สามีข้าคือขุนนางใหญ่ - บทที่ 504 จัดการเรียบร้อย (1)
“ไม่ได้!” กู้ฉังชิงปฏิเสธโดยแทบจะไม่ต้องคิด
เขารู้ดีว่ากาฬโรคนั้นน่ากลัวเพียงใด ใช่ว่าเขาไม่
เคยประสบกับเหตุการณ์แบบนี้ ทุกครั้งที่เกิด
สงคราม จะต้องมีการระบาดของโรค เพียงแต่
ขึ้นอยู่กับความรุนแรงมากน้อยในแต่ละครั้ง
โรคภัยบางโรคหากพบเจอได้เร็วก็ปั้องกันได้
ทันท่วงที ทว่าการที่ผู้คนล้มตายก็เป็นเรื่องที่
หลีกเลี่ยงมิได้เช่นกัน
เขาไม่ยอมให้นางเอาตัวเข้าเสี่ยงโดยเด็ดขาด
“ข้าเป็นหมอนะ ไม่เป็นไรหรอกน่า” กู้เจียวเอ่ย
พลางหยิบกล่องยาออกจากตะกร้า รวมถึงถุงมือ
แว่นตา และชุดกาวน์ผ่าตัด
กู้ฉังชิงมองดูน้องสาวตัวเองที่กำลังหยิบวัตถุ
หน้าตาแปลกประหลาดออกมาจากตะกร้า ถึงกับ
อ้ำอึ้งพูดไม่ออก
“เจ้า…”
เขาอ้าปากค้าง
กู้เจียวดึงสายรัดสองเส้นสุดท้ายบนชุดผ่าตัดและ
พูดกับกู้ฉังชิง “แค่มีของพวกนี้อยู่ ข้าก็ไม่กลัว
การติดเชื้อแล้ว!”
ตามหลักแล้วนางควรสวมชุดปั้องกันโรคจึงจะ
ปลอดภัยที่สุด แต่กล่องยาของนางมีเพียงแค่ชุด
ผ่าตัดแค่ชุดเดียว แถมยังเป็นขนาดพอดีตัวนาง
อีกด้วย
เรื่องที่กู้เจียวตัดสินใจแล้วไม่ว่าใครก็ไม่อาจ
เปลี่ยนใจนางได้ ต่อให้กู้ฉังชิงตัดสินใจแล้วว่าเขา
จะเป็นคนทำเอง กู้เจียวก็จะตามเขาไปอยู่ดี
เว้นเสียแต่กู้ฉังชิงจะกดจุดให้นางขยับตัวไม่ได้
แต่ถ้าจู่ๆ เกิดพวกทหารของราชวงศ์ก่อนโผล่มา
กู้เจียวที่ขยับตัวไม่ได้และถูกทิ้งให้อยู่ลำพังก็อาจ
ตกอยู่ในอันตรายได้
หลังจากครุ่นคิดอยู่หลายตลบ ในที่สุดกู้ฉังชิงก็
ยอมให้นางลงมือ
คราวนี้กู้เจียวไม่ได้พกปืนออกมา มีอาวุธติดตัว
แค่กริชหนึ่งเล่ม
กู้ฉังชิงจึงยื่นกริชของเขาเองให้นาง “ใช้นี่สิ”
กริชของเขามีความคมและเบากว่าของกู้เจียว
“ได้” กู้เจียวไม่ปฏิเสธ
“เปิดประตูไว้ด้วยล่ะ” กู้ฉังชิงกำชับ
“อื้อ” กู้เจียวน้อมรับ
เห็นไหม นางออกจะเชื่อฟัง
กู้เจียวมายังหน้าห้องของทหารหน่วยกล้าตาย
พร้อมกับกริช ยกมือขึ้นแล้วเคาะประตู
นายทหารนึกว่าเป็นทหารของราชวงศ์ก่อน จึง
เปิดประตูให้
ทันทีที่ประตูเปิด เขารู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
เขากระแทกประตูให้ปิด แต่มันก็สายเกินไป กู้
เจียวเตะไปที่ประตูและแทงเอวของเขาด้วยกริช
ในมือของนาง!
