สามีข้าคือขุนนางใหญ่ - บทที่ 705 พ่อลูกเซวียนหยวน (1)
ยามบ่ายอันเงียบสงัด
ทั้งคนทั้งม้าต่างได้มีเวลาพักผ่อนหย่อนใจอย่าง
สงบสุข
กู้เจียวเดินไปที่บ่อน้ำเพื่อเอาผ้าไปซัก
อากาศฤดูร้อนของแคว้นเยี่ยนชื้นกว่าแคว้นเจา
ทำให้กู้เจียวผู้ซึ่งอยู่ในสภาพรัดหน้าอกยิ่งรู้สึก
ร้อนกว่าเดิมจนอยากจะเป็นลมให้ได้
กู้เจียวแขวนเสื้อผ้าที่ซักแล้วทีละชิ้นไว้บนเชือก
เพื่อตากให้แห้ง ขณะกำลังตากผ้าได้ครึ่งทาง ก็ได้
ยินเสียงฝีเท้าม้าดังมาจากด้านนอกประตู
ตอนแรกกู้เจียวไม่คิดจะสนใจ ทว่าเสียงกีบม้าเจ้า
กรรมดันหยุดลงที่หน้าประตูเรือนพอดิบพอดี
แวบแรกกู้เจียวคิดว่าเป็นกู้เฉิงเฟิง
สวีเฟิงเซียนจากหอเทียนเซียงคุมเขาไม่ไหวอยู่
แล้ว เพราะกู้เฉิงเฟิงเป็นคนที่ชอบเดินทางอย่าง
อิสระมาแต่ไหนแต่ไร ส่วนเหตุใดกู้เจียวถึงไม่คิด
ว่าคนที่มาเป็นเซียวเหิง นั่นก็เพราะช่วงนี้เขาต้อง
ระวังตัวเป็นพิเศษ
แม้เซียวเหิงจะไม่พูดอะไร แต่กู้เจียวก็พอเดา
ภาพรวมทุกอย่างได้ วันนั้นเขาช่วยเบี่ยงเบน
ความสนใจหมิงจวิ้นอ๋องเพื่อให้กู้เจียวจับตัวท่าน
ชายใหญ่หันเข้าถุงกระสอบ แน่นอนว่าท่านชาย
ใหญ่หันจะต้องคิดได้และสงสัยการกระทำของ
เซียวเหิง
แต่ในเมื่อเขาไม่มีหลักฐานอะไร และไม่อาจ
ปรักปรำหมิงจวิ้นอ๋องโดยพละการได้ จึงได้แต่ส่ง
คนไปจับตาดูเซียวเหิงเท่านั้น
แต่ไม่นาน กู้เจียวก็ได้ยินเสียงเกือกม้าที่มากกว่า
หนึ่งตัว
ไม่ใช่กู้เฉิงเฟิงอย่างแน่นอน
นี่มันเสียงของทหารม้าชัดๆ
อาจารย์แม่หนานตื่นขึ้นพอดีและได้ยินเสียง
เคลื่อนไหวด้านนอก จึงสวมผ้าคลุมหน้าแล้วเดิน
ไปเปิดประตู “นั่นใครรึ”
ทันทีที่เอ่ยจบ อาจารย์แม่หนานเป็นอันต้องตกใจ
กับภาพตรงหน้า
รถม้าหรูหราพร้อมทหารองครักษ์จำนวนหนึ่ง
ปรากฏหน้าเรือน พอประตูรถม้าถูกเปิดออก
ชายหนุ่มวัยยี่สิบต้นๆ แต่งกายหรูหราพร้อมทั้ง
อาวุธที่ทรงพลังก็ก้าวลงจากรถม้า
ชายหนุ่มเต็มไปด้วยรังสีแห่งความเย็นชาและ
อำมหิต พวกเขาไม่ได้มาดีแน่นอน
อาจารย์แม่หนานเพ่งมองอย่างสงบนิ่ง “พวกเจ้า
เป็นใครกัน”
ท่านชายใหญ่หันแลมองสตรีในหน้ากากผ้า
เล็กน้อย ตอนแรกเขาไม่คิดจะต่อปากต่อคำกับ
นางด้วยซ้ำ แต่น้ำเสียงของนางดึงความสนใจของ
เขา
“แน่ใจนะว่าเป็นที่นี่” เขาเอ่ยถามทหารองครักษ์
ที่ยืนอยู่ด้านข้าง
“ใช่แล้วขอรับท่านชายใหญ่ วันนั้นพวกข้า
เดินทางไปที่ศาลากลางเพื่อตามหาราชาม้าเฮย
เฟิง ทว่าได้พบกับโจรหนุ่มสองสามคนที่ถูก
ควบคุมตัว พวกเขาบอกว่าพบม้าสีดำที่ทรงพลัง
มากในเรือนหลังนี้”
ม้าสีดำที่ทรงพลัง
อย่าบอกนะว่า…
ดวงตาของอาจารย์แม่หนานฉายแววประหลาด
ใจ หรือว่าชายผู้นี้จะเป็นเจ้าของราชาม้าเฮยเฟิง
