สามีข้าคือขุนนางใหญ่ - บทที่ 85.1 กลับบ้าน (1)
เมื่อเถ้าแก่โรงเตี๊ยมรู้ว่ามีผู้สอบได้ลำดับที่หนึ่งใน
บรรดาผู้เข้าสอบที่พักอยู่ที่นี่ จึงคืนค่าห้องพัก
ให้แก่พวกเซียวลิ่วหลังทั้งสามคน ทั้งยังเลี้ยง
อาหารพวกเขา แถมยังเป็นเหล้าปลาอาหารราคา
แพงทั้งนั้น ของใดที่ในโรงเตี๊ยมไม่มีก็ใช้คนงาน
ออกไปซื้อเพิ่ม
แม้เฝิงหลินจะสอบได้เป็นซิ่วไฉตั้งนานแล้ว แต่
คะแนนสอบของเขาไม่ได้โดดเด่นสักเท่าไหร่ จึง
ไม่เคยได้รับการต้อนรับขับสู้เช่นนี้เป็นธรรมดา
ติดตามเซียวลิ่วหลังมาคราวนี้ เขาจึงได้โอกาส
สัมผัสบรรยากาศความครึกครื้นไปด้วย
แต่ที่ต้องเอ่ยถึงก็คือ เซียวลิ่วหลังสอบได้คะแนน
ดีมาก ด้วยเหตุนั้นเรียงความของเขาจึง
แพร่กระจายไปทั่วหลังจากถูกนำมาติดประกาศ
ในวันนี้ แน่นอนว่ามีคนไม่น้อยที่อยากผูกมิตรกับ
เซียวลิ่วหลัง ทว่าทุกคนล้วนแต่ถูกเซียวลิ่วหลัง
ปฏิเสธตั้งแต่หน้าประตู
การสอบขุนนางในรัชสมัยนี้มีการปรับเปลี่ยนไป
จากรัชสมัยก่อนมากนัก การสอบในรัชสมัยก่อน
หลังจากสอบระดับจังหวัดแล้ว ต้องรอกว่าสอง
สามเดือนถึงจะมีการสอบระดับสำนัก แต่การ
สอบระดับสำนักในคราวนี้กลับจัดขึ้นอย่าง
กระชั้นชิด เพียงแค่สองวันหลังจากประกาศผล
การสอบระดับจังหวัด
ช่วงสิบวันที่รอผลสอบ ผู้เข้าสอบล้วนแต่อกสั่น
ขวัญแขวน เพิ่งจะโล่งใจไปได้เปราะหนึ่งว่า
ตนเองสอบติดแล้ว แต่ยังไม่ทันได้มีจังหวะพัก
หายใจหายคอก็ต้องเข้าสนามสอบอีกครั้ง
ซึ่งสร้างแรงกดดันให้บรรดาผู้เข้าสอบยิ่งกว่าเดิม
อย่างไม่ต้องสงสัย
การสอบระดับสำนักมีสองส่วน แบ่งออกเป็นการ
สอบเรียงความปากู่เหวินและการสอบเทียจิงหรือ
เติมคำในช่องว่าง
ระดับความยากของข้อสอบเทียจิงเทียบเท่ากับ
การสอบระดับจังหวัด ส่วนข้อสอบเรียงความปา
กู่เหวินมีผู้ว่าจวงเป็นคนออกดังเดิม
เซียวลิ่วหลังสอบได้ที่หนึ่งติดต่อกันถึงสองครั้ง
หากสอบได้ที่หนึ่งระดับสำนักอีกก็จะได้เป็นเสี่ยว
ซานหยวน[1] เหล่าขุนนางในศาลาว่าการต่างตั้ง
ความหวังกับเซียวลิ่วหลังไว้มาก แต่สิ่งที่ผู้คนคาด
ไม่ถึงก็คือ เซียวลิ่วหลังส่งกระดาษเปล่าใน
ข้อสอบจิงเทีย
ข้อสอบจิงเทียของการสอบระดับสำนักนั้นไม่ต่าง
จากระดับจังหวัดสักเท่าไหร่ ยังคงสอบวัดความ
เข้าใจในคัมภีร์ทั้งสาม เพียงแต่จำนวนข้อมี
มากกว่า คำถามพลิกแพลงกว่า แต่ก็ไม่ถึงขนาด
ว่าต้องส่งกระดาษเปล่า
แน่นอนว่าในการสอบทุกครั้งย่อมเกิดเหตุไม่คาด
ฝันต่างๆ นานาขึ้นกับผู้เข้าสอบได้ มีครั้งหนึ่งที่
บัณฑิตคนหนึ่งทำกระดาษคำตอบเปรอะไปหมด
จดต้องทิ้งกระดาษคำตอบแผ่นนั้นไป
