สามีข้าคือขุนนางใหญ่ - บทที่ 945 เจ้าแห่งสงครามผู้คลั่งน้องชาย
อาละวาด (1)
เซียวเหิงเอ่ยอย่างงุนงง “แต่เจ้ากล่องยาใบน้อยนี้
มิใช่ของเจ้าหรอกหรือ เหตุใดถึงได้ปรากฏขึ้นบน
เกาะอั้นเย่”
กู้เจียวส่ายหน้า “ไม่แน่ใจเหมือนกัน”
นั่นเป็นปริศนา แม้แต่นางก็แก้ปมนี้ไม่ออก
ทั้งสองคนตั้งสินใจถามฉังจิ่ง
“กล่องนั่นของเจ้าเคยปรากฏขึ้นบนเกาะของ
พวกข้าหรือไม่อย่างนั้นหรือ ข้าจะไปรู้ได้
อย่างไร”
ในสวนดอกไม้ของจวนโหว ฉังจิ่งเอ่ยสีหน้ามึนงง
หลังจากนั้นก็ถามเซียวเหิงด้วยคำถามเดียวกัน
“แล้วของของเจ้าจะปรากฏบนเกาะของพวกข้า
ได้อย่างไร เจ้าเคยไปที่เกาะของพวกข้าหรือ”
หากกู้เจียวรู้เรื่องราวทั้งหมดคงไม่ต้องมาถามฉัง
จิ่งหรอก นางเอ่ยต่อ “เรื่องเกี่ยวกับเจ้าเกาะคน
แรก เจ้าพอจะรู้บ้างไหม”
ฉังจิ่งตอบอย่างให้ความร่วมมือ “เดิมทีเกาะอั้นเย่
เป็นเกาะรกร้างเกาะหนึ่ง หลังจากที่เขาขึ้นเกาะ
ถึงได้สร้างสำนักขึ้นที่นั่น เลี้ยงดูชาวประมง
ละแวกนั้น ทั้งยังปลูกจื่อเฉ่า ข้ารู้เพียงเท่านี้ หาก
พวกเจ้าอยากรู้เรื่องเกี่ยวกับเจ้าเกาะคนแรก คง
ต้องถามพ่อข้า แม้แต่ท่านลุงหลียังไม่ค่อยรู้เรื่อง
เลย”
“เขาเป็นชายหรือหญิง” เซียวเหิงพลันถามขึ้น
ฉังจิ่งตอบไปตามสัญชาตญาณ “ชายกระมัง”
เซียวเหิงเอ่ยเสียงจริงจัง “ชายกระมังหมายความ
ว่าอย่างไร เจ้าแน่ใจหรือไม่”
ฉังจิ่งครุ่นคิด “ไม่มีใครเคยบอกข้านี่ แต่เจ้าเกาะ
ก็เป็นผู้ชายกันหมดมิใช่หรือ มีสตรีเป็นเจ้าเกาะ
หรือ หากมีพี่สาวข้าก็สามารถเป็นเจ้าเกาะได้สิ
เช่นนั้นแล้วข้าก็มิต้องสืบทอดสำนักอั้นเย่แล้ว”
ทั้งสองคนสบตากัน ความคิดของเด็กชายฉังจิ่ง
อยู่คนละคลื่นความถี่ของพวกเขาโดยสิ้นเชิง
มิน่าละเขาถึงเข้ากันกับจิ้งคงได้เป็นปีเป็นขลุ่ย
เซียวเหิงเอ่ยกับกู้เจียว “ข้าจะไปสืบเรื่องพวกเขา
เจ้าไม่ต้องกังวลไป”
“ได้”
กู้เจียวมิใช่คนใจเสาะ แม้ว่าคนของเจี้ยนหลูจะ
แทรกซึมตัวเข้ามาในเมืองหลวงแล้ว แต่ชีวิตก็ยัง
ต้องดำเนินต่อไป
….