ท่านชายใหญ่หันหันมามองอาจารย์แม่หนาน
พร้อมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสุขุม “ที่นี่มีม้าอย่างที่
เข่าไหม”
อาจารย์แม่หนานชะงักงัน
จากนั้นท่านชายใหญ่หันเดินเข้ามาในอาณาเขต
เรือนอย่างไม่เกรงใจ
อาจารย์แม่หนานยกมือห้ามไว้ในทันที “ใคร
อนุญาตมิทราบ”
“สามหาว! เอามือสกปรกของเจ้าออกไปจากท่าน
ชายใหญ่เดี๋ยวนี้!” ทหารองครักษ์พุ่งตัวเข้าหา
อาจารย์แม่หนานทันที
จากนั้นทหารองครักษ์ก็ง้างมือเตรียมจะตบ
อาจารย์แม่หนาน ด้วยความที่อาจารย์แม่หนาน
ไร้วิทยายุทธ์จึงไม่อาจหลบได้ทัน
แม้นางจะเก่งเรื่องยาพิษและอาวุธลับ ทว่าการ
ถูกจู่โจมกะทันหันในระยะประชิดแบบนี้ช่างยาก
ต่อการรับมือ
วินาทีที่ฝั่ามือของทหารองครักษ์กำลังลอยกลาง
อากาศและกำลังจะพุ่งเข้าไปที่พวงแก้มของ
อาจารย์อาจารย์แม่หนาน จู่ๆ ก็เกิดลู่ลมดังขึ้น
กลางอากาศ รู้ตัวอีกทีหัวไหล่ของทหารยามก็ปัก
ด้วยลูกธนูก่อนที่ร่างของเขาจะเซล้มลงไปพร้อม
กับเสียงร้องโหยหวน!
ท่านชายใหญ่หันย่นคิ้วลงทันที คาดไม่ถึงว่าจะมี
คนยิงธนูอย่างอุกอาจในที่แบบนี้
แถมยังไวมากเสียด้วย!
ทหารองครักษ์คนอื่นๆ รีบชักกระบี่ออกมา
ท่านชายใหญ่หันหันหน้าไปทางห้องโถงพร้อมกับ
นัยน์ตาฉงนสนเท่ห์
ก็เจอกับกู้เจียวในอาภรณ์ชายหนุ่มพร้อมกับคัน
ธนูในมือที่เดินปรากฏตัวออกมาอย่างไม่เกรงกลัว
ใคร
“เจ้าเองรึ” ท่านชายใหญ่หันเอ่ย
กู้เจียวเลิกคิ้วขึ้น ต่างฝั่ายต่างจำกันได้ในทันที
แม้พวกเขาจะไม่เคยพบเจอกันซึ่งๆ หน้า ทว่า
ท่านชายใหญ่หันเคยดูการแข่งของกู้เจียว ส่วนกู้
เจียวเองก็เคยจับเขายัดลงถุงกระสอบ พวกเขาจึง
จำใบหน้าของกันและกันได้
ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาต่างมีคดีที่ค้างต่อกันเป็น
จำนวนมาก ทั้งเรื่องที่พวกตระกูลหันทำร้ายกู้เฉิง
เฟิง เรื่องหันเช่อบุกมาที่เรือนเพื่อจะมาขโมยม้า
ของนาง ไหนจะเรื่องที่ท่านชายใหญ่หันสั่งให้พระ
วัดเส้าหลินทำร้ายเพื่อนของนาง ขณะที่กู้เจียว
เคยทำร้ายร่างกายพี่น้องตระกูลหัน
เรียกได้ว่าต่างฝั่ายต่างไม่ควรอยู่ร่วมแผ่นดิน
เดียวกัน
นัยน์ตาของพวกเขาฉายแววเย็นชาทันที
“เซียวลิ่วหลัง อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่าเจ้าก่อเรื่อง
อะไรไว้บ้าง!” ท่านชายใหญ่หันเอ่ย
กู้เจียวยกมือลูบคาง
อ๋อ รู้แล้วสินะว่าเป็นฝีมือของนาง ทั้งเรื่องถุง
กระสอบ และเรื่องของหนานกงลี่
ท่านชายใหญ่หันเพ่งมองสีหน้าของกู้เจียวและรู้
ในทันทีว่าอีกฝั่ายเข้าใจในสิ่งที่เขาหมายถึง ตอน
แรกเขาคิดว่าอีกฝั่ายจะมีท่าทีเกรงกลัว แต่ไม่เลย
ท่าทีเฉยเมยแบบนี้หมายความว่าอย่างไรกัน
ท่านชายใหญ่หันเริ่มสับสน!
