สามีข้าคือขุนนางใหญ่ - บทที่ 632 เสี่ยวจิ้งคงมาแล้ว! (1)
ในเมื่อพลาดโอกาสจากผู้ดูแลเลี่ยวไปแล้ว กู้เจียว
จึงต้องพึ่งพาวิธีอื่น
คนแรกที่กู้เจียวนึกขึ้นได้คือมู่ชิงเฉิน คำพูดของ
เขาในวันนั้นทำให้กู้เจียวคาดเดาได้ว่ามู่ชิงเฉินเอง
ก็ไม่สามารถเข้าไปในตำหนักได้ แต่นั่นไม่ได้
แปลว่าเขาจะไม่รู้วิธีการเลย
กู้เจียวนอนเอามืออังศีรษะพร้อมกับมองไปที่ยอด
มุ้ง “อื้ม เขานี่ล่ะ”
วันรุ่งขึ้น กู้เจียวตื่นแต่เช้าตรู่ แวะดูอาการให้กู้เห
ยี่ยนก่อน จากนั้นจึงเดินทางไปที่สำนักบัณฑิตกับ
กู้เสี่ยวซุ่น
กู้เจียวมีชื่อเสียงข้ามคืนหลังจากการเหตุการณ์
เมื่อวานนี้ บัณฑิตมากหน้าต่างจ้องมองกู้เจียว
จากทุกทิศทุกทางทันทีที่ย่างเท้าเข้ามาในสำนัก
บัณฑิต แม้พวกเขาจะไม่รู้จักหรือแม้แต่เคยเห็น
หน้ากู้เจียวมาก่อน แต่รอยปานแดงที่เป็น
รูปลักษณ์เฉพาะตัวนั้นทำให้พวกเขาจดจำได้
“คนนั้นไง ที่มีปานแดงบนหน้า!”
แค่วันเดียว คำพูดนี้ถูกแพร่สะพัดไปทั่วสำนัก
บัณฑิต
และแล้วกู้เจียวก็กลายเป็นที่รู้จักของบรรดา
บัณฑิตและครูบาอาจารย์ทั้งหลายในสำนัก
ความคิดเห็นของพวกเขาแตกออกไปต่างๆ นานา
บ้างก็สงสัย บ้างก็แค่อยากทันข่าว หรือบางคนก็
คิดว่าเป็นเพราะโชคช่วยไม่ได้มาจาก
ความสามารถที่แท้จริง
ถึงกระนั้น กู้เจียวก็ไม่ใส่ใจ และเดินเข้าห้องเรียน
ของตัวเองตามปกติ
บัณฑิตทุกคนจะถูกจัดที่นั่งประจำ แต่หากมีการ
เปลี่ยนแปลงด้วยเหตุผลส่วนตัว อาจารย์ก็จะไม่
ว่าอะไร
มู่ชิงเฉินยังมาไม่ถึงห้องเรียน
กู้เจียวไม่รู้ว่าเขาจะนั่งที่ไหน ขณะที่จงติ่งหันมา
โบกมือให้แล้วเอามือตบที่เก้าอี้ข้างๆ เพื่อบอกว่า
ที่นั่งตรงนี้ยังว่างอยู่
กู้เจียวกลับเดินผ่านเขาไป และเลือกที่นั่งลงตรง
แถวท้ายสุด
ด้านข้างยังมีที่ว่างอยู่ มู่ชิงเฉินคงจะมานั่งตรงนี้
กระมัง
กู้เจียวหยิบหนังสือ พู่กัน และกระดาษออกมา
จากนั้นสะกิดเพื่อนที่นั่งข้างหน้า
เขาหันมาและมองกู้เจียวด้วยท่าทีตื่นเต้น “ซะ
เซียว สหายเซียว มีเรื่องอะไรรึ”