หลังจากนั้น เขานึกเสียดายทันที ทำไมเขาต้อง
ปิดประตูด้วยเล่า ก็ฆ่าศัตรูเสียเลยสิ!
แม้โอกาสจะน้อยนิด หากเขาเลือกโจมตีนาง
โดยตรง อาจทำให้นางหมดหนทางหนีก็เป็นได้
ทว่าแรงกริชของกู้เจียวนั้นทั้งเร็วแรงและแม่นยำ
แทบไม่มีช่องว่างให้เขาได้หายใจหายคอด้วยซ้ำ
กู้เจียวดึงกริชออกจากร่างอีกฝั่ายจนเลือดพุ่ง
ออกมา!
ร่างหมดลมของเขาร่วงหล่นลงพื้นโดยที่ตัวเขา
เองยังไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำ
เมื่อเห็นว่าชุดของกู้เจียวเต็มไปด้วยเลือด กู้ฉังชิง
รีบลุกขึ้นจากพุ่มไม้และเดินมุ่งหน้ามาทางกู้เจียว
กู้เจียวยืนมือห้ามเขาไว้ “ข้าไม่เป็นอะไร เจ้าอย่า
เข้ามา!”
นี่เป็นเลือดที่ติดเชื้อ
กู้ฉังชิงหยุดฝีก้าวบนสะพานไม้ และมองกู้เจียว
อยู่ห่างๆ ด้วยความกังวล
จากนั้นกู้เจียวจัดแจงลากศพมายังกระโจมหลัง
หนึ่ง เดิมทีนางต้องการจะเผาทั้งหลัง แต่จู่ๆ ก็
เกิดลังเลและเลือกที่จะเปลี่ยนแผน
กู้เจียวพยายามมองหาพลั่ว แต่กลับไม่พบ จึง
ตัดสินใจเคาะประตูกระโจมอื่น
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ไม่มีใครเปิดประตูออกมาสักคน
กู้เจียวพยายามเคาะประตูหลายๆ หลัง ก็ยัง
เหมือนเดิม ไม่มีใครออกมา
“เป็นเพราะข้าไม่พูดหรือเปล่า พวกเขาเลยไม่รู้
ว่าข้าเป็นใคร หรือพวกเขาคิดว่าข้าเป็นใครกัน
นะ” ขณะที่กู้เจียวลังเลว่าจะพูดหรือไม่ จู่ๆ
ประตูของกระโจมหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่ทิศตะวันออก
ก็เปิดออก
คนที่เดินออกมาคือชายหนุ่มที่พยายามหลบหนี
แต่ถูกทหารหน่วยกล้าตายทำร้ายนั่นเอง
เขาชำเลืองการแต่งตัวของกู้เจียวด้วยสายตาฉงน
อยู่พักหนึ่ง ก่อนจะหันไปทางร่างไร้วิญญาณที่จม
กองเลือดของทหารคนนั้น
ชายหนุ่มถึงกับนิ่งไป
“เจ้ามีพลั่วไหม” กู้เจียวเดินเข้าไปหาเขา แล้ว
เอ่ยถาม
สิ่งแรกที่ชายหนุ่มตกใจคือ นางเป็นแค่เด็กผู้หญิง!
น่ะ นี่ นี่มันเด็กผู้หญิงนี่!
