สามีข้าคือขุนนางใหญ่ - บทที่ 657 บดขยี้ด้วยฝีมือ! (1)
เวลาพักใกล้จะหมดลง บรรดานักกีฬาตีคลี
ทั้งหมดพลิกตัวขึ้นนั่งบนหลังม้า ทยอยกลับไปยัง
สนามตีคลี
สำนักบัณฑิตผิงหยางเล่นได้โดดเด่นยิ่งนัก พอ
พวกเขาปรากฏตัวขึ้น รอบด้านก็มีเสียงโห่ร้องดัง
ขึ้นทันที
หันเช่อควบม้าขึ้นมาข้างหน้าสุด เขารูปร่างสูง
ใหญ่ผึ่งผาย ใบหน้าหล่อเหลา แววตานั้นเปียมไป
ด้วยชีวิตชีวา เจือความมั่นใจว่าเขาจะต้องชนะ
อย่างแน่นอน
เขาไม่ได้โด่งดังในเมืองเชิ่งตูเท่ากับมู่ชิงเฉิน แต่
โอกาสที่ดีที่สุดทำให้คนผู้หนึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังได้
ก็คือการเหยียบย่ำคนที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดให้ได้
หากวันนี้เขาชนะมู่ชิงเฉินแล้ว ภายหน้าไม่ว่าใคร
ที่เอ่ยถึงเขาก็จะบอกว่า ‘เขาก็คือหันเช่อผู้นั้น ผู้ที่
ชนะท่านชายชิงเฉินได้น่ะ’
หันเช่อนำฝั่ายตัวเองเผชิญหน้ากับพวกมู่ชิงเฉิน
สามคน
สำนักบัณฑิตผิงหยางวางมาดอวดดีเย่อหยิ่ง ทั้ง
สองฝั่ายเพียงแค่นั่งบนหลังม้าเผชิญหน้ากัน
เท่านั้น แต่กลับชวนให้รู้สึกว่าที่นี่กำลังจะ
กลายเป็นสนามรบอันน่าสะพรึงกลัว
มู่ชวนหันกลับมามอง ก่อนพึมพำเสียงเบาๆ
“เหตุใดจึงยังไม่มาอีกเล่า”
อาจารย์อู่ให้จ้าวเวยพักรอบหนึ่ง เปลี่ยนตัวให้มู่
ชวนลงรอบนี้แทน เพราะรอบที่แล้วมู่ชวนกับ
พวกกู้เจียวสามคนเข้าขากันได้ดีมาก
หยวนเซี่ยวเอ่ยเสียงเบา “ไม่รู้สิ คงจะกำลังเลือก
ม้าอยู่กระมัง”
มู่ชวนทำอะไรไม่ถูก “รีบๆ เริ่มเลยดีกว่า หากยัง
ไม่มาอีกจะผิดกติกาเอาได้”
เสียงสนทนาของทั้งคู่แผ่วเบามาก ทว่ามู่ชิงเฉิน
กับพวกหันเช่อที่โสตประสาทดีเยี่ยมแทบจะได้
ยินครบทุกถ้อยคำ
หันเช่อหลุดหัวเราะออกมา “คงไม่ใช่เพราะคน
สำนักบัณฑิตของพวกเจ้ากลัวพวกเรา จึงได้หนี
หางจุกตูดไปแล้วกระมัง”
“ฮ่าฮ่า!” สามคนที่เหลือระเบิดหัวเราะเสียงดัง!
มู่ชิงเฉินแค่นเสียงเย็นเอ่ย “ใครหนีหางจุกตูดกัน!
เจ้าคิดว่าใครๆ เขาจะเหมือนคนตระกูลหันอย่าง
พวกเจ้ากันรึ พอทัพศัตรูมาก็ทิ้งบ้านทิ้งเมือง
หลบหนี!”