หลังจากมื้อเช้า กู้เจียวพาเสี่ยวจิ้งคงขึ้นรถม้าไป
เที่ยวนอกเมืองด้วยกัน
เสี่ยวจิ้งคงแกว่งขาปั้อมๆ ไปมาพลางเอ่ยเสียง
เบา “เจียวเจียว พวกเราไม่ไปเที่ยวนอกเมืองกัน
แล้วได้หรือไม่”
“ทำไมหรือ” กู้เจียวถาม
เสี่ยวจิ้งคงหลบตาลงเอ่ย “วันนี้ข้าเหนื่อยนิด
หน่อย”
กู้เจียวยกยิ้มมุมปาก “เจ้าไม่เหนื่อย”
เสี่ยวจิ้งคงอ้าปาก ขณะที่กำลังจะเอ่ยออกไปนั้น
กู้เจียวก็เอ่ยขึ้น “ข้าเองก็มิได้อ่อนแอขนาดนั้น”
ก็แค่ตั้งครรภ์ นอกจากความอยากอาหารและ
การนอนที่เปลี่ยนแปลงไป ก็ไม่มีอะไรแตกต่าง
ช่วงนี้เอาแต่ง่วนอยู่กับเรื่องของตัวเอง ละเลย
เสี่ยวจิ้งคงไป เขาเติบโตขึ้นทุกวัน นางไม่อยาก
รู้สึกว่าวันหนึ่งพอหันหลังกลับไปแล้วพบว่าเขา
ยืนหยัดด้วยตัวเองได้แล้ว แต่ตัวนางกลับพลาด
ช่วงเวลาที่เขาเติบโต
กู้เจียวหันไปมองเสี่ยวจิ้งคง เอ่ยเสียงจริงจัง “ข้า
อยากไปเที่ยวนอกเมืองกับเจ้า เจ้ายินดีไปกับข้า
ไหม”
เสี่ยวจิ้งคงจ้องตากู้เจียว เขาสัมผัสได้ว่ากู้เจียว
อยากไปจากใจจริง เขากระปรี้กระเปร่าขึ้นมาใน
ทันใด พยักหน้ารัวหงึกหงัก “ยินดี! ยินดี! ข้าชอบ
ออกไปเที่ยวกับเจียวเจียวที่สุด!”
กู้เจียวถูกความไร้เดียวสาของเขาเล่นงานเข้าให้
คิดจินตนาการไปถึงลูกน้อย หากเขาเหมือนจิ่งคง
นางคิดว่านางคงต้องชอบมากแน่นอน
นางลูบศีรษะน้อยของเขาพลางเอ่ย “เย็นนี้ข้าจะ
กินข้าวที่จวนกั๋วกง พรุ่งนี้จะไปเล่นไพ่ใบไม้เป็น
เพื่อนท่านย่าที่ตรอกปีสุ่ย”
เสี่ยวจิ้งคงชูสองแทนสองขาแสดงความเห็นด้วย
“ตามใจเจียวเจียวเลย!”
…
ตรอกปีสุ่ย
กู้เหยี่ยนยืนมองซ้ายมองขวาอยู่ที่หน้าประตู
กู้เสี่ยวเปั่าเองก็เลียนแบบท่าทางของเขา
“ทำอะไร” เขาถามกู้เสี่ยวเปั่า
“ท่านพี่ทำอะไร” กู้เสี่ยวเปั่าถามกลับ
กู้เหยี่ยนขำกับน้ำเสียงผู้ใหญ่ของเขา “ข้ารอคน”
กู้เสี่ยวเปั่า “ข้าก็รอคน”
กู้เหยี่ยน “ข้ารอเสี่ยวซุ่น”
“ข้าเองก็รอ… ข้าไม่ได้รอเสี่ยวซุ่น” กู้เสี่ยวเปั่าทำ
มือทำไม้ ทั้งยังเรียกเสี่ยวซุ่นตามกู้เหยี่ยน
“เจ้าต้องเรียกเขาว่าพี่เสี่ยวซุ่น แล้วก็วันนี้พี่สาว
ไม่มา” กู้เหยี่ยนพูดแทงใจดำ
กู้เสี่ยวเปั่าเงยหน้าขึ้น มองพี่ชายอย่างไม่พอใจ
นัก “นางมา”
ไม่นาน กู้เสี่ยวซุ่นก็กลับมา
กู้เหยี่ยนตาเป็นประกาย “เรียบร้อยแล้วใช่
หรือไม่”
กู้เสี่ยวซุ่นเอ่ยด้วยท่าทางลับๆ ล่อๆ “เรียบร้อย
แล้ว”
“เอามาให้ข้าดู!” กู้เหยี่ยนยื่นมือออกไป
กู้เสี่ยวเปั่ามองพี่ชายทั้งสองอย่างมึนงง ไม่เข้าใจ
ว่าเขาทำอะไรอยู่
กู้เสี่ยวซุ่นยัดของสิ่งหนึ่งใส่อกกู้เหยี่ยนอย่างมี
พิรุธ “ข้างทางมีขายเยอะแยะไป แต่เจ้าดึงดันจะ
วาดเองให้ได้ ไม่รู้ว่าจะถูกใจเจ้าหรือไม่ เงินไม่
เหลือแล้ว ข้าหาช่างฝีมือที่เก่งที่สุดได้แล้ว”
กู้เหยี่ยนเอ่ย “ได้ เจ้าดูเสี่ยวเปั่า ข้าจะออกไป
ข้างนอกสักหน่อย”
“อืม” กู้เสี่ยวซุ่นอุ้มเจ้าเด็กน้อยเข้าเรือนไป
กู้เหยี่ยนขึ้นรถม้าไปยังค่ายทหาร
กู้ฉังชิงกำลังตรวจตราทหารฝึกซ้อม ทันใดนั้น
องครักษ์คนหนึ่งก็เดินจ้ำเข้ามา กระซิบข้างหูเขา
ก่อนจะยกมือชี้ไปมา “เข้าใจแล้ว”
หลังจากนั้นก็เอ่ยกับเหล่าแม่ทัพที่กำลังดูทหาร
ฝึกซ้อม “ขออภัย ข้าขอตัวสักครู่”
เหล่าแม่ทัพมองเขาอย่างประหลาด ส่งสายตาให้
กัน นี่คือซ้อมใหญ่ในรอบสามเดือนเชียวนะ มี
เรื่องใหญ่โตอะไรเกิดขึ้นหรือไม่ แม่ทัพกู้ถึงได้
ออกไปกลางคันเช่นนี้
แถมยังรีบร้อนเสียขนาดนั้น!
