สิบทิศหลี่เป่าน้องสาวคนเล็ก - บทที่ 75 หน่วยทมิฬ
เหล่าทหารสังกัดองค์ชายสามที่กำลังได้ใจเพราะรู้ว่า
ฝ่ายตนเองมีคนจากหน่วยทมิฬคอยหนุน ก็รีบเอ่ยขึ้นว่า
“ฝ่าบาท ขอเพียงท่านเลือกองค์รัชทายาทที่
เหมาะสม พวกเราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเรียกหน่วยทมิฬออก
มาแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ได้ฟังคำพูดแสนโอหังก็ขมวดคิ้วขึ้นอีกครั้ง
ก่อนจะหันไปทางหลี่ต้าแล้วถามขึ้นว่า
“ใต้เท้าหลี่ ท่านคิดว่าใครควรเป็นรัชทายาท?”
“ทูลฝ่าบาท กระหม่อมคิดว่าคนที่รู้ดีที่สุดว่าใคร
สมควรเป็นรัชทายาทคือฝ่าบาท ดังนั้นกระหม่อมขอ
สนับสนุนคนที่อยู่ในใจของฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้พยักหน้าให้หลี่ต้าก่อนจะหันไปถามคำถาม
เดียวกันกับขุนนางคนอื่น อย่างไรก็ตาม ในเมื่อคำตอบแรก
ของหลี่ต้าเป็นเช่นนี้ จะให้เหล่าขุนนางกล้าตอบ
เฉพาะเจาะจงไปที่ตัวองค์ชายคนใดคนหนึ่งได้อย่างไร
ดังนั้นคำตอบของทุกคนจึงเป็นไปทางเดียวกันคือให้ฮ่องเต้
เลือกด้วยตัวเอง
ถึงฮ่องเต้จะใช้วิธีการเลือกด้วยตัวเอง แต่ไม่ว่า
อย่างไรคนที่เหมาะสมที่สุดย่อมเป็นองค์ชายสามแน่นอน
เหล่าองค์ชายของฮ่องเต้ทั้งสามคนมีอายุไม่ต่างกัน
มากนัก องค์ชายใหญ่มีอายุสิบเจ็ดปี องค์ชายรองมีอายุสิบ
หกปี และองค์ชายสามมีอายุย่างเข้าสิบหกปี แม้ในสามคน
นี้องค์ชายสามจะมีอายุน้อยที่สุด แต่ใครๆ ก็รู้ว่าองค์ชาย
ใหญ่ไม่สนใจทางโลกมุ่งสู่ทางธรรม ศึกษาธรรมอยู่ในวัด
ประจำราชวงศ์ ส่วนองค์ชายรองเป็นพวกชอบใช้กำลัง
มากกว่าสมอง สนใจแต่เรื่องทำศึก ทำให้ทั้งสองคนนี้ไม่
เหมาะที่จะเป็นรัชทายาท
หลังจากฮ่องเต้ถามจบ ท้องพระโรงก็ตกอยู่ในความ
เงียบเป็นเวลานาน จนเสนาบดีไป๋ อดไม่ได้ที่จะถามขึ้นว่า
“ทูลฝ่าบาท ในเมื่อในเมื่อเหล่าขุนนางเห็นพ้อง
ต้องกัน กระหม่อมเห็นว่าฝ่าบาทควรรีบตัดสินใจก่อนเหล่า
ทหารพวกนี้จะไม่พอใจเรียกหน่วยทมิฬออกมานะพ่ะย่ะ
ค่ะ”
“ท่านหรือข้าเป็นฮ่องเต้กันแน่!?!”
” กระหม่อมเพียงแต่…”
“ข้ายังไม่ถามความเห็น ท่านไม่ควรพูดออกมา”
“อาญาไม่พ้นเกล้ากระหม่อมสมควรตาย ขอ
พระราชทานอภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
“เฮอะ”
ฮ่องเต้สบถออกมาทีหนึ่งก่อนจะเงียบลงอย่างใช้
ความคิด จริงๆ แล้วเขาไม่อยากทำแบบนี้ แต่เมื่อ
สถานการณ์บีบบังคับคงได้แต่ต้องขออภัยน้องชายของเขา
ที่อยู่บนสวรรค์แล้ว
“ใต้เท้าเฟย ขอให้ท่านก้าวออกมา”
ก่อนหน้านี้ที่ได้ยินว่าหยกทมิฬอยู่ในมือของเหล่า
ทหารที่นำกำลังมาล้อมท้องพระโรง ฮ่องเต้พยายามมอง
หาเฟยหลงผู้เป็นเจ้าของหยกตัวจริงแต่ก็ไม่พบจู่ๆ เมื่อเขา
หันมองไปทางหลี่ต้าอีกครั้งก็พบเฟยหลงยืนอยู่ด้านหลัง
ทำให้เขาตัดสินใจเรื่องการแต่งตั้งรัชทายาทได้แล้ว
เฟยหลงที่ได้ยินคำสั่งก็ออกมายืนอยู่กลางท้องพระ
โรงด้วยสีหน้าเรียบเฉยที่เป็นเอกลักษณ์ประจำตัว
ท่ามกลางสายตางุนงงของทุกคนในที่นี้
“เฮ้ นี่มันเกิดอะไรขึ้น”
“ข้าแอบได้ยินมาว่าใต้เท้าเฟยคือทายาทที่เหลืออยู่
ของชินอ๋องน่ะสิ”
“แล้วทายาทชินอ๋องเกี่ยวอะไรกับรัชทายาทเล่า”
“ข้าจะไปรู้ได้ไง”
เหล่าขุนนางพูดคุยกันด้วยความสงสัยทั่วทั้งท้องพระ
โรง จนหม่ากงกงเอ่ยให้พวกเขาเงียบเสียงลง ท้องพระโรง
จึงกลับมาสงบสุขอีกครั้ง
“ในเมื่อพวกท่านให้ข้าเป็นคนตัดสินใจ เช่นนั้นข้าจะ
ขอประกาศว่า เฟยหลงคือรัชทายาทของข้า!!”
