สามีข้าคือขุนนางใหญ่ - บทที่ 531 โอหัง (1)
“ไม่เป็นไรหรอก” ฮ่องเต้ตรัสอย่างไม่ถือสา
“เสียนเอ๋อร์ยังเด็ก”
พระองค์ไม่ไปถือสาหาความกับเด็ก มิฉะนั้น
พระองค์คงโมโหเจ้าเด็กอ้วนโอรสตัวเองตายไป
หลายหนแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น…
สายตาฮ่องเต้ตกลงบนขาของหวงฝูั่เสียน ร่างกาย
ไม่ดี จะอารมณ์ไม่ดีก็ไม่แปลก
“เหลียนเอ๋อร์ เจ้าพาเสียนเอ๋อร์ออกไปผิงแดด
ก่อนไป” องค์หญิงหนิงอันเอ่ยกับเหลียนเอ๋อร์
“เพคะ” เหลียนเอ๋อร์ขานรับอย่างเคารพ เดินมา
ด้านหลังหวงฝูั่เสียนอย่างระมัดระวัง ก่อนเข็น
รถเข็นเดินออกไป
“ฝั่าบาท” องค์หญิงหนิงอันเอ่ยอธิบาย “เสียน
เอ๋อร์ถูกข้าตามใจจนเสียนิสัยแล้ว ขอฝั่าบาทอภัย
ด้วย”
“ยังเรียกข้าว่าฝั่าบาทอยู่อีกหรือ” ฮ่องเต้จดจ้อง
นางพลางตรัสถาม
องค์หญิงหนิงอันยิ้มขื่นเอ่ยแก้ “เสด็จพี่”
ฉินกงกงเดินมาหา ยิ้มทูล “ไทเฮา ตำหนักของ
องค์หญิงหนิงอันและคุณชายเก็บกวาดเรียบร้อย
แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“เสด็จแม่…” องค์หญิงหนิงอันมองจวงไทเฮา
อย่างนิ่งอึ้ง
จวงไทเฮาตรัส “ก่อนเจ้าจะออกเรือนตำหนักปีส
ยาสงวนไว้ให้เจ้ามาตลอด เจ้ากับเสียนเอ๋อร์ไป
พักที่นั่นชั่วคราวก่อนเถิด”
“ข้า…” องค์หญิงหนิงอันแววตาขยับไหว หลบตา
ลงพลันเอ่ยถาม “ข้ายังพักในวังหลวงได้อยู่หรือ”
องค์หญิงที่ยังไม่ออกเรือนกลับมาพักที่วังหลวงได้
แต่ความจริงแล้วโดยปกติแล้วองค์หญิงจะไม่มี
ตำหนักส่วนตัว พวกนางจะพำนักกับพระมารดา
ตัวเองเป็นส่วนมาก องค์หญิงหนิงอันเป็น
ข้อยกเว้น จวงไทเฮากับฮ่องเต้รักเอ็นดูนางยิ่ง จึง
สร้างตำหนักปีสยาให้นางคนเดียว
แต่นางแต่งไปชายแดนหลายปีเพียงนี้ ตำหนักปีส
ยาก็ไม่ได้ยกให้คนอื่นพัก
ฮ่องเต้รีบตรัส “ในเมื่อเป็นเจตนาของเสด็จแม่
เจ้าก็เข้าพักเสียเถิด”
ฮ่องเต้ก็หวังว่าองค์หญิงหนิงอันจะพักอยู่ในวัง
แบบนี้สะดวกในการดูแลฮ่องเต้และไทเฮา
ฮ่องเต้มีอะไรจะคุยกับหนิงอันเยอะแยะ พระองค์
เดาว่าเสด็จแม่ก็เช่นกัน เพียงแต่ทั้งสามคนอยู่
ร่วมกันเรื่องบางเรื่องค่อนข้างยากที่จะเอื้อนเอ่ย
ออกมาได้
“เราไปตำหนักปีสยาด้วยกันกับเจ้าดีกว่า”
ฮ่องเต้ตรัส
องค์หญิงหนิงอันพยักหน้า คำนับให้จวงไทเฮา
“ภายหน้าลูกจะมาถวายพระพรเสด็จแม่ใหม่”