“เจ้า!” หันเช่อพลันหน้าถมึงทึงขึ้นมา
คนตระกูลหันหลบหนีทิ้งเมืองนั้นมีตำนาน ในนั้น
ตอนที่พวกเผ่าทูเจวี๋ยมารุกรานโจมตีชายแดน
แคว้นเยี่ยนได้ใช้อุบายตบตา ทำให้คนตระกูลหัน
เข้าใจผิดคิดว่าทูเจวี๋ยมีกองทัพใหญ่หนึ่งหมื่นนาย
คนตระกูลหันจึงพาเหล่าชาวบ้านหลบหนีกันใน
ยามวิกาล
ทว่านี่ไม่ใช่คูเมือง แต่เป็นหมู่บ้านเล็กๆ เท่านั้น!
ยิ่งไปกว่านั้นก็ไม่ใช่การหลบหนีด้วย เป็นการ
กระจายชาวบ้านต่างหาก!
มู่ชวนรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ จึงแค่นเสียงเย็น
“ปอดแหกเอ๊ย”
หันเช่อเดือดดาลถลึงตาแทบถลน เส้นเอ็นตรง
ขมับเต้นตุบๆ อย่างแรง
สหายที่อยู่ด้านข้างส่งสายตาให้เขา ไม่ให้เขา
โมโห
ไม่ควรลงสนามด้วยอารมณ์ขุ่นเคือง มันจะง่าย
ต่อการขัดแข้งขัดขากันภายในกันเอง ทำให้ผิด
กติกาการตีคลีได้ง่ายๆ
หันเช่อสูดหายใจลึก ตั้งสติ มองมู่ชวนอย่าง
ขบขัน “เจ้าอย่าได้คิดจะยั่วโทสะข้าดีกว่า วันนี้
พวกเจ้าสำนักบัณฑิตเทียนฉงแพ้แน่! ครึ่งหลังข้า
จะทำให้พวกเจ้าไม่ได้ลูกเลยแม้แต่ลูกเดียว!”
มู่ชวนโมโหจนแทบจะใช้ไม้ตีคลีฟาดปากเขา
“เก่งนักหรือ! ก็แค่ได้อานิสงส์ม้าเฮยเฟิงนั่น
แหละ! ถ้ามีปัญญาเจ้าก็เปลี่ยนม้าอื่นมาสู้กับพวก
เราสิ!”
หันเช่อไม่โกรธซ้ำยังแย้มยิ้มอีก “มีม้าเฮยเฟิงก็
คือ ‘มีปัญญา’ ของข้า มีปัญญาพวกเจ้าตระกูลมู่
ก็ผลิตม้าเฮยเฟิงออกมาสักสองสามตัวสิ”
มู่ชวนไหนเลยจะไปทำได้
โธ่เว้ย!
เหตุใดตอนที่ตระกูลมู่แบ่งอำนาจทางการทหาร
ตระกูลเซวียนหยวนจึงไม่ได้ม้าเฮยเฟิงเล่า
ไม่รู้ว่าหันเช่อตั้งใจหรือไม่ เขาดึงบังเหียนเบาๆ
จู่ๆ ม้าเฮยเฟิงใต้ร่างเขาก็พุ่งไปหาสำนักบัณฑิต
เทียนฉงสองก้าว ทำให้ม้าของมู่ชวนกับหยวน
เซี่ยวตกใจจนร้องฮี้ๆ ถอยหลังหมายจะหนี
“กรรมการ! เขาผิดกติกา!” มู่ชวนเอ่ยกับอาจารย์