นั่นคือการสอบระดับมณฑลที่สามปีถึงจะจัดขึ้น
หนึ่งหน ความเพียรพยายามตลอดสามปีของผู้
เข้าสอบคนหนึ่งก็ละลายหายไปกับสายน้ำ
แต่น้อยนักที่จะเห็นใครส่งกระดาษเปล่า
ยิ่งคนที่ส่งกระดาษคำตอบว่างเปล่านั้นคือคนที่
สร้างความประทับใจให้กับผู้ว่าจวงในการสอบ
ระดับจังหวัดอย่างเซียวลิ่วหลัง
หากผู้ว่าจวงจำไม่ผิด ครั้งนี้มีขุนนางที่
ตรวจข้อสอบทั้งหมดสิบสองคน สิบเอ็ดคนจาก
ทั้งหมดให้คะแนนชั้นหนึ่งแก่เสียวลิ่วหลังในส่วน
เรียงความปากู่เหวิน
มีเพียงผู้ว่าจวงคนเดียวที่ไม่ได้คะแนนชั้นหนึ่งเขา
ให้คะแนนชั้นสองแก่เซียวลิ่งหลัง
แต่หากรู้ว่าผู้ว่าจวงให้คะแนนชั้นสามแก่คนอื่น
ทั้งหมด ก็พอมองออกว่าคะแนนของเซียวลิ่วหลัง
นั้นได้มากอย่างยากลำบากสักเพียงใด
ได้คะแนนชั้นหนึ่งจากสิบเอ็ดคน หากหลับตา
ตอบข้อสอบจิงเทียอย่างน้อยก็ต้องได้สิบอันดับ
แรกแน่นอน แต่เซียวลิ่วหลังกลับได้ที่สามนับจาก
ท้ายเสียอย่างนั้น
นั่นทำให้ผู้ว่าจวงประหลาดใจเป็นอย่างมาก
เขาค้นกระดาษคำตอบออกมาก แล้วก็พบว่ามี
เพียงกระดาษคำตอบอันว่างเปล่า
หากเซียวลิ่วหลังสอบจิงเทียได้คะแนนแสนอนาถ
ในการสอบระดับจังหวัด เรื่องนี้อาจจะถูกปล่อย
ผ่าน แต่กระดาษคำตอบจิงเทียของเซียวลิ่วหลัง
ในการสอบระดับจังหวัดนั้นกลับได้คะแนน
ชั้นหนึ่งทั้งหมด
นั่นก็แปลว่า เขาไม่ได้ตอบผิดเลยสักข้อ
“แถมเขายังใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วยามอีกต่างหาก!”
ขุนนางผู้คุมสอบที่มาส่งข้อสอบให้เอ่ยขึ้น
ขุนนางผู้คุมสอบคนนี้เป็นคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับ
เซียวลิ่วหลังตอนสอบระดับจังหวัด
กระดาษคำตอบนั้นปิดชื่อไว้ หลังจากที่ส่งแล้วไม่
มีทางรู้ว่าเป็นกระดาษคำตอบของใคร แต่
หลังจากเซียวลิ่วหลังสอบได้ที่หนึ่ง เรียงความปา
กู่เหวินของเขาก็ถูกแพร่ไปทั่ว ผู้คุมสอบแอบย่อง
ไปที่โรงเตี๊ยม อยากจะเห็นนักว่าคนที่สอบได้ที่
หนึ่งของระดับจังหวัดนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร ถึง
ได้เขียนเรียงความพิสดารเช่นนี้ออกมาได้
สุดท้ายเขาจึงได้พบว่าอีกฝั่ายคือผู้เข้าสอบที่ทำ
ข้อสอบจิงเทียโดยใช้เวลาเพียงแค่ครึ่งชั่วยาม
ผู้ว่าจวงตั้งความหวังไว้สูงนัก
แม้จะตอบถูกทั้งหมดก็ยังไม่เพียงพอในสายตา
เขา แต่หากใช้เวลาเพียงแค่ครึ่งยาม ก็นับว่าน่า
ประหลาดใจไม่น้อยจริงๆ
ในบรรดาคนที่เขารู้จัก คนที่เก่งกาจกว่าผู้เข้า
สอบคนนี้มีเพียงท่านโหวแห่งแคว้นเจาผู้ล่วงลับ
ไปแล้วเท่านั้น
ผู้ว่าจวงรีบส่งคงไปยังโรงเตี๊ยม เพื่อเรียกเซียวลิ่ว
