สู่ชีวิตนิรันดร์ - บทที่ 107 ไม่มีเพลงกระบี่ที่แข็งแกร่งที่สุด
บทที่ 107 ไม่มีเพลงกระบี่ที่แข็งแกร่งที่สุด
ทันใดนั้น แสงกระบี่ก็แปรเปลี่ยนเป็นเงากระบี่นับพัน พุ่งเข้าสังหารภูตผีตนอื่น ๆ ต่อเนื่อง เสียงกรีดร้องอันน่าสยดสยองดังแว่วมาไม่ขาดสาย เหล่าภูตผีที่เหลือถูกรุมกระหน่ำด้วยกระบี่ที่รุนแรงดุจสายฝน ดั่งมหาสมุทร จนกลายเป็นละอองไปในที่สุด
ขณะเดียวกัน เซียวหนิงเสวี่ยก็กวัดแกว่งกระบี่แดง ป้องกันเหล่าภูตผีที่รุกรานอย่างสุดกำลัง
แม้ว่านางจะไม่ทราบว่าภูตผีตนใหญ่เหล่านั้นเรียกภูตผีตนเล็กมาเพื่ออันใด แต่มันจักต้องมิใช่เรื่องดีเป็นแน่แท้
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน หรือแม้เพียงชั่วครู่ หากเซียวหนิงเสวี่ยต้องเผชิญหน้ากับภูตผีเหล่านี้เพียงลำพัง ในโพรงขนาดกว้างวา ยาวสองวาเช่นนี้ นางคงยากที่จะต้านทานฝูงภูตผีที่ลอยละล่องเข้ามาได้
ทว่าวิชาตาข่ายดาบสวรรค์ที่เซียวหนิงเสวี่ยเพิ่งรังสรรค์ขึ้น ได้กลายเป็นดาวดับของเหล่าภูตผี ข่ายกระบี่สีแดงฉานแผ่ขยายตามคมดาบที่นางกวัดแกว่งอย่างบ้าคลั่ง ต้านทานเหล่าภูตผีที่กรูเข้ามาซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนมิอาจเล็ดลอดผ่านไปได้แม้แต่ตนเดียว
เมื่อต้องเผชิญกับข่ายฟ้าทมิฬของ เซียวหนิงเสวี่ย เหล่าภูตผีที่กรูเข้ามาราวกับคลื่น กลับกลายเป็นควันสีเขียวจางหายไปโดยไร้ซึ่งหนทางต่อต้าน
ด้วยความร่วมมือร่วมใจของเหลียงเฟยและเซียวหนิงเสวี่ย ในที่สุดการต่อสู้ในครั้งนี้ก็จบลงด้วยชัยชนะอย่างงดงาม
ครั้นเมื่อภูตผีในที่แห่งนี้ถูกกำจัดจนสิ้น เขาวงกตที่ซับซ้อนก็กลับกลายเป็นเส้นทางที่แจ่มชัดเบื้องหน้า ราวกับเป็นเส้นทางที่ถูกขีดไว้ และเป็นเส้นทางที่กว้างขวางเสียด้วย
นี่คือเส้นทางสู่สรวงสวรรค์ที่เหลียงเฟยและเซียวหนิงเสวี่ยได้ร่วมกันฝ่าฟันออกมา
ทั้งสองมองเส้นทางเบื้องหน้า ดวงตาทอประกายเปี่ยมล้นด้วยความหวัง ก่อนจะยิ้มให้แก่กัน จากนั้นจึงจูงมือกัน วิ่งทะยานไปเบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว
ทว่าเหล่าภูตผีอมตะมิได้ถูกกำจัดได้ง่ายดายเช่นนั้น และภูตผีตนยักษ์ทั้งหลายก็มิได้อ่อนแอเหมือนอย่างภูตผีตนเล็ก
แม้เซียวหนิงเสวี่ยจะร่ำเรียนวิชาฝีเท้าลมกรดจากเหลียงเฟย จนสามารถวิ่งเคียงบ่าเคียงไหล่กับเขาได้โดยไม่ตกขบวน แต่เหล่าควันสีเขียวก็ยังคงไล่ตามพวกเขามาอย่างไม่ลดละ พัดพาความหนาวเหน็บตามมาเป็นระลอก ๆ
มองดูควันสีเขียวที่ลอยโอบล้อมตัวเองเข้ามาทีละนิด เหลียงเฟยก็ค่อย ๆ เข้าใจว่าเหตุใดภายในถ้ำจึงมีลมเย็นยะเยือกพัดมาเป็นระยะ ๆ
ที่แท้ก็เป็นปีศาจร้ายนี่เอง!
