สามีข้าคือขุนนางใหญ่ - บทที่ 670 สามีภรรยาพบพาน (1)
ณ สนามประลองการต่อสู้ประจำตระกูลหัน ท่าน
ชายใหญ่หันกำลังโจมตีมือของคู่ต่อสู้ด้วยทวนพู่
แดงจนอีกฝั่ายต้องถอยหลายก้าว
หลังจากคู่ต่อสู้ทรงตัวได้ ก็รีบประสานมือคำนับ
ให้ท่านชายใหญ่หัน “ข้าแพ้แล้วขอรับ ท่านชาย
ใหญ่!”
ท่านชายใหญ่หันเหงื่อโชกและหอบเล็กน้อย เขา
โยนทวนพู่แดงในมือให้ทหาร พลางเอ่ย “อย่าลืม
รักษาบาดแผลล่ะ”
“ขอรับ!”
จากนั้นมือสังหารก็ถูกทหารหามตัวออกไป
บ่าวรับใช้เดินเข้ามาที่สนามพร้อมกับยื่นผ้า
สะอาดให้ท่านชายใหญ่
ท่านชายใหญ่หันหยิบผ้าขึ้นมาเช็ดเหงื่อบน
ใบหน้า ก่อนจะหันไปทางชายวัยกลางคนที่กำลัง
เฝั้าดูห่างๆ “เป็นอย่างไรบ้างท่านลุงรอง”
ลุงรองที่ท่านชายใหญ่หันเอ่ยถึงคือใต้เท้ารองของ
ตระกูลหัน นามหันหย่ง
หันหย่งเดินเข้ามาพร้อมกับเอามือพาดหลัง “มี
พัฒนาการเมื่อเทียบกับเดือนก่อน”
ท่านชายใหญ่หันได้ยินดังนั้นก็ถอนใจโล่ง อันที่
จริงเขายังไม่พอใจเท่าไหร่นัก จึงถามต่อ “เทียบ
กับเซวียนหยวนเฉิงล่ะ”
เซวียนหยวนเฉิงเป็นท่านชายใหญ่ของตระกูลเซ
วียนหยวน ฝีมือการต่อสู่ของเขาเรียกได้ว่า
สามารถทัดเทียมกับนักรบในตำนานของตระกูล
เซวียนหยวนได้
ครั้งหนึ่งหันหย่งเคยทำงานรับใช้เซวียนหยวนเฉิง
มาก่อน
เขากระแอมหนึ่งที ก่อนจะพูดกับหลานชายอย่าง
ตรงไปตรงมา “เจ้ายังเด็กอยู่เลย ต้องฝึกให้หนัก
เข้าไว้ สักวันอาจตามเขาทันได้”
“แปลว่าข้ายังสู้เขาไม่ได้อย่างนั้นหรือ” ท่านชาย
ใหญ่หันถามพร้อมกับยื่นมือให้ทหารที่กำลังถือ
หอกให้เขาอยู่
นายทหารยื่นหอกให้เขาด้วยสองมือ
จากนั้นท่านชายใหญ่หันลงมือฝึกซ้อมอีกครั้ง
พร้อมทั้งใส่พลังอย่างเต็มที่ในทุกกระบวนท่า
หลังจากฝึกเสร็จ เขาก็ยังไม่พอใจเหมือนเดิม
ขมวดคิ้วแล้วเอ่ยขึ้น “ทำอย่างไรก็สู้นายพลเซ
วียนหยวนไม่ได้อยู่ดี”
หันหย่งได้ยินหลานชายเอ่ยเช่นนั้นก็หัวเราะ “จะ
รีบไปไย ตอนเซวียนหยวนเฉิงอายุเท่าเจ้าอาจ
ไม่ได้เก่งกาจเช่นเจ้าก็เป็นได้ เป็นเพราะเขามี
โอกาสได้ออกรบเร็ว ซึ่งเป็นโอกาสที่เจ้ายังไม่ได้
รับ”
ท่านชายใหญ่หันโยนทวนพู่แดงส่งให้ทหารอีก
ครั้ง
ทวนเจ้ากรรมก็น้ำหนักมากเสียจนทหารเกือบ
ทรงตัวไม่อยู่
“มีนักต่อสู้หน้าใหม่ๆ เข้ามาบ้างหรือไม่” ท่าน
ชายใหญ่หันถามขึ้น
หันหย่งจึงตอบเขา “เจ้าพูดถึงสนามประลองใต้
ดินใช่ไหม ยังไม่มีหรอก ถ้ามีจะรีบบอกทันที อัน
ที่จริงมือสังหารของตระกูลเราก็ไม่เลวเลยนะ
เพียงแต่ประสบการณ์อาจไม่มากนัก จึงยังไม่ใช่คู่
ต่อสู้ที่เหมาะสมสำหรับเจ้า”