กรรมการที่อยู่ด้านข้าง
กรรมการหันมามอง
เหตุใดจึงมีม้าหน้าตาอัปลักษณ์เช่นนี้ได้
สำนักบัณฑิตเทียนฉงเปลี่ยนกลยุทธ์หรือไร สู้อีก
ฝั่ายไม่ได้จึงได้เอาม้ามาทำให้ตาบอดแทน
มู่หรูซินใช้ผ้าเช็ดหน้าปั้องปากอย่าง
กระมิดกระเมี้ยน เห็นได้ชัดว่ากู้เจียวกำลังก่อ
ความวุ่นวาย ขี่ม้าพรรค์นี้มาตีคลีให้ขายหน้าเพื่อ
การใด
ทำเสียเหมือนเล่นตลกไปได้
จู่ๆ ท่านกั๋วกงที่อยู่บนรถเข็นก็เริ่มมีอาการ
แปลกๆ ขึ้นมา มือเขาจับที่พักแขนไว้แน่น เพราะ
มีแรงแล้ว แขนจึงสั่นไปด้วย
เขาขมวดคิ้ว หันไปมองทางเข้าสนาม ปราดตา
มองไปก็เห็นบัณฑิตของสำนักบัณฑิตเทียนฉงขี่
ม้าสีดำทมิฬตลอดร่างควบเข้ามา
สีดำทมิฬตลอดร่าง ดำขลับเป็นประกาย บนหัว
ทัดดอกไม้ใหญ่ดอกหนึ่ง แผงคอของม้าถูกมัด
ด้วยเชือกแดงถักเป็นเปียเล็กๆ ซ้ำยังย่างก้าว
อย่างเย่อหยิ่งทว่าสง่างาม ทำให้หันเช่อเห็นแล้ว
ถึงกับชะงักงัน
มู่หรูซินสังเกตเห็นความผิดปกติของเขา จึงรีบ
ถาม “ท่านกั๋วกง เป็นอะไรไปเจ้าคะ ไม่อยากดู
แล้วหรือ”
เหล่านักกีฬาฝั่ายสำนักบัณฑิตเทียนฉงควบม้าไป
ยังริมสนาม
ในหัวเขามีความคิดไร้สาระผุดวาบขึ้นมา
อ้อนแอ้นเพียงนี้ เจ้าไม่ทาปากแดงให้มันด้วย
เสียเลยเล่า!
ความจริงนั้นเสี่ยวจิ้งคงขโมยชาดของพี่เขยตัว
แสบมาแล้ว เพียงแต่ถูกกู้เจียวจับได้เสียก่อนจึง
ไม่ทันได้ทาให้เสี่ยวสืออี
นักกีฬาอีกคนหันไปมอง พบว่าเป็นอย่างที่ว่าจริง
จึงเย้ยหยัน “นั่นก็เพราะถูกพวกเราข่มจนกลัว
อย่างไรเล่า ยามนี้เห็นพวกเราจึงได้เริ่มหวาดผวา
ขึ้นมา”
หันเช่อจำบัณฑิตที่อยู่หลังม้าได้ เขาจึงชักจะนั่ง
ไม่ติดขึ้นมาเสียแล้ว!
“เหมือนว่าม้าของพวกเราก็เริ่มสั่นนิดๆ เช่นกัน
นะ”
“แม่เจ้า!” ใต้เท้ารองจิ่งที่อยู่บนอัฒจันทร์พ่นน้ำ
ชาออกมาทันที “นี่เป็นการสั่นเพราะตื่นเต้นจน
เลือดพลุ่งพล่านต่างหากเล่า!”