“ท่านพี่เฟย พวกเรารีบไปกันเเถอะ!” เซียวหนิงเสวี่ยมองดูควันสีเขียวที่หนาแน่นขึ้นเรื่อย ๆ ด้านหน้า นางเกรงว่ามันจะกลายเป็นปีศาจร้ายตนยักษ์ จึงอดร้องตะโกนออกมาไม่ได้
จากนั้นนางก็จับมือเหลียงเฟย วิ่งสุดกำลัง เร่งฝีเท้า!
ทว่าหลังจากวิ่งไปได้สักพัก เหลียงเฟยก็หยุดลงพลางกล่าวว่า “น้องหนิงเสวี่ย การหลหนีไม่ใช่หนทาง พวกเราต้องสู้ ต้องต่อสู้จนถึงที่สุด ถึงจะมีหวังรอด!”
เซียวหนิงเสวี่ยรู้สึกสิ้นหวังอยู่บ้าง นางได้แต่ถอนหายใจ เหลียงเฟยนี่ช่างดื้อรั้นนัก นอกจากจะรู้จักแต่การวิ่งเข้าหาความตายแล้ว ก็ไม่รู้จักปรับตัวบ้างเลย
“ไม่ได้นะ พวกเราต้องไป!” เซียวหนิงเสวี่ยตะคอกด้วยความขุ่นเคือง นางดึงเหลียงเฟยอีกครั้ง หวังจะรีบวิ่งต่อไป
แต่เหลียงเฟยยืนหยัดมั่นคง ด้วยพื้นฐานการฝึกฝนที่แข็งแกร่ง ไม่ว่าเซียวหนิงเสวี่ยจะออกแรงดึงเพียงใดก็ไม่อาจขยับเขาได้
เซียวหนิงเสวี่ยโกรธจัด นางหันกลับไปตะโกนว่า “ท่านไม่ไป ข้าไปคนเดียวก็ได้ เช่นนั้นรึ?” พูดจบ นัยน์ตานางก็เปลือกประกายระยิบระยับ นางสะบัดมือเหลียงเฟย ออก แล้วหันหลังวิ่งต่อไป
เมื่อเหลียงเฟยเห็นดังนั้น เขาก็พุ่งเข้าไปคว้ามือนางไว้ด้วยความเร็วที่มากกว่าเดิม เมื่อเห็นว่านางยังคงต้องการหนี เขาจึงออกแรงดึง นางเข้ามาอยู่ในอ้อมแขนในที่สุด
ครั้นแล้ว พอเห็นนางราวกับสายน้ำที่อาจไหลลับหายไปได้ทุกเมื่อ เขาก็พลันตระหนก จึงรั้งนางไว้แน่น ร่ำร้องอย่างจริงจัง แววตาฉายแววความรู้สึกบางอย่าง “น้องหนิงเสวี่ย ข้าไม่อาจปล่อยให้เจ้าไปเพียงลำพังได้ ข้า.. เป็นห่วง”
เซียวหนิงเสวี่ยได้ยินดังนั้น นางพลันนิ่งงันไปชั่วขณะ รู้สึกซาบซึ้งจนเผลอยิ้มหวานออกมา
“เจ้าเด็กโง่งม คงจะหลงรักข้าเข้าแล้วสินะ” นางนึกในใจ
เซียวหนิงเสวี่ยฉวยโอกาสเอ่ยขึ้น “เช่นนั้น เจ้าก็ไปกับข้าสิ พวกเราจงร่วมกันฝ่าวงล้อมออกไป มีเจ้าอยู่เคียงข้าง ข้าย่อมไม่หวั่นเกรงสิ่งใด”
ทว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกลับราวกับน้ำเย็นสาดเข้าใส่ใจ เมื่อเหลียงเฟยตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “มิได้ พวกเรามิอาจหลบหนีได้”
“เจ้า!” เซียวหนิงเสวี่ย เย้ยหยันอย่างไม่สบอารมณ์
แต่บัดนี้ นางก็ไม่อาจทำสิ่งใดได้อีก เพราะกว่าพวกเขาจะรู้ตัว ควันสีเขียวก็โอบล้อมทั้งสองเอาไว้เสียแล้ว ควันพวกนั้นเปล่งแสงสีเขียวเรืองรอง ก่อนจะปรากฏร่างภูตผีปีศาจขึ้นอีกครั้ง
ในชั่วพริบตา พวกเขาก็ถูกล้อมหน้าล้อมหลัง ตกอยู่ในอันตรายยิ่งนัก!