กู้ฉังชิงเดินจ้ำออกไปนอกค่าย ก่อนจะเห็นเงาร่าง
ผอมโปร่งเดินวนไปมารอบรถม้า
“อาเหยี่ยน”
เขาเรียกอีกฝั่าย
กู้เหยี่ยนได้ยินก็ค่อยๆ หันกลับมา “ท่าน ท่าน
ออกมาได้อย่างไร”
กู้ฉังชิงยิ้มบาง “มีคนบอกข้าว่าเจ้ามาหาข้า”
“ข้าเปล่าเสียหน่อย…” กู้เหยี่ยนตอบกลับโดย
สัญชาตญาณ
แน่นอนว่าเขามาหาอีกฝั่าย แต่เขาไม่ได้บอกใคร
เสียหน่อย เขารู้ว่าในค่ายทหารยุ่งมาก เขาจึงไม่
อยากรบกวนอีกฝั่าย จึงตั้งใจจะรอจนกว่าเขาเลิก
งานแล้วค่อยเจอเขา
กู้ฉังชิงไม่บอกว่ากู้เหยี่ยนว่าองครักษ์คนสนิทของ
เขาจำอีกฝั่ายได้
กู้ฉังชิงคือมัจุราชหน้านิ่งแห่งค่ายทหาร ทว่าต่อ
หน้ากู้เหยี่ยนและกู้เจียวแล้วเขาคือพี่ชายที่คอย
ตามใจ
เขาเห็นกู้เหยี่ยนตากแดดจนแก้มแดง จึงรีบพา
เขาไปยังกระโจมของตัวเอง
“ไปเอาน้ำแข็งมาหน่อย” เขาสั่งการองครักษ์
องครักษ์พลันตกใจ
ท่านไม่ใช้ของพวกนี้มิใช่หรือ
“ขอรับ”
องครักษ์มองท่านชายผู้สูงศักดิ์ เข้าใจในทันที
ก่อนจะยกน้ำแข็งสองกะละมังใหญ่เข้ามา ก่อน
จะวางขนาบสองข้างกู้เหยี่ยน
กู้เหยี่ยนสัมผัสได้ถึงไอเย็น
“เจ้าออกไปเถิด” กู้ฉังชิงสั่ง
“ขอรับ” องครักษ์ถอยออกไป
กู้ฉังชิงหยิบพัดบนโต๊ะขึ้นมา ก่อนจะพัดให้กู้เห
ยี่ยนเบาๆ
พัดตรงนี้ด้วย
ตรงนี้ด้วย
กู้ฉังชิงยิ้มอย่างเอ็นดู พร้อมทั้งเร่งความเร็วพัด
เล็กน้อย “วันนี้ไม่ต้องไปโรงเรียนหรือ”
“วันนี้วันหยุด” กู้เหยี่ยนเอ่ย
กู้ฉังชิงเอ่ย “เหตุใดถึงได้มาหาข้าที่ค่ายทหาร”
“ข้า…” กู้เหยี่ยนลังเล ก่อนจะยื่นหน้ากากออก
จากอกเสื้อแล้วยื่นให้กู้ฉังชิง
“นี่คือสิ่งใดรึ” กู้ฉังชิงใช้มือที่ไม่ได้โบกพัดรับ
หน้ากากมา พินิจมองไปพลางทั้งยังไม่ลืมที่จะ
โบกพัดให้กู้เหยี่ยนต่อ
กู้เหยี่ยนเอ่ย “ท่านมิได้หมั้นหมายแล้วหรอกหรือ
ของขวัญงานหมั้นของท่านอย่างไรเล่า”
นั่นคือหน้ากากครึ่งหน้าที่ทำจากเงิน ตีขึ้นอย่าง
ประณีตบรรจง ทั้งยังออกแบบอย่างตั้งใจ กู้ฉังชิง
ไม่เคยเห็นหน้ากากเช่นนี้ในท้องตลาดมาก่อน
เขาหันไปมองกู้เหยี่ยน “เจ้าจ้างคนทำโดยเฉพาะ
เลยหรือ”
“ใช่” กู้เหยี่ยนเกาหูแก้เก้อ ไม่อยากยอมรับสัก
เท่าไร
ดูท่าแล้วคงตั้งใจเป็นอย่างมาก กู้ฉังชิงหัวใจอ่อน
ยวบ “แล้วเหตุใดถึงให้หน้ากากข้า”
