สามีข้าคือขุนนางใหญ่ - บทที่ 924 ห้องหอแสนหวาน (1)
ท่ามกลางเสียงครื้นเครงของบรรดาญาติผู้ใหญ่
ทั้งหลาย เซียวเหิงจูงมือกู้เจียวเข้าไปในจวนองค์
หญิง
องค์หญิงปรับปรุงเรือนหลันถิงที่ทิวทัศน์งดงาม
ที่สุดให้เป็นที่พักอาศัยของคู่บ่าวสาว
พรมแดงที่ปูทางเดินตั้งแต่เข้าประตูจวนมานั้นไม่
มีขาดตอน ทอดยาวมาจนถึงด้านใน ตอนงาน
แต่งงานขององค์หญิงซิ่นหยางกับเซวียนผิงโหว
ยังไม่ตระการตาถึงเพียงนี้
เหตุผลหลักเป็นเพราะตอนนั้นองค์หญิงซิ่นหยาง
ไม่ยอมให้คนปูพรมเข้ามาถึงข้างใน
ยามนี้เพื่อลูกชายและลูกสะใภ้ ทั้งสองจวนแทบ
จะละทุหากันได้ เรียกได้ว่าใกล้ชิดกันที่สุดในรอบ
ยี่สิบมานี้
“ระวัง” เมื่อมาถึงหน้าประตูเรือน เซียวเหิง
กระซิบเตือนกู้เจียวที่กำลังก้าวข้ามธรณีประตู
กู้เจียวขานรับ ก้าวเท้าข้ามไป
เนื้อผ้าของผ้าคลุมหน้าดีเกินไป หากหมายจะ
มองทะลุออกไปนั้นแทบเป็นไปไม่ได้ เซียวเหิงจึง
ต้องคอยเตือนยามเดินเหิน
ยามนี้ท้องนภากำลังทอแสง ดอกโบตั๋นและไห่ถัง
ในเรือนแข่งกันผลิบานเผยสีสันสดใสภายใต้แสง
ตะวัน
เหล่าสาวใช้ที่ยืนเรียงรายอยู่สองฝังคำนับโดย
พร้อมเพรียง
อวี้หยาเอ๋อร์หอบกล่องยาใบน้อยของกู้เจียวเดิน
ตามทั้งสอง วันนี้เป็นวันมงคลของกู้เจียวและ
เซียวเหิง แม้แต่ราชาม้าเฮยเฟิงยังทัดดอกไม้แดง
เจ้ากล่องยาใบน้อยเองก็ไม่เว้น
วันนี้เจ้าคือกล่องยามงคล!
กล่องยาใบน้อยแน่นิ่งอยู่ในอ้อมแขนของอวี้หยา
เอ๋อร์ราวกับลูกไก่ ทว่าในใจของอวี๋หยาเอ๋อร์กลับ
ไม่อาจสงบนิ่งได้เลย
“โห ใหญ่มาก…”
นางแยกไม่ออกว่าที่ไหนคือจวนโหรหรือจวนองค์
หญิง รู้สึกเพียงแค่ว่าพวกนางเดินมานานมาก
แล้วแต่ก็ยังไม่ถึงเสียที!
แถมจวนหลังนี้ชักจะสวยเกินไปแล้ว!
