สิบทิศหลี่เป่าน้องสาวคนเล็ก - บทที่ 66 คู่หมาย
หลังจากหลี่ต้าพี่ชายคนโตตกลงเรื่องหมั้นหมายของ
เป่าเปาได้เรียบร้อยแล้ว เขาก็ส่งข่าวไปให้ครอบครัวเขาที่
เมืองทังโจว ปกติแล้วการคุยเรื่องหมั้นหมายของบุตรสาว
จะเป็นหน้าที่ของบิดามารดา แต่เพราะพวกเขาเคยหารือ
กันเกี่ยวกับเรื่องนี้กันก่อนแล้ว
เป่าเปาไม่ใช่เด็กหญิงตัวน้อยที่คอยวิ่งตามพวกเขา
อีกต่อไป หากมีคนดีๆ เข้ามา ก็ให้พวกเขาจัดการได้เลย
อย่างไรก็ตามแม้อีกฝ่ายจะดีแค่ไหนก็ต้องผ่านความ
ยินยอมของเป่าเปาเองด้วยและจิ้นอันก็เป็นตัวเต็งในการ
เป็นเขยของบ้านตระกูลหลี่ ดังนั้นเมื่อเสนาบดีจิ้นพร้อม
ครอบครัวมาทาบทาม หลี่กังและหลี่ต้าจึงไม่ได้ปฏิเสธ
เหมือนขุนนางคนอื่นที่มาก่อนหน้า
หลี่ชุนผู้เป็นพ่อที่ได้ทราบข่าวก็ตื่นตัวขึ้นมาทันที
ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
“ไม่ได้การแล้ว เราต้องรีบไปเมืองหลวงเดี๋ยวนี้!!”
“เหตุใดถึงต้องรีบ”
“ก็เป่าเปารับหมั้นหมายเจ้าหนุ่มหน้าละอ่อนนั่นแล้ว
เวลาที่ข้าจะได้อยู่กับนางจะมีน้อยลงน่ะสิ”
“นางไม่ได้แต่งออกไปไหนไกลเสียหน่อย อีกอย่างเรา
ควรรอดูสถานการณ์ทางนี้ก่อนดีกว่า เห็นว่ามีข้าศึกซุ่ม
โจมตี เจ้ารองออกไปเป็นวันแล้วยังไม่กลับมาเลย”
“เจ้ารองเก่งออกปานนั้นต้องไม่เป็นไรแน่นอน”
หลี่ชุนเอ่ยปลอบภรรยาของเขา แม้เขาจะอยากรีบ
ไปหาบุตรสาวสุดที่รักที่เมืองหลวง แต่นอกเมืองตอนนี้
กำลังอันตรายจริงๆ ดังนั้นเขาจึงได้แต่ถอนหายใจและรอ
ฟังข่าวอยู่บ้าน
หลายวันก่อนมีข้าศึกบุกประชิดบริเวณเมืองทังโจว
หลี่เอ้อลูกชายคนรองเป็นทหาร จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะ
รออยู่บ้านในสถานการณ์เช่นนี้ ส่วนหลี่ซื่อลูกชายคนที่สี่
เองก็เป็นหมอ หมอย่อมมีความจำเป็นต่อกองทัพเมื่อยามมี
ศึกสงคราม
หลี่เอ้อเคยตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับโรคระบาดก่อนหน้านี้
ว่าจะเกี่ยวข้องกับข้าศึกหรือไม่ หลี่ซื่อเองก็สงสัย
เช่นเดียวกัน เมื่อลองสืบหาต้นตอก็พบว่ามีคนแปลกหน้า
นำโรคชนิดนี้เข้ามาในเมืองจริงๆ ทางข้าศึกช่างโหดเหี้ยม
กล้าลงมือได้แม้แต่กับชาวบ้านในเมือง
อย่างไรก็ตาม โชคดีที่สามารถควบคุมสถานการณ์
โรคระบาดได้ก่อนจะลุกลาม ทำให้มีผู้ได้รับผลกระทบไม่
มากนัก
“ท่านหมอช่วยด้วยๆ สหายข้าถูกฟันที่ขา”
ทหารนายหนึ่งแบกทหารอีกนายไว้บนหลังวิ่งตรงมา
ทางหลี่ซื่อ เมื่อหลี่ซื่อเห็นผู้บาดเจ็บมีอาการหนักก็วางมือ
จากการพันแผล แล้วเอ่ยขึ้นว่า
“วางสหายของท่านลงตรงนี้เร็วเข้า”
จบคำของหลี่ซื่อ ทหารผู้นั้นค่อยๆ วางสหายของเขา
ลง และมองด้วยสายตาเป็นห่วง
“ฝากด้วยนะขอรับ ข้าต้องรีบกลับไปช่วยคนอื่นๆ
ต่อ”
“ไม่ต้องห่วง ข้าจะช่วยเขาอย่างสุดความสามารถ”
หลี่ซื่อพยักหน้าและเอ่ยรับคำ ทำให้ทหารผู้นั้นรู้สึก
สบายใจ ก่อนจะหมุนตัวจากไปทางสนามรบอีกครั้ง
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน หลี่ซื่อที่จดจ่อกับการห้าม