บทที่ 657 บดขยี้ด้วยฝีมือ! (2)
ฝั่ายสำนักบัณฑิตเทียนฉงพากันเงียบงัน แม้ว่าจะ
เปลี่ยนโฉมมันไปอย่างสิ้นเชิง หากเทียบกับราชา
ม้าแล้ว ตอนนี้เจ้าม้านี่เหมือนชายาม้ามากกว่า
แต่ดีร้ายอย่างไรม้าของสำนักบัณฑิตพวกเขา
พวกเขาก็ยังคงจำมันได้อยู่ดี
มู่ชวนพึมพำเสียงเบา “เจ้าขี่มันมาได้อย่างไร ไม่
เห็นม้าของพวกเราเองรึว่ามันไม่ขยับแล้ว”
กู้เจียวค่อนข้างมึนงง อ๋อ แต่งตัวให้เสียขนาดนี้
แล้วยังจำได้อีกรึ ม้าพวกนี้มีเคล็ดลับการจดจำม้า
เป็นพิเศษหรือ
กู้เจียวเอ่ย “แต่ไม่มีม้าที่ดุกว่ามันแล้วนะ”
มู่ชวนไม่กล้าเอ่ยเสียงดัง กลัวว่าคนของสำนัก
บัณฑิตผิงหยางจะแอบฟัง เขาจึงเค้นเสียงลอด
ไรฟัน “แล้วอีกเดี๋ยวจะแข่งอย่างไร”
กู้เจียวครุ่นคิด “อีกเดี๋ยวพวกเจ้าก็อยู่ให้ห่างข้า
หน่อย”
หยวนเซี่ยวเปิดฉาก
กู้เจียวกับมู่ชวนเปลี่ยนตำแหน่ง มู่ชวนไปเป็นมือ
โจมตีรอง
หยวนเซี่ยวเปิดฉากได้สวยงามมาก ตีได้เส้นโค้ง
กลางอากาศที่งดงามและว่องไว
เขาเหวี่ยงไม้ตีไปทางมู่ชิงเฉินโดยตรง ฝั่ายสำนัก
บัณฑิตผิงหยางคล้ายมองออกแต่แรกแล้วว่าเขา
จะตีแบบนี้ นักกีฬาสองคนจึงไล่ตามไปทางมู่ชิง
เฉิน
หากว่ากันเรื่องความเร็ว ม้าเฮยเฟิงของพวกเขา
ไม่มีทางแพ้ม้าของสำนักบัณฑิตเทียนฉงแน่นอน
แต่วิ่งไปวิ่งมาก็ชักจะแปลกๆ เสียแล้ว
ฟิว!
เงาทมิฬทะยานผ่านข้างกายเขาไป!
ความเร็วนั้นยากเกินจินตนาการ คงใช้ได้เพียงคำ
จำกัดความว่าทะยานเท่านั้น ทั้งสองพลันชะงัก
งัน
ช้าก่อน นั่นมันม้าอัปลักษณ์ตัวนั้นมิใช่รึ
วิ่งเก่งถึงเพียงนี้เชียวหรือ
เฮอะ พวกเราก็ไม่ได้ใช้ความเร็วเต็มที่เหมือนกัน
นั่นแหละ
“ย่าห์!”
ทั้งสองเร่งความเร็วม้ากันขึ้นมาโดยไม่ได้นัด
หมาย ทว่าไม่ว่าพวกเขาจะเร่งความเร็วอย่างไร
ก็โดนม้าสีดำทมิฬอัปลักษณ์นั่นทิ้งระยะห่างมาก
ขึ้นเรื่อยๆ
ราชาม้าวิ่งไม่ทิ้งฝุั่น
ยามนี้ มู่ชิงเฉินได้ลูกมาแล้ว ราชาม้าก็วิ่งไล่
ตามหลังมู่ชิงเฉินมาแล้วเช่นกัน ม้าของมู่ชิงเฉิน
ตกใจจนเค้นเรี่ยวแรงออกมาทั้งตัว พุ่งทะยานไป
ข้างหน้าอย่างแรง!
“พี่สี่!”
มู่ชวนควบม้าพลางกวักมือให้มู่ชิงเฉินไปด้วย
มู่ชิงเฉินเห็นความเร็วของมู่ชวน จึงตีลูกไป
ด้านหลังมู่ชวนแทน
ตรงนั้นห่างจากหลุมของสำนักบัณฑิตผิงหยาง
ใกล้มาก ขอแค่มู่ชวนรับลูกได้ ลูกนี้เป็นของพวก
เขาแน่นอน
หันเช่อกับสหายอีกคนพุ่งไปประกบมู่ชวนไว้คน
ละข้าง
มู่ชวนหันกลับมามอง ก่อนร้องตะโกนเสียงดัง
“ไม่สิ! เหตุใดพวกเจ้าจึงพุ่งมาหาข้าเล่า!”
ม้าของเขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของม้าเฮยเฟิงเลย วิ่งสู้พวก
เขาไม่ได้หรอก!
