สูตรโกงฉบับเด็กเรียน - ตอนที่ 114 ตรวจสอบการสมัคร
ตอนที่ 113 ดีร้ายปะปนกันไป
หลังจากที่ไป๋เยี่ยออกมาจากห้องสอบสัมภาษณ์ คำถามของเฮ่ออันก็ยังคงดังก้องอยู่ในหัวของเขา
คุณจะยอมย้ายไปเรียนปริญญาโทสายวิชาการไหม
เขาหมายความว่ายังไง
เขาอยากให้เราไปเรียนสายวิชาการเหรอ
คำว่า ‘ย้าย’ ดูจะเป็นศัตรูกับไป๋เยี่ยมาโดยตลอด!
ตอนสอบเข้าก็โดนย้าย พอจะสอบเข้าปริญญาโทก็มีแววจะโดนย้ายอีก!
การสอบรอบสองของมหาวิทยาลัยแพทย์แผนจีนไห่ซื่อนั้นล่าช้าเสียจนมหาวิทยาลัยอื่นๆ สอบเสร็จหมดแล้ว ทำให้หมดโอกาสในการย้ายมหาวิทยาลัย เพราะฉะนั้นถ้าจะต้องย้ายก็ต้องย้ายสาขาในมหาวิทยาลัยแทน
ตั้งแต่มีการระบุความแตกต่างระหว่างปริญญาโทสายวิชาชีพและสายวิชาการ ก็ไม่เคยเกิดเหตุการณ์ขาดแคลนบัณฑิตปริญญาโทสายวิชาชีพอีกเลย ดังนั้นถ้ามีเหตุต้องย้ายสาขาก็ต้องย้ายไปเรียนสายวิชาการเท่านั้น
ไป๋เยี่ยนึกแล้วก็รีบเดินออกมา
ไป๋เยี่ยเอาแต่นั่งวิตกกังวลทั้งบ่าย จนกระทั่งเวลาห้าโมงกว่าๆ ไป๋เยี่ยก็ได้รับสายจากใครบางคนที่อยู่ในไห่ซื่อ
ไป๋เยี่ยคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาก่อนจะถามขึ้น “ฮัลโหล สวัสดีครับ”
“สวัสดีครับ ใช่ไป๋เยี่ยหรือเปล่า ผมจางเหิง เป็นผู้อำนวยการฝ่ายปริญญาโทของมหาวิทยาลัยแพทย์แผนจีนไห่ซื่อ”
ไป๋เยี่ยตะลึง ไหงผอ.ฝ่ายป.โทถึงโทรหาเราล่ะเนี่ย
“สวัสดีครับ ผอ.จาง มีธุระอะไรครับ”
“พวกเราได้ตรวจผลการสอบของคุณแล้ว คะแนนของคุณน้อยกว่าคุณฟู่ย่าตงนะครับ ดังนั้น…ทางเราจึงอยากจะสอบถามคุณเกี่ยวกับการย้ายสายปริญญาน่ะครับ”
ไป๋เยี่ยช็อก!
คะแนนเราสู้คนอื่นไม่ได้งั้นเหรอ
ไป๋เยี่ยแทบไม่อยากเชื่อเลย…
“ใช่แล้วครับ ถึงแม้ว่าผลสอบจะยังไม่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการ แต่คุณได้คะแนนสอบข้อเขียน 175 คะแนน คะแนนสอบปฏิบัติ 130 คะแนน และคะแนนสอบสัมภาษณ์อีก 135 คะแนน บวกกับคะแนนสอบรอบแรก 461 คะแนน คำนวณแล้วจะได้คะแนนรวม 90.1 คะแนน ส่วนคะแนนสอบของฟู่ย่าตงนั้น เขาได้คะแนนสอบรอบแรก 441 คะแนน คะแนนสอบข้อเขียน 172 คะแนน คะแนนสอบปฏิบัติ 144 คะแนน และคะแนนสอบสัมภาษณ์ 145 คะแนน เมื่อคำนวณออกมาจะได้คะแนนรวม 90.2 คะแนน…น่าเสียดายที่คะแนนของคุณน้อยกว่า”
ไป๋เยี่ยรู้สึกสับสนกับเหตุการณ์ตรงหน้ามาก!