“มีพลั่วไหม” กู้เจียวถามอีกรอบ
“อะ เอ่อ มี มี มีสิ จะ เจ้า…แม่นาง…เอ่อ…” ชาย
หนุ่มไม่รู้จะเรียกนางว่าอย่างไร พลางเอ่ยถาม
ด้วยเสียงติดอ่าง “จะ เจ้า จะเอาพลั่วไหม”
“เอาสิ” กู้เจียวตอบ
ชายหนุ่มหันกลับไปทางกระโจม บางทีอาจเป็น
เพราะเขาประหม่าและลนเกินไป ตัวของเขาจึง
กระแทกเข้ากับแผงประตูจนตาลาย
หลังจากที่เขาเข้าไปข้างใน กู้เจียวได้ยินเสียง
สนทนาเล็ดลอดออกมา
“ผู้ใดหรือ”
“ข้าไม่เคยหน้ามาก่อน แต่ไม่น่าจะใช่คนของยี่
อ๋องหรอก”
ยี่อ๋อง นายพลใหญ่ของอดีตราชวงศ์ และได้ข่าว
ว่าเป็นลุงแท้ๆ ของพลทหารม้าอีกด้วย
“เจ้าบ้าไปแล้วรึ! พวกเขาไม่ให้พวกเราต้อนรับ
พูดคุยกับคนนอก ไม่อย่างนั้นพวกมันต้องมาเก็บ
พวกเราแน่ๆ !”
“พวกเราอยู่ที่นี่ก็ไม่ต่างอะไรกับรอวันตายหรอก
อีกทั้งนางยังฆ่าเจ้านั่นแล้วด้วย นางมาที่นี่เพื่อ
ช่วยพวกเรา!”
“เจ้าจะไปรู้อะไร!”
“ข้าไม่สน อย่างไรเสียข้าต้องออกไปจากที่นี่ให้
ได้!”
ชายหนุ่มพูดจบ ก็คว้าพลั่วแล้วเดินออกไป
เขายื่นพลั่วนั้นให้กู้เจียว “อ่ะนี่”
ขณะที่กู้เจียวกำลังยื่นมือรับ จู่ๆ เขานึกอะไรขึ้น
ได้แล้วชักมือกลับพลางเดินถอยหลังหนึ่งก้าว
“พวกเราที่นี่ติดเชื้อกันหมด ระวังจะโดนด้วยล่ะ”
“ข้ารู้” กู้เจียวก้าวเท้าไปข้างหน้าแล้วคว้าพลั่วที่
อยู่ในมือเขา “ขอบใจเจ้านะ”
“เอ่อ” ชายหนุ่มกำลังจะพูดต่อ แต่กู้เจียวกลับ
หันหลังแล้วเดินออกไป
กู้เจียวเดินมาที่หลังหมู่บ้านและลงมือใช้พลั่วขุด
หลุม พอขุดไปได้ครึ่งหนึ่ง ชายหนุ่มคนนั้นก็ได้
เดินเข้ามาหา “เจ้ากำลังขุดหลุ่มอยู่รึ เดี๋ยวข้า
ช่วยเอง”
“ไม่ต้องหรอก” กู้เจียวเอ่ย
แม้จะถูกปฏิเสธ แต่ชายหนุ่มก็ยังยืนกรานที่จะ
ช่วย และใช้พลั่วอีกอันลงมือขุดหลุม
กู้เจียวมองเขาอยู่พักหนึ่งโดยไม่พูดอะไร
สองคนย่อมดีกว่าคนเดียว พอขุดเสร็จ กู้เจียวก็
กระโดดขึ้นจากหลุ่ม ก่อนจะเอื้อมมือดึงร่างของ
ชายหนุ่มขึ้นมาด้วย
ตอนแรกชายหนุ่มลังเลที่จะแตะต้องตัวนาง แต่
พอเห็นว่านางใส่ถุงมือ ก็เลยยื่นมือให้แต่โดยดี
กู้เจียวลากศพของทหารลงหลุมพร้อมกับกองฟืน
ที่ใช้เป็นเชื้อเพลิง และทำการจุดไฟ
ชายหนุ่มกลืนน้ำลายอึกใหญ่ พลางเอ่ยถามด้วย
ท่าทีหวาดกลัวแต่ก็สงสัยในคราเดียวกัน “นี่เจ้า
เป็นคนฆ่าเขาจริงๆ ใช่ไหม”
ตอนแรกที่เขาพูดกับเพื่อนร่วมห้องเช่นนั้นว่านาง
เป็นคนฆ่านายทหารก็เพื่อปลอบใจเท่านั้น แต่ตัว
เขาเองไม่ได้เชื่อเช่นนั้น
นี่มันเซียนชัดๆ !
