สามีข้าละกิเลสแต่ไฉนข้ากลับมีลูกหัวปีท้ายปีถึงสามคน - บทที่ 1 ข่าวร้าย ทะลุมิติมาเสียแล้ว
บทที่ 1 ข่าวร้าย ทะลุมิติมาเสียแล้ว
โดย : เรือนหอมหมื่นลี้
“ข้าไม่อยากปิดบังเจ้า ข้าเป็น ‘เทียนเยียน'[1] ข้ามีทางเลือกให้เจ้าสองทาง หากเจ้ายินดีอยู่ที่สกุลฟู่ ข้ารับรองว่าเจ้าจะสุขสบายไปตลอดชีวิต แต่หากเจ้าไม่อยากอยู่ ข้าก็พร้อมมอบหนังสือหย่า[2] ให้ จากนี้ไปเราต่างคนต่างอยู่ ไม่ข้องเกี่ยวกันอีก”
ลู่เจินเจินสะดุ้งโหยง เพิ่งจะทะลุมิติมาก็เจอเรื่องระทึกขวัญขนาดนี้เลยหรือ? หญิงสาวรีบประมวลความจำในร่างเดิมอย่างรวดเร็ว จนในที่สุดก็เข้าใจสถานการณ์ตรงหน้า
ข่าวร้าย: นางทะลุมิติมาเสียแล้ว! ข่าวร้ายยิ่งกว่า: นางดันมาอยู่ในร่างเจ้าสาวหมาดๆ ที่เพิ่งถูกเปิดผ้าคลุมหน้าเตรียมเข้าหอ! และข่าวร้ายที่สุด: เจ้าบ่าวคนนี้ดันเป็น ‘เทียนเยียน’ หรือก็คือ ขันทีแต่กำเนิด… นกเขาไม่ขัน!
เดี๋ยวนี้… นี่มันพล็อตเรื่อง ‘ภรรยาใหม่ยอดดวงใจท่านโหว’ นิยายที่นางเพิ่งจะอ่านก่อนจะหัวใจวายตายเพราะโหมงานโต้รุ่งสองวันสองคืนไม่ใช่หรือ?
ในนิยายเรื่องนั้น มีตัวร้ายจอมอำมหิตอยู่คนหนึ่ง นามว่า ‘ฟู่จืออี้’ เขาเป็นลูกพี่ลูกน้องของพระเอก ‘ฟู่จือหมิง’ มียศถาบรรดาศักดิ์สูงส่งถึงขั้นขุนนางขั้นหนึ่ง อำนาจล้นฟ้า ทว่ากลับต้องครองตัวโดดเดี่ยว… ไร้ภรรยา ไร้บุตรสืบสกุล
เขาคอยจ้องเล่นงานจวนโหวทุกฝีก้าว จนตระกูลฟู่เกือบจะพินาศย่อยยับด้วยน้ำมือเขามาแล้ว ทว่าก่อนที่จวนโหวจะล่มสลาย จู่ๆ ฟู่จืออี้กลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย จวนโหวจึงรอดพ้นจากหายนะมาได้อย่างหวุดหวิด
ว่ากันว่าเดิมทีบรรดาศักดิ์โหวนี้ควรเป็นของฟู่จืออี้ แต่ไม่ทราบด้วยเหตุผลกลใด สุดท้ายกลับตกไปอยู่ในมือของฟู่จือหมิง คนภายนอกต่างคาดเดากันไปต่างๆ นานา ว่าพี่น้องคู่นี้แตกหักกันเพราะแย่งชิงตำแหน่ง ทว่าทั้งสองกลับปิดปากเงียบสนิทในเรื่องนี้
หลังจากฟู่จืออี้หายสาบสูญไป มีครั้งหนึ่งฟู่จือหมิงเผลอหลุดปากพูดต่อหน้านางเอกว่า ‘เห็นทีฟู่จืออี้คงจะประสบเคราะห์ร้ายมากว่าดี’ พอถูกนางเอกซักไซ้ไล่เลียง ฟู่จือหมิงก็บันดาลโทสะใส่เธอเป็นครั้งแรก ทั้งคู่ทำสงครามเย็นกันอยู่นาน สุดท้ายเรื่องราวก็จบลงตรงที่นางเอกต้องเป็นฝ่ายยอมอ่อนข้อให้ และนั่นคือบทสรุปของตัวร้ายผู้เก่งกาจ เขาไม่เคยปรากฏตัวออกมาอีกเลย…