กู้เหยี่ยนยู้ปาก “ท่านมิใช่ยอดฝีมือของโรง
ประลองใต้ดินหรือ ได้ยินว่าคนที่นั่นสวมหน้ากาก
ทั้งนั้น ถ้าท่าน… ท่านไม่ชอบ…”
“ข้าชอบมาก” กู้ฉังชิงยิ้มพลางเอ่ย “จากนี้หาก
ข้าไปโรงประลองใต้ดิน ข้าจะสวมไว้ตลอด”
“แล้วก็จะพาเจ้าไปด้วย”
“แบบนี้แล้วเจ้าจะได้รู้ว่าคนไหนคือข้า”
ดวงตาของกู้เหยี่ยนหลุกหลิก พยายามปกปิด
ความดีใจเอาไว้ พยักหน้าอย่างเย็นชา “ในเมื่อ
ท่านดึงดันจะพาข้าไปให้ได้ เช่นนั้นก็ตามใจ”
กู้ฉังชิงยิ้มอ่อนโยน แววตาแสนเอ็นดู
ณ จวนเซวียนผิงโหว
วันนี้เซียวเหิงเข้าวังเพื่อรับแต่งตั้งตำแหน่งรอง
ราชเลขา ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปเขาคือรองราช
เลขาคนหนึ่งภายใต้บังคับบัญชาของฝั่าบาท
ยามเลิกประชุมราชสำนัก เหล่าขุนนางบู๊บุ๋นก็เข้า
มารายล้อม พากันแสดงความยินดีกับเขา
ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน พอมาคิดดูดีแล้ว
ก็รู้สึกว่าทุกอย่างลงตัวอย่างราบรื่น
อายุเพียงสิบสามก็ได้เป็นจี้จิ่วหนุ่มแห่งกั้วจื่อ
เจียน หากไม่เกิดเรื่องราวขึ้น เขาคงได้เป็นรอง
ราชเลขาแห่งแคว้นเจาตั้งนานแล้ว
ความเยาว์วัยของท่านชายสูงศักดิ์ในตัวเขาลดลง
ไปมาก แต่ความหนักแน่นและสงบนิ่งนั้นมากขึ้น
หากจะบอกว่าจี้จิ่วหนุ่มผู้นี้ได้ตำแหน่งเพราะ
อาศัยชาติตระกูล แต่การได้เป็นบัณฑิตซาน
หยวน เดินขบวนแห่จอหงวน ได้รับแต่งตั้งเป็น
รองราชเลขา ทั้งหมดเป็นผลจากความพยายาม
ของเขาทั้งสิน
“ยินดีกับราชเลขาหยวนด้วย มีผู้สืบทอดเสียที”
มีขุนนางคนหนึ่งเอ่ยแสดงความยินดีกับราชเลขา
หยวน
ราชเลขาหยวนยิ้มพลางลูบเครา
ขุนนางอีกคนเอ่ย “ข้าว่าเรื่องมงคลมาเยือนราช
เลขาหยวนถึงสองเรื่องเชียวล่ะ ได้ทั้งลูกศิษย์ที่
ถูกใจ ทั้งยังใกล้มีจะหลานด้วย”
ราชเลขาหยวนยิ้มกว่ายิ่งกว่าเดิม
ใช่แล้ว สองเรื่องที่เขาเป็นกังวลมานานก็เข้าที่เข้า
ทางเสียที จากนี้เปั่าหลินกับกู้ฉังชิงก็จะแต่งงาน
แล้ว เขาต้องไปถามฤกษ์งามยามดีกับตำหนักโหร
เสียแล้ว
บทที่ 945 เจ้าแห่งสงครามผู้คลั่งน้องชาย
อาละวาด (2)
กว่าเซียวเหิงจะออกมาจากเหล่าขุนนางที่ราย
ล้อมได้ ทั้งกายก็ชุ่มไปด้วยเหงื่อ
เขากลับมาถึงจวนองค์หญิง เพิ่งจะเข้ามาในเรือน