หลังมาถามให้ชัดเจน
“ข้าไม่ได้ส่งกระดาษเปล่า” เซียวลิ่วหลังเอ่ย
หากที่เซียวลิ่วหลังพูดเป็นความจริง เช่นนั้นแล้วก็
แปลว่ามีคนเปลี่ยนข้อสอบเขา ซึ่งถือว่าเป็นเรื่อง
ใหญ่โตเลยทีเดียว
การจัดการข้อสอบของการสอบเคอจวี่นั้น
เข้มงวดเป็นอย่างมาก ยามที่ผู้เข้าสอบส่ง
กระดาษคำตอบ จะมีผู้คุมสอบสองคนเป็นคน
เก็บกระดาษคำตอบพร้อมกันเสมอ ทั้งยังมีการ
ประทับลายนิ้วพร้อมกันมือยามปิดชื่อ เพื่อเป็น
หลักฐานว่าพวกเขาเป็นคนเก็บกระดาษคำตอบ
หากกระดาษคำตอบมีปัญหา ก็มีเพียงพวกเขา
สองคนที่ต้องไต่สวน แต่ที่สำคัญก็คือ หลังจาก
เข้ามาในสนามสอบแล้วผู้คุมสอบทั้งหมดจะต้อง
จับฉลากเพื่อจับคู่กัน พวกเขาเองก็เหมือนผู้เข้า
สอบ เมื่อเข้ามาแล้วก็ห้ามติดต่อกับภายนอก
จนกว่าการสอบจะสิ้นสุดลง
หากจะซื้อหนึ่งในสองคนนั้นคงเป็นเรื่องง่าย แต่
จะซื้อพร้อมกันทั้งสองคนคงยากลำบากพอควร
เพราะไม่มีผู้ใดรับประกันได้ว่าสองคนที่ว่าจ้างนั้น
จะบังเอิญคู่กัน ทั้งยังไม่มีทางมั่นใจได้ว่าพวกเขา
จะบังเอิญถูกส่งไปยังสนามสอบของเซียวลิ่วหลัง
แม้กระนั้น เทศมนตรีหลัวก็ยังคนเรียกตัวคนเก็บ
ข้อสอบมาไต่สวน ทั้งสองตอบอย่างหนักแน่นว่า
ตัวเองไม่ได้ทำผิดกฎอันใด
“เป็นกระดาษเปล่าจริงหรือ”
“ข้าไม่แน่ใจนัก ก่อนจะส่งข้อสอบผู้เข้าสอบล้วน
แต่ใช้กระดาษเปล่าใบหนึ่งปิดทับไว้ เพื่อปั้องกัน
ไม่ให้พวกข้าแอบดูลายมือเขา”
ผู้ว่าจวงพยักหน้า ก่อนจะหันไปพูดกับเทศมนตรี
หลัว “หลังจากทั้งสองคนรับมาแล้ว
กระดาษคำตอบจะถูกปิดชื่อใช่หรือไม่ จนกระทั้ง
ขุนนางผู้คุมสอบตรวจข้อสอบเสร็จทั้งหมดถึงจะ
เปิดชื่อ ข้าอยากรู้นัก แล้วคนผู้นั้นรู้ได้อย่างไรว่า
นั่นคือกระดาษคำตอบของเซียวลิ่วหลัง ทั้งยัง
สับเปลี่ยนเป็นกระดาษเปล่าได้สำเร็จอีก
ต่างหาก”
เทศมนตรีหลัวครุ่นคิดก่อนจะเอ่ยขึ้น “มีอยู่สอง
วิธี วิธีแรกคือตอนแจกข้อสอบ วิธีที่สองคือตอน
ตรวจข้อสอบ เซียวลิ่วหลังสอบได้ที่หนึ่งระดับ
จังหวัด จึงต้องนั่งเป็นคนแรกตามกฎระเบียบ
ดังนั้นข้อสอบชุดแรกที่แจกออกไปย่อมต้องเป็น
ข้อสอบของเขา เช่นนั้นแล้วก็สามารถเล่นตุกติก
กับข้อสอบของเขาก่อนได้ แม้จะถูกปิดชื่อใน
ภายหลังก็ยังสามารถรู้ได้ว่านั่นคือข้อสอบของเขา
หรืออีกวิธีหนึ่ง หากมีผู้คุมสอบได้เห็นข้อสอบ
ระดับจังหวัดของเซียวลิ่วหลังแล้วจำลายมือเขา
ได้ ยามตรวจข้อสอบจิงเทีย ย่อมหาข้อสอบของ
เซียวลิ่วหลังเจอจากลายมือ”
ไม่ว่าจะวิธีการใด ในบรรดาขุนนางที่
ตรวจข้อสอบต้องมีใครสักคนหนึ่งมีมือสกปรก!