ในนิยายยังมีการกล่าวถึงผ่านๆ อีกว่า เมื่อหลายปีก่อน จวนโหวเคยสู่ขอบุตรสาวคนรองที่เกิดจากอนุของ ‘หู่ปู้หลางจง'[3] สกุลลู่ เพื่อให้มาแต่งเป็นภรรยาของฟู่จืออี้ คืนเข้าหอคืนนั้นไม่รู้ว่าเกิดเรื่องขัดแย้งอันใดขึ้น ฟู่จืออี้ถึงกับบันดาลโทสะ สะบัดพู่กันเขียนหนังสือหย่าให้กลางดึก
ด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ หญิงสกุลลู่ผู้นั้น จึงกวาดสินเดิมและของมีค่า หอบผ้าผ่อนหนีออกจากจวนไปทันทีในค่ำคืนนั้น ทว่าจุดจบของนางกลับน่าเวทนายิ่งนัก… สตรีตัวคนเดียวพกทรัพย์สินมีค่าติดกายเป็นจำนวนมาก เพิ่งจะพ้นประตูเมืองหลวงไปได้ไม่ไกลก็ตกเป็นเป้าสายตาของกลุ่มโจรชั่ว สุดท้ายต้องถูกฆ่าชิงทรัพย์ จบชีวิตลงอย่างอนาถไร้คนเหลียวแลในต่างถิ่น แม้แต่พระเอกและนางเอกยังเคยทอดถอนใจกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ‘สมกับที่เป็นสามีภรรยากัน ช่างอาภัพเหมือนกันทั้งคู่’
และตอนนี้… นางก็คือสตรีสกุลลู่ผู้อาภัพ ‘ลู่เจินเจิน’ คนนั้น ส่วนบุรุษที่ยืนหน้าหน้านิ่งอยู่ตรงหน้า ก็คือบอสใหญ่ฝั่งตัวร้าย ‘ฟู่จืออี้’ ผู้นั้นนั่นเอง!
สวรรค์! นางเข้ามาสวมร่างในช่วงวิกฤตที่สุด… คืนเข้าหอระหว่างเจ้าของร่างเดิมกับตัวร้าย และสถานการณ์ปัจจุบันคือ ฟู่จืออี้เพิ่งจะสารภาพความลับเรื่องร่างกายของเขา พร้อมยื่นคำขาดให้เลือกทางเดินชีวิตถึงสองทาง!
ลู่เจินเจินคนเดิมเลือกที่จะจากไป สุดท้ายก็ไปจบชีวิตอย่างอนาถที่ต่างถิ่น แล้วทีนี้ถึงตานางแล้ว… จะทำอย่างไรดี? ที่ฝั่งตรงข้าม ฟู่จืออี้นั่งสงบนิ่งอยู่ข้างโต๊ะกลม ดวงตาลึกล้ำยากจะคาดเดาจ้องสำรวจนางอย่างเงียบเชียบ เพื่อรอคำตอบ
ลู่เจินเจินกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ยกมือขึ้นปิดหน้าตนเอง เพื่อซ่อนมุมปากที่ยกโค้งขึ้นจนยากจะกดลง ยิ่งกว่าแรงดีดของปืน AK เสียอีก!
สำหรับพนักงานกินเงินเดือนที่หัวใจวายตายเพราะโหมงานหนักในชาติก่อน การแต่งงานครั้งนี้มันไม่ใช่แค่สวรรค์ประทาน… แต่มันคือแจ็คพอตแตกชัดๆ! ได้แต่งเข้าจวนโหว กินหรูอยู่สบาย มีข้ารับใช้ล้อมหน้าล้อมหลัง แถมสามียัง ‘ทำการบ้านไม่ได้’ ตัดความกังวลเรื่องเขาจะไปเหลวไหลกับสาวใช้หรือรับอนุภรรยาเข้าบ้านไปได้เลย!