คะแนนสอบปฏิบัติกับคะแนนสอบสัมภาษณ์ต่างกันมาก!
“อย่ากังวลไปเลย นั่นเป็นเหตุผลที่ผมโทรหาคุณ คุณเป็นคนที่มีพรสวรรค์จริงๆ ผมกำลังหมายความว่า ถ้าคุณมีความประสงค์จะย้ายสาย ทางเราจะแจ้งให้อาจารย์คนอื่นๆ ทราบ เพื่อดำเนินการโอนย้ายสายให้คุณ”
ไป๋เยี่ยถามอย่างร้อนรน “ตอนนี้มีสาขาไหนที่ยังเปิดรับบ้างครับ”
จางเหิงดูจะเข้าใจ เพราะมันช่างน่าเสียดายที่คนที่ได้คะแนนสูงเช่นนี้ต้องถูกคัดออก!
“ตอนนี้มีผู้สมัครปริญญาโทสายวิชาชีพเต็มจำนวนแล้วครับ ส่วนสายวิชาการ…ถ้าคุณอยากเรียนก็พอแนะนำคุณให้ผอ.ได้นะ อันที่จริง…ทั้งสายวิชาชีพกับสายวิชาการก็ไม่ได้แตกต่างกันมากหรอก ถ้าคุณทำผลงานระหว่างเรียนได้ดี คุณก็อาจจะได้เรียนต่อป.เอกนะ ก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องเลวร้ายขนาดนั้นนะครับ อีกอย่างผอ.จ้าวดูจะสนใจในตัวคุณมาก เขาให้คะแนนคุณสูงมากเลยละ ถ้าคุณลองไปสมัครกับผอ.โดยตรง อนาคตของคุณน่าจะดีไม่ใช่น้อยเลยนะ…เข้าใจที่ผมสื่อไหม”
ไป๋เยี่ยชะงักไปนิดหนึ่ง ผอ.เหรอ หมายถึงจ้าวลี่ซูอะนะ
แต่ว่าจ้าวลี่ซูเป็นอาจารย์เฉพาะทางนะ เขาไม่รับนักศึกษาป.โทนี่นา
ไป๋เยี่ยครุ่นคิดอยู่สักพักก่อนจะตอบไป “ผอ.จาง ขอบคุณสำหรับความกรุณานะครับ แต่ผมขอเวลาคิดดูก่อนได้ไหมครับ”
จางเหิงพึมพำเบาๆ ก่อนจะพูดต่อ “ได้สิ คุณลองพิจารณาให้ดีๆ ก่อนก็ได้ อันที่จริงสายวิชาการก็อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีก็ได้! คุณว่าไหมล่ะ อีกอย่างยังมาจากปอ.ด้วย…”
ทั้งคู่พูดคุยกันอีกสักพักก่อนจะวางสายกันไป
ไป๋เยี่ยมองออกไปนอกหน้าต่างโดยไร้ซึ่งคำพูดใดๆ จะย้ายดีไหมนะ
ทว่าจู่ๆ โทรศัพท์ของไป๋เยี่ยก็ดังขึ้นอีกครั้ง
ไป๋เยี่ยถึงกับตกใจเมื่อเห็นชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอ! อาจารย์ถูนั่นเอง! เห็นดังนั้นก็รีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
“ไป๋เยี่ย ฉันได้ยินมาว่าคุณไปสอบเข้าป.โทรอบสองมา เป็นยังไงบ้างล่ะ” ถูโยวเอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบไร้อารมณ์
ไป๋เยี่ยถอนหายใจก่อนจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้ถูโยวฟัง
หลังจากที่เล่าจบ ถูโยวก็เงียบไปแล้วจึงเริ่มถาม “เฮ่ออันเขาดังขนาดนั้นเลยเหรอ”
ไป๋เยี่ยชะงัก
ด…ดังขนาดนั้นเลยเหรอ แปลกๆ แฮะ
ไป๋เยี่ยกระแอม “เขาเป็นหมอชื่อดังประจำมณฑลครับ เป็นที่ปรึกษาระดับปริญญาเอก แล้วยังเป็นสมาชิกของโครงการพัฒนาบุคลากรด้วย”
จู่ๆ ถูโยวก็ยิ้ม “โอ้ เป็นเรื่องบังเอิญจริงๆ เลย ถ้างั้นฉันคงไม่มีอะไรจะห่วงคุณแล้ว!”