ผู้ตรวจข้อสอบระดับจังหวัดและระดับสำนักเป็น
คนละกลุ่ม เพื่อปั้องกันว่าหากมีคนจำลายมือของ
ผู้เข้าสอบได้ จะส่งผลกระทบต่อการตรวจให้
คะแนนของผู้เข้าสอบคนนั้น
แต่ถึงกระนั้นก็เป็นไปได้ว่าจะมีคนเคยเห็น
กระดาษของตอบของระดับจังหวัดมาก่อน
เพราะหลังจากการตรวจข้อสอบเสร็จสิ้น
กระดาษคำตอบนั้นก็ไม่ได้เป็นความลับอีกต่อไป
ขุนนางผู้ตรวจข้อสอบทั้งหมดสิบเอ็ดคน ยกเว้น
ผู้ว่าจวง ถูกจับขังไว้ในห้องลับ พร้อมทั้งรับการ
สอบสวนวินัยร้ายแรงจากเทศมนตรีหลัว
การสอบสวนวินัยร้ายแรงช่วยให้เทศมนตรีหลัว
สืบหาความจริงจนเจอ
คนผู้นั้นคือขุนนางผู้ตรวจข้อสอบแซ่อู๋ เขาทำงาน
อย่างขยันขันแข็งอยู่ที่สำนักจัดการสอบมายี่สิบปี
แล้ว ยามปกติเป็นคนเอาจริงเอาจัง เดิมที
เทศมนตรีหลัวยังคิดว่าเขาเป็นคนที่มีความ
เป็นไปได้น้อยที่สุด ดูท่าแล้วคนจะเราทุจริต
หรือไม่นั้น มิได้ขึ้นอยู่กับคุณธรรมสูงต่ำ แต่อยู่
ที่ว่าเงินนั้นมากเท่าไหร่
“คนผู้นั้นให้เงินข้าหนึ่งพันตำลึง ให้ข้าทำลาย
ข้อสอบของเซียวลิ่วหลัง เดิมทีข้าตั้งใจว่าจะใช้น้ำ
หมึก แสร้งทำทีว่าเซียวลิ่วหลังเป็นคนทำ
กระดาษข้อสอบเปรอะเอง ข้าเคยเห็นกรณี
เช่นนั้นมานักต่อนัก ล้วนแต่ถูกคัดทิ้งเป็น
กระดาษเสีย ไม่เคยมีผู้ใดไปตามสืบ แต่ว่าข้ายัง
ไม่ทันได้ลงมือ ใต้เท้าวั่งที่ข้าหลอกล่อให้ออกไปที่
อื่นก็กลับมาเสียก่อน
ข้ามือสั่นจนน้ำหมึกหกเลอะตัวข้า จะไปหาน้ำ
หมึกที่อื่นก็ไม่ทันการแล้ว บังเอิญว่าแถวนั้นมี
กระดาษเปล่าอยู่แผ่นหนึ่ง ข้อจึงสับเปลี่ยน
แทนที่”
“คนผู้นั้นหน้าตาเช่นไร”
“เขาปิดหน้า ข้ามองไม่เห็น”
“เสียงเล่า ส่วนสูงเท่าใด”
“ข้าจำไม่ได้… จำไม่ได้จริงๆ !”
——————–
[1] เสี่ยวซานหยวน (小三元) เป็นฉายาที่ใช้
เรียกผู้ที่สอบได้ลำดับที่หนึ่งในการสอบระดับ
ตำบล ระดับจังหวัด และระดับสำนักทุกสนาม
ตอนที่ 85.2 กลับบ้าน (2)
เทศมนตรีหลัวรายงานผลการสอบสวนแก่ผู้ว่า
จวง โดยทั่วไปแล้ว หากการเหตุโกงข้อสอบใน
การสอบเคอจวี่ ข้อสอบของทุกคนจะถือเป็น
โมฆะและต้องสอบใหม่อีกครั้ง แต่หากทำเช่นนั้น
แล้ว ยังไม่ต้องพูดถึงว่าทางการจะต้องเป็นภาระ
หนักหนาแค่ไหน ผู้เข้าสอบจำนวนไม่น้อยก็คงสติ
แตกไปตามๆ กันแน่นอน
แต่ไหนแต่ไรมาการสอบก็เป็นเรื่องของ
ความสามารถและโชคชะตา ไม่มีใครแน่ใจได้ว่า
หากตนเองลงสนามสอบแล้วจะแสดง
ความสามารถได้อย่างเต็มที่ ยิ่งไปกว่านั้นยังไม่
อาจรู้ได้ว่าผู้เข้าสอบคนอื่นจะเก่งกาจกว่าตนแค่
ไหน
แน่นอนว่าสำหรับผู้เข้าสอบที่ไม่ผ่านการคัดเลือก
นี่คงเป็นโอกาสหล่นทับอย่างไม่ต้องสงสัยแต่
ปัญหาอยู่ที่ว่า แม้เซียวลิ่วหลังจะถูกคนสลับ
กระดาษคำตอบกับกระดาษเปล่า เขาก็ยังผ่าน