จวงไทเฮาพยักหน้า มองส่งฮ่องเต้กับองค์หญิงห
นิงอันออกจากตำหนักเหรินโซ่ว
ฉินกงกงยกชามาหา เห็นจวงไทเฮาสีหน้า
โศกเศร้า จึงอดถอนใจเอ่ยปลอบไม่ได้ “องค์หญิง
ชะตาตกทุกข์ หากตอนนั้นฟังคำท่าน จะเป็น
เช่นนี้หรือ แต่โชคดีที่กลับมาอย่างปลอดภัย ภาย
หน้าก็ไม่มีใครทำให้องค์หญิงต้องทนทุกข์อีก
ต่อไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
จวงไทเฮาหลับตาหันหน้าหนี น้ำตาไหลลงข้าง
แก้ม
ฮ่องเต้เดินเคียงไหล่กับองค์หญิงหนิงอันไปยัง
ตำหนักปีสยา
เหลียนเอ๋อร์เข็นหวงฝูั่เสียนตามหลังไม่ใกล้ไม่ไกล
องค์หญิงหนิงอันหันกลับมามองหวงฝูั่เสียนที่สี
หน้าเย็นชา ก่อนถอนหายใจอย่างจนปัญญา
ฮ่องเต้สังเกตเห็นสายตานาง จึงเอ่ยถามเสียงเบา
“เกิดอะไรขึ้นกับขาเสียนเอ๋อร์รึ บาดเจ็บเพราะ
ศึกครานี้หรือ”
องค์หญิงหนิงอันสายหน้าอย่างขื่นขมพลันเอ่ย
“เป็นเรื่องเมื่อตอนเด็กๆ แล้ว ตอนเสียนเอ๋อร์ห้า
ขวบ ที่ชายแดนเกิดหิมะตกห่าใหญ่ในรอบสิบปี”
ฮ่องเต้ส่งเสียงอืมราวกับคิดอะไรบางอย่างอยู่
“เรื่องนี้เราจำได้ ราชสำนักยังจัดสรรเงินเพื่อ
บรรเทาภัยพิบัติที่ชายแดนด้วย จิ้ง…”
จิ้งไท่เฟยทำเสื้อผ้ากันหนาวให้องค์หญิงหนิงอัน
ด้วยตัวเอง นางได้รับความไว้วางใจในการ
บรรเทาภัยพิบัติให้ไปชายแดนด้วย
ยามนี้ฮ่องเต้ไม่อยากเอ่ยถึงชื่อนี้เลย พระองค์
สะอิดสะเอียนสุดแสน แต่นางดันเป็นเสด็จแม่
แท้ๆ ของหนิงอัน ช่างกระอักกระอ่วนจริงๆ
องค์หญิงหนิงอันเผยยิ้มจางๆ “เพคะ ตอนนั้น
เสด็จแม่ยังมอบเสื้อผ้ากันหนาวให้ข้าด้วย”
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับขาของเสียนเอ๋อร์หรือ”
“ตอนนั้นข้ากับ…พ่อของเขาไปบรรเทาทุกข์ เขา
ที่อยู่ในจวนองค์หญิงเลยออกไปเดินเล่นคนเดียว
เด็กคนนี้ซุกซนตั้งแต่เล็ก อยู่ไม่สุขเลยสักครั้ง
องครักษ์ต่างคุมเขาไม่อยู่ ทำให้เขาหนีออกไปได้
สำเร็จ ตอนพวกเราเจอเขาก็หลังจากนั้นหนึ่งวัน
หนึ่งคืน เขาตกลงมาจากเนินเขา นอนอยู่บนพื้น
หิมะเย็นเยียบ ขาสองข้างของเขาแข็งจนเนื้อตาย
แล้ว เพื่อรักษาชีวิตเขาไว้ หมอจึงต้องตัดขาเขา
ทิ้ง”
องค์หญิงหนิงอันเอ่ยถ้อยคำดังกล่าว พยายามทำ
ให้ตัวเองดูสงบนิ่ง ทว่าลมหายใจของนางและ
อาการบีบมือก็ยังปิดบังอารมณ์ของนางไว้ไม่ได้