“มาที่เรือนของข้าทำไม” กู้เจียวถาม
กู้เจียวเริ่มคุ้นชินกับการใช้เสียงทุ้มต่ำของ
เด็กชาย
ท่านชายใหญ่หันขมวดคิ้วจนเป็นปม พลางนึกใน
ใจ เจ้าเด็กบ้านี่กวนประสาทเขาเสียจนเกือบลืม
ธุระหลักของเขาไปเลย
ท่านชายใหญ่หันเอ่ยอย่างเย็นชา “ก็ว่าใครที่ไหน
บังอาจกล้าขโมยม้าของตระกูลหันไปได้ พอรู้ว่า
เป็นเจ้า ข้าไม่แปลกใจเลย เอาละ ส่งม้าของข้า
มาเดี๋ยวนี้!”
“ม้าของเจ้ารึ” กู้เจียวยกคันธนูขึ้นพิงบนหัวไหล่
“ที่นี่ไม่มีม้าของเจ้า!”
ท่านชายใหญ่หันตะเบ็งเสียงแข็งตอบกลับ “แล้ว
ข้าต้องเชื่อคนอย่างเจ้าหรือไร”
กู้เจียว “ก็ใช่น่ะสิ”
ท่านชายใหญ่หัน “…”
“ถ้าอย่างนั้น เจ้ากล้าให้ข้าค้นเรือนของเจ้าไหม
ล่ะ”
กู้เจียว “ไยข้าต้องปล่อยให้เจ้าทำเช่นนั้นด้วย
เจ้ามีตราอาญาสิทธิ์ของทางการหรืออย่างไร”
ตระกูลหันเสียอย่าง มีหรือต้องพึ่งตราอาญาสิทธิ์
“ถ้าไม่มีตรา ข้าก็ไม่ให้ค้น” กู้เจียวเอ่ย
ท่านชายใหญ่หันหรี่ตาลง “ไม้อ่อนไม่ชอบชอบไม้
แข็งสินะ ดี เช่นนั้นวันนี้ก็ชำระแค้นเก้าแค้นใหม่
มันที่นี่เลยก็แล้วกัน!”