“อืม” กู้เจียวเอ่ยอืม
ชายหนุ่มยังคงทำหน้าสงสัย “เจ้าเป็นใครมาจาก
ไหน เหตุใดต้องฆ่าเจ้าหมอนี่ หรือว่าครอบครัว
ของเจ้าถูกพามาที่นี่เหมือนกันอย่างนั้นรึ”
พอเอ่ยถึงตรงนี้ เขาก็รีบส่ายหัวแล้วเอ่ยต่อ “เอ่อ
ข้าถามเจ้ามากไปหรือไม่ เจ้าจะไม่ตอบข้าย่อมได้
นะ! ในเมื่อเจ้าเป็นคนจัดการหมอนี่ แปลว่าเจ้า
เป็นคนดี!”
“คนที่อยู่ที่นี่ส่วนใหญ่เป็นใครมาจากไหนรึ” กู้
เจียวเอ่ยถาม
“มีหมดแหละ ตั้งแต่ระดับพ่อค้าไปจนถึงใต้เท้า”
กู้เจียวสงสัย “พวกเขาไม่ใช่คนของหมู่บ้านนี้
หรอกรึ”
ชายหนุ่มเริ่มคร่ำครวญ “ชาวบ้านที่นี่ถูกพวกมัน
ฆ่าตายเมื่อนานมาแล้ว พวกเราถูกจับให้มาอยู่
ที่นี่ในภายหลัง และสมาชิกในครอบครัวของพวก
เราก็ถูกพวกมันพาไปด้วย ถ้าพกเราไม่เชื่อฟัง
พวกมันก็จะทรมานสมาชิกในครอบครัวของเรา
หรือไม่ก็ส่งมารอความตายที่นี่”
กู้เจียวถามต่อ “แล้วเหตุใดเจ้าถึงไม่เชื่อฟังพวก
มันล่ะ”
“ข้าไม่มีครอบครัว” ชายหนุ่มทำหน้าเศร้าหมอง
เพราะครอบครัวของเขาตายหมดแล้ว ถูกคนของ
พวกมันฆ่าตายจนไม่เหลือ
ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง
กู้เจียวนิ่งอยู่พักหนึ่ง ก่อนเอ่ยต่อ “ทหารพวกนั้น
คอยส่งข้าวให้พวกเจ้าทุกวันอย่างเดียวหรือ ยังมี
อย่างอื่นอีกไหม เช่นตรวจร่างกายพวกเจ้า”
ชายหนุ่มส่ายหัว “ไม่มีนะ พวกนั้นไม่กล้าเข้าใกล้
พวกเราด้วยซ้ำ เจ้าคือคนแรกที่กล้าเข้าใกล้พวก
เรา ข้าถามจริงๆ นะ เจ้าไม่กลัวติดเชื้อบ้างเลยรึ
หรือว่า…เจ้าติดเชื้อไปแล้ว”
“ข้ายังไม่ติดเชื้อน่ะ” กู้เจียวเอ่ย
ชายหนุ่มรีบแย้ง “เช่นนั้น เจ้าต้องรีบออกไปจาก
ที่นี่เสีย! อีกหนึ่งชั่วยาม พวกมันก็จะเข้ามาส่ง
อาหารเย็น หากรู้ว่าเจ้าอยู่ที่นี่ แถมพบว่าเจ้าฆ่า
คนของพวกมันไปแล้ว เจ้าต้องถูกล่าแน่ๆ !”