อยู่ดี
ใจฮ่องเต้กระตุกไหว อธิบายไม่ถูกเหมือนกันว่า
สงสารหวงฝูั่เสียน หรือสงสารองค์หญิงหนิงอันที่
ลูกชายเจอเรื่องแบบนี้
พระองค์จับมือองค์หญิงหนิงอันเหมือนตอนเด็กๆ
“เราไม่รู้เลยว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้กับเจ้ากับเสียน
เอ๋อร์ เหตุใดเจ้าไม่เขียนมาในจดหมายเล่า”
องค์หญิงหนิงอันเอ่ยเสียงเบา “เรื่องแบบนี้…ไม่
ควรพูดเพคะ”
เอ่ยถึงหนหนึ่งก็เหมือนใจโดนมีดกรีดทีหนึ่ง ถูก
ปลอบโยนคราหนึ่งก็เหมือนใจโดนมีดกรีดอีกที
หนึ่ง เมื่อคนคนหนึ่งเจ็บปวดจนถึงขีดสุดจะไม่ไป
ร้องขอความเห็นใจไปทั่ว แต่จะกันตัวเองออก
จากโลกภายนอกแทน
ฮ่องเต้ย่อมรู้ดีแก่ใจ ด้วยเหตุนี้จึงยิ่งสงสารองค์
หญิงหนิงอัน
พระองค์แอบสาบานว่า ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป
พระองค์จะไม่มีทางให้องค์หญิงหนิงอันห่างข้าง
กายพระองค์อีก และไม่ให้นางกับเสียนเอ๋อร์ต้อง
ตกทุกข์ได้ยากอีกต่อไป
“เสียนเอ๋อร์เขา…” องค์หญิงหนิงอันเอ่ยแล้ว
ชะงักไป
ฮ่องเต้เป็นพี่ชายนาง ต่อให้ไม่ได้พบกันนานเพียง
นี้ แต่ในใจนางกำลังกังวลสิ่งใดพระองค์ก็ยังพอ
คาดเดาได้อยู่ดี
พระองค์หยุดฝีเท้าลง มองนางอย่างจริงจังพลาง
ตรัส “ไม่ว่าพ่อของเสียนเอ๋อร์จะเป็นผู้ใด เขาก็ยัง
เป็นลูกชายเจ้าอยู่ดี เป็นหลานชายเราอยู่ดี เรา
จะปกปั้องเขาอย่างสุดกำลัง”
องค์หญิงหนิงอันกลับเมืองหลวงมีคนต่อต้านไม่
มาก หวงฝูั่เสียนยิ่งไม่ต้องพูดถึง อย่างไรเสียเขาก็
มีเลือดของราชวงศ์ก่อนไหลเวียนอยู่ในตัว ขุน
นางหัวรุนแรงทั้งหลายคงจะเอาเรื่องสายเลือด
ของหวงฝูั่เสียนมาพูด
องค์หญิงหนิงอันเอ่ยอย่างรู้สึกผิด “สร้างปัญหา
ให้เสด็จพี่เสียแล้ว”
“ไม่ใช่ปัญหาหรอก” ฮ่องเต้ตรัส
หากหวงฝูั่เสียนมีร่างกายสมบูรณ์พร้อม อาจจะ
เกิดปัญหาจริงๆ ได้ แต่เขามีร่างกายไม่สมบูรณ์
แล้วจะมีจุดใดให้ต้องกลัวเล่า
คนในวังพวกนั้นมีโทสะในใจไร้ทางระบายจึงได้
เอาเด็กคนนี้มาแก้ขัด เมื่อรู้ความจริง คำ
วิพากษ์วิจารณ์ก็จะน้อยลงไปมาก
ฮ่องเต้ตรัส “หนิงอัน เราอยากคุยเรื่องของจิ้งไท่
เฟยกับเจ้า”
องค์หญิงหนิงอันยิ้มจาง “เสด็จพี่ไม่ต้องมาก
ความ หนิงอันทราบดี เสด็จแม่นาง…เป็นไส้ศึก
ของพวกราชวงศ์ก่อน ตั้งแต่นางทุ่มเทให้ราชวงศ์