ที่สำคัญที่สุดคือ… ไม่มี KPI เรื่องปั๊มทายาทสืบสกุลมากดดันให้ต้องทำยอด! ในอนาคตสามียังจะได้ดี มีอำนาจล้นฟ้า นางในฐานะภรรยาก็จะพลอยได้รับอานิสงส์ เป็นถึง ‘ฮูหยินตราตั้งขั้นหนึ่ง’ ไปด้วยแบบสวยๆ ยิ่งไปกว่านั้น ในนิยายยังระบุชัดเจนว่าตัวร้ายผู้นี้จะหายสาบสูญไปไม่โผล่หัวมาอีกจนจบเรื่อง ถึงเวลานั้นนางก็จะกลายเป็นแม่ม่ายทรงเครื่องผู้มั่งคั่ง เผลอๆ อาจจะแอบเลี้ยงเด็กหนุ่มหน้าใสไว้คลายเหงาสักคนสองคนก็ย่อมได้!
นี่มันก็ไม่ต่างอะไรกับเด็กจบใหม่ที่ได้บรรจุเข้าทำงานในรัฐวิสาหกิจ เริ่มงานปุ๊บก็ได้เป็นถึงหัวหน้าแผนก กินอยู่ฟรีมีรถประจำตำแหน่ง สวัสดิการประกันสังคมและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจัดเต็ม โบนัสเทศกาลมีไม่ขาด ทั้งยังไม่มี KPI มาคอยกดดันยอด ขอเพียงแค่เกาะขาท่านประธานใหญ่คนนี้ไว้ให้แน่น… ชีวิตนี้ก็นั่งกินนอนกิน เสวยสุขไปได้ยันชาติหน้า!
ข้อเสนอดีงามระดับพรีเมียมขนาดนี้ ขืนลังเลแม้แต่วินาทีเดียว ก็เท่ากับไม่ให้เกียรติงานนี้แล้ว! ลู่เจินเจินหัวใจเต้นรัว มือไม้สั่นระริก อย่างไรเสียคืนนี้นางต้องดื่มเหล้ามงคล เพื่อประทับตราสถานะสามีภรรยาให้แน่นปึ้กที่สุด!
แม้แต่คนโง่ก็ยังดูออก… การที่ฟู่จืออี้กล้าเปิดเผยความลับส่วนตัวระดับนี้ให้ฟัง เขาเมือไม่กลัวนางเอาไปแพร่พรายแต่อย่างใด ดีไม่ดีที่ลู่เจินเจินคนเก่าเลือกที่จะจากไป แล้วต้องไปตายอย่างอนาถในต่างถิ่น เบื้องหลังอาจจะเป็นฝีมือการ ‘เก็บกวาด’ ของคนสกุลฟู่ก็เป็นได้ เพราะในโลกนี้… มีเพียงคนตายเท่านั้นที่จะรักษาความลับได้ดีที่สุด มิใช่หรือ?
ทว่าความมั่งคั่งย่อมแลกมาด้วยความเสี่ยง… ขอเพียงนางกับฟู่จืออี้ลงเรือลำเดียวกันแล้ว ก็ไม่มีอะไรต้องกังวลอีก ลู่เจินเจินสูดลมหายใจเข้าลึก ลุกขึ้นยืนประกาศจุดยืนอย่างหนักแน่นด้วยน้ำเสียงฉะฉานจริงจัง
“ในเมื่อข้าแต่งเข้ามาเป็นสะใภ้สกุลฟู่แล้ว อยู่ก็เป็นคนของสกุลฟู่ ตายก็ขอเป็นผีของสกุลฟู่!”
นัยน์ตาของฟู่จืออี้ไหววูบ เขาปรายตามองลู่เจินเจินด้วยสีหน้ายิ้มกึ่งไม่ยิ้ม ลู่เจินเจินรู้ดีว่าถึงนางจะแสดงเจตจำนงไปแล้ว แต่ฟู่จืออี้คงยังไม่เชื่อสนิทใจ ใครมันจะไปยอมรับเรื่องแต่งงานกับผู้ชายที่ไร้สมรรถภาพได้เร็วปานนี้?
