สามีข้าละกิเลสแต่ไฉนข้ากลับมีลูกหัวปีท้ายปีถึงสามคน - บทที่ 21 หนังสือสวามิภักดิ์ ที่ข้ามอบให้ท่านสี่
- Home
- สามีข้าละกิเลสแต่ไฉนข้ากลับมีลูกหัวปีท้ายปีถึงสามคน
- บทที่ 21 หนังสือสวามิภักดิ์ ที่ข้ามอบให้ท่านสี่
บทที่ 21 หนังสือสวามิภักดิ์ ที่ข้ามอบให้ท่านสี่
ฟู่จืออี้เองก็มีเรื่องบางอย่างที่ประจวบเหมาะอยากจะถามไถ่
ลู่เจินเจินอยู่พอดีเมื่อกลับถึงจวนโหว หากกลับถึงจวนผู้คนจะพลุกพล่านหู
ตามากหลาย คงหาโอกาสสนทนาได้ยาก
เขาคิดครู่หนึ่งก็พยักหน้า เคาะผนังรถม้าเบาๆ แล้วสั่งออกไปด้านนอ
กว่า “ไปหอเต๋อเยว่”
คนขับรถมารับคําสั่ง กระตุกบังเหียนเปลี่ยนทิศทาง รถม้าเลี้ยวเข้าสู่
ทางแยกอีกสายทันที
หอเต๋อเยว่ ตั้งอยู่ริมน้ํา ติดกับแม่น้ําถือเป็นสถานที่สงบเงียบ ท่ามกลางความวุ่นวาย
บนผิวน้ํามีเรือลําน้อยค่อยๆ พายผ่านไปมาเป็นระยะ
ริมตลิ่งมีหญิงชาวบ้านกําลังซักล้างเสื้อผ้า ตามถนนหนทางมีเด็ก หญิงตัวน้อยที่ยังไม่เกล้าผมอุ้มตะกร้าดอกไม้ร้องยายเสียงเจื้อยแจ้ว
ลู่เจินเจินไหนเลยจะเคยเห็นภาพบรรยากาศเช่นนี้มาก่อน พอนั่งลงที่ ห้องรับรองส่วนตัวชั้นบน นางก็ผลักหน้าต่างออก จ้องมองทิวทัศน์ตาไม่ กะพริบด้วยความหลงใหล
ฟู่จืออี้เห็นดังนั้น จึงสั่งอาหารขึ้นชื่อของหอเต๋อเยวกับเสี่ยวเอ้อร์
โดยตรง ทั้งยังสั่งอาหารอีกสองโต๊ะที่ชั้นล่างให้แก่ผู้คุ้มกัน คนขับรถม้า และ
สาวใช้ที่ตามมาส่งพวกเยา โดยกําชับว่าไม่ต้องมาคอยปรนนิบัติ
กว่าลู่เจินเจินจะได้กลิ่นหอมของกับข้าวและได้สติกลับมา ภายในห้อง
รับรองส่วนตัวก็เหลือเพียงพวกเขาสองคน กับอาหารเลิศรสเต็มโต๊ะเลียแล้ว
หลังจากอาละวาดที่บ้านสกุลลู่ไปยกใหญ่ หญิงสาวก็รู้ลีกหิวขึ้นมาบ้าง
แล้ว
นางพูดจาตามมารยาทกับฟู่จื่ออี้เพียงสองสามประโยค แล้วก็ก้มหน้า
ก้มตาจัดการอาหาร เพื่อเติมเต็มกระเพาะ
ฟูจืออี้มีความอดทนสูงยิ่ง เขาอยู่ทานมื้อเที่ยงเป็นเพื่อนลู่เจินเจินจน
อิ่มหนํา จากนั้นจึงสั่นกระดิ่งเรียกเสี่ยวเอ้อร์ขึ้นมาเก็บกวาดถ้วยชาม แล้ว
เปลี่ยนนําชาหอมกรุ่นมาวางแทน
ต่อให้ลู่เจินเจินจะความรู้สึกช้าแค่ไหน ก็ยังดูออกว่าฟู่จื่ออี้ตั้งใจจะ
สนทนากับนางอย่างจริงจังแล้ว
ประจวบเหมาะกับ นางเองก็มีเรื่องจะพูดกับฟูจืออี๋เช่นกัน
เวลานี้ทั้งสองคนกลับใจตรงกันอย่างน่าประหลาด ฟู่จืออี้เป็นฝ่าย
เอ่ยปากขึ้นก่อน “วันนี้เจ้าก่อเรื่องใหญ่โตถึงเพียงนี้ เท่ากับเป็นการตัดทาง หนีทีไล่ของตัวเองทิ้งไปแล้ว เจ้ามีแผนการอย่างไร? หรือต้องการให้จวนโหว ทําสิ่งใดให้หรือไม่?”