ก่อนก็กำหนดจุดจบสุดท้ายไว้แล้ว”
“เจ้าเกลียดนางหรือไม่” ฮ่องเต้ถาม
องค์หญิงหนิงอันเอ่ย “ยามนี้คุยเรื่องพวกนี้ไปก็ไร้
ประโยชน์”
ฮ่องเต้ “นางเคยส่งองครักษ์หลงอิ่งไปหาเจ้าที่
ชายแดน เพื่อจับตัวเจ้าไว้เป็นตัวประกันหรือ”
องค์หญิงหนิงอันส่ายหน้า “พวกเขาอยากพาข้า
หนี พวกเขามาด้วยกันกับองครักษ์ลับคนหนึ่ง
องครักษ์ลับคนนั้นบอกว่าเกิดเรื่องขึ้นที่เมือง
หลวง เกรงว่าชายแดนจะไม่สงบ ให้ข้าหนีไปกับ
พวกเขาก่อน แต่พวกเขาสู้หน่วยกล้าตายของหวง
ฝูั่เจิงไม่ได้ สุดท้ายจึงบาดเจ็บ องครักษ์ลับคนนั้น
ตายไปโดยไม่ยอมรักษา”
ฮ่องเต้คิดไม่ถึงว่าตู้เจิง…ไม่สิ ตู้เป็นแซ่ปลอม ชื่อ
จริงของเขาคือฝูั่เจิง
คิดไม่ถึงว่าในมือเขาจะมียอดฝีมือเก่งกาจเพียงนี้
โชคดีที่องค์หญิงหนิงอันปลอดภัย มิฉะนั้นฮ่องเต้
คงได้เสียใจแย่
ไม่รู้ว่าวันนี้องค์หญิงหนิงอันแสดงความรู้สึกผิด
ออกมากี่หนแล้ว “ขออภัยเพคะ ที่ทำองครักษ์
หลงอิ่งของเสด็จพี่บาดเจ็บหนัก”
“พวกเขาหายดีแล้ว” ฮ่องเต้บอก องครักษ์หลงอิ่
งกลับเมืองหลวงมากับกองทัพใหญ่แล้ว กำลังพัก
รักษากันโดยเฉพาะ
หากบอกว่าไม่ปวดใจก็คงโกหก แต่เรื่องนี้ไม่เกี่ยว
อะไรกับหนิงอัน ทั้งหมดเป็นความคิดของจิ้งไท่
เฟย
องค์หญิงหนิงอันเดินไปข้างหน้าต่อ “ข้าว่าเสด็จ
แม่คงจะเดาได้ว่าตัวเองคงปิดบังอยู่ได้ไม่นาน
วิธีการของอี้อ๋องกับหวงฝูั่เจิงนั้นอุกอาจ นางกลัว
ว่าเมื่อเรื่องราวเปิดโปงแล้วข้าจะตกอยู่ใน
อันตราย จึงส่งคนมาช่วยข้า นางหลอกใช้ทั้งชีวิต
ข้า สุดท้ายถึงคิดได้ว่าต้องทำเพื่อข้าบ้าง”
เอ่ยมาถึงตรงนี้ องค์หญิงหนิงอันก็เย้ยหยันตัวเอง
“เพราะอะไรกัน”
ฮ่องเต้สีพระพักตร์ซับซ้อน ไม่ได้ตรัสอะไร
บทที่ 531 โอหัง (2)
พวกเขามาถึงตำหนักปีสยากันอย่างรวดเร็ว
คนจากสำนักพระราชวังเคยชินกับการยกย่องผู้
สูงส่งและเหยียบย่ำคนต่ำต้อย เห็นองค์หญิงหนิง
อันเป็นแค่หญิงม่ายไร้สามีเช่นนี้ แต่นางมีฮ่องเต้
และจวงไทเฮารักเอ็นดู สิ่งของที่ซื้อให้นางล้วน
หรูหรา ประณีต และล้ำค่าที่สุด
อย่างอื่นยังไม่ต้องพูดถึง แค่ม่านเตียงอย่างเดียวก็
ทำจากผ้าใยสังเคราะห์ แม้แต่เซียวฮองเฮากับ
องค์หญิงซิ่นหยางยังไม่ได้รับการปฏิบัติเพียงนี้
เลย
นางกำนัลที่ปรนนิบัติรับใช้นางสำนักพระราชวังก็