การคัดเลือกระดับสำนักด้วยคะแนนชั้นหนึ่งสิบ
เอ็ดแต้ม และคะแนนชั้นสองอีกหนึ่งแต้ม
หรือจะพูดอีกแบบก็คือ คนที่ควรสอบได้ก็สอบได้
แล้ว คนที่สมควรสอบตกก็สอบตกอยู่ดี แต่ที่
ต่างกันก็คือ อันดับของพวกเขาอาจจะเลื่อน
ขึ้นมาคนละหนึ่งอันดับ แต่เซียวลิ่วหลังกลับ
พลาดตำแหน่งที่หนึ่งไป เทศมนตรีหลัวเอ่ยอย่าง
จนใจ
“คนผู้นั้นคงคาดไม่ถึงว่า แม้จะทำเช่นนี้แล้วแต่
เซียวลิ่วหลังก็ยังคงสอบผ่านระดับสำนักอยู่ดี แต่
ที่น่าเสียดายก็คือ เดิมทีเซียวลิ่วหลังอาจจะมี
โอกาสสอบได้ที่หนึ่งก็เป็นได้”
ผู้ว่าจวงเอ่ยหน้านิ่ง “เรื่องนี้จะทำให้เป็นเรื่องเล็ก
หรือเรื่องใหญ่ก็ได้ หากมองไปถึงวันหน้า เรื่องนี้ก็
เป็นเพียงแค่เรื่องเล็ก แต่หากมองเพียงแค่วันนี้
เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่งเลยทีเดียว”
การเป็นเสี่ยวซานหยวนเป็นเกียรติยศในช่วงชีวิต
หนึ่งของซิ่วไฉ แต่ก็แค่ช่วงชีวิตหนึ่งเท่านั้น แต่
หากเขาหมายจะมีชื่อเสียงเกรียงไกร ย่อมต้อง
สอบระดับมณฑลต่อไป พอได้เป็นจวีเหรินระดับ
มณฑลแล้วก็ต้องเข้าเมืองหลวงไปสอบต่ออีก
การสอบระดับสำนักมิใช่จุดหมายปลายทาง
ในทางกลับกันเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของการ
สอบเคอจวี่เท่านั้น
ผู้ว่าจวงเอ่ย “อำนาจในการตัดสินใจอยู่ที่เขา เจ้า
ไปถามเขาว่าต้องการสอบใหม่หรือไม่”
เทศมนตรีหลัวเดินทางไปยังโรงเตี๊ยม
เมื่อเขาพบกับเซียวลิ่วหลัง ก็อ้อมค้อมไปมาก่อน
จะเอ่ยถึงที่มาของการมาเยือนของตน พร้อมทั้ง
ถามเซียวลิ่วหลังว่าต้องการสอบใหม่หรือไม่
เซียวลิ่วหลังไม่ได้ตอบเขาในทันที แต่กลับเปิด
บานหน้าต่างออก ให้อีกฝั่ายได้เห็นเหล่าบัณฑิตที่
กำลังถกเถียงเรื่องคะแนนของกันและกันอยู่ที่โถง
ใหญ่ชั้นล่าง ผลสอบประกาศออกมาแล้ว
คนที่สอบไม่ติดก็ใบหน้าเศร้าหมอง คนที่สอบติด
ก็หน้าชื่อตาบาน วินาทีนั้นไม่มีผู้ใครรู้ว่าภายใน
จิตใจของเขาประสบพบเจออะไรมาบ้าง
“ผู้เข้าสอบที่ผ่านการคนเลือกเป็นผู้บริสุทธิ์ใช่
หรือไม่” เขาโพล่งเอ่ยขึ้น เทศมนตรีหลัวได้ยิน
ดังนั้นก็นิ่งชะงักไป ผ่านไปครู่ใหญ่จึงได้เอ่ยตอบ
“ใช่แล้ว ในเมื่อเจ้าก็มิได้สอบตก เช่นนั้นแล้วก็
แปลว่าไม่ได้มีผู้เข้าสอบระดับมณฑลเพิ่มขึ้นใน
บรรดาพวกเขาแต่อย่างใด”
เซียวลิ่วหลังทอดมองไปยังเหล่าผู้เข้าสอบก่อนจะ
เอ่ยขึ้น “หากสอบใหม่อีกครั้ง ในบรรดาพวกเขา
ย่อมมีคนสอบไม่ติดใช่หรือไม่”
เทศมนตรีหลัวทอดถอนใจพลางพยักหน้า นั่นคง
หลีเลี่ยงไม่ได้ หากสอบใหม่พวกเขาคงกระวน
กระวายใจแทบบ้าเป็นแน่ ยากนักที่จะแสดง
ความสามารถออกมาได้ตามปกติ
“เช่นนั้นท่านเทศมนตรีหลัวเล่า” เซียวลิ่วหลัง
ถาม