ไป๋เยี่ยได้ฟังก็อึ้ง!
หมายความว่าไง
ห่วงงั้นเหรอ
ถูโยวพูดต่อ “ฉันนึกว่าคุณจะเจอเรื่องลำบากน่ะ แต่ดูเหมือนว่าฉันจะไม่ต้องห่วงคุณแล้ว ฉันไม่คิดเลยว่าในเมืองไห่ซื่อจะมีคนที่มีพรสวรรค์ด้านการแพทย์แผนจีนเยอะขนาดนี้ แม้แต่คนเก่งๆ อย่างคุณยังไม่เข้าตาพวกเขาเลย”
ไป๋เยี่ยถอนหายใจ เขาไม่พูดอะไรต่อจากนั้น ก่อนที่ถูโยวจะเป็นฝ่ายเริ่มพูดก่อน
“อย่าถอนหายใจแบบนั้นสิ การสอบรอบสองก็เหมือนผืนน้ำที่ตื้นเขิน คุณจะแล่นเรือใหญ่บนผืนน้ำนั้นได้อย่างไร อีกอย่างทั้งการสอบปฏิบัติและสอบสัมภาษณ์ก็เป็นเรื่องของแต่ละบุคคล ก็อย่างที่คุณบอกนั่นแหละ ฟู่ย่าตงมาจากไห่ซื่อ พวกเขาอาจจะมีความเกี่ยวข้องอะไรบางอย่างต่อกันก็ได้ ไม่ก็เขาอาจจะเคยทำวิจัยกับเฮ่ออันมาก่อน ดังนั้นขอแค่คุณเข้าใจก็พอ เราจะไม่คุยเรื่องนี้กันต่อแล้ว เพราะว่าวันนี้ฉันมีอาจารย์ที่ปรึกษามาแนะนำให้คุณไงล่ะ!”
ไป๋เยี่ยตะลึง
“แนะนำอาจารย์ที่ปรึกษาให้ผมเหรอ หมายความว่ายังไงครับ”
ถูโยวพูดต่อ “เคยได้ยินชื่อโรงพยาบาลผู่เจ๋อไหม หลังจากที่มีการปรับปรุงโครงสร้างของโรงพยาบาลแล้ว ผอ.หลิวจะได้รับการแต่งตั้งเป็นผอ.โรงพยาบาลน่ะ”
ไป๋เยี่ยเห็นข่าวนี้จากในกลุ่มแชต ทว่าเขาก็ไม่รู้อยู่ดีว่าผอ.หลิวคือใคร…แต่เขาไม่รู้ว่าคณบดีหลิวคือใคร…อันที่จริงเขาไม่ได้สนใจเลยด้วยซ้ำ ใครเป็นผอ.แล้วเกี่ยวอะไรกับเขาล่ะ
ไป๋เยี่ยหลุดอุทาน “โอ๊ะ”
ถูโยวแปลกใจเล็กน้อย… โอ๊ะ? หมายความว่าไงนั่น
“หลังจากที่ปอ.หลิวขึ้นเป็นผอ.โรงพยาบาลผู่เจ๋อแล้ว ทางโรงพยบาลผู่เจ๋อจะเปิดรับสมัครนักศึกษารับปริญญาโทและเอกแล้ว คุณไม่ตื่นเต้นเลยเหรอ”
ไป๋เยี่ยได้ฟังก็พึมพำออกมาเบาๆ “ตื่นเต้นเหรอ ผมจะตื่นเต้นทำไมล่ะครับ…”
ถูโยวดูจะตกใจมาก “คุณรู้ไหมว่าผอ.หลิวคือใคร”
ไป๋เยี่ยส่ายหัว “ไม่รู้ครับ”
ถูโยวยิ้มออกมาในทันใด มิน่าทำไมเจ้าเด็กคนนี้ถึงไม่ตื่นเต้นเลย เพราะเขาไม่รู้จักผอ.หลิวนี่เอง
ถูโยวคิดได้ดังนั้นก็พูดต่อ “หลิวป๋อหลี่ เป็นนักวิชาการจากสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ เป็นผู้อำนวยการสถาบันแพทย์แผนจีนแห่งชาติ ผู้สืบทอดศาสตร์ยาจีน และเป็นหนึ่งในปรมาจารย์ทางการแพทย์คนแรกๆ ของประเทศ เฮ้อ…คุณบอกว่าเฮ่ออันเป็นสมาชิกโครงการพัฒนาบุคลากรใช่ไหม แล้วรู้ไหมว่าใครเป็นบุคลากรแนวหน้าของโครงการ”
ไป๋เยี่ยแทบจะอุทานออกมา!