เป็นอย่างที่คาด หันเช่อวิ่งนำหน้ามู่ชิงเฉินไปแล้ว
เขามองลูกที่ตกลงจากกลางอากาศ พลางยื่นไม้
ออกไปตีลูกในจังหวะเดียว…
…เขาตีไม่โดนลูก
จู่ๆ ม้าของเขาก็วิ่งเบี้ยว!
ร่างเขาโงนเงน เกือบจะตกลงจากยานพาหนะ
ของตัวเอง!
เกิดอะไรขึ้น! ใครให้เจ้าวิ่งมั่วซั่วเช่นนี้!
ม้าที่ใช้แข่งตีคลีนั้นล้วนเคยได้รับการฝึกอย่าง
เข้มงวดในระยะยาว พวกมันคุ้นเคยกับคำสั่งทุก
ชนิดของเจ้านายเป็นอย่างดี ไม่มีทางฝั่าฝืนคำสั่ง
ของเจ้านายง่ายๆ แน่นอน
ทว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่ชวนปากอ้าตาค้างที่สุด อีก
ทางด้านหนึ่ง แม้มู่ชวนจะสลัดหันเช่อหลุดไปได้
เขาก็ยังรับลูกไว้ไม่ได้อยู่ดี
ลูกถูกนักกีฬาอีกคนของสำนักบัณฑิตผิงหยาง
แย่งไปได้แล้ว
นักกีฬาคนนี้กำบังเหียนแน่น กะว่าจะย้อนกลับ
ไป เขาจะตีลูกเข้าหลุมของสำนักบัณฑิตเทียนฉง
เอง
ทว่าเขายังไม่ทันได้หันเลย ม้าของเขาก็สั่นเทิ้มไป
ทั้งตัว เหมือนตกใจเป็นอย่างมาก
เขาไม่ทันได้ตั้งตัวจึงสั่นเทิ้มไปด้วย ลูกหลุดไป
แล้ว
มู่ชวนตัดสินใจเกี่ยวลูกมาอย่างแน่วแน่ ตีมันเข้า
ประตูไปในจังหวะเดียว!
กรรมการเอ่ย “สำนักบัณฑิตเทียนฉง หนึ่งแต้ม!”
ข้างบนอัฒจันทร์ บัณฑิตสำนักศึกษาหลิงโป
ปรบมือขึ้น “ว้าว! เปิดฉากก็ได้แต้มเลย รวดเร็ว
เกินไปแล้ว”
สหายข้างกายเขาเอ่ย “เมื่อครู่กว่าสำนักบัณฑิต
ผิงหยางจะตีเข้าประตูได้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย”
จงติ่งเชิดหน้าขึ้นเอ่ยอย่างภาคภูมิใจ “สำนัก
บัณฑิตพวกเราเอง!”
เสียงไม่ยี่หระลอยมาจากด้านหลัง “แล้วอย่างไร
เล่า ก็ตามหลังสำนักบัณฑิตผิงหยางยังนำอยู่สิบ
แต้มอยู่ดีมิใช่หรือไร จะตามทันรึ”
จงติ่งกับโจวถงหันไปมอง
บัณฑิตของสำนักบัณฑิตอู่เย่ว์ มิน่าเล่า
โจวถงยืดอกเอ่ย “พวกเราไม่แพ้หรอกน่า! รอดูได้
เลย!”
พวกเขาไม่ใช่บัณฑิตอ่อนแอที่ใครๆ ก็ต่างรังแกได้
อย่างในอดีตอีกต่อไปแล้ว!
บัณฑิตของสำนักบัณฑิตอู่เย่ว์เหน็บให้ “แล้วหาก
พวกเจ้าแพ้ล่ะ”
โจวถงถลกแขนเสื้อขึ้น “ถ้าแพ้จะโขกหัวให้พวก
เจ้า เรียกพวกเจ้าว่าพ่อเลย! หากพวกข้าชนะ
พวกเจ้าต้องโขกหัวเรียกพวกข้าว่าพ่อ!”
“เหอะ อย่ามาเสียใจทีหลังก็แล้วกัน!”