ไม่ว่าฝีมือของพวกมือสังหารจะดีแค่ไหน แต่ก็
ไม่ใช่คู่ฝึกที่ควรค่าแก่การพัฒนาศักยภาพ เพราะ
สิ่งที่มือสังหารทำได้คือการสังหารคน มิใช่สำหรับ
การเรียนรู้กระบวนท่า
หันหย่งเอ่ยต่อ “ลำพังแค่ในเมืองเซิ่งตูก็แทบไม่มี
ใครสู้เจ้าได้แล้ว อย่ากดดันตัวเองเลย อ้อ จริงสิ
ข้าลืมเลยว่ามีเรื่องจะคุยกับเจ้า”
“ท่านลุงรองว่ามาเลยขอรับ” ท่านชายใหญ่หัน
เอ่ย
“ใกล้ถึงวันเฉลิมพระชนมพรรษาของฝั่าบาทแล้ว
กุ้ยเฟยให้มาเชิญพวกเจ้าสองพี่น้องไปงาน
สรรเสริญด้วย” หันหย่งเอ่ย
ท่านชายใหญ่หันนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ย “ดูสภาพ
หันเช่อแล้ว คงเข้าร่วมไม่ได้ขอรับ”
“เจ้าไปได้นี่” หันหย่งเอ่ย
ท่านชายใหญ่หันไม่ได้ให้คำตอบแต่อย่างใด กลับ
มีข้อสงสัย “ก่อนหน้านี้ฝั่าบาทไม่เคยจัดงาน
เฉลิมฉลองวันเกิดเลย เหตุใดปีนี้ถึงได้จัดขึ้น
ขอรับ”
วันเกิดของฝั่าบาทตรงกับวันเกิดขององค์หญิง
ใหญ่ไท่หนี่ว์ และนับตั้งแต่ที่องค์หญิงใหญ่ดองกับ
ตระกูลเซวียนหยวน ฝั่าบาทก็ไม่เคยคิดจะฉลอง
วันเกิดอีกเลย
หันหย่งถอนหายใจพลางส่ายศีรษะ “ใครจะไปรู้
ล่ะ ฝั่าบาททรงเป็นคนเจ้าอารมณ์และมักมี
ความคิดแปลก ๆ อยู่ตลอด ไม่มีใครเดาความคิด
ของพระองค์ได้หรอก”
“ท่านชายใหญ่ขอรับ!”
ขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกัน มือสังหารสองนาย
ที่ได้รับคำสั่งให้สะกดรอยตามกู้เจียวก็เดินเข้ามา
นามว่าซุนเฟิงและเจิ้งไห่
ซึ่งซุนเฟิงคือคนที่ถูกกู้เจียวขโมยกระเปั๋าไป
ทั้งสองโค้งคำนับให้ท่านชายใหญ่หัน
“ไยจึงกลับมาเร็วนักล่ะ แล้วคนที่ข้าให้ไปสอด
แนมเล่า” ท่านชายใหญ่หันสังเกตท่าทางอิดโรย
ของลูกน้องพร้อมกับเอ่ยถาม
ทั้งสองเริ่มออกอาการรู้สึกผิด ซุนเฟิงประสานมือ
แล้วเอ่ยตามความจริง “คลาด คลาดสายตาไปได้
ขอรับ”
“คลาดสายตารึ” ท่านชายใหญ่หันแสดงสีหน้าไม่
พอใจ “พวกเจ้าสองคนทำพลาดรึ”
ทั้งสองเริ่มเหงื่อตก
พวกเขาเป็นทหารคนสนิทของท่านชายใหญ่หัน
มีความสามารถพอตัว และคอยช่วยเหลือให้อยู่
ตลอด แต่งานวันนี้พวกเขาพลาดกันจริงๆ
“กระเปั๋าของซุนเฟิงถูกขโมยขอรับ” เจิ้งไห่กล่าว
ซุนเฟิงได้ยินดังนั้นก็รีบถลึงตาใส่สหาย “คุยกัน
แล้วไม่ใช่หรือว่าจะไม่บอกเรื่องนี้กับท่านชาย
ใหญ่”
ทหารจากตระกูลหันถูกขโมยกระเปั๋า ได้ยินถึง
ไหนอับอายถึงนั่น
ซุนเฟิงรู้ตัวแล้วว่าเป็นเด็กสาวคนนั้นที่ขโมย
กระเปั๋าเขาไป
แต่พวกเขาแทบไม่เอะใจเลยว่าเด็กสาวคนนั้นกับ
คนที่พวกเขาสะกดรอยตามอยู่ก็คือคนเดียวกัน
ท่านชายใหญ่หันถลึงตาอย่างดุดัน “ไปรับโทษ
เดี๋ยวนี้”
“ขอรับ!”