“ขอลอกการบ้านหน่อยสิ”
เพื่อนที่นั่งข้างหน้าคนนั้น “…”
แล้วเขาก็ยื่นสมุดการบ้านให้กู้เจียว
ด้วยความที่ขาดเรียนเมื่อวาน แม้จะไม่รู้ว่ามี
เนื้อหาอะไรบ้าง แต่อย่างไรก็ต้องทำการบ้านส่ง
อยู่ดี
หลังจากคัดลอกเสร็จ ก็ยื่นสมุดคืนเจ้าของ
“ขอบใจนะ”
“มะ ไม่ ไม่เป็นไร!” เขายังคงพูดติดอ่างด้วย
ความตื่นเต้น
กู้เจียวมองเขาแล้วเอ่ยถาม “ตื่นเต้นอะไรกัน ข้า
ไม่ได้จะกินหัวเจ้าสักหน่อย”
“อ้อ ขะ ข้า ข้าไม่ได้ตื่นเต้น! ไม่เลย!” เขารับ
สมุดมาแล้วนำพู่กันที่ยังมีน้ำหมึกอยู่เสียบเข้าไป
ในสมุดการบ้าน
กู้เจียว “…”
ในตอนแรก บัณฑิตในห้องส่วนใหญ่ต่างมีท่าที
เพิกเฉยและดูถูกกู้เจียว แต่หลังจากเหตุการณ์
เมื่อวาน ทุกคนก็เริ่มหวาดกลัวกู้เจียวขึ้นมา
เล็กน้อย
แต่ยกเว้นแค่จงติ่ง อาจเป็นเพราะพวกเขารู้จักกัน
ก่อนที่เข้าเรียน อีกทั้งเคยพักห้องเดียวกันกับ
น้องชายของกู้เจียว แต่สรุปคือพวกเขาค่อนข้าง
สนิทกันเมื่อเทียบกับบัณฑิตคนอื่นในห้อง
จงติ่งเดินมาหากู้เจียว เอามือวางที่โต๊ะ แล้วเอ่ย
ถาม “เซียวลิ่วหลัง เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าโจทย์ข้อนั้น
คำตอบคือสิบเก้า”
ตอนแรกจงติ่งไม่เชื่อ แต่พอเมื่อวานอาจารย์เกา
มาเฉลยให้เขาจึงรู้ว่าเซียวลิ่วหลังคำนวณได้
ถูกต้อง
ไม่สิ เขาแทบไม่ได้คำนวณอะไรเลยด้วยซ้ำ
จงติ่งกระซิบถาม “นี่เจ้า…แอบดูเฉลยของ
อาจารย์เกาใช่ไหม”
กู้เจียวหรี่ตามองเขาพร้อมกับตอบไป “ใช่สิ ข้า
แอบดูเฉลยมา”
จงติ่งทำท่าโล่งใจ “ว่าแล้วเชียว โจทย์ยากขนาด
นี้ ทั้งห้องไม่มีใครตอบถูกเลยแม้แต่คนเดียว เอา
ละ ข้าไม่มีอะไรแล้ว ขอกลับไปที่นั่งก่อนล่ะ”
“ช้าก่อน” กู้เจียวเรียกเขา
“มีอะไรรึ” จงติ่งหันกลับไปถาม
“ทำไมมู่ชิงเฉินถึงยังไม่มาเรียนล่ะ”
“นี่เจ้ายังไม่รู้เรื่องอีกรึ”
“เรื่องอะไร”
“วันนี้เขาคงมาเข้าเรียนไม่ได้หรอก ท่านผู้อาวุโส
เมิ่งกำลังเล่นหมากรุกกับเจ้าสำนักที่ศาลาเซียน
หลวน คุณชายชิงเฉินก็อยู่ที่นั่นด้วย”
“ผู้อาวุโสเมิ่งคนไหน”