“เจ้ามีนามว่าอันใด”
ชายหนุ่มเอ่ยตอบ “ข้ามีนามว่าเสิ่นเซวียน พ่อแม่
ข้าเรียกข้าว่าเสี่ยวสือโถว”
กู้เจียวจ้องมองเขาด้วยสายตาหนักแน่น “เสี่ยว
สือโถว ข้าไว้ใจเจ้าได้หรือไม่”
บทที่ 504 จัดการเรียบร้อย (2)
หลังเดินทางออกจากเมืองหลิงกวนเป็นเวลากว่า
ชั่วยาม ในที่สุดกู้ฉังชิงและกู้เจียวก็เจอกับม้าที่
พวกเขาซ่อนไว้
“จะไม่เป็นอะไรใช่ไหม” กู้ฉังชิงเอ่ยถาม
แน่นอนว่าเขาถามถึงสุขภาพร่างกายของนาง
แต่กู้เจียวดันเข้าใจผิด นึกว่าเขาถามถึงเรื่องที่
หมู่บ้าน
“ทหารพวกนั้นจะเดินไปส่งอาหารตามเวลา พวก
เขาไม่แม้แต่จะเข้าไปในกระโจม ทุกครั้งที่พวก
เขาส่งอาหารเช้า ทหารหน่วยกล้าตายจะทำการ
เคาะประตูเพื่อเป็นสัญญาณว่าเขายังมีชีวิตอยู่
พวกทหารต้องการรู้แค่ว่าเขายังมีชีวิตอยู่ และ
ไม่ได้จะถามไถ่อะไร เสี่ยวสือโถวย้ายเข้าไปใน
กระโจมของทหารหน่วยกล้าตายคนนั้น และจะ
ทำหน้าที่เคาะประตูทุกเช้า”
กู้ฉังชิงเอ่ยถามต่อ “แล้วคนอื่นๆ จะไล่เขา
ออกไปหรือไม่”
“ถ้าพวกเขามีใจอยากจะช่วยคนในครอบครัวกัน
จริงๆ ก็คงไม่ทำเช่นนั้น” กู้เจียวตอบ
กู้เจียวสัญญาไว้ว่าจะช่วยเหลือครอบครัวพวกเขา
อีกทั้งยังทิ้งยารักษาโรคไว้ ขอแค่พวกเขากินยา
ตามที่สั่ง ก็จะทำให้มีโอกาสรอดชีวิตได้
นอกจากนี้ กู้เจียวยังบอกพวกเขาว่ากองทัพ
ตระกูลกู้มาถึงชายแดนแล้ว และคนที่ยืนอยู่บน
สะพานไม้คือนายน้อยของกองทัพตระกูลกู้
ราชสำนักจะไม่ทิ้งแผ่นดินและราษฎรเพียงลำพัง
กู้ฉังชิงรู้สึกซาบซึ้งกับผลงานของน้องสาวคนนี้
เป็นอย่างยิ่ง
“ต้องใช้เวลารักษานานเท่าไหร่” กู้ฉังชิงเอ่ยถาม
“เจ็ดถึงสิบวัน” กู้เจียวตอบ “ระหว่างนี้ให้เขาหา
ลู่ทางหลบหนีออกมาจากที่นั่น หากมีการโจมตี
เกิดขึ้นต้องให้พวกเขารู้ล่วงหน้า เขาจะได้พาคน
ในหมู่บ้านหนีออกไปที่ที่ปลอดคน เพื่อระวังการ
แพร่เชื้อ”
กู้ฉังชิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งและพูดว่า “คงยังไม่มี
อะไรต้องกังวลสินะ”
เดิมแผนการคือโจมตีเมืองหลิงกวนก่อน ด้วย
ความทีเมืองหลิงกวนมีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์พิเศษ
ทำมุมกับเมืองเย่ว์กู่และเมืองเย่เฉิง หลังจากยึด
เมืองได้แล้ว พวกเขาสามารถโจมตีเมืองเย่เฉิงได้
จากทั้งสองด้าน
แน่นอนว่า หากเลือกโจมตีเมืองหลิงกวนก่อน
พวกเขาอาจถูกกองทัพของอดีตราชวงศ์และของ
แคว้นเฉินบีบโจมตีได้
กู้ฉังชิงไม่กลัวว่ากองกำลังศัตรูจากทั้งสองเมือง
จะร่วมมือกัน เพราะเขารู้จำนวนกองทัพของแต่