แล้วพวกเขาก็เดินออกไป
“ผู้ใดกันที่กล้าเล่นงานคนของเจ้า” หันหย่งถาม
ท่านชายใหญ่หันอธิบาย “บัณฑิตจากแคว้น
เจาน่ะท่านลุงรอง ฝีมือไม่เบาเลยทีเดียว แล้วก็
เป็นเขาคนนี้นี่แหละที่เล่นงานหันเช่อจนอ่วม ข้า
แค่อยากสืบว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้”
“อ๋อ ที่แท้หันเช่อก็ถูกคนแคว้นระดับล่างเล่นงาน
นี่เอง” หันหย่งทั้งโกรธทั้งขำในคราวเดียวกัน
“คนที่กล้าทำเรื่องแบบนี้ได้มีอยู่แค่สองตระกูล
เท่านั้นแหละ ไม่ตระกูลหนานกงก็ตระกูลมู่”
ตระกูลหันกับตระกูลมู่ไม่ถูกกันมานานแล้ว ส่วน
ตระกูลหนานกงก็กำลังวางแผนแย่งชิงอำนาจ
ทหารกับตระกูลหันอยู่
ท่านชายใหญ่หันหันหน้าไปทางพุ่มดอกไม้ในสวน
พลางเอ่ย “บัณฑิตคนนั้นเป็นสหายของมู่ชิงเฉินก็
จริง แต่ข้ารู้ดีว่านี่ไม่ใช่วิธีของมู่ชิงเฉิน คนอย่าง
เขาถ้ามีอะไรก็จะเข้าหาข้าโดยตรงและไม่ไป
ยุ่มย่ามหันเช่อเด็ดขาด”
หันหย่งเอามือลูบคางขณะใช้ความคิด “เช่นนั้นก็
เหลือแค่ตระกูลหนานกงสินะ”
ท่านชายใหญ่หันย่นคิ้ว “ตระกูลหนานกงรึ”
“ก็ใช่น่ะสิ พวกนั้นเอาแต่จ้องจะขโมยทหารของ
พวกเรา ส่วนพวกเราก็ต้องการอำนาจทางทหาร
ของพวกเขา ไม่ช้าก็เร็วต้องมีเรื่องกันแน่ๆ ”
หลังจากหันเช่อพินิจพิเคราะห์อยู่พักหนึ่ง เขาก็
ตั้งคำถามขึ้นมา “เหตุใดข้าถึงรู้สึกว่าตระกูล
หนานกงไม่มีเอี่ยวกับเรื่องนี้ขอรับ”
“นอกจากพวกเขาแล้วจะมีใครกล้าท้าทาย
อำนาจตระกูลหันอีกล่ะ ตระกูลหวังรึ พวกเขาไม่
ทำแบบนั้นหรอก” หันหย่งเอ่ย
หันหย่งเห็นว่าหลานชายหน้าดำคร่ำเครียดกับ
เรื่องนี้ จึงคลี่ยิ้มบางให้พร้อมกับเอ่ยบางอย่างให้
ชวนคิด “เจ้าคงไม่คิดว่าลำพังคนตัวเล็กๆ จาก
แคว้นระดับล่างเกิดบ้าบิ่นอยากต่อกรกับตระกูล
หันหรอกใช่ไหม ขนาดท่านชายตระกูลดังยังไม่มี
น้ำยาที่จะสู้เราได้เลย”
“และอีกอย่าง เจ้าลองนึกดูสิว่ามันใช่เรื่องบังเอิญ
หรือที่จู่ๆ มีบัณฑิตจากแคว้นเจาเข้ามาเรียน
หนังสือที่นี่ สำนักบัณฑิตส่วนใหญ่ของเซิ่งตูแทบ