ข้ามองดูเหล่าภูตผีที่รุมล้อมเข้ามา โดยเฉพาะอย่างยิ่งภูตผีร่างยักษ์ที่แสนแข็งแกร่งซึ่งปรากฏตัวออกมา สถานการณ์ในชั่วพริบตากลายเป็นความอันตรายยิ่งนัก
เหลียงเฟยหันไปจับมือของเซียวหนิงเสวี่ย นับเป็นการแสดงออกถึงความไว้ใจ จากนั้นก็เหาะขึ้นไปโดยไม่สนใจว่าตนเองนั้นเหนื่อยล้าเพียงใด กวัดแกว่งกระบี่ผีเข้าต่อสู้กับเหล่าภูตผี
เซียวหนิงเสวี่ยสูดหายใจเข้าลึก มองเหลียงเฟยด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะเหาะตามขึ้นไปร่วมวงศึก
เดิมทีคิดว่าภูตผีร่างยักษ์ที่ถูกทำลายไปแล้วนั้น คงอ่อนกำลังลงเหมือนกับภูตผีตนเล็กตนน้อย การต่อสู้ครั้งนี้น่าจะง่ายดายเหมือนที่ผ่านมา
ทว่าความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่!
หลังจากภูตผีร่างยักษ์ปรากฏตัวออกมา พวกมันรับมือกับเหลียงเฟย ขณะเดียวกันก็ดูดกลืนวิญญาณภูตผีตนอื่นเข้าไป ทำให้ร่างกายของพวกมันใหญ่โตขึ้น แสงสีเขียวที่เปล่งออกมาก็ยิ่งทวีความรุนแรง พลังย่อมต้องแข็งแกร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ขนาดทั้งสองร่วมมือกัน ทั้งยังได้เพลงกระบี่ที่น่าเกรงขามของเซียวหนิงเสวี่ย ก็ยังไม่อาจต้านทานพลังมหาศาลของเหล่าภูตผีที่ถาโถมเข้ามาได้ ทำให้ภูตผีร่างยักษ์แข็งแกร่งขึ้นไปอีก
ในขณะนั้นเหลียงเฟยและเซียวหนิงเสวี่ยก็เข้าใจว่าเหตุใดภูตผีร่างยักษ์เหล่านี้ถึงได้เรียกเหล่าภูตผีตนเล็กตนน้อยเข้ามา
แท้จริงแล้ว มันคือกลยุทธ์ที่สร้างความเสียเปรียบแก่พวกเขายิ่งนัก!