คนที่จะก้าวขึ้นไปเป็นขุนนางใหญ่ อำนาจล้นฟ้าในภายภาคหน้าย่อมมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว นางมีลูกไม้ตื้นเขินเพียงเท่านี้อย่าได้ริไป ‘รำขวานหน้าบ้านลู่ปั้น’ ให้ขายหน้าเลยจะดีกว่า นางจึงตัดสินใจเปิดอกคุยกันตรงๆ ไปเลย
“ข้าเป็นเพียงบุตรสาวอนุภรรยาต่ำต้อย ได้แต่งเข้าสกุลฟู่ นับว่าวาสนาสูงส่งเกินเอื้อมแล้วเจ้าค่ะ หากท่านสี่มอบหนังสือหย่าให้ ข้ายามกลับไปจวนสกุลลู่ จุดจบย่อมหนีไม่พ้นถูกจับใส่ตะกร้าล้างน้ำส่งไปแต่งงานไกลๆ หรือไม่ก็ต้องตกเป็นอนุภรรยาของตาเฒ่าสักคน อีกประการ ข้าล่วงรู้ความลับของท่านเข้าแล้ว ต่อให้ท่านวางใจปล่อยข้าไป แต่ผู้อื่นเล่า… จะวางใจได้หรือ? ข้าเป็นเพียงสตรีในห้องหอที่รักตัวกลัวตาย ปรารถนาเพียงชีวิตสงบสุข การได้พำนักในสกุลฟู่ ครองคู่กับท่านเยี่ยง ‘สามีภรรยาที่ต่างเคารพซึ่งกันและกันดั่งแขกเหรื่อ’ สำหรับข้าแล้ว… นับเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดเจ้าค่ะ”
“ยิ่งไปกว่านั้น ข้าจะร่วมมือกับท่านอย่างเต็มที่ จะไม่เป็นตัวถ่วงท่านเด็ดขาด! ข้าขอสาบานต่อฟ้าดิน… หากแม้ข้ามีจิตคิดร้ายต่อท่านสี่เพียงครึ่งส่วน ก็ขอให้คนสกุลลู่ทั้งตระกูลต้องตายตกตามกันอย่างอนาถเถิด!”
ลู่เจินเจินกล่าวคำสาบานด้วยน้ำเสียงฉะฉาน สีหน้าไร้ซึ่งความรู้สึกผิด หากมีผลกรรมอันใด ก็เชิญไปลงที่คนสกุลลู่เถิด เกี่ยวอันใดกับวิญญาณแปลกหน้าอย่างนางเล่า? พึงรู้ไว้ว่าเจ้าของร่างเดิมถูกบ้านเดิมผลักไสให้มาแต่งงานเพื่อ ‘แก้เคล็ด’ แทน ‘ลู่หู่’ คุณชายใหญ่สกุลลู่ นางจึงหาได้มีความผูกพันฉันญาติมิตรใดๆ กับคนเหล่านั้นอีก
ฟู่จืออี้เพิ่งจะได้พินิจมองเจ้าสาวตรงหน้า… ภรรยาในนามของตนอย่างเต็มตาเป็นครั้งแรก รูปร่างอรชรบอบบาง รูปโฉมงดงามหมดจด โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้นที่กระจ่างใสเปิดเผย เต็มไปด้วยชีวิตชีวา ยามนี้ยังแฝงแววเจ้าเล่ห์ซุกซน ทว่ากลับไม่ทำให้ผู้มองรู้สึกรังเกียจ
ก่อนหน้านี้เขาเคยส่งคนไปสืบนิสัยใจคอของคุณหนูรองสกุลลู่ ได้ความว่าเป็นคนอ่อนโยนว่าง่าย หัวอ่อนควบคุมได้ง่ายที่สุด มิเช่นนั้นเขาคงไม่ตกปากรับคำแต่งงานครั้งนี้แน่ ทว่าสตรีตรงหน้า กลับไม่มีท่าทีว่าจะหัวอ่อนให้ใครเชิดได้ง่ายๆ เลยสักนิด สรุปแล้วสกุลลู่สับเปลี่ยนตัวเจ้าสาว? หรือคุณหนูรองสกุลลู่ซ่อนเร้น ‘คมในฝัก’ มาตลอด? หรือนางอาจจะมีแผนการอื่นแอบแฝง?