ไม่เคยมีบัณฑิตจากแคว้นเจาเลย”
ท่านชายใหญ่หันได้ฟังดังนั้นก็ย่นคิ้วอีกครั้ง
“หมายความว่า ท่านลุงรองคิดว่าเขาเป็นคนของ
ตระกูลหนานกงรึ”
หันหย่งถามเขาต่อ “เจ้าจำเรื่องที่หนานกงลี่ถูก
โจรทำร้ายจนแขนขาดได้ไหม”
“จำได้ขอรับ” ท่านชายใหญ่หันตอบ
หันหย่งยิ้มเย็นเอ่ย “อันที่จริงตอนนั้นหนานกงลี่
ไม่ได้กลับไปเยี่ยมญาติที่บ้านเกิดหรอก แต่เขา
แอบเข้าไปที่แคว้นเจา อีกทั้งเขาไม่ได้ถูกโจรทำ
ร้ายด้วย เรื่องเป็นมายังไงข้าก็ยังไม่รู้ชัด แต่
หลังจากที่เขากลับมาที่เซิ่งตูไม่นาน พวกคนจาก
แคว้นเจาก็มาที่นี่ทันที มันบังเอิญเกินไปหรือไม่”
…
หลังจากกู้เจียวกลับมาที่เรือน ก็เล่าเรื่องกู้เฉิงเฟิง
ที่มาเมืองเซิ่งตูให้ทุกคนได้ทราบ
แน่นอนว่าทุกคนตกใจ
“ไม่มีใครนำทาง แล้วเขามาที่นี่ได้อย่างไร”
อาจารย์แม่หนานถาม “อย่าบอกนะว่า…”
กู้เจียวพยักหน้า “เขาเข้ามาด้วยสถานะทาส”
อาจารย์แม่หนานถึงกับสูดปาก
ท่านชายรองก็บ้าบิ่นเหลือเกิน ราคาที่ต้องจ่าย
นั้นสูงมาก รอยประทับนั่นจะติดตรึงอยู่บน
ร่างกายของเขาไปตลอดชีวิตเชียวล่ะ
“แล้วเขาเป็นอะไรมากไหม” อาจารย์แม่หนาน
ถาม
“ตอนนี้ยังไม่มีอะไร ข้าหาที่หลบภัยให้เขาได้
ชั่วคราว” กู้เจียวตอบ
“จริงๆ เลยเด็กคนนี้…” อาจารย์แม่หนานเริ่ม
หมดคำจะพูด เด็กๆ ตระกูลกู้ดื้อรั้นจนเกิน
เยียวยาจริงๆ เมื่อพวกเขาตัดสินใจทำอะไรแล้ว
ก็จะทำจนสุดไม่ว่าต้องแลกมาด้วยอะไร อย่างกู้
ฉังชิงที่ต้องการรักษาน้องสาวของเขา ไหนจะ
เจียวเจียวที่ต้องการรักษาน้องชายของนาง
แล้วนี่มีกู้เฉิงเฟิงเพิ่มเข้ามาอีก
แต่จะว่าไปก็เป็นเรื่องดีสำหรับพวกเขา อย่าง
น้อยมีสมาชิกมาเพิ่มก็ช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้มาก
ขึ้น
สองวันต่อมา กู้เจียวเดินทางไปที่ตำหนักเยี่ยน
ซานจวิน องค์หญิงน้อยยังคงกลัวการขึ้นม้า จึง
ถูกกู้เจียวมัดมือชกอุ้มขึ้นม้าอีกครั้ง และแล้ววิชา
ขี่มาก็จบลงเท่านี้เพราะผู้เรียนเริ่มน้ำตาแตกแล้ว
“เดี๋ยววันถัดๆ ไป…ฮึก! เจ้าอย่า…ฮึก!”