“ภูเขาจำลองเหมือนของจริงเลย…” นางเอ่ย
ออกมาโดยไม่รู้ตัว
เซียวเหิงยิ้มก่อนจะเอ่ย “ก็นั่นภูเขาจริงนี่”
“เอ๊ะ” อวี้หยาเอ๋อร์ชะงัก “ภูเขาจริงหรือเจ้าคะ”
เซียวเหิงพยักหน้า “ใช่ ภูเขาจริง”
องค์หญิงซิ่นหยางเป็นคนละเอียดลออ นางไม่
ชอบของจำลอง ภูเขาหินในจวนองค์หญิงก็ขุดมา
จากที่อื่นแล้วลำเลียงเข้ามา ภูเขาเขียวนั้นเดิมทีมี
อยู่แล้ว แม้แต่สระบัวเองก็เช่นกัน ดอกไม้งานที่
เบ่งบานนั้นล้วนแต่เป็นดอกบัวปั่า
เรือนหลันถิงนั้นอยู่ใกล้กับสระบัว
ตอนที่เดินผ่านเมื่อครู่ สายลมอ่อนพัดผ่านผิวน้ำ
กลิ่นหอมสดชื่อของดอกบัว
หลังจากเข้าห้องหอ เซียวเหิงจูงมือกู้เจียวมานั่ง
บนเตียงบ่าวสาว
นั่นก็คือเตียงที่เสี่ยวจิ้งคงมานอนเฝั้า ว่ากันว่า
หากให้เด็กชายมานอนก่อน จะทำให้คู่แต่งงาน
ใหม่มีลูกเร็วขึ้น
เสี่ยวจิ้งคงนั้นไม่รู้ความหมายแฝงของสิ่งนี้ เอา
เป็นว่าหากให้เขานอนบนเตียงเจียวเจียว เขาก็
เต็มใจอยู่แล้ว
สาวใช้เห็นนายน้อยกับฮูหยินน้อยเข้ามาแล้ว ก็
ออกไปจากห้องอย่างรู้งาน
จู่ๆ ก็เหลือพวกเขาเพียงแค่สองคน ภายในห้อง
พลันเงียบสงัด
ทั้งสองคนไม่ได้เพิ่งรู้จักกันวันแรก ทั้งยังมิใช่ครั้ง
แรกที่อยู่ด้วยกันสองต่อสอง ทว่ากลับรู้สึก
แตกต่างจากเมื่อก่อน
หรืออาจเป็นเพราะครั้งนี้จะได้กลายเป็นสามี
ภรรยากันแล้วจริงๆ
เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไป
คาดหวังก็พลันพุดขึ้นมาในใจ ขณะเดียวกันก็
ตื่นเต้นไม่น้อย
“หัวใจเจ้าเต้นแรงมาก”
กู้เจียวที่อยู่ใต้ผ้าคลุมหน้าพันเอ่ยขึ้น
เซียวเหิงชะงักไป พอก้มหน้าลงก็เห็นว่าเรียวนิ้ว
งามดุจหยกของใครบางคนนั้นกำลังจับชีพจรของ
เขาโดยไม่รู้ตัว
สมกับเป็นหมอจริงๆ… จับชีพจรคนได้เสียทุก
เวลา
“ข้า…” เขาอ้าปากเอ่ย แต่กลับพลันไม่รู้ว่าจะ
อธิบายแก้เก้ออย่างไร
“หัวใจข้าเองก็เต้นเร็วมากเช่นกัน” กู้เจียวดึงนิ้ว
มือของเขามาวางบนข้อมือขาวเนียนของตัวเอง
ผิวของนางเย็นเฉียบ เซียวเหิงกลับรู้สึกว่าราวนิ้ว
ของตัวเองนั้นร้อนระอุ หัวใจเต้นถี่รัว แม้แต่
หายใจยังหอบกระชั้นไม่เป็นจังหวะ
เสียงของอวี้หยาเอ๋อร์ดังมาจากด้านนอก
“มีอะไรหรือ” กู้เจียวถาม
อวี้หยาเอ๋อร์ตอบ “มีคนมาที่โถงหน้า เร่งให้ท่าน
ชายออกมาพบเจ้าค่ะ”
ยามนี้ฟั้าแจ้งตะวันโด่ง มิใช่เวลาเข้าเรือนหอ
เซียวเหิงยังต้องออกไปรับแขก
กู้เจียว “อ๋อ”
ได้ยินเสียงขานตอบที่เดาอารมณ์ไม่ออกของนาง
เซียวเหิงก็หัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้
เขาบอกกับอวี้หยาเอ๋อร์ “ข้ารู้แล้ว ให้พวกเขารอ
ไปก่อน”
“เจ้าค่ะ ท่านชาย!” อวี้หยาเอ๋อร์ส่งข่าวด้วย
ใบหน้ายิ้มแย้ม นางนึกไว้อยู่แล้วเชียว ในใจของ
ท่านชาย คุณหนูของนางย่อมสำคัญที่สุดอยู่แล้ว!