“เขาเป็นปรมาจารย์หมากรุกแห่งหกแคว้นเลย
นะ! อย่าบอกนะว่าเจ้าไม่เคยได้ยินชื่อเขา! ท่านผู้
อาวุโสเป็นคนของแคว้นเรา! แต่เนื่องจากเขาเก่ง
หมากรุก จึงได้รับคำเชิญจากฮ่องเต้ให้มาตั้งถิ่น
ฐานที่เมืองเซิ่งตู”
อ๋อ ท่านผู้อาวุโสเมิ่งคนนั้นนั่นเอง
กู้เจียวเคยได้ยินชื่อของเขา
“ท่านผู้อาวุโสเมิ่งไม่ได้ออกจากเมืองชั้นในบ่อย
นัก แต่ถึงท่านออกมาก็ไม่เจอใครที่มี
ความสามารถพอจะแข่งกับท่านได้ นี่เป็นโอกาส
ครั้งหนึ่งในชีวิต ไม่แปลกใจที่คุณชายชิงเฉินจะไป
อยู่ตรงนั้น แม้แต่ข้าเองก็อยากไปเหมือนกัน แต่
ข้าไม่กล้าโดดเรียน ไม่อย่างนั้นอาจถูกบันทึกใน
ประวัติ”
ถูกบันทึกอย่างนั้นรึ เช่นนั้นก็ช่างเถิด
ตอนแรกกู้เจียวกะว่าจะไปหามู่ชิงเฉินที่ศาลา
เซียนหลวนอยู่พอดี
“บัณฑิตทุกคนโปรดทราบ วันนี้อาจารย์เจียงติด
ภารกิจที่ศาลาเซียนหลวน! ดังนั้นช่วงเช้าจะเป็น
วิชาของอาจารย์อู่แทน!”
บัณฑิตห้องหมิงซินต่างพากันร้องดีใจ
กู้เจียวมองว่าวิชาของอาจารย์อู่นั้นคล้ายกับวิชา
พละศึกษาในชาติก่อน ทุกคนชอบเรียนวิชาของ
อาจารย์อู่
อาจารย์อู่เป็นอาจารย์ที่มีน้ำใจและใจดี แม้ว่า
แขนของเขาจะหัก ก็ยังรับช่วงต่อแทนอาจารย์
เจียงได้
“ท่านอาจารยอู่ พวกเราขอลาเรียนได้ไหม
ขอรับ” บัณฑิตคนหนึ่งเอ่ยขึ้น “พวกเราท้องเสีย
ขอรับ”
อาจารย์อู่โบกมือปัด “อืม ไปสิ”
ไม่นานนัก บัณฑิตอีกหลายคนก็เข้ามาหาเขา
“อาจารย์อู่ขอรับ พวกเราก็ท้องเสียเหมือนกัน”
เขาพยักหน้า “อืม ข้าอนุญาต”
เขารู้ดีว่าเด็กๆ ไม่ได้ท้องเสียอะไรหรอก คงอยาก
ไปดูแข่งหมากรุกมากกว่า
จงติ่งดึงแขนเสื้อกู้เจียว “สหายเซียว พวกเขาไป
แล้ว พวกเราจะไปกันไหม”
“จะโดนลงบันทึกไหมนั่น” กู้เจียวถาม
“ไม่น่านะ ในเมื่ออาจารย์อนุญาตให้ออกแล้ว!”
จงติ่งรีบตอบ
กู้เจียวเลิกคิ้วขึ้น “เช่นนั้นก็ได้”
จงติ่งและกู้เจียวจึงเดินไปหาอาจารย์อู่ จงติ่งยัง
ไม่ทันเอ่ย อาจารย์อู่ก็โพล่งขึ้นทันที “พวกเจ้าก็
ท้องเสียเหมือนรึ เข้าใจละ รีบไปเถอะ!”