เป็นคนเลือกให้อย่างใส่ใจ ขันทีผู้ดูแลหนึ่งคน แม่
นมผู้ดูแลหนึ่งคน นางกำนัลใหญ่สี่คน นางกำนัล
เล็กสิบคนและขันทีเล็กสิบคน
นี่เป็นสิ่งที่องค์หญิงคนหนึ่งไม่มีวันได้
“เสด็จพี่” องค์หญิงหนิงอันแววตาซับซ้อน นาง
ถอนใจเอ่ย “ข้าใช้ของแพงๆ พวกนี้ไม่ได้หรอกเพ
คะ และไม่ต้องใช้คนมากมายเพียงนี้ด้วย”
ฮ่องเต้ได้ยินก็สีพระพักตร์หม่นหมอง “เจ้าเป็น
น้องสาวที่เรารักที่สุด เราบอกว่าเจ้าใช้ได้ก็ใช้ได้
สิ!”
“ข้า…” องค์หญิงหนิงอันอยากเอ่ยบางอย่างแต่
ไม่พูด
ฮ่องเต้ประคองไหล่นางไว้ จ้องมองใบหน้าที่ผ่าน
ความลำบากมาโชกโชนของนางนิ่ง ก่อนตรัสโทษ
ตัวเองอย่างปวดใจ “ตอนนั้นเราปกปั้องเจ้าไม่ได้
ทำให้เจ้าลำบากมาหลายปี ภายหน้าเราจะชดใช้
ให้เจ้าอย่างดี เจ้าไม่ต้องกังวลอะไรทั้งนั้น ให้เป็น
หน้าที่เราทั้งหมดก็พอ ไม่มีใครกล้าวิจารณ์เจ้า
หากมีเราจะตัดหัวมันผู้นั้น!” องค์หญิงหนิงอัน
กำลังจะเอ่ยบางอย่างอีก จนใจที่คำปฏิเสธยังไม่
ทันเอื้อนเอ่ย ก็มีเสียงเล็กๆ เจี๊ยวจ๊าวของเด็กลอย
มาจากนอกตำหนักปีสยาแล้ว
องค์หญิงหนิงอันปรากฏความสงสัยขึ้นบนสีหน้า
ฮ่องเต้แย้มยิ้มตรัส “เสียงเจ้าเจ็ดกับเพื่อนร่วมชั้น
เขาน่ะ”
เสี่ยวจิ้งคงเพิ่งจะเข้าวังมา เขาเป็นเด็กน้อย ไม่ได้
รู้ว่าในวังมีใครมา เขามาเพื่อจะขึ้นค่าเช่า
โดยเฉพาะ วันนั้นเขาเอ่ยเรื่องขึ้นค่าเช่ากับพี่เขย
แล้ว พี่เขยบอกว่าข้อเรียกร้องของเขาไม่
สมเหตุสมผล เขาจึงอยากมาถามท่านย่าว่าจะขึ้น
ค่าเช่าให้สมเหตุสมผลอย่างไรดี
น่าเสียดายที่อารมณ์ท่านย่าเหมือนจะซึมๆ เขา
เป็นเด็กที่เข้าอกเข้าใจผู้อื่น จึงได้ตัดสินใจพัก
เรื่องขึ้นค่าเช่าไว้ชั่วคราวก่อน แล้วกลายร่างเป็น
ตัวน่ารักพยายามออดอ้อนอยู่นาน สุดท้ายจึงโดน
ท่านย่าโยนออกมาอย่างไร้ปรานี
หนวกหู…
จากนั้นเขาเลยไปหาฉินฉู่อวี้
ฉินฉู่อวี้หมู่นี้เลี้ยงเจ้าหมาน้อยอยู่ตัวหนึ่ง ทั้งคู่วิ่ง
ไล่มันไปทั่ว
เจ้าหมาน้อยคงได้กลิ่นของฮ่องเต้ จึงวิ่งมายัง
ตำหนักปีสยา
เมื่อฉินฉู่อวี้กับเสี่ยวจิ้งคงตามมาถึงตำหนักปีสยา
บังเอิญเห็นหวงฝูั่เสียนผึ่งแดดอยู่หน้าประตู
พวกเขาไม่เคยเห็นรถเข็นจึงได้สนใจใคร่รู้
เสี่ยวจิ้งคงเดินไปหา พินิจมองรถเข็นของหวงฝูั่
เสียน เอ่ย “ว้าว! นี่เก้าอี้อะไรน่ะ มีล้อด้วย!”