“เหนื่อยหรือไม่” เซียวเหิงถามกู้เจียว
“ไม่เหนื่อย” กู้เจียวตอบ
นั่นไม่ใช่คำตอบตามมารยาท แต่นางไม่เหนื่อย
จริงๆ
เครื่องหัวผ้าคลุมหน้านั้นหนักมาสำหรับหญิงสาว
ทั่วไป ทว่าไม่ได้หนักเท่าชุดเกราะที่นางสวมใส่
นางสวมชุกเกราะข้ามวันข้ามคืนออกรบแต่ไม่
เคยบ่นเหนื่อยแม้สักคำ แค่แต่งงานจะไปเหนื่อย
อะไร
นางยังมีแรงเหลือเฟือเลยล่ะ!
โครก~
เสียงท้องของนางร้องดัง
เซียวเหิงยิ้มพลางเอ่ย “ไม่ได้กินอะไรมาเกือบทั้ง
วัน หิวแย่แล้วสิท่า เดี๋ยวข้าให้คนเขาออกกินมา
ให้”
กู้เจียวเอ่ย “ให้อวี้หยาเอ๋อร์เอามาให้ก็พอ เจ้า
ออกไปรับแขกเถอะ”
เซียวเหิงยกยิ้มมุมปากมองนาง “เจ้าแน่ใจนะ”
กู้เจียวพยักหน้า “รีบไปรีบกลับล่ะ”
“ใช่แล้ว หากท่านยังไม่ไปอีก พวกเขาจะให้ท่าน
ดื่มลงโทษ”
เป็นเสียงของอวี้จิ่น
อวี้จิ่นยิ้มกว้างเดินเข้ามาพร้อมกับกล่องอาหาร
อวี้หยาเอ๋อร์ที่อยู่หน้าประตูยิ้มพลางคำนับให้นาง
“ท่านปั้าอวี้จิ่น!”
อวี้จิ่นยิ้มพลางตบฝั่ามือนางเบาๆ “เจ้าเองก็ไป
หาอะไรกินสักหน่อยเถอะ ทางนี้ข้าดูแลเอง”
อวี้หยาเอ๋อร์ส่ายหน้า “เช่นนั้นไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ
ข้าต้องดูแลคุณหนูกู้!”
อวี้จิ่นเอ่ยเสียงอ่อนโยน “วางใจเถิด ข้าดูแลแทน
เจ้าเอง”
อวี้หยาเอ๋อร์มองเข้าไปในห้องของกู้เจียว
“เช่นนั้น…”
“ฟังปั้าอวี้จิ่นเถิด” กู้เจียวเอ่ย
“ส่งของมาให้ข้าเถอะ” อวี้จิ่นเอ่ยกับอวี้หยาเอ๋อร์
กู้เจียวเอ่ยปากแล้ว อวี้หยาเอ๋อร์จึงไม่ดึงดันอีก
ต่อไป นางส่งกล่องยาใบน้อยที่มัดด้วยผ้าแดง
พร้อมทัดดอกไม้แดงส่งให้อวี้จิ่น “รบกวนท่าน
ปั้าอวี้จิ่นด้วยนะเจ้าคะ!”
“ปีเอ๋อร์” อวี้จิ่นเรียกสาวใช้ที่อยู่ข้างกัน อีกฝั่าย
เดินนำพาอวี้หยาเอ๋อร์ไปกินข้าว
ส่วนอวี้จิ่นนั้นหิ้วกล่องอาหารเดินเข้าเรือนหอไป
ก่อนจะเอ่ยกับเซียวเหิง “ท่านโหวน้อย ที่นี่มีข้า
อยู่ ท่านรีบไปเถิด”
เซียวเหิงหันไปมองกู้เจียว ก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่ว
เบา “ประเดี๋ยวข้ากลับมา”
กู้เจียว “อื้ม”
เซียวเหิงเดินออกจากเรือนหลันถิง
อวี้จิ่นนำขนมภายในกล่องออกมาวางเรียงราย ใช้
ถาดรองอย่างดี ก่อนจะนำมาวางใกล้มือกู้เจียว
กู้เจียวไม่ค่อยชอบกินของหวาน ทว่าขนมพวกน้ำ
รสชาติอ่อนยิ่งนัก
นางหยิบขนมเปียะไส้ไข่เค็มขึ้นมา ก่อนจะสอด
เข้าใต้ผ้าคลุมหน้าแล้วกัดกินเบาๆ
อวี้จิ่นรินชาดอกไม้ให้นางอีกหนึ่งแก้ว
นางรับแก้วมาพลางเอ่ยถาม “ท่านปั้าอวี้จิ่น ท่าน
มองหาอะไรอยู่หรือ”