เลือดและสมานแผลเสร็จ ก็ได้ยินเสียงความวุ่นวายที่หน้า
ค่าย เขาจึงเดินไปทางที่เป็นต้นกำเนิดของเสียง
“เกิดอะไรขึ้นหรือ”
“ท่านหมอหลี่ สตรีผู้นี้มาโวยวายจะขอเข้าไปในค่าย
ขอรับ”
“สตรีงั้นหรือ? นางจะเข้าไปทำไมกัน”
“ข้าเป็นหมอ ข้าเองก็อยากช่วยผู้บาดเจ็บ แต่ทหาร
พวกนี้ไม่ยอมให้ข้าเข้าไป”
หญิงสาวชาวบ้านผู้หนึ่งเอ่ยขึ้น ทำให้หลี่ซื่อรู้สึก
ประหลาดใจ
“มองข้าแบบนี้ ท่านก็คิดจะดูถูกข้าอีกคนใช่หรือไม่”
“ไม่ใช่”
เขาตอบกลับโดยไม่จำเป็นต้องคิด เป่าเปาน้องสาว
คนเล็กก็เป็นสตรี นางยังมีทักษะทางการแพทย์ได้ เหตุใด
สตรีอื่นจะมีทักษะทางนี้ไม่ได้ อีกอย่างการดูถูกสตรีไม่ใช่สิ่ง
ที่สมควรทำอย่างยิ่ง ดูอย่างบิดาของเขายังต้องคอยฟัง
มารดา ใครจะไปกล้าดูถูกสตรีกัน เขาได้แต่คิดในใจ
ในเมืองทังโจวมีโรงหมอเพียงสองแห่ง จำนวนหมอที่
ค่ายในตอนนี้จึงมีเพียงห้าคนเมื่อนับรวมเขา นอกจากนี้มี
ผู้ช่วยอีกสี่คนเท่านั้น ซึ่งเมื่อเทียบกับจำนวนผู้บาดเจ็บนับ
ร้อย ทำให้ทั้งหมอและผู้ช่วยแทบไม่มีเวลาแม้แต่จะพัก
หายใจ หากมีคนมาช่วยเพิ่มอีกคนหนึ่งก็ย่อมต้องดีกว่า
แน่นอน
แม้ทางการจะช่วยส่งหมอหลวงมาช่วยพวกเขา แต่
หมอหลวงส่วนมากคือหมอผู้มากประสบการณ์ ทำให้มี
อายุมากตามไปด้วย ดังนั้นพวกเขาจึงต้องใช้เวลาเดินทาง
นานกว่าหนุ่มสาวทั่วไปเป็นธรรมดา คาดว่าจะมาถึงเมือง
ทังโจวในอีกสองสามวัน
“ข้าเพียงสงสัยว่าเหตุใดเจ้าถึงอยากมาช่วย ค่าย
ทหารไม่ใช่ที่ที่เหมาะกับสตรีหรอกนะ”
“พี่ชายข้าเป็นทหารออกไปรบ แม้ข้าเป็นสตรีแต่
อยากเข้าไปช่วยด้วยเช่นกัน”
“เช่นนั้นก็ตามข้ามา”
“ท่านหมอหลี่!!”
“ไม่เป็นไร หากเกิดอะไรขึ้นข้ารับผิดชอบเอง”
จบคำของหลี่ซื่อ ทหารที่กำลังลังเลใจก็เปิดทางให้
หญิงสาวเข้ามาด้านใน หญิงสาวไม่รอช้ารีบวิ่งตามคนที่
ช่วยตัวเองทันที
“เหตุใดท่านถึงช่วยข้า?”
“ข้าเป็นหมอย่อมอยากได้คนมาช่วยแบ่งเบาภาระอยู่
แล้ว หรือเจ้าไม่มีความรู้ด้านการแพทย์จริงๆ?”
“รู้ข้ารู้ ข้าจะช่วยท่านเองเจ้าค่ะ”
“ว่าแต่เจ้าไปเรียนรู้วิชาแพทย์มาจากไหนกัน?”
“ท่านตาของข้าเป็นหมอ ตอนข้าเด็กๆ ข้ามักจะรบ
เร้าให้ท่านสอนข้า ท่านตาทนการรบเร้าจากข้าไม่ไหว จน
ยอมสอน พูดคุยกับท่านมาตั้งนานข้ายังไม่แนะนำตัวเอง
เลย ข้าชื่อเนี่ยนเจิน แล้วท่านล่ะ”
“หลี่ซื่อ”
ระหว่างเดินเข้าไปด้านในทั้งสองก็พูดคุยกันจนถึงที่
หมาย หลี่ซื่อให้เนี่ยนเจินลงมือปฐมพยาบาลผู้บาดเจ็บ
ทันที เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายสามารถทำได้จริงเขาก็ปล่อยให้อีก
ฝ่ายดูแลผู้บาดเจ็บทางนี้ ก่อนจะไปดูแลผู้บาดเจ็บอีกจุด
หนึ่ง
___________
“ท่านหมอหลี่ พักทานซาลาเปากันก่อนเถอะเจ้าค่ะ”
เนี่ยนเจินที่อยู่ในค่ายมาสองวันก็ทำให้นางเริ่มคุ้นชิน
กับผู้คนในค่าย โดยเฉพาะหลี่ซื่อที่เป็นคนพานางเข้ามา
ด้านใน
หลี่ซื่อที่ได้ยินเช่นนั้นก็จัดการทำแผลให้คนตรงหน้า
จนเสร็จก่อนจะไปล้างมือแล้วมานั่งกินซาลาเปาที่เนี่ยนเจิน
เอามาให้
“พี่ชายของเจ้าสังกัดกองไหนหรือ?”