จงติงหัวเราะเบาๆ ก่อนมุ่งหน้าไปที่ศาลาเซียน
หลวนโดยเข้าทางประตูด้านหลังของสำนัก
ศาลาเซียนหลวนอยู่ไม่ไกล ออกจากประตูหลัง
แล้วเลี้ยวซ้ายเดินไปทางทิศตะวันออกประมาณ
หนึ่งลี้ข้ามถนนผ่านตรอกจะพบปั้ายศาลา
มีเพียงคนภายในสำนักบัณฑิตเท่านั้นที่รู้เรื่องการ
แข่งหมากรุกครั้งนี้ คนที่มาดูการแข่งจึงล้วนมีแต่
เหล่าบัณฑิตและอาจารย์ทั้งหลายของเทียนฉง
อาจารย์ส่วนใหญ่นั่งชมจากชั้นบน ส่วนบัณฑิต
ยืนมุงกันอยู่ชั้นล่าง
ทันใดนั้น เสียงตะโกนที่ฟังดูเย่อหยิ่งก็ดังขึ้น “ไม่
ดูตาม้าตาเรือเลยเรอะถึงได้เดินชนข้าเนี่ย!”
“ขะ ขะ ขะ ขอโทษด้วย!”
“ขะขะขะกับผีสิ! พูดจาให้มันดีๆ หน่อย!”
“ขะ ขะ ข้า…”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า เจ้านี่มันพูดติดอ่างจริงด้วย!”
จงติ่งหยุดฝีเท้าลงแล้วหันไปบอกกู้เจียว “นั่นโจ
วถงนี่นา! ส่วนเด็กพวกนั้นคือบัณฑิตจากสำนักอู่
เย่ว์!”
กู้เจียวจำได้ว่าโจวถงคือคนที่นั่งข้างหน้าแล้วให้
นางลอกการบ้าน
และโจวถงก็กำลังถูกพวกบัณฑิตของอู่เย่ว์รุม
รังแก
เขาไม่ใช่คนพูดติดอ่าง เพียงแต่เขามักจะเป็น
แบบนี้เวลาตื่นเต้นมากๆ
“สำนักบัณฑิตอู่เย่ว์เชี่ยวชาญด้านศิลปะการต่อสู้
บัณฑิตแต่ละคนของที่นั่นล้วนหยิ่งผยองและเอา
แต่ใจ แทบไม่มีใครกล้าเผชิญหน้ากับพวกเขา!”
หนึ่งในกลุ่มอันธพาลอู่เย่ว์เดินเข้าไปจิกหัวของโจ
วถง จากนั้นชี้ลงไปที่เท้า “เลียตีนให้ข้าเดี๋ยวนี้!”
“พวกเจ้าทำเกินไปแล้วนะ!”
สหายของโจวถงเอ่ยขึ้น
บทที่ 632-2 เสี่ยวจิ้งคงมาแล้ว! (2)
จากนั้นหนึ่งในกลุ่มอันธพาลอู่เย่ว์อีกคนก็ยกเท้า
ขึ้นเตรียมถีบบัณฑิตที่เพิ่งพูดขัดคอเมื่อครู่
ทว่าชั่วพริบตาเดียว ร่างของบัณฑิตอู่เย่ว์คนนั้น
กลับถูกเตะล้มจนร้องโอดครวญเสียเอง!