อวี้จิ่นตกใจ เจ้าคลุมอยู่แต่ยังเห็นว่านางเหลียว
ซ้ายแลขวาหรือ
อวี้จิ่นยิ้มแก้เก้อ “อ๋อ เปล่าหรอกเจ้าค่ะ องค์
หญิงบอกว่าประเดี๋ยวจะมาหาคุณหนูน่ะเจ้าค่ะ”
เพิ่งจะสิ้นเสียง องค์หญิงซิ่นหยางในอาภรณ์
หรูหราก็เดินเข้ามา
อวี้จิ่นออกจากห้องไป
องค์หญิงซิ่นหยางนั่งลงบนตั่งข้างเตียง เมื่อเห็นกู้
เจียวกินได้พอประมาณแล้วจึงกระแอมขึ้น ก่อน
จะยื่นห่อผ้าในมือให้นาง
“อะไรหรือ” กู้เจียวถาม
สีหน้าขององค์หญิงซิ่นหยางดูกระอักกระอ่วน
โชคดีที่กู้เจียวสวมผ้าคลุมหน้า มองไม่เห็นสีหน้า
ของนาง
นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เจ้าดูเองเถิด”
“อ๋อ” กู้เจียวคลายห่อผ้าแล้วเปิดออก ทันในนั้น
สายตาก็พลันพร่ามัว “ท่านเดินตากแดดมาเพื่อ
มอบสิ่งนี้ให้กับข้าหรือ”
องค์หญิงซิ่นหยางพยายามกักเก็บความกระดาก
อาย ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “เจ้าดูก่อน หากไม่
เข้าใจ ก็ถามข้าได้”
“มีอะไรยากจะเข้าใจหรือ” กู้เจียวพึมพำ
องค์หญิงซิ่นหยางเบ้ปาก
ยังจะปากแข็งอีก
นางรู้มาจากแม่ของกู้เจียว พวกเจ้าสองคนไม่เคย
ร่วมเตียงกันด้วยซ้ำ บนหน้าเจ้าไม่ใช่ปานแดง แต่
เป็นแต้มพรหมจรรย์ต่างหาก!
องค์หญิงซิ่นหยางไม่เคยอ่านหนังสือพรรค์นี้มา
ก่อน แต่เพื่อให้ลูกชายและลูกสะใภ้เข้าเรือนหอ
อย่างราบรื่น นางจึงจำต้องเสียสละ
นางเป็นคนช่างเลือก พวกรูปภาพหยาบโลนไร้
รสนิยมตามตลาดนั้นนางไม่แม้แต่จะชายตามอง
สมุดภาพพวกนี้นางใช้เงินมหาศาลจ้างจิตกรเพื่อ
วาดขึ้นมาโดยเฉพาะ จึงออกมาวิจิตรบรรจง
แบบที่ว่าแม้แต่นางเห็นแล้วก็ไม่รู้สึกรังเกียจ
ยอกจากนี้กระดาษที่นางใช้ก็มิใช่กระดาษเนื้อ
หยาบที่ขายกันไม่กี่อัฐตามท้องตลาด แต่เป็น
กระดาษวาดเขียนราคาแพงลิ่ว
และที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ สมุดภาพนี้มิใช่ภาพขาว
ดำ แต่เป็นภาพสี
“ไม่มีอะไรจะถามจริงๆ หรือ” นางเสียงเรียบ
น้ำเสียงสงบนิ่ง ทว่าในใจนั้นกระอักกระอ่วนเป็น
ที่สุด
แล้วใช้ให้เจ้าสองคนนี้ไม่มีประสบการณ์กันเล่า
หากซ่างกวานเยี่ยนอยู่ที่นี่ คงปล่อยให้พวกเขา
สองคนสำเร็จวิชาโดยไร้อาจารย์เป็นแน่
ทว่าองค์หญิงซิ่นหยางไม่วางใจ ถึงได้เตรียมการ
เช่นนี้
“อื้ม…” กู้เจียวถามเอาใจ “ใส่ขิงกับหัวหอมก่อน
แล้วค่อยลวกน้ำได้หรือไม่”
องค์หญิงซิ่นหยางขมวดคิ้ว “ขิงกับหัวหอม
อะไร… ลวกน้ำอะไรรึ”
กู้เจียวยื่นตำราให้นาง ชี้ไปยังหัวกระดาษ “เอ่อ…
หมูพะโล้สามชั้นน่ะ”
องค์หญิงซิ่นหยางชะงักพลัน
หยิบหนังสือมาผิดเล่ม!