การแข่งขันดำเนินต่อไป
หากว่ากันอย่างจริงจังแล้วม้าเฮยเฟิงก็เป็นรุ่น
หลังของราชาม้าปั่า เพียงแต่หลังจากผสมพันธุ์
เลี้ยงในคอกแล้ว ความดุร้ายก็ลดลงไม่น้อย ไม่
เหมือนราชาม้าที่โตมาแบบนิสัยดุร้าย ตลอดร่าง
มันยังแผ่กลิ่นอายราชาของม้าปั่าออกมาอีกด้วย
ม้าของสำนักบัณฑิตเทียนฉงไม่กล้าเข้าใกล้มัน
แม้ม้าเฮยเฟิงจะกล้าหาญ แต่ก็ไม่ได้ดีกว่ากัน
เท่าใดนัก
ภาพแปลกประหลาดจึงได้เกิดขึ้น กู้เจียวขี่ราชา
ม้าเข้าไปดั่งหมาปั่าทมิฬเข้าฝูงแกะ ทุกที่ที่ควบ
ผ่าน ฝูงแกะก็แตกกระเจิง!
กู้เจียวตัดสินใจไม่แย่งลูกมันแล้ว นางทำอยู่แค่
เรื่องเดียว…วิ่งไล่ตามม้าเฮยเฟิงของสำนักบัณฑิต
ผิงหยาง!
ไล่คนเดียวไม่พอ ก็ไล่สองคน สองไม่พอก็ไล่สาม
ราชาม้ากำลังวังชาเต็มเปียม ไม่เหน็ดเหนื่อยเลย
แม้แต่น้อย!
ประเด็นคือสนุกกว่าการบดธัญพืชเป็นไหนๆ !
ซ้ำยังไม่ต้องถักเปียน้อยๆ ด้วย!
นึกถึงงานบดธัญพืชอันแสนจะธรรมดาและน่า
เบื่อของตัวเองขึ้นมา ราชาม้าก็ตัดสินใจถนอม
ช่วงเวลาครึกครื้นอันสั้นที่หาได้ยากนี้เอาไว้
สุดท้ายทุกคนจึงได้เห็นกู้เจียวขี่ม้าตัวเดียววิ่งไล่
ม้าสี่ตัว ไล่เสียจนม้าเฮยเฟิงแทบจะร้องไห้ออกมา
อยู่รอมร่อแล้ว!
ตอนแข่งกับสำนักบัณฑิตชิงเย่ว์นั่น กู้เจียวตั้งอก
ตั้งใจตีคลีเท่าใด มาครานี้กู้เจียวก็ตั้งใจก่อกวน
เท่านั้น สำนักบัณฑิตผิงหยางโดนนางไล่ตามจน
อเนจอนาถไปหมด!
“กรรมการ! เขาผิดกติกา!” บัณฑิตสำนักบัณฑิต
ผิงหยางคนหนึ่งฟั้อง
อาจารย์กรรมการเดินมาหา
กู้เจียวถามนิ่งๆ “ข้าได้ไปขวางข้างหน้าพวกเจ้า
หรือไม่”
นางไล่ตามอยู่ข้างหลังตลอด
“ม้าของข้าได้แตะต้องม้าของพวกเจ้าหรือยัง”
ระยะห่างอย่างน้อยๆ ครึ่งตัวม้าเชียวนะ
“ไม้ของข้าได้ไปก่อกวนพวกเจ้ากับม้าของพวก
เจ้าหรือไม่”
ไม้…เจ้าลงสนามมาก็ไม่ได้เหวี่ยงไม้เลยด้วยซ้ำ!
กู้เจียวหยักยกมุมปากอย่างมาดร้าย “ม้าตัวเอง
ปอดแหกเอง ยังจะมาโทษข้าอีก”
นี่มันคำพูดที่หันเช่อพูดกับสำนักบัณฑิตเทียนฉง
เมื่อครู่นี้มิใช่หรือไร
“ม้าของข้าไม่ได้แตะต้องโดนม้าของพวกเจ้าเลย
ม้าพวกเจ้าตกใจเอง”
พวกเขาไม่คิดเลยสักนิดว่าถ้อยคำของหันเช่อจะ
ย้อนคืนมาตบหน้าพวกเขาได้รวดเร็วเพียงนี้
เจ็บ เจ็บจริงๆ!
