สิบทิศหลี่เป่าน้องสาวคนเล็ก - บทที่ 36 หลี่เอ้อ
‘ข้ามารับท่านแม่เจ้าค่ะ’
‘…’
แต่เมื่อนางหันไปมองที่ด้านหลังสักพักก็หันกลับมา
อีกครั้ง และเอ่ยขึ้นว่า
‘ท่านคงยังไม่พร้อมไปกับข้า เช่นนั้นข้าขอล่วงหน้า
ไปก่อนนะเจ้าคะ’
——-
สิบปีผ่านไป…
ณ เมืองทังโจว
“นายกอง วันนี้มีงานเลี้ยงต้อนรับใต้เท้าศาลกลาง
เมืองคนใหม่ ท่านไม่แวะไปคารวะสักหน่อยหรือขอรับ”
“ไม่ล่ะ ข้าไม่ว่าง”
หลี่เอ้อลูกชายคนรองตอบกลับอย่างไม่ต้องคิด ทุก
วันเขาจะใช้เวลาว่างทั้งหมดเพื่อหาข่าวของครอบครัว นี่ก็
ผ่านมาสิบปีแล้วที่เขาออกตามหาครอบครัวของตัวเอง แต่
ไม่มีข่าวคราวใดๆ เลยราวกับว่ามีบางสิ่งคอยปิดกั้นเขาอยู่
เมื่อสิบปีก่อนหลังจากครบกำหนดหนึ่งปี หลี่เอ้อได้
ค่าจ้างตลอดระยะเวลาที่ทำงานเป็นเงินหนึ่งตำลึงสองร้อย
เหวิน ทำให้เขาแบ่งเงินส่วนหนึ่งมาซื้อของฝากกลับบ้าน
ส่วนที่เหลือคิดว่าจะนำไปให้มารดาเพื่อเก็บเข้ากองกลาง
ตลอดทางที่หลี่เอ้อเดินดูของในตลาด เขาก็พบสิ่ง
ต่างๆ มากมาย นี่ก็ดี นั่นก็สวย โน่นก็เหมาะกับคนนั้น นี่ก็
เหมาะกับคนนี้ทำให้ของฝากที่หลี่เอ้อตั้งใจซื้อมีครบ
สำหรับทุกคนในครอบครัว เขาหอบหิ้วข้าวของพะรุงพะรัง
มากมายไปพร้อมขบวนเดินทางกลับเมืองทังโจว ด้วย
ความคิดถึงทุกคน
แต่แล้วเมื่อเขากลับมาถึง กลับพบว่าทุกคนใน
ครอบครัวหายไปอย่างไรร่องรอย แม้แต่ป้าจูและอาจารย์ฮุ่
ยที่อยู่ข้างบ้านเขา ก็ไม่รู้ว่าทุกคนหายตัวไปไหน ตอนนั้น
อาจารย์ฮุ่ยอยู่ที่เมืองหลวงทำให้ไม่สามารถบอกช่วงเวลาที่
คนในครอบครัวตระกูลหลี่หายตัวไปได้ชัดเจน แต่ป้าจูที่อยู่
อีกข้างของบ้านได้เล่าให้ฟังว่า
นางได้ยินเสียงฉลองวันเกิดเป่าเปาของคนใน
ครอบครัวตระกูลหลี่ดังแว่วมาไกลๆ พอกลางดึกฝนตก
หนัก นางจึงไม่ได้ยินเสียงใดๆ อีกแต่หลังจากรุ่งเช้า จู่ๆ
นางก็ไม่พบคนในตระกูลหลี่ลงไปทำไร่ทำนา นั่นคือวันที่
นางพบว่าคนในครอบครัวของหลี่เอ้อหายไปอย่างไร้
ร่องรอย ผู้คนในหมู่บ้านเองก็ไม่มีใครพบเห็นคนใน
ครอบครัวนี้อีกเลยตั้งแต่วันนั้น
หลี่เอ้อรู้สึกมืดแปดด้าน ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับ
ครอบครัวของเขา สองมือที่หอบหิ้วของมากมายหมดแรง
ลงในชั่วพริบตา ของทั้งหมดร่วงหล่นกระจัดกระจายลงสู่
พื้นดิน
หลี่เอ้อพยายามตามหาครอบครัวของตัวเองทุกทาง
แต่ก็ไม่พบเบาะแสใดๆ ที่เป็นประโยชน์ ประจวบเหมาะ
กับเวลานั้นมีเปิดรับสมัครทหารลาดตระเวน ทำให้เขา