บทที่ 924 ห้องหอแสนหวาน (2)
องค์หญิงซิ่นหยางหลับตาลงอย่างปวดหัว เพื่อ
ไม่ให้คนอื่นรู้… นางจึงจงใจใช้ตำราอาหารวางทับ
ไว้
นางรีบกลับมาที่เรือนของตัวเอง
เพิ่งมาถึงหน้าประตู ก็เหลือบไปเห็นเงาร่างสูง
ใหญ่นั่งอยู่กลางห้องนาง เขาคนนั้นคือเซวียนผิง
โหวที่เพิ่งลุกออกจากที่นั่งในพิธีเมื่อครู่นี้
เซวียนผิงโหวเหมือนจะไม่รู้ถึงการมาเยือนของ
นาง เขากำลังจดจ่อพลิกตำราบนโต๊ะทีละเล่ม
ทว่าเมื่อองค์หญิงซิ่นหยางเห็นสมุดภาพเล่มนั้น ก็
ตกใจจนเข่าทรุด เกือบจะล้มลงกับพื้นอยู่รอมร่อ
ทว่าสายตาของเซวียนผิงโหวยังคงไม่ละไปไหน
จ้องมองสมุดภาพเล่มนั้นไม่วางตา ดูไปพลาง
พลิกเปิดไปพลาง “ฉินเฟิงหวั่นหนอ ฉินเฟิงหวั่น
ข้านึกไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าเจ้าจะชอบดูภาพชุนกงถู
เช่นนี้”
องค์หญิงซิ่นหยางเดินเข้ามาด้วยใบหน้าแดงก่ำ
แย่งหนังสือภาพจากเขา “ใครอนุญาตให้เจ้าเข้า
มาในห้องข้า!”
เซวียนผิงโหวมองนางกรุ้มกริ่ม “ไม่ใช่เจ้าหรอก
หรือที่ให้ข้ามาหา”
“ข้าบอกตอนไหน…”
นางเพิ่งเอ่ยได้เพียงครึ่งประโยค ก็นึกอะไรขึ้นได้
บางอย่าง จึงหันขวับกลับไปมองอวี้จิ่นที่หน้า
ประตู
อวี้จิ่นก้มหน้างุด “เมื่อครู่… อีอีร้องไห้ยกใหญ่
องค์หญิงมีธุระ ข้าจึง…เรียกท่านโหวมาเพคะ”
นางกัดฟันกรอก ซ่อนหนังสือภาพไว้ด้านหลัง
“แต่ข้าไม่ได้อนุญาตให้เจ้ารื้อข้าวของของข้า!”
เซวียนผิงโหวอธิบาย “มันวางอยู่บนโต๊ะอยู่แล้ว
ไม่สิ ฉินเฟิงหวั่น การที่ชอบดูหนังสือพวกนี้มิใช่
เรื่องเสียหาย ไม่มีใครเขาตำหนิหรอก”
นางเอ่ยเสียงเย็น “ข้าไม่ได้ชอบเสียหน่อย”
“ไม่ชอบแล้วดูทำไม” เซวียนผิงโหวมองนางหัว
จรดเท้า ใบหน้าแดงก่ำจนแทบจะเลือดซิบ
แต่งงานมาตั้งหลายปี นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นนาง
เขินอายขนาดนี้
ชั่ววินาทีนั้น เขาเข้าใจอะไรบางอย่างก่อนจะเอ่ย
ขึ้นมา “เจ้าอยากเรียนหรือ”
องค์หญิงซิ่นหยางสีหน้ามึนงง “เอ๊ะ”
เซวียนผิงโหวเดินก้าวเข้ามา องค์หญิงซิ่นหยาง
ถอยหลังตามสัญชาตญาณ นางลืมไปว่าด้านหลัง
ของตัวเองคือโต๊ะ ท่อนแขนของนางกระแทกเข้า
กับขอบโต๊ะเต็มเปา
เซวียนผิงโหวใช่มือข้างหนึ่งค้ำยันกับโต๊ะด้านหลัง
นาง ลมหายใจหนักหน่วงรดรินปกคลุมเหนือนาง
นางไม่คุ้นชินกับการใกล้ชิดกับใครขนาดนี้มาก่อน
จึงพลันกลั้นหายใจ
เขาจ้องมองนาง ริมฝีปากยกยิ้ม “หรือว่าเจ้า
กำลังส่งสัญญาณอะไรบางอย่างให้ข้า ฉินเฟิง
หวั่น ไหนว่าเจ้ามิได้คิดอะไรกับข้ามิใช่หรือ”
องค์หญิงซิ่นหยาง “…!”