เหล่าขุนนางที่ได้ยินต่างอุทานออกมาพร้อมกันโดย
ไม่ได้นัดหมาย เสียงในท้องพระโรงที่เพิ่งสงบลง กลับดัง
วุ่นวายขึ้นมาอีกครั้ง นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เหตุใดคนที่
ได้รับคัดเลือกเป็นองค์รัชทายาท ถึงไม่ใช่องค์ชาย แต่กลับ
เป็นเพียงขุนนางผู้หนึ่งเท่านั้น
“ทูลฝ่าบาท ตามกฎมณเฑียรบาล ผู้จะได้รับคัดเลือก
เป็นองค์รัชทายาทได้ต้องมีสายเลือดมังกรไหลเวียนอยู่ใน
ร่างกายเท่านั้น ใต้เท้าเฟยผู้นี้ไม่มีคุณสมบัติเป็นองค์รัช
ทายาทได้ ขอฝ่าบาททรงไตร่ตรองดูอีกครั้งเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
ขุนนางคนอื่นๆ ที่ได้ยินคำพูดของเสนาบดีไป๋บางคน
ก็พยักหน้าเห็นด้วย บางคนก็มีสีหน้าครุ่นคิด โดยเฉพาะ
เสนาบดีจิ้นที่ขมวดคิ้วเป็นปมจนคิ้วแทบจะผูกกัน เมื่อคิดดู
ดีๆ ก่อนหน้านี้ตอนที่อยู่กับเฟยหลงเขาก็รู้สึกว่าอีกฝ่ายมี
หน้าตาละม้ายคล้ายกับฮ่องเต้อยู่เหมือนกัน หรือว่า…
ยังไม่ทันที่ความคิดของเขาจะจบ เสียงของฮ่องเต้ก็
ดังขึ้นอีกครั้ง
“ใครบอกว่าเฟยหลงไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของข้า!!”
คำพูดของฮ่องเต้ทำให้ทุกคนต่างตกตะลึง ใต้เท้าเฟย
เป็นโอรสของฮ่องเต้งั้นหรือ? จะเป็นไปได้อย่างไรกัน
“ใต้เท้าเฟยเป็นทายาทของชินอ๋อง จะเป็นโอรสของ
ฝ่าบาทได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ??”
เสนาบดีไป๋เอ่ยถามขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้หากคนที่เป็น
รัชทายาทไม่ใช่หลานชายของเขา สิ่งที่ทำมาทั้งหมดก็สูญ
เปล่า
“อี้ไท่ ออกมา”
“พ่ะย่ะค่ะ”
อี้ไท่ที่ไม่รู้มาอยู่ในท้องพระโรงตั้งแต่เมื่อไหร่ได้ก้าว
ออกมาข้างหน้า
“กระหม่อมอี้ไท่ ถวายบังคมฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”
“ลุกขึ้นเถิด ข้ารบกวนท่านช่วยดูแลโอรสมาหลายปี
ต้องขอบใจท่านมากจริงๆ”
“เป็นหน้าที่ของกระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ”
“นี่มันเรื่องอะไรกัน!?!”
ขุนนางในท้องพระโรงอุทานออกมาด้วยความ
ประหลาดใจ จนมีขุนนางผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นว่า
“นั่นมันองครักษ์อี้ องครักษ์ประจำตัวฮ่องเต้สมัยที่ยัง
ทรงเป็นองค์ชายมิใช่หรือ?”