องค์หญิงน้อยเอ่ยคำก็สะอื้นคำ แต่พอได้ลงจาก
มา นางก็หยุดร้อง แต่ยังมีอาการสะอึกหลงเหลือ
อยู่
“องค์หญิงค่อยๆ พูดก็ได้พ่ะย่ะค่ะ” กู้เจียวเอ่ย
“ข้าก็กำลังค่อยๆ …ฮึก!” องค์หญิงน้อยยังคง
สะอึกไม่หยุด จึงพยายามจะพูดให้กระชับที่สุด
“ข้าเรียนไม่ได้…ฮึก! ท่านลุงของข้ากำลัง…ฮึก!จะ
จัดงานเฉลิม…ฮึก! เสด็จพ่อไม่อยู่…ฮึก! ข้าเลย
ต้อง…ฮึก! ไปงานเลี้ยงแทน…ฮึก!”
อันที่จริง กว่าจะถึงวันงานยังมีเวลาอีกหลายวัน
เพียงแต่องค์หญิงน้อยจะเข้าไปพำนักที่วังระยะ
หนึ่ง เลยไม่สามารถเรียนได้
ซึ่งกู้เจียวเองก็ต้องการแบบนี้เหมือนกัน วันแข่ง
ใกล้เข้ามาแล้วนางต้องเก็บตัวซ้อม คงไม่มีเวลา
มาสอนเช่นกัน
“เช่นนั้น รอให้องค์หญิงน้อยทำธุระให้เสร็จก่อน
เราค่อยมาเรียนขี่ม้ากันใหม่ดีไหม”
“เกี่ยว ‘ด้อย’ สัญญา”
ทันใดนั้นองค์หญิงน้อยก็รีบเอามือปั้องปากทันที
ด้วยความที่ฟันแท้ขององค์หญิงน้อยยังขึ้นไม่หมด
ทำให้บางคำพูดไม่สามารถเปล่งเสียงออกมาได้
ชัดถ้อยนัก กู้เจียวยิ้มอย่างเอ็นดู ก่อนจะยื่น
นิ้วก้อยให้
องค์หญิงน้อยเองก็ยื่นนิ้วก้อยออกมาแล้วเกี่ยว
เข้ากัน
บทที่ 670 สามีภรรยาพบพาน (2)
คืนก่อนวันแข่ง อาจารย์อู่พาพวกเขาไปพักที่
โรงเตี๊ยมเดิมที่เคยพัก
มู่ชวนเปิดฉากโวยคนแรก “คราวก่อนพวกเรา
ชนะแล้วไม่ใช่รึ ไยยังต้องมาพักที่โทรมๆ นี้อีก”
จะเหตุผลอะไรเสียอีกนอกจากเรื่องงบประมาณ
ว่ากันตามตรง ทางสำนักบัณฑิตได้จัดสรรเงิน
เพิ่มให้นักกีฬาก็จริง ทว่าการแข่งขันในปีนี้ได้รับ
ความนิยมเป็นพิเศษ ส่งผลให้ราคาที่พักสูงขึ้น
ครั้งแล้วครั้งเล่า
อาจารย์อู่เอามืออตบแผ่นอกตัวเองพลางเอ่ย
“ถ้าครั้งนี้เราชนะ อาจารย์สัญญาว่ารอบชิงจะ
ยอมควักเนื้อตัวเองเพื่อให้ทุกคนได้นอนโรงเตี๊ยม
ดีๆ !”
มู่ชวนเบ้ปากเพราะเชื่อไม่ลง
คนอื่นก็เช่นกัน
อาจารย์อู่พยายามกู้หน้าให้ได้มากที่สุด “ที่นี่ไม่ดี
ตรงไหน รู้ไหมว่าคืนนี้มีงานเทศกาลไฟด้วย! อยู่
ใกล้ๆ นี้เอง ที่อาจารย์เลือกนอนที่นี่ ก็เพื่อให้ทุก
ได้ออกไปเดินเล่นอย่างสนุกสนาน…แต่ต้อง
กลับมาภายในหัวค่ำล่ะ!”