ฟู่จืออี้หรี่ตาลงซ่อนเร้นประกายลึกล้ำ กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ดื่มสุรามงคลคล้องแขนร่วมกันเถิด”
พูดพลางรินสุราสองจอก แล้วยื่นส่งมาให้นาง ลู่เจินเจินไม่คิดมาก รับจอกสุรามาอย่างไม่ลังเล หันไปชูจอกให้ฟู่จืออี้ แล้วกระดกสุรารวดเดียวหมดจอกอย่างใจถึง พอสุราไหลลงคอก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ เหตุใดรสชาติสุราจึงขมปร่าพิกล? ฟู่จืออี้เห็นความเด็ดเดี่ยวของนาง แววตาพลันไหววูบไปชั่วขณะ ก่อนจะยกจอกขึ้นจรดริมฝีปากและดื่มจนหมดอย่างเชื่องช้า
เมื่อวางจอกลง ทั้งสองต่างสบตากัน ท่ามกลางบรรยากาศกระอักกระอ่วนไร้ซึ่งความวาบหวามและหวานชื่นแม้แต่น้อย ในที่สุดฟู่จืออี้ก็เป็นฝ่ายทำลายความเงียบ “พักผ่อนเถิด” กล่าวจบ เขาก็เลิกผ้าห่มขึ้นอย่างไม่มากความ แล้วเอนกายลงนอนทันที
ลู่เจินเจินลอบกลืนน้ำลายลงคอ… รวบรัดตัดตอนถึงเพียงนี้เชียวหรือ? แต่พอคิดอีกที จะกลัวอะไร? ในเมื่ออีกฝ่าย ‘ใช้งานไม่ได้’ ต่อให้นอนเตียงเดียวกัน ก็แค่แค่นอนจำศีลเฉยๆ เท่านั้นแหละ คิดได้ดังนั้นจึงวางใจลง
โชคดีที่นางถอดมงกุฎหงส์และเปลี่ยนเป็นชุดลำลองเตรียมไว้ก่อนแล้ว ลู่เจินเจินถอดรองเท้าด้วยท่าทีราวกับผู้กล้าที่พร้อมพลีชีพในสนามรบ นางก้าวขึ้นเตียงแล้วพยายามขยับกายไปชิดผนังด้านใน เว้นระยะห่างจากฟู่จืออี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทันใดนั้น นางก็นึกถึงเรื่องสำคัญสุดยอดขึ้นมาได้จึงดีดตัวลุกขึ้นนั่งพรวด พลางหันไปมองฟู่จืออี้ “มีมีดหรือไม่เจ้าคะ?”
เชิงอรรถ: [1] เทียนเยียน (Tian Yan) หมายถึง ชายที่เกิดมาไม่มีอวัยวะเพศชาย หรือไม่มีอวัยวะเพศ หรือบุคคลที่มีภาวะเพศก้ำกึ่ง คือไม่ใช่ทั้งชายและหญิง [2] 放妻书 (Fàng qī shū – ฟั่งชีซู) แปลตรงตัวว่า “หนังสือปล่อยภรรยา” เป็นหนังสือหย่าประเภทหนึ่งในสมัยโบราณ (โดยเฉพาะสมัยราชวงศ์ถังและซ่ง) ซึ่งมีความหมายในเชิง ‘จากกันด้วยดี’ แตกต่างจาก “หนังสือหย่า (休书 – ซิวซู)” ทั่วไปตรงที่ ซิวซู เป็นหนังสือฝ่ายชายเป็นผู้เขียนให้ฝ่ายหญิง เพื่อเป็นการประกาศสิ้นสุดความเป็นสามีภรรยาอย่างเป็นทางการ [3] 戶部郎中 (Hùbù lángzhōng) : เป็นชื่อตำแหน่งขุนนาง ‘หู่ปู้หลางจง’ (ตำแหน่งรองเจ้ากรมหรือผู้อำนวยการกองในกรมการคลัง/กรมสรรพากร)