยหนึ่งร้อยไม้ หากยอมรับก็
สามารถลดโทษให้ได้กึ่งหนึ่ง
ฮ่องเต้ล้มเลิกจะเยียวยารักษาอะไรเซวียนผิงโหว
ตั้งนานแล้ว ในช่วงแรกๆ ยังเคยคิดว่าคนผู้นี้เป็น
ขุนนางในราชสำนักที่พระองค์ให้ความสำคัญ
การกระทำและคำพูดของเขาล้วนเกี่ยวข้องกับ
ศักดิ์ศรีของราชสำนัก และยังเกี่ยวข้องกับพระ
พักตร์ของพระองค์ด้วย ซ้ำชาวบ้านก็ด่าเซวียนผิง
โหวที่ตัวของเซวียนผิงโหวเอง ไม่ได้ด่าไปถึงราช
สำนัก ฮ่องเต้จึงคร้านจะแกว่งเท้าหาเสี้ยน
ฮ่องเต้มมองไปยังเซวียนผิงโหว ก่อนจะตรัสอย่าง
จริงจัง “เราเห็นแก่ท่าทีที่เหมาะสมของเจ้า
กระตือรือร้นยอมรับโทษเอง ไปรับโบยเองห้าสิบ
ไม้ไป แล้วก็ลดเงินเดือนครึ่งปีด้วย”
เซวียนผิงโหวหน้าทะมึน
โดนโบยน่ะได้ แต่ลดเงินเดือนไม่ได้!
ราชครูจวงไม่พอใจกับผลลัพธ์นี้เช่นกัน ศักดิ์ศรี
ของพวกเขาตระกูลจวงถูกเซวียนผิงโหวดึงมา
กระทืบกับพื้น สุดท้ายฝั่าบาทลงโทษแค่ลด
เงินเดือนนิดหน่อยกับโบยไม่กี่ไม้เท่านั้นน่ะรึ
เซวียนผิงโหวเงินทองมากมี นับประสาอะไรกับ
เงินเดือนครึ่งปี
ส่วนโทษโบยนั่น เขาเป็นคนมีวรยุทธ์ โบยเขาไปก็
เหมือนเกาให้เขาคันยิบๆ เท่านั้น!
ราชครูจวงโมโหจนหน้าเขียวคล้ำ สองหมัดกำ
แน่นจนเกิดเสียง เซวียนผิงโหวเดินออกมาอย่าง
เอ้อระเหย มองราชครูจวงแวบหนึ่ง ก่อนจะจุ๊ๆ
ปากเอ่ย “อายุปูนนี้แล้วยังไม่หย่านมอีกรึ ถึงได้
วิ่งแจ้นมาฟั้อง”
ราชครูจวง “…!!”