“เซียวลิ่วหลัง!” บัณฑิตเทียนฉงสี่คนตะโกนขึ้น
พร้อมกัน
กู้เจียวจ้องเขม็งอย่างดุเดือดไปที่บัณฑิตอันธพาล
ที่กำลังจิกหัวโจวถง “ปล่อยเขาลงเดี๋ยวนี้ อย่าให้
ข้าต้องพูดซ้ำสอง”
อีกฝั่ายใช้สายตากวาดมองกู้เจียวขึ้นลง ก่อนจะ
หยุดที่รอยปานแดง “เจ้าขี้เหร่นี่เป็นใครกัน แถม
มาสั่งให้ข้าปล่อยเจ้านี่ไปอีก ถ้าข้าปล่อยมันไป
ใครจะเลียตีนข้าแทนมันล่ะ หรือเจ้าจะทำแทน”
“อยากได้คนเลียตีนนี่เอง ได้สิ จัดไป!” กู้เจียว
เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาเสร็จก็ควักมีดขึ้นแล้วแทง
เข้าไปที่เส้นประสาทกล้ามเนื้อแขนของอีกฝั่าย
ความรู้สึกชาแผ่ซ่านไปทั่วทั้งแขนจนอีกฝั่ายต้อง
คลายมือจากโจวถง ร่างของโจวถงเซล้มแต่กู้
เจียวคว้าตัวเขาไว้ได้ทัน จากนั้นกู้เจียวยกเท้าขึ้น
และเตะหน้าอกของคู่ต่อสู้อย่างแรง!
กลุ่มอันธพาลที่เหลือพอเห็นดังนั้นก็ปรี่เข้ามา
โจมตี กู้เจียวสามารถล้มหนึ่งในพวกมันอย่าง
ง่ายดายด้วยการเคลื่อนไหวเพียงน้อยนิด และใน
ชั่วพริบตา กลุ่มบัณฑิตอันธพาลทั้งเจ็ดก็ล้มลงกับ
พื้นและกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด
หนึ่งในนั้นที่เป็นหัวหน้าเริ่มแสดงท่าทีหวาดผวา
ออกมา
เขาปิดหน้าอกแล้วลุกขึ้นขณะที่จ้องมองกู้เจียว
อย่างดุเดือดและก้าวเท้าถอยหลังโดยไม่รู้ตัว
“เจ้าเป็นใคร!”
“ลูกพี่พวกเอ็งไงล่ะ!” กู้เจียวเอามือจิกหัวแล้ว
กระทุ้งเข่าลงไปที่หน้าท้องอีกฝั่ายจนร่างงอเป็น
กุ้งต้ม
พอเห็นรองเท้าของเขาหลุดออกจากเท้า กู้เจียวก็
คว้าร่างของอีกฝั่ายแล้วโยนลงบริเวณข้างๆ
รองเท้า “อยากเลียก็เลียเอง!”
เอ่ยจบ กู้เจียวก็หันไปบอกกับโจวถงและคนอื่นๆ
“มัวยืนอึ้งอยู่ได้ ยังไม่รีบตามมาอีก”
โจวถงมองดูร่างหมดสภาพของพวกบัณฑิตอู่เย่ว์
แล้วรีบเดินตามกู้เจียวติดๆ “เอ่อ อื้อ!” จากนั้น
หันไปพูดกับสหายของเขา “เร็วเข้า มาเถอะ!”
พวกเขาเลยรีบก้าวเท้าข้ามกองร่างที่หมดสภาพ
ของพวกอันธพาล และวิ่งตามหลังกู้เจียวติดๆ
จงติ่งก็เช่นกัน
สายตาของพวกเขาที่มองกู้เจียวแตกต่างไปจาก
เมื่อก่อน ในแววตามีแต่ความรู้สึกชื่นชมและ
ความใกล้ชิดอีกด้วย
โจวถงเอาแต่แอบมองกู้เจียว
“มีอะไรรึ” กู้เจียวหันไปถามหลังจากเริ่มรู้สึก
รำคาญ
หัวใจของโจวถงแทบจะกระเด็นออกจากลำคอ
ของเขาตอนที่อีกฝั่ายจ้องกลับมา
แต่เมื่อนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในตรอก โจวถงก็รู้สึกว่า
เขาไม่ควรกลัวขนาดนี้ “ขอบคุณมาก! และข้าก็
ต้องขอโทษด้วย!”