ก็เห็นว่าซ่างกวานชิ่งอยู่ด้วย
เขาเรียงหน้ากากสิบกว่าชิ้นบนโต๊ะ ถามกู้เจียวที่
นั่งอยู่ข้างๆ “เจ้าลองดู อันไหนคือหน้ากากในฝัน
ของเจ้า”
“เจ้าสั่งทำทั้งหมดเลยหรือ” กู้เจียวถาม
ซ่างกวานชิ่งเอ่ย “ใช่น่ะสิ ข้าเอาแบบบน
กระดาษของเจ้าให้ช่างที่โรงเหล็กดู แต่ละคนทำ
ออกมาไม่เหมือนกัน มีรายละเอียดที่แตกต่าง
เจ้าลองดูว่าอันไหนเหมือนที่สุด”
“อืม อันนี้” กู้เจียวหยิบหน้ากากอันที่สามซ้ายมือ
เป็นหน้ากากทองแดงที่มีเขี้ยวยาว
เรื่องนี้เดิมที่ผ่านไปตั้งนานแล้ว แต่พอได้ยินว่าคน
ของเจี้ยนหลูเข้ามาในเมืองหลวงแล้ว ซ่างกวาน
ชิ่งจึงกลับมาให้ความสำคัญเรื่องนี้อีกครั้ง
“เจ้าจะกลับแคว้นเยี่ยนมิใช่หรือ” กู้เจียวถาม
ซ่างกวานชิ่งเอ่ยเสียงเรียบ “อีกสองสามวันค่อย
กลับก็ได้”
เขาต้องฆ่าพวกเจี้ยนหลูสารเลวให้สิ้นซาก
เสียก่อน
เขาหยิบหน้ากากที่กู้เจียวเลือกขึ้นมา ชำเลือง
มองเจ้าน้องชายหน้าเหม็นก่อนจะเอ่ยในทันใด
“เจ้ามาพอดี เจ้าช่วยวาดรูปหน้ากากพวกนี้ที
วาดให้เหมือนหน่อย จะได้คัดลอกได้ง่ายๆ แล้ว
แจกจ่ายออกไป ให้พวกองครักษ์ออกตามหา”
“ได้” เซียวเหิงขานรับ
กู้เจียวเห็นตั้งนานแล้ว เขาในชุดสีแดงเข้มของ
รองราชเลขา ยิ่งทำให้เขาหล่อเหล่ายิ่งกว่าเดิม
งดงามดุจหยก
สองสามีภรรยาจ้องตากัน แม้แต่อากาศก็พลัน
หอมหวานขึ้นมา
ซ่างกวานชิ่งกลอกตา
นี่เขามาเพื่อกินอาหารสุนัขหรือไร พวกเจ้าพอได้
แล้ว
เซียวเหิงเดินเข้ามานั่งในห้อง หยิบกระดาษขึ้น
ก่อนจะลงมือวาดหน้ากาก
ที่เขาวาดมิใช่หน้ากากเท่านั้น แต่ยังมีเครื่องแต่ง
กายของเหล่าศิษย์เจี้ยนหลู รวมไปถึงกระบี่นิล
บุหลันเล่มนั้น
เจ้าน้อยชายหน้าเหม็นนี่ก็ใช้ได้นี่นา
ซ่างกวานชิ่งมองเขาอย่างตกตะลึงก่อนจะเอ่ย
“แบบนี้หาง่ายกว่าเดิมเยอะเลย! ว่าแต่พวกเจ้า
ชิงกล่องนั่นกลับมาได้อย่างไร”
ทั้งสองคนมองหน้ากัน เซียวเหิงเอ่ยเสียงเรียบ
“ความลับน่ะ”
“เชอะ” ซ่างกวานชิ่งฮึดฮัด “ไม่บอกก็ช่างเถิด!
แต่ก็นะ ครั้งนี้พวกเขาทำไม่สำเร็จ คงต้องกลับมา
เป็นครั้งที่สองแน่ พวกเจ้าเดาว่าคืนนี้พวกเขาจะ
มาหรือไม่”
ทั้งสองคนยังไม่ทันได้ตอบ อวี้หยาเอ๋อร์ก็พลันรีบ
ร้อนพรวดพราดเข้ามา “คุณหนู! ท่านชาย! พ่อ
บ้านเจิ้งมาแล้วเจ้าค่ะ!”