…
งานแต่งงานในจวนเซวียนผิงโหวครื้นเครงหาใด
เปรียบ ตั้งโต๊ะเรียงรายนับร้อย ผู้คนมากมายเต็ม
จวนโหว จวงไทเฮาและฮ่องเต้ก็มาร่วมงาน
เช่นกัน เซียวฮองเฮานั้นได้รับอนุญาตให้กลับมา
เยี่ยมญาติเป็นพิเศษ
เพื่อนร่วมงานสำนักฮั่นหลินก็มาเช่นกัน เฝิงหลิน
หลินเฉิงเย่ ตู้รั่วหัน หนิงจื้อหย่วนลากเซียวเหิงมา
ดื่มอยู่หลายจอก
พวกเขาต่างเมามาย
ตู้รั่วหันเอ่ยเสียงกรึ่ม “เจ้านี่… ข้าว่าแล้วเชียว…
ว่าเจ้าน่ะไม่ใช่ลิ่วหลัง… เอ๊ะ ข้าพูดไม่ผิดใช่ไหม!
เฝิงหลิน!”
เขาตบหลังเฝิงหลินเต็มแรง
เฝิงหลินเมาตั้งแต่คนแรกๆ เงยหน้าขึ้นอย่างมึน
งง “ฮะ ฮะ ดื่ม ดื่มอีก!”
ตู้รั่วหันยกแก้วเหล้าขึ้น “ดื่มกันท่านโหวน้อย…
อีกแก้ว!”
หลินเฉิงเย่ฟุบกับโต๊ะ “อีกแก้ว…”
หลินเฉิงเย่และเฝิงหลินต่างแต่งงานแล้ว เฝิงหลิน
เป็นพ่อคนแล้ว ภรรยาของหลินเฉิงเย่เพิ่งตั้งท้อง
ตู้รั่วหันมุ่งมั่นกับการเรียน ยังไม่คิดเรื่องแต่งงาน
มีคู่
พวกเขาเพิ่งจะรู้ตัวตนที่แท้จริงของลิ่วหลังเมื่อไม่
นานมานี้ หากจะบอกว่าไม่ตกใจก็คงโกหก แต่
หากมานึกดูดีๆ ก็คิดว่าสมเหตุสมผลไม่น้อย
บนโลกนี้จะมีอัจฉริยะได้สักกี่คนกันเชียว
สติปัญญาหลักแหลมที่สวรรค์ประทานให้มนุษย์มี
สิบส่วน ท่านโหวน้อยเอาไปแล้วเก้าส่วน หนึ่ง
ส่วนที่เหลือพวกเขาทั้งหมดก็แบ่งกันไป
“ดื่ม! ดื่ม!” หนิงจื่อหยวนมอมตู้รั่วหันไปแล้วสอง
แก้ว ตู้รัวหันฟุบลงกับโต๊ะ โต๊ะยังมีเพื่อนร่วมงาน
อีกหลายคนที่ยังไม่ล้ม หนิงจื้อหย่วนส่งสายตาให้
เซียวเหิง “ข้าจัดการเอง เจ้าไปเถอะ”
เซียวเหิงยกมือขึ้นคำนับหนิงจื้อหย่วน “ขอบใจ
นัก”
“ข้าจะรับคาระวะท่านโหวน้อยได้อย่างไร”
หนิงจื้อหย่วนรีบยั้งมือเขา
เซียวเหิงตบไหล่เขา บอกขอบคุณก่อนจะจากไป
อีกโต๊ะหนึ่ง คนตระกูลที่วางแผนกันดิบดีบนรถ
ม้าแล้วว่าจะไปก่อกวนที่ห้องหอ ทว่ายามนี้กลับ
ถูกซ่างกวานชิ่งรั้งตัวเอาไว้