เป็นข้อเสนอที่อาจารย์อู่อะลุ่มอล่วยให้กับพวก
เขาได้
มู่ชวนสนใจขึ้นมาทันที เขาเดินเข้าไปหากู้เจียว
พร้อมกับเดินขึ้นไปชั้นบนด้วยกัน “นี่ ลิ่วหลัง
เจ้าคงยังไม่เคยไปเทศกาลไฟของที่นี่เลยใช่ไหม”
“อื้อ” กู้เจียวตอบแล้วก้าวขาขึ้นบันได
“ประเดี๋ยวออกไปดูกันไหม” มู่ชวนเอ่ยชวน
“ได้สิ” กู้เจียวรับปาก
จากนั้นมู่ชวนก็หันไปทางข้างหลัง “แล้วท่านพี่สี่
ล่ะ สนใจไปด้วยกันไหม เอ่อ คงไม่ไปสินะ” ท่าน
พี่สี่ของเขาไม่ชอบงานรื่นเริงแบบนี้หรอก
พอมู่ชิงเฉินเดินมาถึงหน้าห้อง เขาก็หันมาบอก
กับกู้เจียวก่อนจะเดินเข้าไป “เจอกันหน้าที่ประตู
นะ”
มู่ชวนทำหน้าเหวอ แปลว่าพี่สี่จะไปด้วยใช่ไหม
ตั้งแต่จำความได้ เขาไม่เคยเห็นพี่สี่ไปงานแบบนี้
เลยแม้แต่ครั้งเดียว
นอกจากพวกเขาแล้ว ยังมีจ้าวเวยและหยวน
เซียวสมทบด้วย
อาจารย์อู่ก็มาด้วยเช่นกัน
“อาจารย์มายืนตรงนี้ทำไมหรือขอรับ” มู่ชวนยิ้ม
เจื่อนแล้วเอ่ยถาม
“พอมาคิดๆ ดูแล้ว อาจารย์ว่าจะไปกับพวกเจ้า
ด้วย จะได้วางใจหน่อย” อาจารย์อู่เอ่ยสีหน้า
จริงจัง
มู่ชวน “…”
อาจารย์อู่ไม่ได้หลอกพวกเขาเรื่องเทศกาลไฟ มัน
อยู่จัดใกล้กับที่พักจริงๆ เดินไปนิดเดียวก็ถึงแล้ว
ถนนยาวตลอดสายเต็มไปด้วยโคมหลากสีที่
ประดับตามสองข้างทางราวกับสายรุ้งที่ทอดยาว
มีแผงลอยตั้งเต็มทั้งสองฝัง เหล่าพ่อค้าแม่ขาย
ต่างพากันเรียกลูกค้า ฝูงชนแน่นขนัดไปทั่วทุกมุม
ถนน
แม้ผู้คนจะพลุกพล่าน แต่ก็ไม่วุ่นวายและไม่
แออัด ทุกอย่างถูกจัดเป็นระเบียบเรียบร้อย
โคมไฟที่จัดแสดงที่นี่ไม่ใช่ทุกอันที่สามารถซื้อได้
ด้วยเงิน ยังมีกิจกรรมทายคำหรือไม่ก็อ่านบท
กลอนที่อยู่บนโคมด้วย
ขนาดกู้เจียวที่พื้นเดิมเป็นคนนิ่งๆ ยังอดหลงใหล
บรรยากาศที่คึกคักเช่นนี้ไม่ได้
ทุกอย่างให้ความรู้สึกที่แปลกใหม่
เหมือนกับเวลาเด็กน้อยได้เห็นของเล่น
“ท่านชาย ซื้อโคมไฟหน่อยสิเจ้าคะ!”
เสียงเร่ขายโคมไฟจากของหญิงชราดังขึ้น
กู้เจียวหยุดฝีเท้าลง กระพริบตาปริบไปที่โคมไฟที่
หญิงชรายื่นให้
สวยจัง
เมื่อเห็นว่าอีกฝั่ายชอบใจ หญิงชราก็หยิบโคมไฟ
ดอกบัวอีกอันขึ้นมาให้ดู “ชิ้นนี้เพิ่งทำขึ้นใหม่เลย
นะ ถ้าซื้อสองอันลดให้สิบอีแปะเลย!”
โคมไฟดอกบัวก็สวยเหมือนกัน
กู้เจียวมองตาลุกวาว
มีโคมไฟดอกท้ออยู่ตรงนี้ด้วย ก็สวยอีก
เหมือนกัน!