ตัดสินใจสมัครเป็นทหารเผื่อจะมีช่องทางให้ช่วยตามหา
ผู้คนในครอบครัว
หลังจากที่หลี่เอ้อผ่านการคัดเลือกในเวลางานเขาก็
ทำงานของตัวเองอย่างตั้งใจ ส่วนเวลาที่เหลือทั้งหมดเขาได้
ทุ่มเทให้กับการตามหาสมาชิกคนอื่นๆ ของครอบครัว
ด้วยความที่เขาเป็นคนขยันขันแข็งและตั้งใจ ทำให้
ได้เลื่อนยศเลื่อนระดับขึ้นมาเรื่อยๆ จนเป็นที่หมายตาจาก
แม่สื่อทั้งหลาย และสุดท้ายหลี่เอ้อก็ได้แต่งงานกับซูซิ
นตามที่ตั้งใจ
ถึงแม้ชีวิตของเขาจะดีขึ้นแค่ไหน แม้เวลาจะผ่านไป
นานสักเพียงใดเขาก็ไม่ลืมที่จะตามหาคนในครอบครัวของ
ตัวเอง และหวังว่าสักวันจะได้พบกันอีกครั้ง
ด้วยความสามารถในวัยเพียงยี่สิบห้าปีไม่นานมานี้
เขาได้กลายเป็นหัวหน้ากองของทหารประจำการเมือง
ทังโจวซึ่งตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งทางการทหารที่เป็นรอง
เพียงนายพลเท่านั้น
“ได้ยินว่ามีคนมาร่วมต้อนรับมากมายเลยนะขอรับ
ไม่แน่ว่าอาจจะมีคนที่ท่านตามหาก็เป็นได้นะขอรับ”
พลทหารคนเดิมพูดโน้มน้าวให้หลี่เอ้อสนใจออกไป
ต้อนรับใต้เท้าคนใหม่ เพราะตัวเขาเองก็อยากไปชมดูความ
สนุกสนานเช่นกัน หากนายไม่ไป ลูกน้องอย่างเขาจะกล้า
ไปได้อย่างไร
หลี่เอ้อที่ได้ยินเช่นนั้นก็คิดตาม ก่อนจะตัดสินใจไป
ร่วมงานเลี้ยงในเย็นวันนี้ เขากลับไปที่บ้านเพื่อบอกกล่าว
กับภรรยา และเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เป็นชุดทางการเพื่อเข้า
ร่วมงานสังสรรค์เนื่องจากภรรยาของเขากำลังตั้งครรภ์ ทำ
ให้หลี่เอ้อตัดสินใจไปร่วมงานพร้อมพาพลทหารไปด้วย
เพียงหนึ่งนาย
งานต้อนรับถูกจัดอย่างยิ่งใหญ่ แม้แต่เจ้าเมืองเองยัง
ตอบรับคำเชิญเข้าร่วมงานในครั้งนี้ นอกจากนี้ยังมีผู้คน
มากมายจากทั่วทุกแห่งมาเข้าร่วมงานเลี้ยงอีกด้วย หลี่เอ้อ
ที่มาถึงงานมองไปรอบๆ เพื่อหวังว่าจะเจอคนที่ตนเองตาม
หา แต่ก็ไม่พบคนในครอบครัวของเขาแม้แต่คนเดียว
เขาถอนหายใจออกมาทีหนึ่งและรู้สึกผิดหวัง
เล็กน้อย ที่ผิดหวังเพราะเขายังคงมีความหวัง แม้หลี่เอ้อจะ
รู้สึกแบบนั้นแต่เขาไม่เคยล้มเลิกความตั้งใจ เขาเป็นคนคิด
สิ่งใดก็ทำสิ่งนั้น ตรงไปตรงมาจนบางครั้งอาจดูซื่อเกินไป
แต่เพราะนิสัยเช่นนี้ทำให้มีคนชื่นชอบและชื่นชมในตัวเขา
มากมาย
“ใต้เท้าหลี่มาร่วมงานแล้ว”
“ไหนๆ เห็นว่าหน้าตาดี แถมอายุยังไม่มากด้วยนะ”
เสียงซุบซิบของผู้คนรอบๆ บริเวณปลุกหลี่เอ้อให้ตื่น
ขึ้นจากภวังค์ ใต้เท้าคนใหม่ใช้แซ่หลี่เหมือนเขางั้นหรือ?