“ข้า… ทำไมหรือ” เทศมนตรีหลัวมึนงง
เซียวลิ่วหลังเอ่ย “ได้ยินมาว่าเทศมนตรีหลัวใกล้
จะหมดวาระแล้ว การสอบระดับสำนักใหม่อีก
ครั้งเป็นเรื่องใหญ่ ต้องรายการต่อราชสำนัก ถูก
บันทึกเป็นประวัติด่างพร้อย คงกระทบต่อหน้าที่
การงานในวันหน้าของเทศมนตรีหลัวเป็นแน่ใช่
ไหมขอรับ”
เทศมนตรีหลัวพยักหน้าอย่างจนใจ
ราชสำนักในรัชสมัยนี้เข้มงวดกับการสอบ
คัดเลือกขุนนางยิ่งนัก หากต้องจัดการสอบใหม่
เพราะเกิดเหตุโกงข้อสอบ ชีวิตราชการของเขาคง
ถึงจุบจบ
เซียวลิ่วหลังเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่ช้าไม่เร็วนัก
“เทศมนตรีหลัวคิดว่าอนาคตของท่านตีค่าเป็น
เงินเท่าใด”
เทศมนตรีหลัวตกตะลึง!
เจ้า… เจ้า… เจ้า… เจ้าหมอนี่ขู่กรรโชกเขาต่อหน้า
ต่อตาเช่นนี้เลยหรือ
เซียวลิ่วหลังเอ่ยเสียงเรียบ “ใต้เท้าเทศมนตรีเป็น
ขุนนางซื่อสัตย์ คงไม่ได้มีเงินทองมากมาย
เพียงแต่คนผู้นั้นที่ติดสินบนผู้ตรวจข้อสอบคงใช้
เงินไปไม่น้อยใช่ไหมขอรับ ข้าเป็นผู้เสียหาย ใต้
เท้าก็ควรจะนำเงินก้อนนั้นมาชดเชยให้แก่ข้าใช่
หรือไม่”
ซื้ออนาคตของตัวเองกลับมาได้ ทั้งยังไม่ต้องเสียง
เงินสักแดงเดียว อีกทั้งยังได้ชื่อว่าเป็นขุนนางผู้
ซื่อสัตย์ ข้อเสนอนี้มีแต่ได้กับได้!
เทศมนตรีหลัวตกหลุมพรางที่เซียวลิ่วหลังขุดไว้
อย่างง่ายดาย “ควรเป็นเช่นนั้น ควรเป็นเช่นนั้น
หนึ่งพันตำลึง ข้าจะเอามาให้ผู้เข้าสอบเซียวไม่
ขาดแม้แต่แดงเดียว!”
เซียวลิ่วหลังพูดต่อ “อีกอย่าง หากไม่มีใคร
สับเปลี่ยนข้อสอบ ข้าคงได้เป็นเสี่ยวซานหยวน
เรื่องนี้เทศมนตรีหลัวคงไม่คัดค้านใช่หรือไม่”
เทศมนตรีหลัวพยักหน้ารัว “แน่…แน่นอน!
ความสามารถของผู้เข้าสอบเซียวประจักษ์แก่
สายตาของข้าและผู้ว่าจวงแล้ว!”
เซียวลิ่วหลังทอดถอนใจเบาๆ “เสี่ยวซานหยวน
นั้นได้รับเงินเงินรางวัล แต่ตอนนี้ข้ากลับไม่ได้รับ
เงินก้อนนั้น”
เทศมนตรีหลัว “…”
เหตุใดถึงรู้สึกว่าหลุมพรางช่างลึกล้ำยิ่งนัก
เงินรางวัลของเสี่ยวซานหยวนนั้นเบิกจ่ายจาก
ราชสำนัก แจกจ่ายผ่านศาลาว่าการ ศาลาว่าการ
ประจำอำเภอมอบให้ส่วนหนึ่ง สำนักจัดสอบ
มอบให้สอนหนึ่ง ศาลาว่าการประจำตำบลมอบ
ให้อีกส่วนหนึ่ง รวมกันแล้วหนึ่งร้อยตำลึง
แต่เป็นเพราะอำเภอผิงเฉิงไม่มีเสี่ยวซานหยวน
มาแล้วนับสิบปี เงินรางวัลจึงทบเป็นสองเท่า นั่น
หมายความว่า เงินรางวัลที่จะตกถึงมือเซียวลิ่ว
หลังนั้นต้องเป็นสองร้อยตำลึง
แต่ด้วยเหตุการณ์ในตอนนี้ ย่อมไม่อาจใช้เงินจาก
ทางการได้ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือเทศมนตรีหลัว
ต้องควักกระเปั๋าออกเอง
เทศมนตรีหลัว “ข้านึกว่าตัวเองจะไม่ต้องเสียเงิน
สักแดง ข้าช่างโง่เง่านัก โง่เง่าจริงๆ!”