มู่ชิงเฉินชำเลืองมองพร้อมกับเอ่ยถาม “เจ้าจะซื้อ
รึ”
เป็นผู้ชายจะซื้อโคมไฟดอกไม้ไปทำอะไร แค่เดิน
ดูก็น่าจะพอแล้วกระมัง
หรือต่อให้ซื้อก็คงซื้อเพื่อมอบให้คนอื่น
“เฮ้อ” กู้เจียวถอนหายใจพร้อมกับจ้องไปที่โคม
ดอกท้อตรงหน้า นางต้องวางมาด จะซื้อของแบบ
นี้ไม่ได้ โดยเฉพาะโคมไฟที่สีสันสดใสแบบนี้
กู้เจียวกลั้นใจเบือนหน้าหนี
ทันใดนั้น มือเรียวยาวดุจหยกของใครบางคนยื่น
ออกมาพร้อมกับวางเหรียญเงินบนแผงขาย
ตามมาด้วยเสียงทุ้มนุ่มลึกที่ดังขึ้น “ข้าขอซื้อโคม
ไฟดอกท้อนี้”
กู้เจียวถึงกับรีบหันขวับ
ปรากฏอีกฝั่ายสวมหน้ากากสีเงินครึ่งหน้า เผยให้
เห็นแค่ริมฝีปากบางและคางเรียวสวย รวมถึง
นัยน์ตาที่ลุ่มลึกราวทะเลสาบ
สายลมที่พัดอ่อนโชยกลิ่นอายที่กู้เจียวคุ้นเคยเป็น
อย่างดี
ทำเอากู้เจียวเผลอเหม่อไปชั่วขณะ
มู่ชิงเฉินที่เห็นปฏิกิริยาของสหายก็ขมวดคิ้วแน่น
โดนไม่รู้ตัว ก่อนจะเบนสายตาไปที่ชายหนุ่ม
ปริศนาอย่างระแวง
ชายหนุ่มมีรูปร่างสูงโปร่ง สวมชุดสีขาวราวหิมะ
มาพร้อมกับรัศมีแห่งความสง่างาม
มู่ชิงเฉินขมวดคิ้วสงสัย ในบรรดาท่านชายตระกูล
ชื่อดัง เขาไม่เคยพบเจอผู้ใดที่มีรูปลักษณ์เช่นนี้มา
ก่อน
ขณะที่มู่ชิงเฉินกำลังจะบอกให้กู้เจียวออกมาจาก
ร้าน พ่อค้าชราก็เสียการทรงตัวจนร่างเซไปชน
แผง ซ้ำยังเผลอทำโคมไฟที่ถืออยู่หลุดมือแล้ว
ลอยออกไป
เมื่อเห็นว่าโคมนั้นกำลังพุ่งมาทางกู้เจียว มู่ชิงเฉิน
ก็รีบยืนมือปั้องทันที
ทว่าในขณะเดียวกัน ชายหนุ่มปริศนาก็ยกมือขึ้น
ปั้องเช่นกัน แต่ต่างตรงที่มืออีกข้างของเขาคว้า
ร่างกู้เจียวไว้ในอ้อมแขนของเขา
กู้เจียวไม่แสดงท่าทีขัดขืนแต่อย่างใด
ยิ่งไปกว่านั้น มู่ชิงเฉินคับคล้ายคับคลาว่าเห็น
สหายของเขาแอบเอาหัวพิงไปที่แผ่นอกของชาย
หนุ่มปริศนาอีกด้วย
“ไม่เป็นอะไรใช่ไหม”
มู่ชิงเฉินได้ยินชายหนุ่มเอ่ยถาม
“ไม่เป็นไร”
และเขาก็ได้ยินกู้เจียวตอบเบาๆ
ดูเหมือนน้ำเสียงนั้นจะต่างจากเสียงปกติที่เขา
เคยได้ยิน
พวกเขาอยู่ในท่านั้นแค่ไม่กี่เสี้ยววินาที จากนั้นก็
ผละตัวออก
“ขอบคุณท่านมากที่ช่วยเหลือ” กู้เจียวขอบคุณ
ท่านชายหนุ่ม
เซียวเหิงหยิบโคมดอกท้อในมือแล้วพูดอย่าง
สุภาพ “เรื่องเล็กน้อย เช่นนั้น ข้ามอบโคมนี้ให้
ท่านชายเพื่อเป็นที่ระลึก”
“แม้จะเกรงใจ แต่ขอรับไว้เพื่อตอบแทนน้ำใจ
ของท่าน” แล้วกู้เจียวก็รับโคมไว้ “เช่นนั้นเรามา
แลกกันเถิด”
เซียวเหิงคลี่ยิ้มบางพร้อมกับพยักหน้า “ได้สิ”
จากนั้นกู้เจียวก็ซื้อโคมไฟดอกบัวสีชมพูแล้วยื่น
ให้เขา “อ่ะนี่!”