หลี่ซื่อเอ่ยถามขณะกำลังนั่งพักกินซาลาเปารองท้อง
อยู่ เนี่ยนเจินที่ได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มอย่างเอียงอายก่อนจะ
ตอบไปว่า
“จริงๆ แล้วไม่ใช่พี่ชายข้าหรอก แต่เป็นคู่หมายของ
ข้าต่างหาก”
หลี่ซื่อที่ได้ยินเช่นนั้นก็หยุดชะงักนิดหนึ่งโดยไม่มีใคร
สังเกตเห็นก่อนจะชวนคุยเรื่องอื่นต่อไป จริงๆ แล้ว
หลังจากได้ทำงานร่วมกันสองวัน เขาก็รู้สึกชื่นชมในตัว
หญิงสาว เมื่อรู้ว่านางมีคู่หมายแล้วก็อดเสียดายขึ้นมาไม่ได้
ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะกินซาลาเปาเสร็จ เสียงเฮจาก
เหล่าทหารก็ดังขึ้น ตามมาด้วยผู้คนจำนวนมากที่กำลัง
กลับเข้ามาในค่าย
“ดูเหมือนศึกครั้งนี้จะจบลงแล้วสินะ”
ศึกครั้งนี้ใช้เวลากว่าเจ็ดวันในการป้องกันเมืองจน
สำเร็จ จริงๆ แล้วเมืองทังโจวไม่ได้อยู่ติดชายแดน แต่กลับ
มีทหารจากต่างแคว้นแอบซุ่มโจมตีหมายจะยึดเมือง
ศูนย์กลางแห่งนี้ มองอย่างไรก็รู้สึกได้ว่ามันผิดปกติ
หนึ่งคือทหารเหล่านี้เดินทัพผ่านเมืองอื่นๆ ที่เป็น
ทางผ่านมาได้อย่างไร
และสองคือเหตุใดพวกเขาถึงพุ่งเป้ามาที่เมืองแห่งนี้
กันล่ะหลังการศึกจบลงทางการคงต้องมีการตรวจสอบ
เรื่องราวเหล่านี้โดยละเอียด เพื่อป้องกันภัยที่จะเกิดขึ้นซ้ำ
ในอนาคต
เหล่าทหารทยอยกันกลับเข้ามาในค่าย บ้างก็ได้รับ
บาดเจ็บหนัก บ้างก็ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย เหล่าหมอที่อยู่
ในค่ายจึงมาช่วยกันจัดกลุ่มผู้บาดเจ็บออก ก่อนจะ
มอบหมายหน้าที่แบ่งกันไป
“พี่ชาย ท่านเห็นโจวต้าบ้างหรือไม่เจ้าคะ”
“ไม่เห็น”
“พี่ชายแล้วท่านล่ะ เห็นโจวต้าบ้างหรือไม่เจ้าคะ
“ข้าก็ไม่เห็น”
เนี่ยนเจินไม่มีกะจิตกะใจจะรักษาผู้ป่วย เพราะนาง
ไม่เห็นแม้แต่เงาคู่หมายของตัวเองกลับมา จึงได้แต่ร้อนใจ
ตามหาเขา จนมาหยุดอยู่หน้าจุดวางบรรดาผู้เสียชีวิต
ทุกศพล้วนมีผ้าขาวคลุมเอาไว้ ทำให้ไม่รู้ว่าใครเป็น
ใคร หญิงสาวได้แต่ภาวนาว่าคู่หมายของตัวเองไม่ได้อยู่ใน
กลุ่มผู้พลีชีพสละชีวิตเหล่านี้ แต่คำภาวนาของนางไม่เป็น
ผล เมื่อมีทหารผู้หนึ่งมายืนด้านข้างแล้วบอกกับนางว่า
“เจ้ากำลังตามหาโจวต้าใช่หรือไม่”
“พี่ชาย ท่านเห็นเขาด้วยหรือเจ้าคะ?”
“เขาอยู่ตรงนั้น”
ทหารชี้ไปทางเบื้องหน้าตรงกลุ่มผู้พลีชีพ ทำให้หัวใจ
ของเนี่ยนเจินแทบหยุดเต้น ดูเหมือนว่าคำภาวนาจะไม่
ได้ผล โจวต้าคู่หมายของนางเสียชีวิตลงในสนามรบเสีย
แล้ว…