ผอ.หลิว ไม่รู้จัก แต่หลิวป๋อหลี่ใครจะไม่รู้จัก!
มีผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์แผนจีนเพียงไม่กี่คนในประเทศจีนที่ไม่รู้จักหลิวป๋อหลี่ผู้เป็นบุคคลต้นคิดในการพัฒนายาจีนให้ทันสมัย
ยิ่งไปกว่านั้น ไป๋เยี่ยเคยเห็นชื่อสามตัวอักษรนี้มาตั้งแต่ตอนเรียนแล้ว! ทำไมน่ะเหรอ เพราะว่าบนปกหนังสือวิชายาจีนแทบทุกเล่มล้วนมีชื่อผู้เรียบเรียงเป็น ‘หลิวป๋อหลี่’
โอ้โห!
แสดงว่าหลิวป๋อหลี่กำลังรับสมัครนักศึกษาอยู่สินะ
จู่ๆ ไป๋เยี่ยก็รู้สึกหัวใจเต้นแรง หายใจไม่ทั่วท้อง
ถูโยวเห็นว่าไป๋เยี่ยเงียบไปก็พูดขึ้นบ้าง “โอเค ถ้าคุณไม่สนใจก็ลืมมันไปซะนะ แต่…ผอ.หลิวเองก็ไม่ได้รับนักศึกษามาหลายสิบปีแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะเขาเพิ่งได้รับตำแหน่งเป็นผอ.ที่ผู่เจ๋อ ฉันเดาว่า…”
ถูโยวยังพูดไม่ทันจบ ไป๋เยี่ยก็แทรกขึ้นมาทันที “ตกลงครับ! ผมอยากสมัคร! อาจารย์ถูผมอยากสมัครมากครับ เมื่อกี้ผมยังไม่เข้าใจดี แต่ว่านั่นแหละครับ ผมอยากสมัคร! อยากม?ต้องได้คะแนนสอบเรียนต่อปริญญาโทหรือเอกสามร้อยห้าสิบคะแนนขึ้นไป 2. กำหนดให้ได้คะแนนสอบวัดมาตรฐานภาษาอังกฤษระดับหกห้าร้อยคะแนนขึ้นไป…”
“พวกนี้ไม่สำคัญหรอก คุณน่าจะผ่านเกณฑ์อยู่แล้ว สำคัญที่สุดคือระบบตรวจสอบการรับสมัคร ซึ่งจะอิงตามระบบการคิดคะแนนอย่างเคร่งครัด”
“จะมีส่วนของคะแนนพิเศษดังนี้ 1. คะแนนสอบเรียนต่อปริญญาโท x 10% 2. คะแนนไอเอฟของธีสิส x 1 3. จำนวนและระดับของโครงการที่เคยเข้าร่วม (อิงตามแผนปฏิบัติงานของโครงการ) และ 4. ผู้มีผลงานโดดเด่นหรือสร้างคุณประโยชน์จะได้รับการพิจารณาก่อน”
ไป๋เยี่ยได้ฟังก็รู้สึกตกใจเล็กน้อย นี่เหรอ… เกณฑ์รับสมัครนักศึกษาป.โท
แน่ใจนะว่าไม่ได้รับสมัครโพสต์ด็อกน่ะ
ต่อให้เรียนป.เอกจะเคยเขียนบทความสักกี่บทความ แล้วผลงานโดดเด่นกับการสร้างคุณประโยชน์นี่หมายความว่าไงอีก
แต่คนอื่นทำไม่ได้ ไม่ได้แปลว่าเราจะทำไม่ได้ซะหน่อย!