พ่อบ้านเจิ้งเป็นคนสนิทของอันกั๋วกง เขามาหาถึง
บ้านต้องมีเรื่องเกี่ยวกับอันกั๋วกงแน่นอน
ทั้งสองรีบให้อวี้หยาเอ๋อร์พาพ่อบ้านเจิ้งเข้ามา
พ่อบ้านเจิ้งกระวีกระวาดเข้ามาในห้อง เขาหยุด
อยู่ตรงหน้ากู้เจียว สองขาอ่อนแรง กู้เจียว
ประคองแขนเขาไว้ได้ทัน “พ่อบ้านเจิ้ง เกิดเรื่อง
อะไรขึ้นหรือ มีอะไรค่อยๆ พูด ค่อยๆ จา”
พ่อบ้านเจิ้งร้องไห้ฟูมฟาย “ท่านกั๋วกง… วันนี้
ท่านกั๋วกงไปซื้อของที่ตลาดให้คุณหนู… แต่ไม่รู้ว่า
ผู้ใด…. จับตัวท่านกั๋วกงไปแล้ว!”
อันกั๋วกงออกไปไหนมาย่อมมีหน่วยกล้าตาย
ติดตามอยู่แล้ว แถมฝีมือก็ไม่ด้อยไปกว่าใคร
สามารถชิงตัวอันกั๋วกงไปจากพวกเขาได้ เห็นได้
ชัดว่าอีกฝั่ายไม่ใช่ยอมฝีมือธรรมดา
ทั้งสามคนสบตากัน ก่อนจะคาดเดาสิ่งเดียวกัน
โดยมิได้นัดหมาย
เจี้ยนหลู
กู้เจียวเอ่ยถาม “พวกเขาทิ้งจดหมายอะไรไว้
หรือไม่”
พ่อบ้านเจิ้งร้องได้ส่ายหน้า “ไม่ขอรับ… ไม่มีอะไร
เลย… จับตัวแล้วก็หนีไปเลย…”
กู้เจียวเอ่ยสีหน้าจริงจัง “เกิดเรื่องขึ้นที่ใด”
พ่อบ้านเจิ้งเอ่ยเสียงสะอื้น “ฝังตะวันออกของ
ทะเลสาบลี่! ข้าเห็นพวกมันมุ่งหน้าไปทางประตู
เมืองตัวตก…”
แววตาของเซียวเหิงสั่นไหว “ประตูเมือง
ตะวันตก… พวกมันตั้งใจจะพาอันกั๋วกงกลับไปที่
เจี้ยนหลูหรือ”
นั่นสินะ เจียวเจียวเป็นลูกสาวบุญธรรมของ
อันกั๋วกง หากอันกั๋วกงอยู่ในกำมือ คิดว่าเจียว
เจียวจะไม่ดิ้นหรือ
พวกต้องการล่อเจียวเจียวไปที่เจี้ยนหลู เกรงว่า
พวกมันจะรู้แล้วว่าหากต้องการนำกล่องยาใบ
น้อยไป ก็ต้องพาตัวเจียวเจียวไปด้วย
“ข้าจะไป เจ้าอยู่ที่เรือนรอข้า…”
เซียวเหิงยังเอ่ยประโยคสุดท้ายไม่ทันจบ กู้เจียวก็
รวบผมขึ้นอย่างไม่ลังเล
….