ละเมืองเป็นที่เรียบร้อย เมืองหลิงกวนมีกองกำลัง
ทหารสามหมื่นคน เมืองเย่เองก็เช่นกัน ขณะที่
กองกำลังทหารของตระกูลกู้มีทั้งหมดหนึ่งแสน
คน ต่อให้พวกนั้นจะร่วมมือกันเขาก็ไม่เกรงกลัว
เมืองเปั่ยอยู่อีกฟากหนึ่งของเมืองเย่ ตราบใดที่
พวกเขาเคลื่อนที่เร็วพอ กองทัพศัตรูจากเมือง
เปั่ยหยางจะไม่ยกมาอย่างรวดเร็ว
“ได้ยินมาว่าเมืองเปั่ยหยางจะเพิ่มกองกำลัง
ทหารอีกนะ” กู้เจียวเอ่ย
“มีข่าวเช่นนี้ด้วยรึ” กู้ฉังชิงขมวดคิ้ว
กู้เจียวพยักหน้า “อืม เสี่ยวสือโถวเล่าว่าตอนเขา
ถูกจับและถูกนำตัวไปที่ไท่โส่วฝู เขาได้ยินการ
สนทนาระหว่างพลทหารม้ากับแม่ทัพคนหนึ่ง
ของแคว้นเฉิน”
เดิมแคว้นเฉินมีทหารประจำการอยู่ที่ปั้อม
ปราการชายแดนแปดหมื่นนาย หลังจากที่พวก
นั้นได้ข่าวว่ากองทหารตระกูลกู้มีกำลังพลหนึ่ง
แสนนาย ปั๋อชินหวังจึงส่งกองกำลังหนึ่งแสนคน
จากทั่วแคว้นเฉินมาเสริม
แคว้นเฉินสูญเสียกองกำลังทหารไปสองหมื่นนาย
บวกกับกองกำลังที่เหลืออีกสามหมื่นนายจาก
พวกอดีตราชวงศ์ ทำให้ยังคงมีทหารเหลืออีกเก้า
หมื่นนาย ตราบใดที่ไม่มีการระบาดของโรค แทบ
ไม่ต้องพูดถึงว่ากองทัพของตระกูลกู้จะรับมือได้
หรือไม่
แต่ถ้ากำลังเสริมหนึ่งแสนคนของแคว้นเฉินมาถึง
เรื่องอาจไม่ง่ายขนาดนั้น
กู้ฉังชิงพยักหน้า “ดูเหมือนทหารสามหมื่นนาย
ของเมืองเปั่ยหยางจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่แล้วสินะ”
ปัญหาคือนายทหารหนึ่งแสนคนที่เพิ่มเข้ามา
ต่างหาก
กู้เจียวเอ่ยต่อ “หากทุกครั้งเราสามารถชนะได้
ด้วยวิธีมากต่อน้อย ก็สามารถลดการสูญเสีย
ทหารของตระกูลกู้ไปได้ แม้ว่ากำลังเสริมของ
แคว้นเฉินจะเพิ่มเข้ามา ก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสชนะ
เสียทีเดียว”
กู้ฉังชิงนึกในใจ ที่นางพูดมาก็มีเหตุผลแฮะ
แต่สิ่งที่กู้เจียวไม่ได้พูดออกมาก็คือ นางต้องการ
ตามหาทหารหน่วยกล้าตายของอดีตราชวงศ์ที่
ซ่อนตัวอยู่ในความมืดให้เร็วที่สุด มากกว่าการหา
วิธีการจัดการกับกำลังเสริมแสนนายของแคว้น
เฉินด้วยซ้ำ
ในเมื่อเรื่องโรคระบาดก็ได้คำตอบมาแล้ว กู้ฉังชิง
จึงไม่ต้องออกไปตามหาตัวยา แล้วทหารหน่วย
กล้าตายจะเข้ามาทำร้ายกู้ฉังชิงตอนไหนกันล่ะ
ทั้งสองกลับมายังเมืองเย่ว์กู่ และมุ่งหน้าไปยัง
ค่ายทหารก่อน
ทันทีที่พวกเขามาถึงประตูค่ายทหาร ทั้งสองก็
เจอะกับท่าทีที่ตื่นเต้นของผู้ว่าเฉิง
เนื้อตัวผู้ว่าเฉิงถูกปกคลุมไปด้วยเกล็ดหิมะ ดู
เหมือนว่ามีหิมะตกในเมืองเย่ว์กู่หลังจากที่พวก
เขาออกเดินทาง
“นายท่าน! ท่านหมอ!”