นี่คงเป็นช่องวีไอพีที่สร้างมาเพื่อเราแน่ๆ
คะแนนไอเอฟของบทความ…ไหนลองคำนวณดูซิ บทความสองบทความที่ได้ตีพิมพ์ในวารสาร ‘เซลล์’ ได้ไปหกสิบเอ็ดคะแนน ส่วนบทความจากวารสาร ‘การส่งเสริมการใช้สัตว์ทดลอง’ ของเอ็มไอโอได้ไปยี่สิบสามคะแนน
ส่วนวารสารชั้นนำอีกสิบฉบับจากคาริส เดซี่และคนอื่นๆ ได้คะแนนรวมหนึ่งร้อยหกสิบคะแนน
ของจางฮั่นหลินสิบเอ็ดคะแนน และของสวี่เหยียนอีกสามคะแนน
เมื่อเอามารวมกัน…จะได้ทั้งหมดสองร้อยห้าสิบแปดคะแนน!
ทว่าคะแนนสอบเรียนต่อสี่ร้อยหกสิบเอ็ดคะแนนที่แสนน่าภาคภูมิใจของไป๋เยี่ยกลับเหลือเพียง 46.1 คะแนนเท่านั้น…
คิดได้ดังนั้นไป๋เยี่ยก็เผลอกลืนน้ำลายก่อนจะครุ่นคิดแล้วถามออกไป “อาจารย์ถู… ระบบคิดคะแนนมันเข้มงวดมากเลยเหรอครับ มันมีเบื้องลึกอะไรอีกไหมครับ”
ถูโยวหัวเราะ “คุณคิดว่าหลิวป๋อหลี่เป็นใครล่ะ เบื้องลึกงั้นเหรอ ถ้าบุคลากรแนวหน้าอย่างเขายังมีเรื่องลับลมคมในเกี่ยวกับการรับสมัครล่ะก็ คุณคิดว่าคนอื่นจะมองเขายังไงบ้าง อีกอย่างเขาเป็นตัวแทนของแพทย์แผนจีนด้วย ไม่ต้องกังวลไป ดูจากคะแนนสอบเข้าและคะแนนไอเอฟของคุณแล้วคุณว่าคุณจะได้สักเท่าไหร่ล่ะ”
ไป๋เยี่ยตอบไปตามความจริง “ผมได้คะแนนสอบเข้าสี่ร้อยหกสิบเอ็ดคะแนน พอแปลงแล้วจะเหลือ 46.1 คะแนน ส่วนคะแนนธีสิส…สองร้อยห้าสิบแปดคะแนนครับ”
ถูโยวได้ยินก็แทบสำลัก “คะแนนธีสิสเท่าไหร่นะ”
“สองร้อยห้าสิบแปดครับ…” ไป๋เยี่ยตอบ
ถูโยวถึงกับพูดไม่ออก เดิมทีเธอกังวลกับการที่ไป๋เยี่ยเรียนที่มหาวิทยาลัยแพทย์แผนจีนจิ้นซีมาก เป็นการยากที่มหาวิทยาลัยที่มีงานวิจัยล้าหลังเช่นนี้จะได้ตีพิมพ์บทความลงในวารสารชั้นนำ ซึ่งเธอเองก็ไม่ได้คาดหวังในตัวเขามากขนาดนั้น…
คะแนนไอเอฟสองร้อยห้าสิบแปดคะแนน…อย่าว่าแต่ไป๋เยี่ยเลย…ลองดูคนทั้งประเทศ ไม่สิ! คนทั้งโลก! คนได้คะแนนไอเอฟสูงขนาดนี้สักกี่คน!
