สู่ชีวิตนิรันดร์ - บทที่ 1 ยุคที่ขาดแคลนสตรี
บทที่ 1 ยุคที่ขาดแคลนสตรี
เมฆมงคลล้อมรอบหมู่เกาะวิเศษที่ล่องลอยอยู่ท่ามกลางนภาครามอันสดใส ที่ด้านใต้เกาะมีศิลาขรุขระห้อมล้อมไว้โดยทั่ว ในขณะที่บนเกาะนั้นถูกปกคลุมไปด้วยต้นไม้เขียวขจี ลึกเข้าไปในป่าใหญ่ปรากฏเป็นอาคารที่ก่อด้วยอิฐแดงมุงด้วยกระเบื้องสีเขียวดูหรูหราราวเครื่องประดับบนเรือนผมของอิสตรี งดงามดุจงานศิลปะบนผืนผ้าใบ นี่คือสำนักเซียนหยูฮั่ว มหาสำนักเซียนวิเศษ
แสงสว่างหลากสีสันส่องไสวมากมายเหนือเกาะวิเศษแห่งนี้ ก่อเกิดเป็นภาพที่งดงามดั่งดอกไม้ไฟ เส้นแสงเหล่านี้แท้จริงคือเหล่าศิษย์ของสำนักเซียนหยูฮั่วที่กำลังเหาะเหินกันอยู่เหนือท้องฟ้า
เหลียงเฟยแหงนหน้ามองไปยังห้วงนภากว้าง ใจเขาหวังว่าสักวันหนึ่งจะสามารถโบยบินไปในอากาศดั่งวิหคที่ถลาลมอย่างเสรี เช่นเดียวกับศิษย์คนอื่นในสำนัก
แม้ตัวเขาจะเป็นศิษย์ของสำนักเซียนหยูฮั่ว สำนักเซียนที่เลื่องชื่อว่ายิ่งใหญ่ที่สุดในแผ่นดินเสิ่นอู่ ทว่าเขาก็เป็นเพียงแค่ผู้ฝึกสัตว์อสูรเท่านั้น ไม่มีสิทธิ์ที่จะเรียนรู้เคล็ดวิชาอันล้ำค่าเหล่านั้น
นั่นก็ยิ่งไม่อาจเป็นไปได้อีก เพราะเหลียงเฟยไม่มีความสามารถมากพอจะเหาะเหินออกจากเกาะหมื่นอสูรแห่งนี้ มีเพียงสัตว์เซียนและสัตว์เทพเท่านั้นที่สามารถทำได้
นอกจากนี้ ตัวเหลียงเฟยเองก็มีอายุยี่สิบสามย่างเข้ายี่สิบสี่แล้ว มันจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่บุรุษหนุ่มในวัยนี้จะปรารถนาอยากได้ภรรยาสักคนมาเคียงข้างกาย ไม่อยากอยู่อย่างไร้คู่ครองอีกต่อไป
ขณะที่เหลียงเฟยกำลังเพ้อฝัน แสงบนท้องฟ้าต่างก็สว่างวาบเป็นสายมุ่งตรงไปที่ประตูภูเขา ดูเหมือนจะมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้นที่นั่น
ระหว่างที่เหลียงเฟยกำลังครุ่นคิด จู่ ๆ เสียงของนกกระเรียนก็ดังขึ้นมาจากด้านหลัง
ยามที่ยันต์สื่อวิญญาณที่อยู่บนมือของเขาเปล่งแสง เหลียงเฟยจึงสามารถเข้าใจความหมายของเสียงนกกระเรียนนั้นได้ทันที “เหลียงเฟย! เหลียงเฟย! ข่าวดีละ!ข่าวดีมาก!”
เมื่อหันกลับไป สิ่งที่รอเขาอยู่คือนกกระเรียนวิเศษที่มีขนาดมหึมา ขาทั้งสองข้างของมันสูงยาวกว่าตัวเหลียงเฟยเสียอีก เวลานี้มันยังไม่ได้กลางปีกออกเสียด้วยซ้ำ หากยามใดที่กางออกคงสามารถบดบังแสงของดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ได้อย่างง่ายดาย
เหลียงเฟยยิ้มให้นกกระเรียนวิเศษ แล้วถามขึ้น “เหล่าไป๋ ข่าวดีอันใดรึ?”
เหล่าไป๋ส่งเสียงตอบรับ แต่ไม่ได้บอกข่าวดีนั้นทันที เพียงแต่ก้มมองชายหนุ่มตรงหน้าตนนี้ด้วยความสนใจ แม้ไม่อาจจะบอกได้ว่าหล่อเหลาที่สุด แต่ก็บอกได้ว่าเป็นความหล่อเหลาที่มากพอจะทำให้สาว ๆ หลงใหลและคล้อยตามไปกับเสน่ห์ที่พอมีอยู่บ้าง
ผ่านไปครู่หนึ่ง เหล่าไป๋ยังคงไม่พูดอะไรเพิ่ม ทำให้เหลียงเฟยรู้สึกประหลาดใจและถามด้วยสีหน้าสงสัย “เหล่าไป๋ ไยเจ้าจึงมองข้าเช่นนั้นเล่า?”