“ทำอะไรน่ะ!” ปรมาจารย์หลู่ถูกปลุกให้ตื่น และ
เดินเข้ามาพร้อมกับขวานในมือ
ทว่ากู้เจียวเดินเข้ามาห้ามเขาไว้ ก่อนจะส่ง
สายตาอำมหิตให้ท่านชายใหญ่หัน “ปล่อยเป็น
หน้าที่ข้าเอง เสี่ยวซุ่น ไปหยิบทวนมาให้ข้าที”
“เอ่อ อ้อ ได้สิ!” กู้เสี่ยวซุ่นขานรับขณะที่กำลัง
เอามือขยี้ตา
เขาวิ่งไปที่ลานหลังเรือน ดึงทวนพู่แดงที่ถูกปัก
อยู่บนพื้นขึ้นมา โชคดีที่เขาฝึกทุกวัน ไม่อย่างนั้น
เขาไม่มีทางยกทวนนี้ขึ้นมาได้อย่างแน่นอน
เพราะมันหนักมาก
“ลิ่วหลัง อะนี่!” กู้เซี่ยวซุ่นอดกลั้นปันหน้าแล้ว
ยื่นทวนพู่แดงให้ผู้เป็นพี่
ท่านชายใหญ่หันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทวนพู่ใหญ่สีแดง
สดด้ามนี้เคยเป็นอาวุธเซียนของตระกูลเซวียน
หยวนมาก่อน
เขามองแค่เพียงว่ามันเป็นอาวุธที่หน้าตาน่า
เกลียดและไม่น่ามองเลยแม้แต่นิด
ถึงขนาดที่มีทหารบางนายโพล่งเสียงหัวเราะ
ล้อเลียนอาวุธเล่มนี้ “อาวุธบ้าอะไรกัน นี่เล่น
ตลกอยู่รึ!”
ปรมาจารย์หลู่รีบดึงร่างของอาจารย์แม่หนานมา
ไว้ด้านหลัง “เจ้าเจ็บตรงไหนหรือเปล่า”
อาจารย์แม่หนานส่ายศีรษะ “ข้าไม่เป็นไร”
“ข้าไม่ต้องใช้อาวุธเพื่อกำจัดคนอย่างเจ้าหรอก
มาสิ!” ท่านชายใหญ่หันเอ่ยเบาๆ
ขณะที่เขาเอ่ย พลังภายในของเขาก็เริ่มแผ่
กระจายไปทั่วทั้งห้อง
อาจารย์แม่หนานสัมผัสได้ถึงพลังนั้นในทันที สี
หน้าของนางเริ่มไม่สู้ดีนัก “นี่มัน…วิชาของสำนัก
นี่นา! แย่แล้ว กู้เจียวไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา!”
เจียวเจียวเพิ่งจะฝึกกระบวนท่าได้ไม่กี่วันเอง…
กู้เจียวเล็งทวนไปที่ท่านชายใหญ่หัน
ไม่น่าแปลกใจเลยที่นางสามารถจัดการหนาน
กงหลี่ได้ กระบวนท่าของกู้เจียวทั้งรวดเร็วและ
รุนแรงมาก
แต่กระนั้น นางก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาอยู่ดี!
ท่านชายใหญ่หันหลบทวนของกู้เจียวได้ใน
พริบตาเดียว
ดวงตากู้เจียวเบิกกว้าง หลบได้งั้นรึ!
“ชิ แค่นี้เองรึ…”
ก่อนที่เขาจะพูดจบ กลายเป็นว่าการโจมตีของอีก
ฝั่ายที่เขาหลบได้กลับกลายเป็นเพียงการโจมตี
หลอก กู้เจียวรีบเปลี่ยนทิศของอย่างรวดเร็ว และ
แทงไปที่เอวและหน้าท้องของเขา
ให้หลบคงไม่ทันการ ท่านชายใหญ่หันจำต้องรีบ
คว้ากริชขึ้นมาปั้องปลายทวนของกู้เจียวอย่าง
รวดเร็ว
แรงมหาศาลนี้แม้ไม่แกร่งพอที่ทำให้แขนของเขา
มีอาการชา ทว่าอย่างน้อยก็ทำให้เส้นเลือดที่แขน
ถึงกับปูดบวมขึ้นอย่างน่าตกใจ!
“เพลงทวนของเจ้าไม่เลวเลย น่าเสียดายที่เจ้ายัง
อ่อนหัดนัก!”