หลี่เอ้อที่ได้รู้เช่นนั้นก็รู้สึกสนใจขึ้นมาเล็กน้อย แซ่หลี่เป็น
แซ่ที่มีคนใช้มากมายหลายร้อยตระกูล แม้เขาจะสนใจอยู่
บ้างแต่ก็ไม่มากมายนัก จะเป็นไปได้อย่างไรที่ใต้เท้าผู้นี้จะ
เป็นคนในครอบครัวตระกูลหลี่ของเขา
หลี่เอ้อมัวแต่เหม่อลอย คิดถึงคนในครอบครัวจนไม่
ทันรู้ตัวว่าใต้เท้าหลี่ได้เดินผ่านตนเองไปแล้ว เมื่อเงยหน้า
ขึ้นก็พบกับเข้าแผ่นหลังของอีกฝ่ายที่มองแล้วรู้สึกคุ้นเคย
อย่างน่าประหลาดใจ
‘พี่ใหญ่งั้นหรือ?’
คำถามเกิดขึ้นในใจอย่างช่วยไม่ได้ แต่เขาไม่กล้า
คาดหวังมากเกินไป จะเป็นไปได้หรือที่พี่ใหญ่ของเขากลาย
มาเป็นขุนนางท้องถิ่น หลี่เอ้อเดินไปข้างหน้าอย่างไม่รู้ตัว
จนไปหยุดยืนอยู่ด้านข้างบุรุษผู้ถูกเรียกขายว่าใต้เท้าหลี่
หลี่เอ้อรู้สึกลุ้นระทึกจนแทบหยุดหายใจ และเมื่อเขาหัน
มองไปที่ใบหน้าบุรุษที่อยู่ทางขวามือเขาก็ต้องตกตะลึง หลี่
เอ้อตะโกนออกมาอย่างสุดเสียง
“พี่ใหญ่!!”
“อ้าวน้องรอง เจ้าก็มาด้วยหรือ”
น้ำเสียงเป็นธรรมชาติของหลี่ต้าพี่ชายคนโตทำให้ผู้
เป็นน้องชายไม่เข้าใจ คนไม่ได้พบหน้ากันเป็นสิบปีทักทาย
กันด้วยน้ำเสียงแบบนี้ได้หรือ? แม้จะรู้สึกสงสัยแต่เขากลับ
มีเรื่องที่สำคัญกว่านั้นต้องถาม
“แล้วคนอื่นๆ เป็นอย่างไรบ้างขอรับ พวกเขาสบายดี
ใช่หรือไม่”
“จะว่าเช่นนั้นก็ได้”
คำตอบของพี่ชายทำให้หลี่เอ้อน้องชายคนรองรู้สึก
งุนงง แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยสิ่งใด หลี่ต้าก็เอ่ยด้วยเสียงกระซิบ
ขึ้นก่อนว่า
“พี่ต้องไปคารวะคนอื่นๆ ก่อน ไว้เลิกงานนี้เราค่อย
คุยกันที่หน้าทางเข้างานนะ”
กล่าวจบหลี่ต้าก็เดินจากไปเพื่อพูดคุยทำความรู้จัก
กับผู้คนในงาน รวมถึงเจ้าเมืองทังโจวคนปัจจุบันที่พวกเขา
เคยพบหน้ากันมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อสิบปีก่อนตำแหน่งเจ้า
เมืองตอนนี้เป็นของฝูเฟิ่ง เขาตกลงเข้าร่วมกับเสนาบดีไป๋
เพราะไม่อยากเป็นเหมือนหลี่กัง ทำให้เสนาบดีไป๋
สนับสนุนเขาจนได้ตำแหน่งเจ้าเมืองมาครอบครอง
“คารวะท่านเจ้าเมืองขอรับ”
“เรียกข้าว่าอาฝูเถอะ”
“ข้าน้อยไม่กล้า ท่านเป็นถึงเจ้าเมืองจะให้กล้าตีตัว
เสมอท่านได้อย่างไรขอรับ”
“เอาเถอะๆ เป็นคนหนุ่มนี่มันดีจริงๆ”
ทั้งสองพูดคุยหยั่งเชิงกันไปมาก่อนจะเปลี่ยนไป
สนทนาเรื่องอื่นๆ หลี่ต้าพี่ชายคนโตแสดงออกได้อย่างสง่า