มู่ชิงเฉินคิดในใจ มีแต่เด็กผู้หญิงเท่านั้นที่ชอบ
ของแบบนี้ ถ้าเป็นเขา เขาจะไม่รับมัน แล้วก็ขอ
เดาว่าพ่อหนุ่มนั่นคงไม่รับไว้เหมือนกัน
แต่หารู้ไม่ว่าเซียวเหิงรับไว้อย่างไม่ลังเล แถมยัง
เอ่ยขอบคุณไม่หยุดปาก “ข้าขอขอบใจท่านชาย
น้อยสำหรับโคมไฟดอกไม้นี้ ในเมื่อเราสองคน
แลกของขวัญกันแล้ว มิทราบว่าท่านชายน้อย
สนใจเดินเล่นในงานกับข้าหรือไม่”
มู่ชิงเฉินคิดในใจ ไม่สน
“ได้สิ!” กู้เจียวตอบอย่างร่าเริง
มู่ชวนและคนอื่นๆ วิ่งไปดูแสดงมายากลที่บริเวณ
ใกล้ๆ
ขณะที่พวกเขาสามคนเลือกที่จะเดินชม
บรรยากาศไปเรื่อยๆ
กู้เจียวและเซียวเหิงเดินถือโคมไฟด้วยกัน ดูช่าง
เข้ากันดีนัก
มู่ชิงเฉินคิดในใจ แต่พวกเขาเป็นผู้ชายทั้งคู่นี่นา
“จิ้งคงล่ะ” กู้เจียวใช้สายตาถามถามเซียวเหิง
เซียวเหิงกระซิบตอบ “ไปเรียนพิเศษแล้ว”
“ท่านชายเป็นคนเซิ่งตูรึ” มู่ชิงเฉินถามเซียวเหิง
เซียวเหิงเป็นคนมีพรสวรรค์ด้านภาษา เขา
สามารถพูดภาษาถิ่นของเซิ่งตูได้ชัดเสียยิ่งกว่าคน
พื้นที่เสียอีก
“ใช่แล้ว” เซียวเหิงตอบ
“ขอทราบชื่อท่านชายได้หรือไม่” มู่ชิงเฉินถาม
ต่อ
“หลงอี”
มู่ชิงเฉินคิดในใจ นี่ใช่ชื่อคนจริงๆ รึ
เซียวเหิงไม่สนใจปฏิกิริยาของอีกฝั่าย และหันไป
คุยกับกู้เจียวต่อ “หิวแล้วหรือยัง ร้านเกี๊ยวที่อยู่
ตรงนั้นรสชาติใช่ได้เลยล่ะ”
“หิวสิ!” กู้เจียวตอบ
แล้วทั้งสามก็เข้าไปนั่งในร้าน โดยมู่ชิงเฉินกับ
เซียวเหิงนั่งตรงข้ามกัน
“พวกเจ้าสั่งเลย ข้าไม่หิว” ทายาทตระกูลใหญ่
อย่างเขาไม่มีวันแตะต้องอาหารข้างถนนเด็ดขาด
ส่วนกู้เจียวและเซียวเหิงสั่งเกี๊ยวไส้หมูและ
ผักกาดข้าวมาถ้วยหนึ่ง
แล้วก็เกิดเรื่องประหลาดขึ้นอีกครั้ง
ทั้งกู้เจียวและเซียวเหิงหยิบเครื่องปรุงที่วางอยู่
บนโต๊ะพร้อมกัน กู้เจียวหยิบขวดน้ำส้มสายชู
ส่วนเซียวเหิงหยิบขวดพริกเผา แต่พอหยิบเสร็จ
กู้เจียวก็ยื่นขวดน้ำส้มวางไว้ตรงหน้าเซียวเหิง
และเซียวเหิงก็หยิบพริกเผาวางตรงหน้ากู้เจียว
มู่ชิงเฉิน “…”