“เหตุใดเจ้าถึงต้องพูดขอโทษอยู่เรื่อยล่ะ”
โจวถงตอบด้วยท่าทีประหม่าเล็กน้อย “เมื่อครู่นี้
ข้า… ข้าถูกบังคับให้ต้องพูดขอโทษ อันที่จริง
ไม่ใช่ข้าที่เดินชนพวกนั้น แต่เป็นพวกนั้นต่างหาก
ที่จงใจขัดขาข้า พวกบัณฑิตอู่เย่ว์ชอบหาเรื่อง
พวกเราอยู่บ่อยๆ “โจวถงตระหนักว่าเขาเริ่มพูด
อ้อมประเด็นมากเกิน จึงรีบกลับมาที่ประเด็น
หลัก ที่ข้าเอ่ยขอโทษเจ้านั่นก็เพราะ… ข้าเคย
เข้าใจเจ้าผิดไป…”
เขาคิดว่าเซียวลิ่วหลังก็คงเป็นเหมือนกับอันธพาล
กลุ่มนั้น ล้วนแต่เป็นคนที่ชอบใช้ความรุนแรงและ
บ้าพลัง แต่ข้อเท็จจริงพิสูจน์ว่าเขาไม่ใช่
พลังของเขาไม่ได้ใช้เพื่อกลั่นแกล้งผู้คน
“เจ้า เจ้าไม่ใช่พวกชอบใช้ความรุนแรงใช่ไหม
เรื่องเมื่อวานที่คอกม้า เจ้าทำเพื่อช่วยคุณหนูซู
สินะ ส่วนเรื่องวันนี้ เจ้าก็ทำเพื่อพวกเรา เจ้าช่าง
เป็นจิตใจดีเหลือเกิน สหายเซียว!”
กู้เจียวที่จู่ๆ รู้สึกราวกับมีคนมามอบโล่ความดีให้
“…”
พลางนึก นี่เขากำลังเข้าใจอะไรผิดอยู่แน่ๆ
หลังจากเจอเรื่องที่ทำให้เสียเวลา พอพวกเขา
มาถึงที่ศาลาเซียนหลวน ก็พบว่าการแข่งขันจบ
ลงแล้ว ผู้อาวุโสเมิ่งนั่งรถม้าออกไปเป็นที่
เรียบร้อย
จงติ่งถึงกับก็อดไม่ได้ที่จะคร่ำครวญ “นี่ข้าไม่ได้
ทันเจอท่านผู้อาวุโสหรือนี่! อยู่ห่างกันแค่นี้เอง!
โถ่ ข้านี่ซวยชะมัด ชีวิตนี้คงไม่มีโอกาสครั้งที่สอง
อีกแล้ว”
กู้เจียวไม่สนว่าจะได้เจอท่านผู้อาวุโสหรือไม่ นาง
แค่อยากเจอมู่ชิงเฉิน
หารู้ไม่ว่ามู่ชิงเฉินเองก็ไม่อยู่ที่นั่นแล้วเหมือนกัน
“เหตุใดมู่ชิงเฉินถึงโดดเรียนได้ แต่พวกเราทำ
ไม่ได้ล่ะ” กู้เจียวเอ่ยถาม
คนอย่างเขามีสิทธิพิเศษอะไร
จงติ่งอธิบายด้วยท่าทีอิจฉา “แม้ว่าเขาจะไม่เคย
มาเรียนเลย แต่เขาก็ได้อันดับหนึ่งในการสอบทุก
ครั้ง บัณฑิตดีๆ แบบนี้มีหรือจะถูกไล่ออก ดังนั้น
เจ้าสำนักก็เลยจัดการเรียนการสอนพิเศษให้ที่
เรือนของเขา”
“แล้วบัณฑิตคนอื่นๆ ไม่มีความเห็นอะไรเลยรึ”
พูดถึงเรื่องนี้ จงติ่งถึงกับถอนหายใจ “คนที่มี
ปัญหาส่วนใหญ่ก็มักจะไปขอท้าเขา แต่กลับไม่มี
ใครทำคะแนนได้ดีกว่าเขาเลย”
กู้เจียวเอามือลูบคาง “เก่งขนาดนั้นเชียวรึ”
จงติ่งทำท่าเอามือปาดน้ำตา “แต่รอบนี้ข้าได้ยิน
มาว่าเกิดเรื่องบางอย่างกับตระกูลของเขา เลย
ต้องออกจากเมืองเซิ่งตูไปสักพักหนึ่ง”
กู้เจียวออกอาการตกใจ “ถ้าอย่างนั้น ข้าก็จะ
ไม่ได้เจอเขาไปอีกพักใหญ่เลยสิ”
แล้วจะเข้าไปตำหนักราชครูได้อย่างไรกัน!