แม้ปากจะเอ่ยออกไปแบบนั้น แต่อันที่จริงในหัว
ของเขาเต็มไปด้วยความสับสนและหวาดระแวง
ใช่ว่าก่อนหน้านี้เขาไม่เคยลองฝึกเพลงทวนของ
ตระกูลเซวียนหยวน แต่ท้ายที่สุดแล้วเขาก็เรียน
ไม่รอด เขาไม่สามารถควบคุมพลังภายในได้
ทั้งหมด จะมีประโยชน์อะไรในเมื่อเรียนรู้ท่าได้
แต่ไร้ซึ่งความแข็งแกร่งจากข้างใน
อาจเพราะทุกคนประเมินค่ามันสูงไปก็เป็นได้
กระบวนท่าของตระกูลเซวียนหยวนมีตั้งมากมาย
พวกเขาคงมิได้ชนะศัตรูได้ด้วยกระบวนท่านี้
อย่างเดียวหรอก
แต่ตอนนี้ความคิดของเขาเริ่มเปลี่ยนเสียแล้ว
กระบวนทวนนี้ทรงงพลังอย่างที่ใครเขาว่าไว้
จริงๆ
ที่ตอนนี้เขาชนะอีกฝั่ายได้เป็นเพราะบุญเก่าและ
ประสบการณ์ แต่หากในอีกสามหรือห้าปี
ข้างหน้า เจ้าเด็กนี่สามารถฝึกกระบวนท่าได้จน
บรรลุแล้วละก็!
ดังนั้น เขาต้องรีบตัดไฟเสียแต่ต้นลม กำจัดเด็กนี่
ทิ้งเสีย!
บทที่ 705 พ่อลูกเซวียนหยวน (2)
ท่านชายใหญ่หันใช้มือข้างหนึ่งคว้าทวนของอีก
ฝั่ายไว้ จากนั้นใช้มืออีกข้างคว้ากระบี่ของทหาร
ขึ้นมาและเล็งเข้าไปที่ทรวงอกของกู้เจียว
“เจียวเจียว…” อาจารย์แม่หนานเริ่มหน้าถอดสี
ทันใดนั้น เสียงร้องของม้าดังขึ้นพร้อมกับเงาของ
ร่างสีดำที่ปรากฏตัวกะทันหัน
“ราชาม้าเฮยเฟิง” ท่านชายใหญ่หันชะงักมือ
ทันที
กู้เจียวสบโอกาสตอนอีกฝั่ายไขว้เขว ยกเท้าขึ้น
เตรียมจะถีบอีกฝั่าย ทว่าท่านชายใหญ่หันไหวตัว
ทันและรีบยกกระบี่ขึ้นเป็นเกราะกำบัง
ร่างของพวกเขากระเด็นออกไปทั้งคู่เนื่องจากแรง
ปฏิกิริยา
ราชาม้าเฮยเฟิงเดินเข้าไปหาท่านชายใหญ่หัน
“ในที่สุดก็เจอเจ้าแล้ว” แววตาของท่านชายใหญ่
หันเปล่งประกายทันทีที่ได้เจอม้าคู่กาย อารมณ์
ขุ่นมัวราวกับเมฆดำในหลายวันที่ผ่านมาก็พลัน
สลายลง
จากนั้นเขาหุบยิ้มลงและหันมาทางกู้เจียวด้วย
แววตาที่ลุกวาวและเย็นชา “ไหนเจ้าบอกว่าไม่ได้
ขโมยม้าของข้า!”
กู้เจียวเห็นว่าราชาม้าเฮยเฟิงและท่านชายใหญ่
หันดูสนิทสนมกันเป็นอย่างมาก
ทันใดนั้นอาจารย์แม่หนานโพล่งออกมาอย่าง
เหลืออด “ลิ่วหลังไม่ได้ขโมยม้าของเจ้าสักหน่อย!
เป็นม้าของเจ้าต่างหากที่ตกลงไปในบึงโคลน! ม้า
ของข้าพอมาเจอเข้าจึงไปตามเรียกให้ลิ่วหลังให้
มาช่วยเหลือพามันขึ้นมาจากหนองน้ำ! แถมม้า
ของข้ายังได้รับบาดเจ็บตอนที่พยายามช่วยมันไว้
ด้วย! ม้าของเจ้าทั้งถูกวางยาพิษและบาดเจ็บ
สาหัส ถ้าไม่ได้ลิ่วหลังช่วยไว้ ปั่านนี้มันคงตายไป
นานแล้ว! นอกจากจะไม่รู้สึกขอบคุณแล้ว ยังมี
หน้ามากล่าวหาว่าลิ่วหลังเป็นขโมยอีก! ไร้
ยางอายสิ้นดี!”