เทียบกับเก้าอี้แปลกประหลาดตัวนี้แล้ว ความ
สนใจของฉินฉู่อวี้อยู่ที่คนคนนี้มากกว่า เขาถาม
อย่างฉงน “เจ้าเป็นใครรึ เหตุใดข้าไม่เคยเห็นเจ้า
มาก่อนเลย”
วังหลวงคือบ้านของฉินฉู่อวี้ นางกำนัลและขันที
เขาอาจจะรู้จักไม่หมด แต่คนที่มองปราดเดียวก็รู้
ว่ามีที่มาที่ไปเช่นนี้เขาไม่น่าจะไม่รู้จัก
หวงฝูั่เสียนยิ้มเย็นมองถั่วเม็ดเล็กกับถั่วเม็ดอ้วนที่
อยู่ตรงหน้า “แล้วพวกเจ้าเป็นใคร”
ฉินฉู่อวี้แนะนำตัวอย่างจริงจัง “ข้าคือฉินฉู่อวี้
เขาเป็นเพื่อนร่วมชั้นข้า จิ้งคง”
หวงฝูั่เสียนพินิจมองฉินฉู่อวี้ตั้งแต่หัวจรดเท้ารอบ
หนึ่ง ก่อนจะยิ้มหยันมองเสี่ยวจิ้งคง แล้วเอ่ย
เหน็บแนม “เจ้าโตขนาดนี้แล้วยังเรียนร่วมกับ
เด็กเล็กๆ อีก ที่แท้องค์ชายแคว้นเจาอย่างพวก
เจ้าก็โง่เขลาหรือนี่”
ฉินฉู่อวี้โมโหทันที “เจ้าว่าใครโง่กัน! ขะขะขะข้า
ไม่ได้โง่! ข้าเรียนชั้นประถมของกั๋วจื่อเจียนเชียว
นะ!”
หวงฝูั่เสียนแค่นหัวเราะ “ใช้เส้นยัดล่ะสิ”
“เจ้า!”
ฉินฉู่อวี้ถูกตอกหน้าจนหน้าแดง
เสี่ยวจิ้งคงถูกล้อรถของรถเข็นดึงดูดความสนใจไว้
จนหมด ไม่ได้สนใจว่าสองคนนั้นคุยอะไรกัน เขา
นั่งยองๆ โคลงศีรษะตั้งอกตั้งใจสังเกตล้อรถ
ตรงหน้า
ฉินฉู่อวี้เท้าเอวกระทืบเท้า นี่เป็นพฤติกรรมเคย
ชินของเสี่ยวจิ้งคง ไปมาหาสู่กับเสี่ยวจิ้งคงนาน
แล้ว จึงซึมซับนิสัยของเสี่ยวจิ้งคงมา
เขาเอ่ยอย่างโมโห “นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะกล้าคุยกับ
ข้าเช่นนี้! เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร! ข้าคือองค์
ชายเจ็ดแคว้นเจา! หากเจ้ายังไร้มารยาทเช่นนี้
ข้าจะให้คนตีเจ้า!”
หวงฝูั่เสียนได้ยินถ้อยคำนี้ไม่เพียงไม่ตกใจกลัว ยัง
เอื้อมมือหาอย่างเย็นชา แล้วผลักฉินฉู่อวี้ล้มลง
พื้น!