“ท่านแน่ใจหรือ? ได้ยินว่าเขาหายสาบสูญไปเมื่อยี่สิบ
ปีก่อนนี่”
“ข้าเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน”
“ใต้เท้าซุน ท่านจำได้ถูกต้องแล้ว เขาคืออดีต
องครักษ์ประจำตัวของข้าเอง อี้ไท่ ท่านช่วยเล่าเรื่องทุก
อย่างแทนข้าที จะได้ไม่มีใครคลางแคลงใจในตัวเฟยหลง
อีก”
“พ่ะย่ะค่ะ เรื่องมีอยู่ว่า…”
ยังไม่ทันที่อี้ไท่จะเอ่ยอธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้นใน
อดีตเสนาบดีไป๋ที่กัดฟันแน่น เพราะทุกอย่างดูเหมือนจะ
ผิดไปจากที่คาดเดาก็หัวเราะออกมา ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
“ฮ่าๆๆ ฝ่าบาท พระองค์ทรงเล่นตลกอะไรกันแน่
เห็นๆ อยู่ว่าคนที่เหมาะสมจะเป็นองค์รัชทายาทคนต่อไป
คือองค์ชายสาม แต่ท่านกลับยกบัลลังก์ให้กับใครหน้าไหน
ก็ไม่รู้ได้อย่างไร หากวันนี้ข้าไม่ขัดขวาง ข้าคงไม่มีหน้าไป
พบบรรพบุรุษของข้าได้อีกแน่!!”
การแสดงออกครั้งนี้ของเขากับหลานชายชัดเจนจน
ไม่สามารถถอยกลับได้อีก หากคนที่ถูกเลือกไม่ใช่
หลานชายของเขา เห็นทีคงต้องใช้วิธีแย่งชิงเอามา
ครอบครองเสียแล้ว
เสนาบดีไป๋ตัดสินใจชูหยกทมิฬขึ้นเหนือศีรษะก่อน
จะตะโกนขึ้นว่า
“เหล่าทหารกล้าเอ๋ย ข้าขอเอื้อนเอ่ยวาจา เรียกหา
พวกเจ้าเหล่าทมิฬ”
คำพูดที่เขาจำมาตั้งแต่สมัยชินอ๋องใช้หยกทมิฬเพื่อ
เรียกกองหนุนมาขับไล่ศัตรู ไม่นึกว่าจะได้ใช้ประโยชน์ใน
ครั้งนี้ เสียงฝีเท้าดังกระหึ่มกึกก้องรอบท้องพระโรง ปลุก
ความรู้สึกฮึกเหิมให้แผ่ซ่านไปทั่วทั้งจิตวิญญาณของ
เสนาบดีไป๋ องค์ชายสาม และเหล่าทหารที่กำลังรุมล้อม
นอกท้องพระโรง
เมื่อเสียงฝีเท้าสงบลง เสนาบดีไป๋ที่กำลังกระหยิ่มยิ้ม
ย่องในใจได้เงยหน้าขึ้นไปมองกองทัพอันแสนยิ่งใหญ่ในมือ
ตัวเอง พบว่าคนเหล่านั้นสวมชุดแบบเดียวกับทหารหลวง
ไม่มีผิด หรือเครื่องแบบหน่วยทมิฬจะเป็นแบบเดียวกับ
ทหารหลวง
แม้จะสงสัย แต่เขาไม่ได้สนใจเรื่องนั้นอีก มีเรื่อง
สำคัญกว่ารออยู่ ดังนั้นเขาจึงหายใจเข้าลึกๆ ยืดอกแล้วเอ่ย
ขึ้นว่า
“หน่วยทมิฬเอ๋ย พวกเจ้าจงมายืนเคียงข้างข้าผู้เป็น
นายเดี๋ยวนี้”
เหล่าทหารกล้าที่เพิ่งมาเข้ามาได้แต่มองไปรอบๆ
อย่างตื่นเต้น ก่อนจะมีทหารคนหนึ่งเอ่ยขึ้นว่า
“ท่านเสนาบดีไป๋ ไหนหน่วยทมิฬหรือขอรับ ข้าน้อย
เองก็อยากพบมานานแล้ว”
“พวกเจ้าไม่ใช่หน่วยทมิฬหรือ!?!”
“หน่วยทมิฬอันใดกันขอรับ พวกเราเป็นทหารหลวง
เมื่อครู่ได้ยินสัญญาณรวมตัวจากนายกอง เลยมาอยู่นี่
ขอรับ”
“…”
เสนาบดีไป๋ที่ได้ยินเช่นนั้นได้แต่ตกตะลึง เขาลองชู
หยกขึ้นฟ้าและพูดคำเรียกขานหน่วยทมิฬ ทั้งแบบเดิมและ
แบบใหม่
“หน่วยทมิฬจงออกมา”
“หน่วยทมิฬจงปรากฏกาย”
“หน่วยทมิฬ…”
แม้จะเรียกอย่างไรก็ไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง จน
สุดท้ายเขาได้ใช้ท่าไม้ตายสุดท้ายคือแกล้งเป็นลมล้มพับไป
กับพื้น แต่ก็ถูกทหารกลุ่มหนึ่งลากไปพักฟื้นที่ห้องขังใต้ดิน
อยู่ดี
เฮ้อ…