ยามอาทิตย์อัสดง รถม้าที่ไม่สะดุดตาคันหนึ่ง
เคลื่อนออกมาจากประตูทิศเหนือของเมืองหลวง
สารถีขับรบอย่างระมัดระวัง นอกจากนั้นยังที่
องครักษ์อีกสี่นายควบม้าประกบ
ภายในรถม้า ชายสองคนนั่งประจันหน้ากัน หนึ่ง
ในนั้นคืออันกั๋วกงที่ถูกจับตัวมา ส่วนอีกคนหนึ่ง
คือมือกระบี่ที่ช่วยชีวิตหลีเจียงผิงไว้
มือกระบี่สวมหน้ากากเงิน ปกปิดใบหน้าทั้งหมด
แต่จากผิวพรรณบนลำคอและหลังมือแล้ว พอ
เดาได้ว่าเขายังอายุไม่มากนัก แต่พอเขาเอ่ยปาก
ก็ยืนยันข้อสันนิษฐานของอันกั๋วกง
อย่างมากคงประมาณสามสิบปี
“อันกั๋วกง พวกข้ามิได้มีเจตนาร้าย ขอท่าน
อย่าได้กังวลใจไป”
เขาเอ่ยกับอันกั๋วกง
อันกั๋วกงสงบนิ่งมาโดยตลอด ไม่ได้วิงวอนร้องขอ
ชีวิตแต่อย่างใด พอได้อีกฝั่ายพูดแบบนั้น เขาเอ่ย
เสียงเนิบ “พวกเจ้าจะพาข้าไปที่ใด”
มือกระบี่หัวเราะเสียงเย็น “ท่านไม่ต้องรู้หรอก
แค่ให้ความร่วมมือ ไม่อย่างนั้นท่านคงต้อง
ลำบากเสียหน่อย”
อันกั๋วกงไม่ได้หวาดกลัวกับทำข่มขู่ของเขา เอ่ย
เสียงสงบนิ่ง “พวกเจ้าคือคนของเจี้ยนหลูสินะ”
แววตาของมือกระบี่ตื่นตระหนก เห็นได้ชัดว่า
คาดไม่ถึงว่าอีกฝั่ายจะเดาออกได้อย่างง่ายดาย
เช่นนี้ แต่ไม่นาน เขาก็ยิ้มออกมา “สมกับเป็น
อันกั๋วกง ฉลาดล้ำเลิศกว่าผู้ใด”
แปลว่ายอมรับแล้วสินะ
ดูท่าสถานการณ์จะไม่สู้ดีสักเท่าไร
ในเมื่อมีแต่คนตายเท่านั้นที่เก็บความลับได้ อีก
ฝั่ายคงไม่ยอมให้เขารอดชีวิตจากไป
หากคนเองตายไปนั้นมิใช่เรื่องใหญ่ เขากังวลว่า
จะลำบากเจียวเจียวต่างหาก
มือกระบี่หัวเราะเสียงเย็น “เหตุใดถึงไม่พูดเล่า
กำลังคิดอยู่หรือว่าจะหนีอย่างไร อย่าเปลืองแรง
คิดเลย ท่านหนีไม่พ้นหรอก แล้วก็อย่าหวังว่าจะ
มีใครมาช่วยท่าน พวกเขาคิดว่าพวกข้าออก
ประตูตะวันตกไปแล้ว กว่าพวกเขาจะไหวตัวทัน
พวกเราก็ขึ้นเรือแล้ว”
อันกั๋วกงมองเขาสายตาราบเรียบ “พวกเจ้าจับข้า
มาเพื่อข่มขู่ผู้ใด จวนกั๋วกง ตระกูลเซวียนหยวน
หรือว่าราชวงค์ต้าเยี่ยน”
“ไม่ใช่ทั้งนั้น” มือกระบี่หัวเราะ “พวกข้าแค่
ต้องการเชิญลูกสาวบุญธรรมของท่านไปที่เกาะ
ของพวกข้า”
เปั้าหมายคือเจียวเจียวอย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด!
แรงอาฆาตฉายขึ้นในแววตาของอันกั๋วกง
มือกระบี่เห็นสายตาอำมหิตของเขา ก่อนจะเย้ย
หยัน “เหอะ คิดจะฆ่าข้ารึ คนพิการอย่างท่านจะ
ทำอะไรได้ ข้าแค่กระดิกนิ้วก็บีบท่านจนแหลกได้
แต่ท่านวางใจเถิด ท่านอ่อนแอปานนี้ ข้าเกรงว่า
ยังไม่ทันจะออกแรง ท่านก็จะมาชิงตายไป
เสียก่อน ลูกสาวของท่านจะมาไม่ทันน่ะสิ!”
อันกั๋วกงเอ่ยเสียงไม่ทุกข์ไม่ร้อน “เจียวเจียวกับ
พวกเจ้าไม่ได้มีความแค้นต่อกัน เหตุใดพวกเจ้า
ถึงทำกับนางเช่นนี้”
มือกระบี่หัวเราะพลางเอ่ย “ความแค้นน่ะมีอยู่
ในเมื่อนางฆ่าศิษย์เจี้ยนหลูมากมายที่ชายแดน
แน่นอนว่าพวกนั้นเป็นแค่ศิษย์ปลายแถว นับว่า
เป็นความแค้นใหญ่หลวงอะไรนัก ขอแค่นางมอบ
ของที่พวกข้าต้องการมาให้แต่โดยดี บางทีพวก
ข้าอาจจะไว้ชีวิตนาง”
ไว้ชีวิตเจียวเจียวนั้นเป็นเรื่องโกหก แต่ต้องการ
ของของเจียวเจียวนั้นเป็นความจริง
อันกั๋วกงเอ่ย “พวกเจ้าต้องการของสิ่งใด ข้าจะ
ซื้อให้พวกเจ้าใหม่ก็ได้ ชุดเกราะของนางหรือ
หรือว่าอาวุธของนาง”
มือกระบี่เอ่ยอย่างมีเลศนัย “มีค่ากว่าของ
เหล่านั้นเยอะ พูดไปท่านก็ไม่เข้าใจหรอก”
เอ่ยจบเข้าก็แหวกม่านออก ถามสารถี “อีกนาน
เท่าไรถึงจะถึงท่าเรือ”
“สามชั่วยาม” สารถีตอบ
“ไม่มีทางลัดหรือ” มือกระบี่ถาม
“มี”
“เช่นนั้นก็ไปทางนั้น!”