…
ตกกลางคืน
ณ มุมหนึ่งของสำนักบัณฑิตแห่งหนึ่งในเมือง
ชั้นใน เด็กน้อยตัวน้อยที่เกือบจะกลมกลืนกับ
ราตรีกำลังแอบวิ่งออกไปพร้อมห่อเล็กๆ ในอ้อม
แขนของเขา
พี่เขยตัวแสบออกไปอาบน้ำแล้ว
เขาใช้โอกาสนี้แอบหนีออกมา!
เขาต้องตามหาเจียวเจียวให้ได้!
เจ้าเด็กน้อยในชุดดำทั้งคลานเข้าไปในรูสุนัข ปีน
ต้นไม้ ปีนข้ามกำแพง กระโดดจากต้นไม้ และไต่
ลง เขาทำทั้งหมดในคราวเดียว!
ในที่สุดเขาก็หาทางออกมาจากสำนักบัณฑิตจน
ได้!
เขายืนอยู่ใต้ท้องฟั้าอันกว้างใหญ่และยืนอยู่บน
ถนนอันเงียบสงบ!
เจียวเจียว เด็กน้อยของเจ้าอยู่ที่นี่แล้ว!
ตุ๊บ!
เจ้าตัวเล็กเกิดสะดุดล้มกะทันหัน
“ช้าก่อนเจ้าม้า…”
รถม้าคันหนึ่งกำลังมาด้วยความเร็วสูง ดีที่เขาเห็น
ห่อเล็กๆ ที่ตกอยู่บนพื้นเสียก่อน ไม่อย่างนั้นมี
หวังได้ทับจนแบน
สารถีรถม้ารีบดึงบังเหียนและหยุดรถม้า
“เกิดอะไรขึ้น” บุคคลในรถม้าเอ่ยถาม
“ใต้เท้า เอ่อ คือว่า มีเด็กขอรับ” สารถีใช้เวลาอยู่
พักใหญ่ถึงจะเห็นว่าใต้หีบห่อนั้นมีร่างของเด็ก
น้อยนอนล้มอยู่
“ไปดูสิ” บุคคลในรถม้าสั่ง
“ขอรับ”
สารถีลงจากรถ เดินไปหาเด็กคนนั้น
เขาสงสัยว่าเด็กคนนี้แค่เป็นลมหรือตายไปแล้ว
ทันทีที่เขาย่อตัวลงและพยายามสำรวจการ
หายใจ เจ้าตัวเล็กก็เงยหน้าขึ้นทันที!
“แม่จ๋า!”
สารถีตกใจจนวิ่งหนีออกมา!
คนในรถได้ยินความเคลื่อนไหวจึงยกมือเปิดม่าน
“เกิดอะไรขึ้นรึ”
เจ้าตัวน้อยค่อยๆ ลุกขึ้นจากพื้น หยิบห่อเล็กๆ
ขึ้นมาและอุ้มไว้ในอ้อมแขนของเขาและจ้องมอง
ท่านอาวุโสเมิ่งด้วยสีหน้าออดอ้อน “ท่านปูั่ ช่วย
พาข้าไปหาเจียวเจียวได้ไหม”