ท่านชายใหญ่หันย่นคิ้วลงทันที
ทหารองครักษ์นายหนึ่งชักกระบี่ขึ้นแล้วพุ่งเข้าหา
อาจารย์แม่หนาน
ทันใดนั้น ไม่ต้องรอให้กู้เจียวออกโรง ราชาม้าเฮย
เฟิงยกเท้าขึ้นแล้วถีบร่างทหารองครักษ์คนนั้นจน
กระเด็นออกไปข้างนอก!
นัยน์ตาท่านชายใหญ่หันฉายแววไม่พอใจทันที
เขาหันไปทางทหารองครักษ์ที่ถูกราชาม้าเฮยเฟิง
เล่นงาน สลับกับหันมามองม้าของตัวเอง ก่อนจะ
กำกระบี่ในมือของเขาจนแน่น
“เอาละ ข้าจะเชื่อพวกเจ้า ในเมื่อพวกเจ้าได้
ช่วยเหลือม้าของข้าไว้ เรื่องวันนี้ข้าจะไม่เอา
ความ ไว้ข้าจะกลับมาคิดบัญชีกับเจ้าใหม่ เซียว
ลิ่วหลัง!”
“พวกเรา กลับ!”
จากนั้นเขาก็ให้คนไปนำอานม้าและบังเหียน
ออกมา แล้วสวมให้กับราชาม้าเฮยเฟิง
เขากับเฮยเฟิงเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก เขานี่
แหละ คือนายที่แท้จริงของราชาม้าเฮยเฟิง!
ท่านชายใหญ่หันควบราชาม้าเฮยเฟิงแล้วขี่ออก
จากตรอกหยางหลิ่วอย่างรวดเร็ว
พอเจ้าสืออีตื่นขึ้นและพบว่าเฮยเฟิงหายไปแล้วก็
ออกตามหาอยู่นานสองนาน
ม้ามีประสาทรับกลิ่นที่เฉียบคมมาก พอได้กลิ่น
ของราชาม้าเฮยเฟิงที่ลอยตามอากาศ เจ้าสืออีก็
รีบวิ่งไล่ตามไปทันที
อาจารย์แม่หนานรีบตะโกนไล่หลังหลังจากที่เห็น
เจ้าม้าวิ่งพรวดออกไปข้างนอก “นี่ สืออี จะไป
ไหน!”
ท่านชายใหญ่หันสังเกตได้ว่าวันนี้ราชาม้าเฮยเฟิง
วิ่งเร็วกว่าครั้งไหนๆ
“สมกับเป็นม้าศึกอันทรงพลังเสียเหลือเกิน”
แม้เฮยเฟิงจะสิบเจ็ดปีแล้ว ซ้ำยังถูกทำร้ายและ
ถูกวางยา ทว่ากลับวิ่งเร็วได้ถึงขนาดนี้
ราชาม้าเฮยเฟิงเร่งความเร็วจนฝุั่นตลบและทิ้ง
เจ้าสืออีที่อายุเพียงสองขวบครึ่งไว้ข้างหลัง
ไม่นานพวกเขาก็มาถึงจวนตระกูลหัน พอฉู่หนาน
รู้ว่าชื่อจื่อและราชาม้าเฮยเฟิงกลับมาแล้วก็รีบ
ออกมาต้อนรับ
“ยินดีต้อนรับกลับขอรับท่านชายใหญ่” ฉู่หนาน
ถวายบังคม
“ข้าว่าเฮยเฟิงวิ่งเร็วกว่าแต่ก่อนอีก” ท่านชาย
ใหญ่หันเอ่ยกับฉู่หนานพร้อมกับเอามือตบๆ ลง
บนตัวของเฮยเฟิง
“จริงหรือขอรับ มหัศจรรย์ยิ่งนัก” ฉู่หนานคลี่ยิ้ม
ท่านชายใหญ่หันหันไปพูดกับราชาม้าเฮยเฟิง
“เอาละ กลับเข้าไปข้างในได้แล้ว”
ทว่าราชาม้าเฮยเฟิงกลับไม่ขยับตัวเลย
“มีอะไรรึ” ท่านชายใหญ่หันเอ่ยถามด้วยความ
สงสัย