หากว่าด้วยเรื่องวรยุทธ์ ซ่างกวานชิ่งนั้นมิใช่คู่
ต่อสู้ของกู้ฉังชิง กู้เฉิงเฟิง เซวียนหยวนฉี หรือ
ท่านเหล่าโหวเลย ทว่าหากเป็นเรื่องดื่มเหล้าแล้ว
ละก็ ต่อให้เอายอดฝีมือร้อยคนมารวมกันก็สู้
ปลายนิ้วเดียวของเขาไม่ได้
เขาใช้ความสามารถนี้ทำให้ทุกคนต้องฟุบหน้าลง
กับโต๊ะ
เซวียนหยวนฉีและท่านเหล่าโหวรวมถึงคนอื่นๆ
เดินโงนเงนก่อนจะล้มลงบนสนามหน้า แม่ทัพ
ใหญ่ฝังแม่ไม่เหลือภาพลักษณ์อีกต่อไป
ซ่างกวานเยี่ยนนั่งอยู่เก้าอี้ เท้าข้างหนึ่งยกเหยียบ
มุมเก้าอีก เงยหน้ากระดกเหล้าดื่มอย่างสบาย
อารมณ์ “ไร้เทียมทานเป็นเช่นนี้สินะ… ช่างเปล่า
เปลี่ยวนัก…”
เหลี่ยวเฉินที่นั่งอยู่บนกิ่งไม้แค่นหัวเราะ
ซ่างกวานชิ่งเอ่ย “นักบวช ท่านหัวเราะอะไร”
เหลี่ยวเฉินเอ่ย “เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าข้ายังไม่เมา
คืนนี้เจ้าหนูนั่นจะได้เข้าห้องหอหรือเปล่าก็ยังไม่
แน่”
“เอ๊ะ งั้นหรือ” ซ่างกวานชิ่งเลิกคิ้ว มองเหลี่ยว
เฉินบนต้นไม้อย่างมีเลศนัย
เหลี่ยวเฉินหรี่ตา “เหตุใดเจ้าถึงมองข้าเช่นนั้น”
ซ่างกวานชิ่งยิ้มร้าย “หันหลังสิ”
เหลียวเฉินหันกลับตามคำเขา
ภายใต้แสงจันทร์สาดส่อง ชุดนักบวชยาวสีน้ำเงิน
เข้มของเจ้าสำนักชิงเฟิงปลิวลับสายสม สีหน้านิ่ง
เรียบ แววตาเปียมไปด้วยไอสังหาร
เหลี่ยวเฉินชาวาบไปทั้งหนังศีรษะ!
นักบวชชิงเฟิงมองใครคนนั้นบนกิ่งไม้ ก่อนจะเอ่ย
เน้นย้ำทีละพยางค์ “เจ้าบอกว่าจะรอข้าที่เซิ่งตู
เจ้า กลับคำ”
ถ้าไม่กลับคำจะรอให้เจ้ามาฆ่าอย่างนั้นหรือ
เหลี่ยวเฉินกำหมัดแน่น หันไปมองทางซ่างกวาน
ชิ่ง “เจ้าเป็นคนเรียกเขามาหรือ”
ซ่างกวานชิ่งผายมือยักไหล่ “ข้ามิเก่งกาจปานนั้น
หรอก”
เจ้าน้องชายหน้าเหม็นต่างหากเล่า
แม้แต่เขาก็ถูกปืนแบบใหม่เขาเจ้าน้องชายหน้า
เหม็นซื้อตัวเข้าจนได้ ไม่อย่างนั้นใครอยากจะมา
ดื่มงานเจ้าเด็กนี่กันเล่า
เหอะ!