เหตุการณ์โกงข้อสอบเป็นผลให้เทศมนตรีหลัว
ต้องกระอักเลือดควักเงินในกระเปั๋าตัวเอง
ผู้ว่าจวงเป็นญาติห่างๆ ของเทศมนตรีหลัว ใน
เมื่อผู้เสียหายไม่เอาเรื่อง เขาจึงไม่รายงานต่อราช
สำนัก
เทศมนตรีหลัวรักษาตำแหน่งของตัวเองไว้ได้
เหล่าผู้เข้าสอบก็มิต้องอกสั่นขวัญแขวนอีก ต่าง
ฝั่ายต่างสุขใจ ส่วนผู้ที่โกงข้อสอบคนนั้น หาก
คาดไม่ผิดคงจะเป็นผู้เข้าสอบคนหนึ่งที่อิจฉาใน
ความสามารถของเซียวลิ่วหลัง จึงหมายอยากถีบ
เขาตกม้าตาย
เทศมนตรีหลัวเอ่ยปากว่าจะดำเนินการสืบสวน
อย่างลับๆ ต่อไป เมื่อเซียวลิ่วหลังกลับมาถึง
หมู่บ้านก็เข้าสู่ต้นเดือนสี่แล้ว ภายในหมู่บ้าน
อบอวลไปด้วยความอบอุ่นของยามวสันตฤดู ต้น
หลิวริมหนองน้ำแตกกิ่งอ่อน ห้อยย้อยลงมาคลอ
เคลียผิวน้ำ ราวกลับม่านหยกที่กำลังปลิวพริ้ว
ไหว
บรรดาพืชผลบนพื้นดินต่างก็งอกงาม เขียวขจี
ยามมองดู ตอนเขามายังหมู่บ้านแห่งนี้เมื่อปีก่อน
ก็เป็นช่วงเวลานี้ ใครจะไปรู้ว่าพริบตาเดียวก็ผ่าน
ไปหนึ่งปีแล้ว
ลุงจางที่เพิ่งกลับมาท้องนาเหลียวไปมองปั้าจางที่
อยู่ด้านหลังแล้วพูดว่า “คุณพระ เจ้าดูนั่นสิ ใช่ลิ่ว
หลังหรือไม่”
ปั้าจางสายตาดีกว่าสามีของตน นางหันไปมอง
ก่อนจะพยักหน้ารัว “ก็ลิ่วหลังน่ะสิ เจ้าข้าเอ้ย! ซิ่
วไฉกลับมาแล้ว!”
นางเหลียวกลับไปตะโกนบอกกับชาวบ้านที่กำลัง
ทำนาอยู่ในท้องนา
ข่าวคราวการสอบของเซียวลิ่วหลังมาถึงหมู่บ้าน
ตั้งนานแล้ว แม้การสอบระดับสำนักจะพลาดท่า
แต่ก็ยังได้ที่หนึ่งของระดับตำบลและระดับจังหวัด
ทั้งยังเป็นบัณฑิตผู้ได้รับทุนอุดหนุนจากทางการ
อีกด้วย
เขาคือผู้ได้รับทุนคนที่สองของหมู่บ้านต่อจากกู้
ต้าซุ่น
เช้าตรู่วันนี้ คนจากศาลาว่าการประจำตำบลก็ส่ง
เสบียงอาหารมาให้กว่าห้ากิโล นั่นมันข้าวสารสี
ขาวนวลเชียวนะ ดูท่าทางเป็นของชั้นดียิ่งกว่าที่กู้
ต้าซุ่นได้รับด้วยซ้ำ!
เหล่าชาวบ้านราวกับเพิ่งเคยเจอเซียวลิ่วหลังไป
ครั้งแรก อยากจะเข้าไปพูดคุยด้วยแต่ก็ไม่กล้า
ยามนี้เหมือนแต่ก่อนเสียที่ไหน เขาเป็นถึงซิ่วไฉ
เชียวนะ!
“ท่านลุงจาง ท่านปั้าจาง” เซียวลิ่วหลังเอ่ย
ทักทายทั้งสอง
ครอบครัวนี้ช่างมีน้ำใจนัก ยามกู้เจียวปวดท้อง
ตอนเป็นระดู ก็ได้ปั้าจางที่ให้เซียวลิ่วหลังหยิบยืม
น้ำตาลแดง ทั้งสองทั้งตื่นเต้นทั้งดีใจจนพูดไม่
ออก!