เรื่อง ฟูจิอ ไม่เข้าใจจริงๆ
เขารู้ดีว่าตระกูล ปฏิบัติต่อลู่เจินเจินไม่ดี แต่ในยุคสมัยนี้ ต่อให้บุตร สาวได้รับความน้อยเนื้อต่ําใจไม่เป็นธรรมเพียงใด ก็ไม่มีใครที่พอแต่งออกไป แล้วจะประกาศตัดขาดกับบ้านเดิมทันทีเช่นนี้
สตรีในใต้หล้า หากต้องการยืนหยัดในบ้านสามีได้อย่างมั่นคง นอก
จากการให้กําเนิดบุตรสืบสกุลให้บ้านสามีแล้ว ยังต้องอาศัยบารมีของบ้าน
เดิมเป็นที่พึ่งพิงอีกด้วย
ลู่เจินเจินยังไม่มีลูกกับเขา ซ้ํายังตัดหนทางบ้านเดิมทิ้งไปเสียแล้ว
นางไม่กลัวเลยหรือว่าหากวันใดวันหนึ่งเขาเกิดเปลี่ยนใจขึ้นมา ถึงเวลานั้น
นางจะไม่มีทางถอยให้เดินแม้แต่ก้าวเดียว?
นางจําเป็นต้องทุ่มสุดตัวขนาดนี้เชียวหรือ? หรือจะมีจุดประสงค์อื่น
แอบแฝง?
ดวงตาคู่นั้นของฟูจืออี้จ้องมองลู่เจินเจินเขม็ง ไม่ยอมปล่อยให้สีหน้า หรือแววตาของนางหลุดรอดสายตาไปแม้แต่นิดเดียว
ลู่เจินเจินสูดปากจิบชา ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากอย่างตรง ไปตรงมาว่า “เป็นเพราะสําหรับข้าแล้ว บ้านเดิมยังพึ่งพาไม่ได้และไม่น่าเชื่อ ถือเท่าท่านสี่เจ้าค่ะ”
สําหรับความไว้วางใจที่ลู่เจินเจินมอบให้นี้ แม้ใบหน้าของฟูจืออี๋จะไม่
แสดงอารมณ์ใดๆ ทว่าในดวงตาที่ลึกล้ําคู่นั้นกลับมีประกายความพึงพอใจ
พาดผ่านวูบหนึ่ง แต่ก็เลือนหายไปอย่างรวดเร็ว
เขาส่งเสียง ‘อ้อ’ ในลําคอเบาๆ ไม่ได้บอกว่าเชื่อหรือไม่เชื่อ
ลู่เจินเจินรู้สึกว่าต้องพูดให้กระจ่างแจ้งยิ่งกว่านี้ เพื่อให้ฟูจีอ เชื่อใจ
นางมากขึ้น
“การตัดขาดความสัมพันธ์กับตระกูลลู่ คือ หนังสือสวามิภักดิ์ [1] ที่ข้า มอบให้ท่านเจ้าค่ะ! ข้ารู้ดีว่าข้อตกลงระหว่างเราสองคน ลําพังแค่คําพูดนั้น ไร้หลักฐาน และไร้น้ําหนักเกินไป ท่านคงกําลังอยู่ในขั้นตอนพิจารณาข้าอยู่ ข้าจึงอยากให้ท่านได้เห็นถึงความจริงใจของข้า”
“ถึงแม้ตัวข้าไม่อาจเป็นกําลังหนุนให้ท่านได้มากนัก แต่ข้าก็จะไม่ ยอมเป็นตัวถ่วงแย้งยาของท่านเป็นอันขาด คนสกุลลู่เปรียบเสมือนฝูงปลิงที่ หิวกระหาย เพียงแค่ได้ยินเสียงน้ําไหว ก็พร้อมจะพุ่งเข้ามาเกาะดูดเลือดกิน เนื้อ…ไม่ว่าท่านจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม หากวันนี้ข้าไม่ก่อเรื่องราวใหญ่โตเพื่อตัด ขาดความสัมพันธ์เสียให้สิ้น วันหน้าคนสกุลลู่จะต้องเข้ามาเกาะแกะพัวพัน ไล่อย่างไรก็ไล่ไม่ไปเป็นแน่
“เวลาอันมีค่าของท่านสี่ ไม่ควรเสียไปกับปลิงดูดเลือดพวกนี้ และเพื่อ
ไม่ให้ท่านสี่ต้องกลายเป็นตัวตลกของคนอื่นเพราะเรื่องสกุลลู่อีกด้วย”
“มิสู้ให้ข้าลงมือเอง ตัดรอนความหวังของตระกูลลู่ไปเสียตรงๆ จะดี กว่า หากใครจะนินทาว่าร้ายก็ให้ลงที่ข้าเพียงคนเดียว จะได้ไม่พาลไปถึงท่าน
และจวนโหว”
“ท่านลี่ดูเถิด ข้านําความจริงใจอันเปี่ยมล้นมามอบให้ เพื่อสานต่อ การค้าระหว่างเราให้สําเร็จ ท่านเชื่อใจได้เลยว่า ไม่ว่าเวลาใด สถานที่ใด หรือ
เกิดเรื่องอันใดขึ้น ข้าจะยืนอยู่ข้างท่านเสมอ”
“เพราะอย่างไรเสีย ท่านได้ดีข้าก็ได้ดีด้วย! สามีได้ดี ภรรยาย่อมมี
วาสนา มิใช่หรือเจ้าคะ!”