บังเอิญเสี่ยวจิ้งคงนั่งยองๆ กับพื้นดูล้ออยู่ พอฉิน
ฉู่อวี้ล้มลงไป จึงชนเขาเข้า
“โอ๊ย!” เสี่ยวจิ้งคงเจ็บ
เท้าน้อยๆ ของเขาถูกก้นฉินฉู่อวี้ทับเข้าจังๆ!
เมื่อฮ่องเต้กับองค์หญิงหนิงอันเดินมาก็เห็นเด็ก
ทั้งสองล้มกับพื้น
ฉินกงกงก็ตามออกมาด้วย เขาตาไวมือเร็วรีบเดิน
นำหน้า ดึงฉินฉู่อวี้ที่อยู่ข้างบนขึ้นมาก่อน แล้วดึง
เสี่ยวจิ้งคงที่อยู่ด้านล่างขึ้นมา
“ไม่เป็นไรกระมัง เจ็บตรงไหนหรือไม่” เขาถาม
อย่างเป็นห่วง
เสี่ยวจิ้งคงเจ็บเท้าขวานิดหน่อย
ฉินฉู่อวี้เนื้อเยอะ เขาเลยไม่เจ็บ แต่โมโหมาก!
เขาหันหลังขวับ หมายจะพุ่งไปหาหวงฝูั่เสียน
“หยุดนะ!” ฮ่องเต้ตวาด
เว่ยกงกงรีบกอดฉินฉู่อวี้ไว้
ฉินฉู่อวี้ฟั้องโดยไม่ลังเล ชี้หวงฝูั่เสียนพลางเอ่ย
“เสด็จพ่อ! เขาผลักข้า!”
ฮ่องเต้มองหวงฝูั่เสียนที่อยู่บนรถเข็น
หวงฝูั่เสียนเอนหลังพิงพนักรถเข็นอย่าง
เอ้อระเหย เลิกคิ้วขึ้น “ข้าไม่ได้ผลักเขา เขาล้ม
เอง”
ฉินฉู่อวี้เบิกตาโต “เจ้าเหลวไหล! ข้าไม่ได้ล้มเอง
นะ! เจ้าเป็นคนผลักข้าต่างหาก! จิ้งคงเจ้าก็เห็นใช่
หรือไม่!”
“ฮะ” เสี่ยวจิ้งคงที่อยู่ๆ ก็ถูกเรียกชื่อสีหน้างุนงง
เมื่อครู่นี้เขาไปพินิจพิเคราะห์ล้อรถมา ไม่เห็น
อะไรสักอย่าง
ในขณะนั้นเอง เหลียนเอ๋อร์ก็ถือดอกไม้กำหนึ่ง
กระหืดกระหอบวิ่งกลับมา นางยังไม่รู้ว่าเกิด
อะไรขึ้น จึงส่งดอกโบตั๋นในมือไปให้ “ท่านชาย…
นี่เจ้าค่ะ…ดอกไม้ที่ท่านต้องการ…”
นี่เป็นดอกไม้ในห้องอุ่นที่องค์หญิงซิ่นหยางปลูกที่
สวนหลวง ดอกหนึ่งราคาหนึ่งร้อยทอง
เหลียนเอ๋อร์เด็ดลวกๆ มาทีเดียวถึงห้าดอก
หวงฝูั่เสียนรับมาอย่างลวกๆ ก่อนเอ่ยอย่าง
รังเกียจ “แค่นี้เองรึ ให้เจ้าเด็ดมาหมดเลยมิใช่
หรือไร”
เหลียนเอ๋อร์ปาดเหงื่อตรงหน้าผากพลางเอ่ย “….