“อืม… ไม่เลวทีเดียว ยิ่งมองก็ยิ่งไม่เลว! แม้ว่าในปัจจุบันดินแดนเสินอู่นี้ จะมีอัตราส่วนระหว่างชายหญิงไม่สมดุลกันอย่างเห็นได้ชัด เหล่าบุรุษที่มากด้วยเงินตราและอำนาจต่างก็มักจะได้ครอบครองภรรยากันสามถึงสี่คน ครอบครองเหล่าสตรีจำนวนมากท่ามกลางสตรีที่มีน้อยนักในยุคนี้ ส่วนบุรุษเพศที่ไร้ทั้งเงินตราและอำนาจนั้น การจะหาคู่ครองถือเป็นเรื่องที่ยากยิ่งกว่าการปีนขึ้นสวรรค์เสียอีก แต่เจ้านั้นต่างออกไป เจ้าถือเป็นคนของสำนักเซียนหยูฮั่ว แม้จะเป็นเพียงผู้ฝึกสัตว์อสูร แต่ก็น่าจะยังหาคู่ครองได้อยู่กระมัง”
เหลียงเฟยฟังจบก็ชะงักไปชั่วครู่ เขาครุ่นคิดก่อนจะผลิยิ้มขึ้นบนใบหน้า “เหล่าไป๋ เจ้ากำลังบอกข้าว่าแม่สื่อหวงมาแล้วหรือ?”
“ใช่แล้ว! เจ้าหนุ่ม เจ้ารีบเตรียมตัวไปหานางเสียสิ ให้แม่สื่อหวงช่วยหาสาวงามมาเป็นภรรยาให้ จะว่าไปแล้ว สมัยนี้การแย่งชิงกันมันก็สูงใช่ย่อยเลยนะ แม้จะเป็นศิษย์สำนักเซียนหยูฮั่วยังแล้ว แต่ก็ยังต้องใช้คนมาจัดหาคู่ครองให้ คิด ๆ ดูแล้วอสูรอย่างพวกข้ายังสุขสบายกว่าเสียอีก” นกกระเรียนร้องพลางถอนหายใจ
เหลียงเฟยส่ายหน้า จากนั้นก็ไปเปลี่ยนเป็นชุดที่สะอาดสะอ้าน ชะโงกหน้ามองเงาสะท้อนตนเองในลำธารแล้วเกล้าผมตนขึ้นให้ดูมีสง่าราศีก่อนจะไต่บันไดเมฆาไปยังประตูภูเขา
ที่ประตูภูเขานั้นมีฝูงชนล้อมรอบจนแน่นขนัด เป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่าการหาคู่ครองในยุคนี้ได้กลายเป็นเรื่องที่สาหัสเอาการไปเสียแล้ว
เมื่อเหลียงเฟยมาถึง เขายังไม่เห็นวี่แววของแม่สื่อหวงจึงพยายามฝ่าคลื่นมนุษย์เข้าไป ทว่าตอนนั้นเขากลับได้ยินเสียงร้องดังมาจากด้านหลัง “หลีกทางหน่อย! หลีกทางหน่อย ๆ แม่สื่อหวงกำลังเดินทางมาหาคุณชายโหลวแล้ว! ถอย ๆ ๆ”
ฝูงชนหลีกทางให้แก่นาง เหลียงเฟยจึงได้เห็นแม่สื่อหวงในที่สุด นางผู้นี้เป็นสตรีที่อยู่ในช่วงอายุราว ๆ 50 ปี บนใบหน้าถูกแต่งแต้มไปด้วยเครื่องประทินโฉมจนดูละม้ายคล้ายแม่หม้ายวัยกลางคนที่ทำเอาผู้คนอยากจะอาเจียนเมื่อแรกพบ แต่ไม่ว่าพวกเขาจะอยากอาเจียนกันขนาดไหน พวกเขาต่างก็ให้ความเคารพแก่นาง เพราะความสุขในชีวิตรักของพวกเขานั้นล้วนอยู่ในมือนาง ดูจากเครื่องประดับเงินทองในแขนเสื้อของนางก็พอจะเดาได้
เหลียงเฟยเห็นดังนั้น จึงลูบกระเป๋าแบน ๆ ของตนเอง ตอนนี้เขาสามารถเข้าใจได้อย่างสุดซึ้ง ว่าหากขาดซึ่งเงินตราแล้ว การมีชีวิตอยู่ต่อนั้นแทบจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย
คุณชายโหลวเดินเข้ามา ชายผู้นี้ไม่ได้สูงเท่าไหร่ หน้าตาก็ธรรมดาขนาดที่ว่าเหลียงเฟยยังดูดีกว่ามาก แต่ถึงจะกล่าวอย่างนั้น ข้างกายเขากลับมีสตรีมากมายอยู่ในการครอบครอง!