ฟูจืออี้พยักหน้าโดยไม่แสดงความเห็นว่าเห็นด้วยหรือคัดค้าน
ทว่าในใจกลับคลายความระแวงที่มีต่อลู่เจินเจินลงไปอีกสองส่วน
เอาเถอะ ลองเชื่อใจนางดูสักสองส่วนก่อนแล้วกัน
หากนางทําได้จริงดังปากว่า เขาก็พร้อมจะมอบลาภยศสรรเสริญและ
ความมั่งคั่งให้แก่ลู่เจินเจิน
แต่หากลู่เจินเจินกล้าทําตัว ต่อหน้าอย่างลับหลังอย่าง เขาก็มีสารพัด
วิธีที่จะจัดการนางเช่นกัน
ลู่เจินเจินจ้องมองใบหน้าไร้อารมณ์ของฟูจืออี๋ ดูไม่ออกเลยว่าเขาเชื่อ
คําพูดของนางหรือไม่
นางรู้สึกท้อแท้เล็กน้อย แต่ไม่นานก็กลับมาฮึดสู้ใหม่
ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน! วันหน้าฟูจืออี๋จะต้องได้เห็น ความมุ่งมั่นของนางอย่างแน่นอน!
เพื่อตําาแหน่งฮูหยินตราตั้งชั้นหนึ่ง เพื่ออนาคตที่จะได้เลี้ยงเด็กหนุ่ม หน้าตา หลังจากฟูจืออี๋หายสาบสูญ ลู่เจินเจินรู้สึกว่าทุกอย่าง คุ้มค่าที่จะ
อดทน อนาคตอันสดใสยังรออยู่
ภายใต้สายตาอันมุ่งมั่นคาดหวังของลู่เจินเจิน ในที่สุดฟูจืออี๋ก็ตอบ
กลับมาประโยคหนึ่ง
“ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็มาคอยดูกันต่อไปเถิด!”
ถือว่ายอมรับหนังสือสวามิภักดิ์ของลู่เจินเจินแล้ว
ลู่เจินเจินถอนหายใจด้วยความโล่งอก ความร่วมมือระหว่างคนทั้ง สองก้าวหน้าไปอีกขั้น แน่นแฟ้นขึ้นอีกนิด และเข้าใกล้ตําแหน่งฮูหยินตราตั้ง
ขั้นหนึ่งไปอีกหน่อย
นางครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจถามดักคอไว้ล่วงหน้า “ท่านเจ้า คะ แล้วหลังจากนี้เมื่ออยู่ในจวนโหว เวลาอยู่ต่อหน้าบรรดาพี่สะใภ้น้องสะใภ้ ข้าควรวางตัวอย่างไรดี? ต้องอดทนอดกลั้นให้มากเข้าไว้? หรือให้ทําตัวเช่น
เดิมต่อไป?”