…
ม่านราตรีโรยตัวลงมา เซียวเหิงกลับมาที่เรือน
หลังใหม่
เทียนมังกรเคียงหงส์ส่องแสงสว่าง ภายในห้องที่
แปะอักษรมงคลเต็มไปหมดนั้นสะท้องแสงเทียน
รำไร
เซียวเหิงใช้เรียวนิ้วหยกนั้นค่อยแหวกผ้าคลุม
หน้าของนาง
ดวงหน้าแสนอ้อนช้อยนั้นปรากฏแก่สายตาเขา
เขาไม่รู้ว่าก่อนเลยว่านางนั้นมีเสน่ห์ชวนหลงใหล
ถึงปานนี้
มิใช่ว่าแต่ก่อนนางไม่งาม แต่นางในค่ำคืนนี้ นาง
ที่สวมชุดเครื่องหัวและชุดแต่งงาน ช่างงดงาม
เหนือบรรยาย
เขาจ้องมองนาน ไม่อาจละสายตาได้
กู้เจียวเองก็มองเขาอย่างตกตะลึงเช่นกัน เขา
มักจะสวมเสื้อผ้าสีเข้ม นางไม่คาดคิดมาก่อนเลย
ว่าเขาในชุดสีแดงสดจนหล่อเหลาปานนี้
เขาหัวเราะเบาๆ “ภรรยา ดื่มสุราสมรสกัน
เถอะ”
รอยยิ้มของเขาเรียกสติกู้เจียวกลับมา
ยังไม่ได้ดื่มเหล้าแท้ๆ แต่กลับเมามายเสียแล้ว
ส่วนเซียวเหิงที่ดื่มมาแล้ว เขานึกอะไรบางอย่าง
ขึ้นได้ก่อนจะถามนาง “เมาอีกแล้วหรือ”
เขาจำได้ว่าแม่หนูคนนี้ดื่มจอกเดินก็เดินไม่ตรง
แล้ว
“เปล่าเสียหน่อย” กู้เจียวตอบ
ภายในกล่องยาใบน้อยมียาแก้เมา นางเพิ่งจะกิน
ไป
เสียงละครจากเวทีละครด้านนอกดังลอยเข้ามา
ตามมาด้วยเสียงเฮฮาของบรรดาแขกเหรื่อเป็น
ครั้งคราว เพราะมีม่านราตรีคอยขวางกั้นเอาไว้
เรือนหลังนี้จึงเงียบสงบเป็นพิเศษ
ทั้งสองคนไม่พูดไม่จา ทั้งยังไม่ไหวติง นั่งนิ่งอยู่
บนเตียงอย่างนั้น
เซียวเหิงกุมอกที่หัวใจเต้นรัว เขาถามนาง “เจ้า
คิดอะไรอยู่หรือ”
กู้เจียวตอบตามตรง “กำลังนับ”
เซียวเหิงมองนางอย่างงุนงง “เหตุใดต้องนับ
ด้วย”
กู้เจียวยกนิ้วขึ้นชนกัน “ในตำราบอกว่า หญิงสาว
ต้องสงวนท่าที เพราะอย่างนั้นหากข้าจะนับหนึ่ง
ถึงร้อยแล้วก็จะกินเจ้าให้หมดทั้งตัว”
แววตาของเซียวเหิงล้ำลึก ลมหายใจแทบหยุด
กระทันหัน
“เช่นนั้นตอนนี้เจ้านับถึงเท่าไหร่แล้ว” เขาถาม
เสียงแหบพร่า
กู้เจียวนับออกเสียง “ห้าสิบเก้า หกสิบ หกสิบ
เอ็ด…”
ทนไม่ไหวแล้ว
หากนับให้ครบทั้งสามสิบเก้า เขาคงได้ตายพอดี
“เจียวเจียว ไม่ต้องนับถึงหนึ่งร้อยหรอก ตำรา
โกหก”
เขายกมือขาวดุจหยกขึ้นมาก่อนจะประคองท้าย
ทอยของนางเอาไว้ ก้มใบหน้าลงแล้วจรดจูบริม
ฝีปากนางอย่างแผ่วเบา
แสงจันทร์นวลผ่อง สาดแสงกลบราตรีมืดมิด
ม่านสีแดงค่อยๆ ถูกปลดลง เสื้อผ้าถูกโยนกระจัด
กระจายอยู่บนพื้น ส่งกลิ่นหอมชวนหลงใหล
บนกิ่งไม้นอกหน้าต่าง เสี่ยวจิ่วใช้ปีกกว้างของ
ตัวเองปิดหน้า
เขินชะมัด