“ไอ้หนุ่มนี่มันแน่นี่หว่า”
ใต้เท้ารองจิ่งบนอัฒจันทร์อดชื่นชมกู้เจียวขึ้นมา
ไม่ได้
“ม้าตัวนั้นต่างหากที่เก่ง” มู่หรูซินเอ่ย “ให้ใครมา
ขี่ม้าตัวนั้นก็ชนะทั้งนั้นแหละ”
ใต้เท้ารองจิ่งขมวดคิ้ว เขาฟังประโยคดังกล่าว
แล้วไม่ค่อยจะเห็นด้วยเท่าไร “เจ้าคิดว่าม้าดุร้าย
เช่นนั้นใครๆ ก็ขี่ได้อย่างนั้นรึ”
เขาเป็นคนร่ำเรียนวิชาการต่อสู้ ตอนที่ตระกูลเซ
วียนหยวนยังไม่พ่ายแพ้ เขาเคยมีโอกาสได้เลือก
ม้าเฮยเฟิงของตัวเอง
พี่เขยใหญ่ถามเขาว่า เจ้าอยากได้ม้าที่ขี่ดี หรือว่า
อยากได้ม้าที่ดี
ตอนนั้นเขาไม่ค่อยเข้าใจ ภายหลังจึงได้เริ่ม
กระจ่าง
น่าเสียดายที่เขาไม่มีโอกาสได้บอกคำตอบที่
แท้จริงในใจเขากับพี่เขยใหญ่อีกเลย
ภายใต้การรวมพลังของกู้เจียวกับราชาม้าก่อกวน
ความมวุ่นวาย สามยกผ่านพ้นไป สำนักบัณฑิต
ผิงหยางก็ตีไม่เข้าหลุมสักลูก
อุตส่าห์แย่งลูกมาได้ หันเช่อเป็นคนเลี้ยงลูกไป
หน้าปากหลุมของสำนักบัณฑิตเทียนฉงแล้วแท้ๆ
กู้เจียวขี่ราชาม้าวิ่งไปทางนั้น ม้าของหันเช่อก็หัน
หัวกลับวิ่งหนีทันที!
หันเช่อ “…!!”
“พวกเจ้าสามคนจะมาแย่งลูกรึ” กู้เจียวถาม
นักกีฬาของสำนักบัณฑิตผิงหยางสามคนที่จด
จ้องพร้อมตะครุบดั่งพญาเสือ
ทั้งสามมุมปากกระตุกยิกๆ เอ่ยออกไปเจ้าอาจไม่
เชื่อ ข้าอยากไป แต่ม้ามันไม่ไปเลย!
“อ๋อ” กู้เจียวแบมือทอดถอนใจ “เช่นนั้นก็
ยอมรับแล้ว”
หนึ่งคนหนึ่งม้าพากันเชิดหน้าขึ้น เลี้ยงลูกหนีไป
อย่างองอาจ!
เมื่อใกล้จบการแข่งขัน จำนวนธงของทั้งสองฝั่าย
ก็เกิดการพลิกผันอันน่าตื่นตะลึง จากสิบสองต่อ
สองกลายเป็นสิบสองต่อยี่สิบ สำนักบัณฑิตเทียน
ฉงที่ได้ยี่สิบ
ทว่าจุดสนใจของทุกคนก็เปลี่ยนจากผู้ทำประตู
มาเป็นใครจะโดนวิ่งไล่ตามเป็นรายต่อไปแทน
เช่นกัน
พวกสำนักบัณฑิตผิงหยางหน้าหงิกกันหมด
เดิมคิดว่ามีม้าเฮยเฟิงแล้วจะสามารถชนะขาด
ลอยได้ ใครจะไปคิดว่าจะโดนม้าของเจ้าหนุ่มนี่
ก่อกวนเสียได้!
ม้านั่นมันกวนประสาทอะไรขนาดนี้!