ดะ…ดอกอื่นยะยังไม่โตดีเจ้าค่ะ…มะ…มีแค่ห้า
ดอกนี้ที่สวยที่สุด”
“ข้าไม่ชอบ” หวงฝูั่เสียนเอ่ยจบก็โยนดอกโบตั๋น
ห้าดอกที่องค์หญิงซิ่นหยางลำบากลำบนปลูกทิ้ง
โดยไม่คิดสักนิด
ฮ่องเต้จินตนาการได้ถึงสีหน้าขององค์หญิงซิ่นห
ยางเมื่อพบว่าดอกไม้ของนางหายไป
“เสียนเอ๋อร์” องค์หญิงหนิงอันสีหน้าเคร่งขรึม
ขึ้น
ลำคอฮ่องเต้แห้งผาก ตัวสั่นขึ้นน้อยๆ กระแอม
ขึ้นทีหนึ่ง ก่อนตรัสอย่างสงบนิ่ง “ไม่เป็นไร แค่
ไม่กี่ดอกเท่านั้น เสียนเอ๋อร์ชอบโบตั๋น เดี๋ยวเรา
จะให้ห้องดอกไม้เลือกสองสามกระถางมาส่งให้ที่
ตำหนักปีสยา”
พระองค์ตรัสพลางหันไปเอ่ยเสียงเคร่งกับฉินฉู่อวี้
“ยังไม่รีบมาคารวะท่านอากับพี่ชายเจ้าอีก”
ฉินฉู่อวี้ถาม “ใครคือท่านอาข้า ใครคือพี่ชายข้า”
องค์หญิงหนิงอันเดินมาหา ก่อนยกมือลูบศีรษะ
เขา “ข้าคือท่านอาหนิงอันของเจ้า เขาคือพี่เสีย
นของเจ้า”
นางเอ่ยพลางชี้หวงฝูั่เสียนที่อยู่ด้านหลัง
ฉินฉู่อวี้ปัดมือนางออก “เขาไม่ใช่พี่ชายข้า!”
สายตาฮ่องเต้เกรี้ยวกราดขึ้น “บังอาจ!”
ฉินฉู่อวี้ชี้หวงฝูั่เสียนอย่างโมโหพลางเอ่ย “เขา
ผลักข้า!”
หวงฝูั่เสียนเอ่ยอย่างสบายๆ “ข้าไม่ได้ผลักเจ้า”
ฉินฉู่อวี้โมโหจนแทบบ้า “เจ้าผลัก เจ้าผลักข้า
เจ้านั่นแหละผลักข้า!”
องค์หญิงหนิงอันมองหวงฝูั่เสียน ก่อนถามอย่าง
เคร่งขรึม “เจ้าได้ผลักองค์ชายเจ็ดหรือไม่”
หวงฝูั่เสียนสบสายตาองค์หญิงหนิงอันด้วยสีหน้า
สบายๆ และเอาแต่ใจ “ไม่”
“เจ้าทำ!” ฉินฉู่อวี้โมโหจนเลือดจะขึ้นหน้าอยู่
รอมร่อ
“พอได้แล้ว!” ฮ่องเต้ตวาดฉินฉู่อวี้เสียงเข้ม ก่อน
ตรัสกับเว่ยกงกง “ส่งองค์ชายเจ็ดกลับตำหนัก
คุนหนิง แล้วก็ ส่งจิ้งคงกลับตำหนักเหรินโซ่ว
ด้วย”
เว่ยกงกงฝืนขานรับ “…พ่ะย่ะค่ะ ไปกันเถิดองค์
ชายเจ็ด จิ้งคง”
ทั้งคู่ถูกเว่ยกงกงโอบให้เดินไปข้างหน้าเบาๆ
ชั่วขณะที่หันหลังกลับ ฉินฉู่อวี้ก็ยกมือขึ้นปาด
น้ำตาตรงหางตาอย่างน้อยใจ “…ข้าไม่ได้โกหก
นะ เขานั่นแหละผลักข้า เหตุใดเสด็จพ่อถึงไม่เชื่อ
ข้า”
เสี่ยวจิ้งคงจับมือปั้อมๆ ของฉินฉู่อวี้อย่าง
ปลอบใจ ก่อนหันกลับไปมองเด็กชายบนรถเข็น
ทว่ายามนี้เด็กชายก็กำลังมองมาทางนี้เช่นกัน
เสี่ยวจิ้งคงเห็นเด็กชายเผยยิ้มร้ายและท้าทาย
ออกมา
ไสหัวไปห่างๆ หน่อย
เด็กชายแสยะยิ้มถากถางโดยไร้เสียง