เฮยเฟิงยังคงยืนนิ่งอยู่เหมือนเดิม
“เจ็บแผลอยู่หรือไม่” จากนั้นท่านชายใหญ่หันก็
ทำการตรวจร่างกายของเฮยเฟิง
“มันได้รับบาดเจ็บมาหรือขอรับ” ฉู่หนานเอ่ย
ถามพร้อมกับช่วยหารอยแผลด้วยอีกแรง
ทว่าคราวนี้ ราชาม้าเฮยเฟิงกลับเดินก้าวถอยหลัง
พวกเขาแสดงสีหน้างุนงงและมองไปที่ราชาม้า
เฮยเฟิง รู้ตัวอีกที ก็เห็นว่าราชาม้าเฮยเฟิงวิ่ง
ออกไปข้างนอกแล้ว
“เหตุใดถึงเป็นแบบนี้ล่ะ ราชาม้าเฮยเฟิงหนีไป
ไหนแล้ว”
ฉู่หนานเป็นผู้ฝึกม้าที่มีประสบการณ์มากที่สุดใน
เซิ่งตู เขามองตามราชาม้าเฮยเฟิงที่วิ่งออกไป
พร้อมกับพึมพำ “ราชาม้าเฮยเฟิงมุ่งหน้าไปทาง
เรือนของตระกูลเซวียนหยวน มัน…กลับไปหา
เจ้านายของมัน”
ท่านชายใหญ่หันรีบค้อนกลับ “ข้าต่างหากที่เป็น
เจ้านายของมัน!”
ฉู่หนานไม่ได้เอ่ยอะไร
แค่ขี่มันได้ ไม่ได้แปลว่าจะต้องเป็นเจ้านายของ
มันเสียหน่อย
เป็นได้แค่เพื่อนที่โตมาด้วยกันก็เท่านั้น
ที่พามาส่ง ก็เพื่อเป็นการบอกลาต่างหาก
ท่านชายใหญ่หันกำหมัดแน่นพร้อมกับตัดพ้อ “นี่
มันผ่านมาตั้งกี่ปีแล้ว ไหนบอกว่ามันจำไม่ได้แล้ว
ตอนที่เกิดเรื่อง ราชาม้าเฮยเฟิงเพิ่งจะอายุ
เท่าไหร่เอง สองขวบ!”
ฉู่หนานตอบเขา “เป็นไปได้ว่าราชาม้าเฮยเฟิง
เกิดจำได้ขึ้นมา หรือไม่ก็มันไม่เคยลืมเจ้าของเก่า
แต่แรก มันอาจแค่กำลังรอวันที่พวกเขากลับมา
เพราะยังคิดว่าพวกเขาออกไปรบอยู่ ประเด็นคือ
สิ่งใดที่ทำให้มันฉุกคิดขึ้นได้”
ท้องฟั้าถูกปกคลุมไปด้วยเมฆดำ กระนั้นเซิ่งตู
ยังคงร้อนระอุ
ราชาม้าเฮยเฟิงพุ่งทะยานบนผืนถนนใต้ฟั้าหม่น
สักปรากฏแสงวาบของฟั้าแลบ ตามมาด้วยเสียง
ฟั้าร้องที่ทุ้มดัง
ทั้งคนทั้งม้าที่กำลังพลุกพล่านบนถนนหนทางต่าง
เริ่มมองหาที่กำบัง
เฮยเฟิงยังคงวิ่งไปตามถนนที่ว่างเปล่าอย่างไม่
เกรงกลัว โดยมีฟั้าร้องและสายฟั้าไล่ตามอย่างไม่
หยุดหย่อน
ไม่รู้ว่าวิ่งมาเป็นเวลานานแค่ไหนแล้ว รู้ตัวอีกที
ท้องฟั้ายามบ่ายดูมืดมนเฉกเช่นราตรี
จนกระทั่งเฮยเฟิงมาถึงจวนแห่งหนึ่งที่ถูกปิดตาย
ลง
ผนึกประตูเริ่มมีสภาพทรุดโทรม
โซ่เหล็กที่คล้องประตูเต็มไปด้วยรอยสนิมและ
คราบสกปรกของตะไคร่น้ำ
จวนแห่งนี้ดูทรุดโทรและชวนขนหัวลุก ไม่ต่าง
อะไรกันกับสุสานของดวงวิญญาณเร่ร่อน
เฮยเฟิงพยายามใช้หัวโหม่งไปที่ประตู
ปัง!