จากนั้นเซียวลิ่วหลังก็บังเอิญเจอชาวบ้าน
ประปราย เขาทักทายพวกเขา ไม่ได้ให้ความสนิท
สนมมากเกินไป ไม่ได้ห่างเหินเกินไป ท่าทางสุขุม
นุ่มลึกเหมือนแต่ก่อนไม่มีเปลี่ยน
ในที่สุดเขาก็เดินมาถึงประตูเรือน
เพราะไม่ได้บอกข่าวล่วงหน้า คนในบ้านจึงไม่รู้ว่า
เขาจะกลับมาวันนี้ เสียงร้องเอะอะโวยวายของ
เสี่ยวจิ้งคงดังมาจากท้ายเรือน
เซียวลิ่วหลังก้าวเดินเข้าไป
ณ ลานท้ายเรือนที่แสงอาทิตย์สาดส่อง กู้เจียว
กำลังสระผมให้กับเสี่ยวจิ้งคง
หัวโล้นกลมของเสี่ยวจิ้งคงมีไรผมสีครึ้มงอกขึ้น
มาแล้ว เขาถามกู้เจียวอย่างภาคภูมิใจว่าผมของ
เขายาวเท่าใดแล้ว ยาวกว่าเมื่อหลายวันก่อน
หรือไม่
หญิงชรานั่งอยู่บนเก้าอี้หวายอีกฝังหนึ่ง มองเณร
น้อยแสนน่าเอ็นดูสระผมไปพลาง แทะเมล็ดดอก
ทานตะวันไปพลาง ตั่งเตี้ยข้างกายนางมีโก่วตั้น
ลูกชายวัยหนึ่งขวบของเซวียหนิงเซียงนั่งอยู่
โก่วตั้นกำลังบรรจงแทะข้าวโพดก่อนจะกลืนลง
ไปช้าๆ คนที่สังเกตเห็นเซียวลิ่วหลังเป็นคนแรก
คือเสี่ยวจิ้งคง
เสี่ยวจิ้งคงก้มหัวลงมองลอดใต้หว่างขา ก่อนจะ
เห็นเป็นเซียวลิ่วหลังที่ยืนกลับหัว! เขามองอยู่พัก
ใหญ่ “เอ๊ะ พี่เขยนิสัยเสียนี่”
กู้เจียวที่ตักน้ำอยู่ชะงักมือในทันใด ก่อนจะหันไป
มองอย่างเงียบๆ
หนึ่งเดือนไม่ได้พบหน้า คนในเรือนต่างเปลี่ยนไป
มากมาย เสี่ยวจิ้งคงผมงอกขึ้นมาแล้ว หญิงชราก็
ดูสาวขึ้น ส่วนนางก็เหมือนจะตัวสูงขึ้น ราวกับ
เริ่มเผยความงามของสาววัยแรกแย้ม
บนใบหน้าของนางยังคงมีปาดแดงดังเดิม ทว่า
ไม่ใช่ปานแดงอัปลักษณ์ แต่ดูเหมือนดอกไม้แสน
เย้ายวน ดึงดูสายตาให้ชื่มชมความงามแม้จะโดด
เดี่ยวท่ามกลางสายลมหนาวเย็น
งดงามดั่งลูกท้อสุกงอม
ส่วนเขาเองก็ตัวสูงขึ้นเช่นกัน ความอ่อนเยาว์บน
ใบหน้าจางหายไป แต่ความสง่างามของบัณฑิตผู้
คงแก่เรียนกลับเพิ่มขึ้น ทั้งสองมองกันอย่างตก
ตะลึงอยู่อย่างนั้น ไม่มีใครเอ่ยคำใด
“ลิ่วหลังกลับมาแล้วหรือ” หญิงชราหันไปมอง
ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงสดใส “มีของอร่อยติดมือ
มาด้วยหรือไม่”
เซียวลิ่วหลังได้สติกลับมา “มีขอรับ”
เขาเอ่ยพลางก้าวเดินมาข้างหน้า ทว่ายังไม่ทัน
พ้นธรณีประตูก็สะดุดล้มหน้าขมำเสียแล้ว
กู้เจียวหันหลังกลับไปด้วยสีหน้าเรียบเฉย พลาง
อาบน้ำให้เสี่ยวจิ้งคงต่อ เพียงแต่พอนางตักน้ำ
ราด ก็ได้ยินเสียงเสี่ยวจิ้งคงร้องโวยวาย “โอ้ย!
เย็นชะมัด!”
กู้เจียวหน้าเจื่อน
ตัก… ตักน้ำผิดถังเสียแล้วสินะ