ดวงตาผู้ว่าเฉิงเปล่งประกายเมื่อได้เห็นพวกเขา
เดินทางกลับมาอย่างปลอดภัย
เขารู้ตัวตนที่แท้จริงของกู้เฉิงเฟิงและกู้เจียวแล้ว
โชคดีที่เขาไม่ได้ไปก่อเรื่องให้พวกเขาทั้งสอง
“มีเรื่องอันใดรึ” กู้ฉังชิงเอ่ยถาม
“เอ่อ…”
น้ำเสียงที่จริงจังทำเอาใจของผู้ว่าเฉิงเต้นไม่เป็น
จังหวะ ทันใดนั้นเขาก็ตระหนักว่ากู้ฉังชิงกำลัง
ถามเขาว่าทำไมเขาถึงออกจากตำแหน่งโดยไม่ได้
รับอนุญาตและมาปรากฏตัวที่นี่
เมืองเย่ว์กู่เพิ่งหมดสงครามและยังมีหลายสิ่ง
หลายอย่างที่ต้องดูแล ในฐานะนายอำเภอของ
เมือง เขาควรจะจัดการกับการตั้งถิ่นฐานใหม่ของ
ผู้คน
“ข้าน้อยเพิ่งกลับมาจากเพิงแจกข้าวต้มขอรับ”
เขาอดไม่ได้ที่จะปาดเหงื่อเย็น แต่โชคดีที่เขาฝั่า
ลมและหิมะไปช่วยผู้ประสบภัยตลอดบ่าย
“ข้าน้อยมาที่นี่เพื่อรายงานสถานการณ์ให้ท่าน
ขอรับ”
“ข้างนอกอากาศหนาว เข้าไปด้านในเถิด” กู้ฉัง
ชิงเปิดม่านออกให้กู้เจียวเดินเข้าไปข้างในด้วย
ท่าทีอันอ่อนโยนซึ่งต่างกับเมื่อครู่นี้ราวกับคนละ
คน
หลังจากที่กู้เจียวเดินเข้าไป น้ำเสียงของกู้ฉังชิงก็
เย็นชาอีกครั้ง “เจ้าไม่จำเป็นต้องรายงานเรื่อง
ภายในของเจ้าให้ข้าทราบหรอก”
“เอ่อ…ขอรับ! ขอรับ!”
นายทหารกู้เปลี่ยนอารมณ์รวดเร็วเสียยิ่งกว่าเปิด
หนังสือ
“ทว่ามีอีกเรื่องที่ข้าน้อยยังไม่ได้แจ้งให้ท่านได้
ทราบนะขอรับ” ผู้ว่าเฉิงเอ่ยพลางทำหน้ายิ้มกริ่ม
“เรื่องอันใดรึ”
“ท่านเหล่าโหวฟืนแล้วขอรับ!” ผู้ว่าเฉิงเอ่ยด้วย
รอยยิ้มกว้าง