ปัง!
ปัง!
มันเอาหัวโหม่งซ้ำแล้วซ้ำแล้ว
จนเกิดเป็นรอยแผลและมีเลือดซิบ
แสงฟั้าแลบที่ปรากฏราวกับผืนฟั้ากำลังแตกเป็น
เสี่ยงๆ และเสียงฟั้าร้องครั้งสุดท้ายดังสนั่นก่อน
ตามมาด้วยสายฝนที่ตกหนัก
เม็ดฝนใหญ่ตกกระทบลงบนร่างของเฮยเฟิงอย่าง
แรง
เลือดไหลลงมาจากหน้าผากของมันผสมกับฝนที่
หนาวเย็นไหลลงพื้นทีละหยด ทว่าเฮยเฟิงไม่ละ
ความพยายามที่จะโหม่งหัวต่อ
แต่ไม่ว่าอย่างไร ประตูบานนี้ไม่มีวันที่จะถูกเปิด
อีก
‘ท่านพ่อ! เจ้าม้าตัวนี้ดูท่าจะไม่รอดแล้ว!’
ชายหนุ่มในวัยยี่สิบรีบวิ่งเข้าไปในสวนหลังจวน
อย่างรวดเร็วและพูดกับพ่อของเขาที่กำลังฝึก
เพลงพู่แดง
“เกิดอะไรขึ้นรึ” ผู้เป็นพ่อเอ่ยถาม
“มันคลอดลูกไม่ได้!”
จากนั้นสองพ่อลูกก็วิ่งมาที่คอกม้า เจ้าแม่ม้าตัวนี้
พยายามคลอดลูกมาสองวันสองคืนจนเรี่ยวแรง
ในร่างกายหมดสิ้น ไม่สามารถให้กำเนิดลูกม้าตัว
น้อยได้
กระนั้นพวกเขาไม่ยอมแพ้ง่ายๆ
พวกเขาเฝั้ามันและอยู่กับมันตลอดทั้งคืน ในที่สุด
พอรุ่งเช้า พวกเขายินดีต้อนรับชีวิตเล็กๆ ที่ได้มา
อย่างยากลำบากนี้
ทว่าเจ้าลูกม้าขาดอากาศในท้องแม่นานเกินไปจน
เกือบไม่รอด
‘ท่านพ่อ เจ้าลูกม้าจะตายไหม’
‘ม้าศึกของเซวียนหยวนแข็งแกร่งที่สุดแล้ว!’
การให้กำเนิดเจ้าลูกม้าครั้งนี้แลกมาด้วยชีวิตของ
แม่ม้า เพราะไม่นาน เจ้าแม่ม้าก็ได้ลาโลกไป
บุรุษผู้เป็นเจ้าของทวนพู่แดงพาเจ้าลูกม้ากลับไป
เลี้ยงเองที่จวน มันค่อยๆ เติบโตจากลูกม้าตัว
น้อยที่หายใจไม่เป็น จนกลายเป็นม้าศึกที่
แข็งแกร่ง
ทุกวัน เจ้าลูกม้าจะคอยยืนเฝั้าตอนเจ้าของฝึก
กระบวนท่า
‘ท่านพ่อ ดูสิ มันตัวสูงขึ้นแล้ว! โตเร็วมากเลย!
เห็นแบบนี้แล้วแทบไม่อยากเชื่อเลยว่าก่อนหน้านี้
มันเกือบปางตายมาก่อน!’
‘อาเฉิง เราไม่ควรดูถูกใคร แม้แต่ม้าเองก็เช่นกัน
วันหนึ่งมันอาจเติบโตไปเป็นม้าศึกที่เก่งกาจที่สุด
ก็เป็นได้’
‘ถ้าอย่างนั้น ข้าจะพามันไปออกรบและกำจัด
ศัตรูด้วยกัน!’
‘แย่หน่อยนะ ยังมีเจ้าเสี่ยวซานเสี่ยวอู่อีก จะไหว
หรือ’
มันทำได้ วันนี้มันได้กลายเป็นม้าศึกราชาวายุ
ทมิฬแห่งสนามรบ ทว่า เจ้านายของมันยังคงไม่
กลับมาหาเสียที
ไม่มีใครกลับมาแม้แต่คนเดียว