งาม ทั้งกิริยา มารยาท และคำพูดสมกับตำแหน่งใต้เท้า
แห่งศาลประจำเมืองเป็นอย่างมากหลี่เอ้อที่อยู่ไม่ใกล้ไม่
ไกลยิ่งมองดูพี่ชายยิ่งรู้สึกงุนงงสงสัยมากขึ้นไปอีก แต่
ตอนนี้เขาทำได้เพียงรอเวลาและเก็บความสงสัยไว้ในใจ
เมื่องานเลี้ยงสิ้นสุดลง หลี่เอ้อรีบมายืนรอพี่ชายอยู่ที่
หน้าประตูงานอย่างตื่นเต้น แค่คิดว่าอีกไม่นานจะได้เจอ
คนอื่นๆความรู้สึกดีใจก็ล้นทะลักอยู่ในอก แม้ไม่รู้ว่าเหตุใด
พี่ชายถึงเพิ่งปรากฏตัวในตอนนี้ แต่เขาเชื่อว่าทุกอย่างต้อง
มีเหตุผล
หลี่เอ้อยืนรออยู่พักใหญ่แต่ก็ไม่พบแม้แต่เงาของ
พี่ชายคนโตเดินออกมา ทำให้เขารู้สึกใจไม่ดี ไม่ใช่ว่าเขา
คิดถึงครอบครัวมากเกินไปจนเกิดมโนภาพของพี่ชายขึ้นมา
เองหรอกนะ เขาได้แต่ส่ายหน้าให้กับความคิดไร้สาระ ก่อน
จะเดินเข้าไปในงาน เพื่อตามหาพี่ชาย แต่จนแล้วจนรอดก็
หาไม่พบ ในที่สุดเสียงเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นที่ด้านหลัง
“เอ้อหลาง เจ้าทำอะไรของเจ้า”
“พี่ใหญ่!!”
เขากลัวว่าการได้เจอพี่ใหญ่ในงานเมื่อครู่จะเป็น
เพียงความฝัน เมื่อหันมาเจอพี่ใหญ่อีกครั้งจริงๆ น้ำตาที่
เก็บเอาไว้ก็ไม่สามารถอดกลั้นได้อีกต่อไป ดีจริงๆ มันช่างดี
จริงๆ
“พี่ใหญ่เหตุใดท่านไม่มาหาข้าตามที่นัดกันไว้”
“เจ้าต่างหากเหตุใดถึงไม่มา ข้ารออยู่ตั้งนานแล้ว”
“ท่านอย่ามาโกหก ข้ารออยู่ที่ทางเข้ามาตลอด แต่ไม่
เห็นท่านแม้แต่เงา”
“เจ้ารออยู่ตรงไหน”
หลี่เอ้อชี้ไปยังจุดที่เขายืนรออย่างมั่นใจ ทำให้หลี่ต้า
พี่ชายคนโตถึงกับหัวเราะออกมาเสียงดัง ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
“น้องรอง ทางเข้ามันอยู่ทางนั้น ส่วนนั่นมันทางออก
ต่างหากเล่า ฮ่าๆๆๆ”
น้ำตาที่กำลังไหลถึงกับหยุดฉับพลัน นี่เขาต้องเสีย
น้ำตาเพราะความฉลาด….ของตัวเองอย่างนั้นหรือเฮ้อ
——–
พูดคุยท้ายตอน
ใจเย็นๆ กันก่อนนะคะทุกคน ทุกบทบาท ทุก
เหตุการณ์ล้วนมีเหตุ มีผล และมีจุดหมายที่ไรท์ตั้งไว้แล้ว
ค่า พล็อตเรื่องจะมีทุกอารมณ์ ทั้งผิดหวัง สมหวัง เศร้า สุข
เสียใจ บีบหัวใจ มีครบ แต่สุขนิยมสมหวังตามสไตล์ของ
ไรท์แน่นอนค่าาอย่าเพิ่งเอาระเบิดมาปาบ้านไรท์น้าาา
ไรท์ดีใจนะคะที่ผู้อ่านทุกคนอินกับเรื่องที่ไรท์เขียน
ขอบคุณทุกการติชม ทุกกำลังใจ ทุกการสนับสนุน และทุก
การติดตามนะคะ