ฟู่จืออี้ปรายตามองลู่เจินเจินแวบหนึ่ง
เจ้าคือสะใภ้สี่แห่งตระกูลฟู ลองไตร่ตรองดูว่าสะใภ้สี่ควรทําสิ่งใด
เจ้าก็จงทําสิ่งนั้นเถิด”
เข้าใจแล้ว! ลู่เจินเจินถอนหายใจอย่างโล่งอก
ในฐานะสะใภ้สี่แห่งสกุลฟู่ ย่อมไม่จําเป็นต้องเจียมเนื้อเจียมตัวก้มหัว
ให้ใคร หรือต้องคอยอดทนอดกลั้นอะไรมากมาย
ต่อให้จะวางอํานาจบาตรใหญ่สักหน่อยก็คงไม่เป็นไร
แบบนั้นก็ดีสิ! ทํางานเหมือนกัน ระหว่างได้ด่าคนทุกวัน กับต้องรอง
รับอารมณ์คนทุกวัน ความรู้สึกมันต่างกันลิบลับ! ขอแค่ได้ด่าคน เงินเดือน
น้อยหน่อยก็ไม่ว่าหรอก!
ลู่เจินเจินเพิ่งจะคิดเช่นนี้ ฟูจี อี้ก็ลุกขึ้นยืนเสียแล้ว เยาเอ่ยทิ้งท้าย
ด้วยน้ําเสียงเรียบเรื่อยว่า
“หากเจ้าทําผลงานได้ดี เบี้ยหวัดรายเดือนต่อจากนี้จะเพิ่มให้เป็นสอง เท่า ข้าจะควักเงินส่วนตัวสมทบให้เจ้าเอง!”
“ขอบคุณเจ้านาย….เอ้ย….ขอบคุณท่านเจ้าค่ะ! ท่านเก่งกาจที่สุด
ท่านสี่ใจป้าที่สุด!”
ลู่เจินเจินแทบจะหลั่งน้ําตาออกมา ใครจะไปเข้าใจหัวอกนางบ้าง
ชาติก่อนเป็นทาสบริษัทมาตั้งหลายปีไม่เคยเจอเจ้านายดีๆ ทะลุมิติ
มาดันเจอซะงั้น! นี่มันวาสนาของนางชัดๆ
ท่าทางประจบสอพลอของลู่เจินเจิน ทําเอาฟู่จื่ออี้แสบตาทนดูไม่ไหว
เยาเบือนหน้าหนี “พอได้แล้ว ถึงเวลากลับจวนแล้ว”
ผู้อาวุโสในจวนน่าจะรู้ข่าวกันแล้ว พอกลับไปพวกเขายังต้องไป
อธิบายให้พวกท่านฟังอีก
นี่คือเรื่องสําคัญ ลู่เจินเจินรีบหุบยิ้ม ปรับสีหน้าให้ดูล้ารวมเคร่งขรึม ขึ้น เดินตามฟูจืออี๋ออกจากห้องรับรอง
ที่หน้าประตูหอเต๋อเยว่ สาวใช้และผู้ติดตามเตรียมพร้อมรออยู่แล้ว
ทั้งสองขึ้นรถม้า ไม่ต้องรอสั่ง คนขับก็บังคับรถม้ากลับจวนทันที
พอเข้าจวนโหว ฟู่จืออี้ก็ถูกคนของท่านโหวผู้เฒ่ามาเชิญตัวไปทันที
ลู่เจินเจินจึงต้องจ่าใจไปคารวะที่เรือนรุ่ยเชวียนคนเดียว พร้อมกับ
รายงานเรื่องกลับบ้านเดิมในวันนี้
โชคดีที่ในเรือนรุ่ยเชวียนตอนนี้มีแค่ฮูหยินผู้เฒ่าไป กับฮูหยินสาม
หลานชื่ออยู่กันแค่สองคน
พอเห็นลู่เจินเจิน ทั้งสองท่านกวาดตามองนางแวบหนึ่ง เมื่อเห็นว่า นางสีหน้าสงบนิ่ง สีหน้าท่าทางยังดูดี ในใจก็นึกพึงพอใจขึ้นมาสักสองส่วน
ในฐานะสตรีจวนโหว ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น ก็ควรจะหนักแน่นมั่น คงเช่นนี้ ไม่ใ ท้าตัว นตูมลุกลี้ลุกลนให้คนเยาหัวเราะเยาะเอาได้
เชิงอรรถ
- ^### เดิมหมายถึงเอกสารหรือการกระทําที่พวกนอก กฎหมาย (เช่น โจรในวรรณกรรมเรื่อง 108 ผู้กล้าเขาเหลียง ซาน) ต้องทําเพื่อพิสูจน์ความจริงใจก่อนเข้าร่วมกลุ่ม (เช่น การ ไปฆ่าคนมาเพื่อแสดงว่าตัดขาดจากทางการแล้ว) ในบริบท ปัจจุบันหมายถึง การกระทําเพื่อพิสูจน์ความจงรักภักดี หรือการ
แสดงจุดยืนว่าอยู่ฝ่ายเดียวกันอย่างเด็ดขาด