“ทางลัดต้องผ่าปั่า อาจจะเจอสัตว์ร้าย….”
“พวกเรากลัวสัตว์ร้ายหรือไร ไปทางลัด!”
มือกระบี่ออกคำสั่ง สารถีก็ทำตามนั้น
โชคดีที่พวกเขาดวงดีไม่น้อย จึงไม่เจออันตรายใด
ในปั่า
หนึ่งชั่วยามผ่านไป พวกเขาเคลื่อนตัวมาถึงถนน
หลวงของหมู่บ้านอวี้สุ่ย
“ข้างหน้าก็ถึงท่าเรือแล้ว นายท่าน ท่านแน่ใจว่า
จะมีเรือหรือ” สารถีถาม
“นั่นมิใช่เรื่องที่เจ้าต้องกังวล” มือกระบี่มิได้
อดทนกับสารถีเหมือนกับอันกั๋วกง
“ขอรับ” สารถีเงียบลงด้วยความแค้น
แน่นอนว่ามีเรือแล้ว ทุกอย่างเตรียมกาลไว้
ล่วงหน้า พวกเขาจะเข้าแคว้นเยียนทางน้ำ และ
เข้าเจี้ยนหลูจากแคว้นเยี่ยน
เขาไว้ชีวิตพ่อบ้านให้กลับไปบอกข่าวแม่เด็กนั่น
หากแม่เด็กนั่นไม่โง่จบเกินไปก็คงเดาออกว่าต้อง
ไปตาหาอันกั๋วกงที่เจี้ยนหลู
แม่หนู เจอกันที่เจี้ยนหลูก็แล้วกัน
รถม้าจอดลงหน้าท่าเรือ เรืออูเผิงลำใหญ่เคลื่อน
เข้ามาใกล้
หลีเจียงผิงยืนอยู่บนเรือ โบกมือให้คนบนฝัง
มือกระบี่มองเห็นจากหน้าต่าง เขาพยักหน้าให้
ปลดผ้าม่านลง ก่อนจะกระโดดลงจากรถม้า
แต่ขณะที่เขากำลังจะลำเลียงรถเข็นและอันกั๋วกง
ลงจากรถม้า เสียงนกเหยี่ยวอันน่าตื่นตระหนกก็
ดังขึ้นบนท้องฟั้าอันเงียบสงัด
ม่านราตรีราวกับถูกเสียงร้องของเหยี่ยวตัวนั้นฉีก
เป็นช่องโหว่ รังสีอาฆาตอันรุนแรงดั่งคลื่นสมุทร
ปกคลุมลงมา
มือกระบี่และหลีเจียงผิงหัวใจกระตุกวูบ รู้สึก
สังหรณ์ใจว่าจะมีเหตุร้ายเกิดขึ้น
เสียงฝีเท้าม้าดังใกล้เข้ามา ทั้งสองเหลียวไปมอง
ภาพที่เห็นคือท่ามกลางราตรีอันมืดมิด กู้เจียว
สะพายทวนพู่แดงควบม้าเข้ามา พร้อมกับรังสี
สังหารอันรุนแรง ชุดศึกสีแดงชาดกระทบกับสาย
ลม เกราะเหล็กสีดำสะท้อนแสงเย็นยะเยือก
ภายใต้แสงจันทร์
มือกระบี่ตกตะลึง “นั่นมัน…”
หลีเจียงผิงเคยเจอกู้เจียวมาก่อน แต่กู้เจียวใน
จวนกับกู้เจียวที่แผ่รังสีอำมหิตของเทพสงคราม
บนหลังม้าคนนี้ ราวกับเป็นคนละคน เขาแทบไม่
เชื่อสายตาตัวเองในตอนแรก
“ขึ้นเรือ!”
เขาเพิ่งจะตั้งสติได้
กู้เจียวควบอยู่บนหลังราชาม้าเฮยเฟิง ชักคันธนู
ในมือด้วยสายตาเยือกเย็น ก่อนจะยิงเขาร่วงตก
น้ำในทันที