ไม่ได้การล่ะ ต่อไปตอนคุยกับไป๋เยี่ยคงต้องพกไนโตรกลีเซอรีนมาด้วย…รู้สึกปวดหัวยังไงไม่รู้…
ไม่ต้องพูดถึงสองร้อยห้าสิบแปดคะแนนนั่นหรอก แค่ 25.8 คะแนนก็ไม่น่ามีปัญหากับการสมัครแล้ว!
ระบบตรวจสอบให้ความสำคัญกับผลงานด้านวิชาการมาก เพราะต้องใช้ในการประเมินบุคลากรระดับพิเศษจากทั้งในและต่างประเทศ
ไป๋เยี่ยเห็นว่าถูโยวเงียบไปก็พลันนึกไปว่าคุณสมบัติของเขานั้นยังไม่พอ จึงรีบเอ่ยปากถามขึ้น “อาจารย์ถู คือ…คุณสมบัติผมผ่านใช่ไหมครับ ผมจะสมัครได้ยังไงบ้าง”
ถูโยวยิ้ม “ถ้าอย่างคุณยังไม่พอ ในประเทศจีนก็คงไม่มีใครพอแล้วละ! เดี๋ยวฉันจะส่งเอกสารให้คุณกรอกข้อมูล พอเสร็จแล้วก็ส่งมาให้ฉัน”
“โอ้! แต่ว่า…คุณต้องมีจดหมายแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญอย่างน้อยสองคน คุณลองขอให้ผอ.หรืออาจารย์ที่ปรึกษาเขียนให้ก็ได้นะ”
“แต่ช่างมันเถอะ คุณไม่ต้องไปกังวลเรื่องนั้น กรอกข้อมูลเสร็จแล้วก็ส่งให้เดซี่จัดการแล้วกัน ส่วนจดหมายแนะนำ…ฉันจะเป็นคนเขียนให้คุณเอง พอดีเลย พรุ่งนี้ฉันต้องไปพบกับอาจารย์ของคุณ จางเสวียเวิ่น เดี๋ยวฉันจะขอให้เขาเขียนแนะนำคุณด้วยแล้วกัน”
ไป๋เยี่ยได้ฟังดังนั้นก็แทบกลั้นน้ำตาแห่งความซาบซึ้งไว้ไม่อยู่ จดหมายแนะนำจากอาจารย์ถูถือเป็นเกียรติยศอันยิ่งใหญ่สำหรับเขา “ขอบคุณมากครับอาจารย์ถู ต้องรบกวนอาจารย์แล้ว…”
ถูโยวยิ้มก่อนจะพูดต่อ “อย่าเสียใจที่พลาดโอกาสที่ไห่ซื่อ ยังมีที่อื่นรอคุณอยู่! มะรืนนี้ก็มาที่เมืองหลวงสิ จะมีการยืนยันตัวตนที่นั่นน่ะ”
ไป๋เยี่ยครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งก่อนจะตระหนักได้ว่าเรียนที่ไห่ซื่อต่อไปก็ไม่มีประโยชน์ คืนนี้เขาจะพักผ่อนและเตรียมพร้อมมุ่งหน้าไปเมืองหลวงในวันพรุ่งนี้!
“ไม่มีปัญหาครับ พรุ่งนี้ผมจะไปหาอาจารย์ที่เมืองหลวง”
หลังจากที่วางสาย ไป๋เยี่ยก็กระโดดขึ้นเตียงด้วยความตื่นเต้น!
ไม่ได้คาดหวังเลย! ไม่ได้คาดหวังอะไรแบบนี้เลย!
โอกาสดีๆ แบบนี้จะหาจากไหนได้อีก!