ไม่มีเหตุผลใดอื่นให้ยกขึ้นมาอธิบาย เพราะเขาคนนี้เป็นผู้มากมีและโอ่อ่าด้วยพลังอำนาจ เช่นนั้นแล้วจะไม่ให้มีอิสตรีมากมายมาเกาะแกะ เห็นทีคงจะเป็นเรื่องแปลก
ระหว่างที่คุณชายโหลวเดินเข้ามา ในอ้อมแขนของเขาก็โอบร่างของสตรีนางหนึ่งอยู่ นางผู้นี้เองก็เป็นศิษย์ของสำนักเซียนหยูฮั่วเช่นกัน แต่แม้ว่าจะมีใบหน้าที่งดงามอยู่บ้าง นางกลับไม่ได้มีอากัปกิริยาอ่อนช้อยบริสุทธิ์เหมือนศิษย์สตรีนางอื่นในสำนักเป็นเพียงนางแพศยาที่เด่นใช้มารยาล่อลวงชายอื่นไปวัน ๆ ทว่าคุณชายโหลวกลับดูจะพอใจในตัวนางมากเสียเหลือเกิน มือทั้งสองข้างท่องไปทั่วส่วนโค้งนูนที่น่าเย้ายวนของนางอยู่หลายครา ทั้งยังบีบคลึงนางผู้นี้อย่างไม่หยุดพัก
อันที่จริงก็ไม่ได้ผิดกับการตอบสนองของสตรีผู้ไร้ยางอายคนนี้นัก นางยอมปล่อยให้มือนี้ลวนลามตนต่อหน้าผู้คนตั้งมากมาย คงเพราะถูกอำนาจเงินทองครอบงำจิตใจไปแล้ว จึงได้ปล่อยให้คุณชายโหลวกระทำการมักมากต่อตนเองอยู่อย่างนั้น เปรียบดั่งผกามาศที่เคยงามแต่ต้องถูกสัมผัสจนชอกช้ำและร่วงโรย
นอกจากนางผู้นั้น ยังมีข้ารับใช้ในสำนักอีกหกเจ็ดคนคอยพะเน้าพะนอ เลียแข้งเลียขาดุจสุนัขรับใช้อย่างน่าสังเวช
แม้นหลายคนจะให้ความเคารพคุณชายโหลวอย่างถึงที่สุด แต่เหลียงเฟยกลับเบือนหน้าหนี เบะปากเหยียดหยามไป
‘โหลวอวี้ตี๋ ขลุ่ยหยกแห่งหอกระเรียนเหลือง เจ้าจะคู่ควรกับชื่ออันงดงามเช่นนั้นได้อย่างไร? คุณชายโหลว นายน้อยหน้าตาอัปลักษณ์สิถึงจะเหมาะกว่า’
ส่วนนางผู้นั้น เหลียงเฟยก็รังเกียจยิ่งนัก ต่อให้นางถลกผ้าขึ้น ถ่างขายั่วยวน เขาก็คงจะแค่พ่นน้ำลายใส่แล้วเดินจากไป ไม่อาจทนกับสิ่งที่ไร้รสนิยมเช่นนั้นได้ หากจำเป็นจริง ๆ ก็คงต้องหาที่ลับตาคนช่วยเหลือตัวเองเท่านั้น ชายชาตรี พูดแล้วย่อมไม่คืนคำ
แม้เหลียงเฟยจะยากจน แต่ก็มิได้ไร้รสนิยมเหมือนกับคุณชายโหลวผู้นั้น
แม่สื่อหวงทาปากแดงจัดจนน่าสะอิดสะเอียน ยิ้มแย้มทักคุณชายโหลว “คุณชายโหลว ครั้งนี้ข้าได้หาสตรีผู้อ่อนเยาว์มาให้ท่าน รับรองว่าท่านต้องชอบนางมากแน่ ๆ นางเป็นคนในเมืองหลวงนี้เอง อยู่ไม่ไกลจากจวนท่านเลย เป็นนางกัลยาที่มีใบหน้าจิ้มลิ้มสมวัย ข้านำภาพวาดนางมาให้ท่านดูด้วย”
พลันเมื่อนางในอ้อมแขนของคุณชายโหลวได้ฟังเช่นนั้น นางก็อดที่จะเอ่ยเสียงออดอ้อนออเซาะไม่ได้ “ตี๋ตี๋… ท่านก็มีข้าแล้วมิใช่หรือ?”
“อย่าได้เป็นกังวลไป ข้าเพียงแค่อยากหานางบำเรอมาเป็นไว้ดูเล่นเพิ่มสักคนก็เท่านั้น” คุณชายโหลวหัวเราะ ผละออกจากหญิงนางนั้นแล้วรับภาพมาดู ใบหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจและงุนงง เอียงคอแล้วเอ่ยด้วยสีหน้าภิรมย์ใจ “แม่สื่อหวง ท่านแน่ใจนะว่านี่เป็นภาพของนางจริง ๆ คงไม่ได้วาดให้สวยเกินจริงเพื่อล่อลวงข้าหรอกนะ?”
เหลียงเฟยอยู่ไม่ไกลจากคุณชายโหลว เมื่อเห็นเขาเปิดม้วนภาพออกมา ก็เหลือบไปมองโดยไม่ได้ตั้งใจ