เหลียงเฟยมองดูเหล่าอสูรกายร่างยักษ์เติบโตใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ แม้จะทุ่มเทกำลังทั้งหมดที่มี แต่ก็ไม่อาจทำลายล้างพวกมันได้
ยิ่งน่าสะพรึงกลัวไปกว่านั้น พลังของอสูรกายยิ่งทวีคูณขึ้นตามขนาด ราวกับจะเย้ยหยันกระบวนท่าสังหาร ‘กระบี่สวรรค์สะเทือนพิภพ’ กระทั่งวิชามหาประลัยของเขาก็ถูกพวกมันสลายไปอย่างง่ายดาย
“เช่นนี้มิได้การ หากปล่อยไว้มีหวังสิ้นชีวี พวกเรายังพอมีโอกาส รีบหนีไปเถิด!” เซียวหนิงเสวี่ย เห็น เหลียงเฟย ทุ่มเทสุดกำลัง แต่ก็ไม่อาจต้านทานพลังร้ายกาจของอสูรกายนับร้อยนับพันได้ นางอดเป็นห่วงมิได้ จึงร้องเตือนเหลียงเฟยอีกครั้ง
ทว่าเหลียงเฟยกลับเหมือนไม่ได้ยินสิ่งใด พลางรวบรวมพลังโจมตีเหล่าอสูร พยายามแยกพวกมันออกจากกัน
แม้พลังของเขาเทียบไม่ได้กับอสูรกายที่แข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับไร้ความหมาย แต่เขาก็ยังคงยืนหยัด กัดฟันแน่น อกผายผึ่ง ยอมหลั่งเลือดและเหงื่อ ต่อสู้จนสิ้นลมหายใจ ไม่ยอมแพ้!
เซียวหนิงเสวี่ยเมื่อได้เห็นเช่นนั้น ก็พลันถูกความมุ่งมั่นของเหลียงเฟยสั่นสะเทือนหัวใจ
ในท้ายที่สุด นางกัดฟันแน่น ตัดสินใจล้มเลิกแผนการหลบหนี ดวงตาทอประกายเย็นเยียบ เร่งฝ่ามือสะบัดกระบี่ชิงเถิง เร็วยิ่งกว่าสายฟ้า
ข่ายกระบี่สวรรค์อันแหลมคมพุ่งออกไปเป็นสาย ฟาดฟันเหล่าอสูรร้ายขนาดเล็กที่กรูเข้ามา ไม่ปล่อยให้แม้แต่ตัวเดียวเล็ดลอดไปหล่อเลี้ยงพลังให้อสูรร่างยักษ์
ด้วยความพยายามอย่างไม่ลดละของนาง ในที่สุดอสูรกายร่างยักษ์ก็หยุดการเติบโตลง เริ่มสลายหายไปทีละน้อยภายใต้คมกระบี่ของเหลียงเฟย
การต่อสู้อันดุเดือด ในที่สุดก็เห็นแสงสว่างแห่งความหวัง!
เหลียงเฟยรู้สึกได้ถึงความพยายามของเซียวหนิงเสวี่ย นางจึงยิ่งต่อสู้กับผีร้ายอย่างสุดกำลัง แม้จะทุ่มเท แต่เหลียงเฟยก็ยังคงสุขุม รอบคอบ คอยสังเกตความเปลี่ยนแปลงของผีร้ายตนนั้นอย่างถี่ถ้วน เพื่อค้นหาจุดอ่อน ขณะเดียวกันก็หาทางรับมือที่เหมาะสม
แม้กระบี่สวรรค์สะเทือนพิภพจะมีพลังร้ายกาจ แต่ในใจของเหลียงเฟย มันไม่ใช่อาวุธที่แข็งแกร่งที่สุด
แท้จริงแล้ว หลังจากผ่านการต่อสู้มานับครั้งไม่ถ้วน เหลียงเฟยก็เข้าใจความจริงข้อหนึ่งอย่างแจ่มแจ้ง
นั่นคือ ไม่เคยมีวิชากระบี่ใดที่แข็งแกร่งที่สุด แต่บ่อยครั้งที่เราสามารถหาวิธีที่เหมาะสมที่สุดในการรับมือกับศัตรูที่แตกต่างกันไปได้
หลังจากประมือกับผีร้ายอยู่พักหนึ่ง ในที่สุดเหลียงเฟยก็พบว่าวิชาที่เขาคิดค้นขึ้น แม้จะไม่ร้ายกาจเท่ากระบี่สวรรค์สะเทือนพิภพ แต่กลับกลายเป็นวิชาที่กำราบผีร้ายตนนี้ได้
แต่เหลียงเฟยเป็นคนชาญฉลาด เขาไม่ได้ละทิ้งกระบี่สวรรค์สะเทือนพิภพไปเสียทีเดียว