ทันใดนั้นก็มีเสียงแจ้งเตือนจากวีแชทดังขึ้น ไป๋เยี่ยจึงรีบลุกขึ้นไปล็อกอินเข้าวีแชทในคอมพิวเตอร์
เดซี่นั่นเอง เธอส่งเอกสารมาให้เขากรอกข้อมูล
ไป๋เยี่ยใช้เวลากรอกข้อมูลไปราวๆ ยี่สิบนาทีก่อนจะส่งคืนได้ด้วยความพึงพอใจ
ไป๋เยี่ย: [เดซี่ ขอโทษที่รบกวนนะครับ! ฮ่าๆ…ไว้ผมเลี้ยงข้าวคุณนะ]
เดซี่: [เอ่อ…ชวนฉันไปบาร์เหรอ…ตั้งแต่มาจีนยังไม่เคยไปเลย]
ไป๋เยี่ยชะงัก…บาร์…คุณคิดว่าคนโสดแถมยังขี้แพ้แบบผมจะไปที่แบบนั้นเหรอ
เขาเพิ่งจะเคยเห็นเดซี่พิมพ์อะไรแบบนี้…
ไป๋เยี่ยจึงได้แต่ยิ้มแห้ง…
หลังจากที่ได้รับเอกสารแล้วเดซี่ก็ขอตัวไปทำงานต่อ ทว่าจู่ๆ ไป๋เยี่ยก็นึกอะไรขึ้นได้และต่อสายหาจางเหิงทันที
“สวัสดีครับ ผอ.จางใช่ไหมครับ ผมไป๋เยี่ยนะ” ทันทีที่อีกฝ่ายรับโทรศัพท์ ไป๋เยี่ยก็เป็นฝ่ายเริ่มพูดก่อน
เมื่ออีกฝ่ายได้ยินว่าเป็นไป๋เยี่ย เขาก็พอจะรู้สึกยินดีขึ้นมาบ้าง หรือว่าไป๋เยี่ยจะตกลง การพลาดโอกาสไปด้วยคะแนนที่สูงขนาดนี้เป็นเรื่องที่ทำใจได้ยากจริงๆ แต่ว่า…
“สวัสดีคุณไป๋เยี่ย ว่าไงบ้างครับ”
ไป๋เยี่ยค่อยๆ พูดอย่างใจเย็น “ขอบคุณน้ำใจที่ผอ.จางมอบให้นะครับ แล้วก็ขอขอบคุณความกรุณาของผอ.จ้าวด้วย แต่ผมลองคิดดูดีๆ แล้ว ผมตัดสินใจจะถอนตัวครับ”
จางเหิงเตรียมคำตอบไว้อยู่แล้ว เขาคิดว่าอย่างไรก็ตามไป๋เยี่ยก็ต้องยอมแน่นอน ทว่า…ไป๋เยี่ยกลับไม่ทำ!
จางเหิงตะลึงจนพูดไม่ออกไปครู่หนึ่ง!
“คุณหมายความว่าไง ไป๋เยี่ย ผมว่าคุณควรจะคิดให้ถี่ถ้วนกว่านี้นะ ปีนี้กำหนดการสอบรอบสองของไห่ซื่อช้ากว่าที่อื่นๆ มาก มหา’ ลัยดีๆ ที่อื่นก็ปิดรับสมัครไปหมดแล้ว ไหนจะระบบโอนย้ายสายอีก! ถ้าคุณต้องไปเรียนในมหา’ ลัยระดับล่างๆ ความสามารถของคุณก็จะถดถอยลงไปด้วย…คุณจะทิ้งมันไปไม่ได้!” จางเหิงร้อนรนไปหมด…แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว!
ไป๋เยี่ยส่ายหน้า “ผู้อำนวยการครับ ขอบคุณสำหรับน้ำใจนะครับ ผมรับรู้ถึงความหวังดีของผอ. แต่ผมคงย้ายสายไม่ได้หรอกครับ ยังไงก็ขอบคุณมากนะครับ พรุ่งนี้ผมจะต้องออกเดินทางแล้ว ฝากขอโทษผอ.จ้าวด้วยนะครับ”
พูดจบ ไป๋เยี่ยก็วางสายลงทันที