สู่ชีวิตนิรันดร์ - บทที่ 14 สามขั้น
บทที่ 14 สามขั้น
เหลียงเฟยกัดฟัน เตรียมจะลงมือ!
ทว่าในเวลานั้นเอง ปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น
ขณะที่ลำแสงกำลังจะปะทะเข้ากับเหลียงเฟย ร่างกายของเขากลับส่องแสงสีขาวเปล่งประกายออกมารอบทิศทาง
เขาเลื่อนระดับ!
เหลียงเฟยพัฒนาจากระดับขัดเกลากระดูกขั้นสูงไปเป็น ผสานกายาขั้นต้น
เซียวหนิงเสวี่ยเองก็ตกใจยิ่งนัก นางไม่คิดว่าการที่เขาเรียนรู้กระบวนท่าคนอื่นของเขาในเวลาสั้น ๆ จะทำให้เขาเลื่อนระดับได้!
ต้าฉุยเองก็รู้สึกตื่นเต้นจนเผลอหัวเราะออกมาเช่นกัน เพราะเหลียงเฟยทวงความยุติธรรมให้กับเขา เขาจึงลืมความสัมพันธ์ศัตรูมิตรไปโดยสิ้นเชิง
สามปรมาจารย์ยุทธ์ยังคงผสานการโจมตีไม่ลดละ ระหว่างนี้ปรมาจารย์ยุทธ์ อีกสองคนที่อยู่ข้างหน้าได้พลังกลับคืนมาพอสมควรแล้ว พวกเขามีพลังเพียงพอที่จะปลดปล่อยวิถีเทพได้ สองในสามของพวกเขาจึงร่วมมือกันและออกกระบวนท่าโจมตีเหลียงเฟยไปพร้อม ๆ กันด้วย
พวกเขาไม่เชื่อว่าคราวนี้เหลียงเฟยจะโชคดีเหมือนเมื่อครู่นี้อีก!
ทว่าความจริงที่อยู่ตรงหน้ากลับทำให้พวกเขาพูดไม่ออก ลำแสงการโจมตีกำลังจะพุ่งเข้าใส่เหลียงเฟยอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้เองร่างกายของเหลียงเฟยก็ปลดปล่อยลำแสงสีขาวออกมาอีก
เขาเลื่อนขั้นอีกรอบหนึ่ง!
ผสานกายาขั้นต้น เลื่อนขึ้นเป็น ผสานกายาขั้นกลาง!
เลื่อนขั้นสองขั้นติดต่อกัน?
นี่มันไม่น่ากลัวเกินไปหน่อยหรือ?
เมื่อเห็นปาฏิหาริย์ที่เกิดกับเหลียงเฟย ทุกคนก็หยุดการโจมตีลงชั่วขณะและหันไปมองเหลียงเฟยพลางคิดในใจเพื่อหาคำตอบว่าเด็กคนนี้เป็นตัวประหลาดแบบไหนกันถึงได้เลื่อนขั้นถึงสองขั้นติดเช่นนี้ได้?
“ถึงเจ้าจะเลื่อนขั้นสองขั้นก็ยังเป็นเพียงผสานกายา พวกข้าสามคนจัดการเจ้าได้สบายอยู่แล้ว! โดยเฉพาะในยามที่พวกข้าสามคนร่วมมือกันแล้วด้วย!” ปรมาจารย์ยุทธ์ผู้ถือหอกตะโกนเสียงดัง พร้อมหันไปมอง ปรมาจารย์ยุทธ์อีกสองคน
ชายทั้งสามพยักหน้า ก่อนจะปล่อยกระบวนท่าที่รุนแรงยิ่งขึ้นใส่เหลียงเฟย เนื่องจากกระบวนท่าของพวกเขานั้นเป็นรูปแบบเดียวกัน ลำแสงที่ออกมาจากร่างของทั้งสามคนจึงรวมกันเป็นลำแสงขนาดใหญ่ราวกับสายฟ้าพุ่งเข้าเหลียงเฟย แม้ว่าลำแสงนั้นจะยังไม่เข้ามาถึงตัว เสียงลมที่เสียดสีก็ดังก้องมาแล้ว หากเหลียงเฟยถูกการโจมตีนี้เข้าล่ะก็ คงต้องตายอย่างแน่นอน
ทว่าสิ่งที่เห็นกลายเป็นเหลียงเฟยยืนอยู่นิ่ง แม้ว่าตรงหน้าตนจะเป็นการโจมตีผสานที่น่าเกรงกลัวก็ตาม
เซียวหนิงเสวี่ยเพิ่งจะร้องบอกให้เขาหลบ กระนั้นร่างของเหลียงเฟยก็ไม่ได้ขยับไปจากที่เดิมเลย สิ่งนี้ทำเอาราชันยุทธ์รูปงามอ้ำอึ้ง โชคดีที่ปรมาจารย์ยุทธ์คนอื่น ๆ ได้รับคำสั่งมาให้จับเป็นตัวนาง ไม่ได้ต้องการฆ่า ดังนั้นเมื่อเห็นว่านางนิ่งไป พวกเขาจึงหันกลับไปมองเหลียงเฟยแทน
ปรมาจารย์ยุทธ์สามคนรวมถึงต้าฉุยผู้ใช้ค้อนและผู้ฝึกยุทธ์คนอื่น ๆ ที่อยู่ข้าง ๆ ต่างก็อึ้งไปตาม ๆ กัน
พวกเขาทุกคนรู้ดีว่าหลังจากที่ฝึกถึงระดับผสานกายาขั้นต้นแล้ว การจะพัฒนาต่อไปนั้น นอกจากพลังแสงที่มีมากกว่าระดับขั้นก่อน ๆ ทั้งสี่ขั้นจะไหลเวียนทั่วร่างแล้ว ร่างกายของผู้เลื่อนขั้นจะไม่สามารถขยับไปชั่วขณะด้วย
นั่นหมายความว่า…
การโจมตีของพวกเขาทั้งหมดก่อนหน้านี้ ถูกแสงอันเกิดจากการเลื่อนขั้นของเหลียงเฟยปัดป้องออกจนหมด!
ขั้นของเหลียงเฟยพัฒนาไปอีกขั้นหนึ่ง!
มันได้เปลี่ยนจากผสานกายาขั้นกลาง กลายเป็นระดับผสานกายาขั้นสูงแล้ว!
การเลื่อนขั้นสองขั้นติดต่อกันนั้นนับว่าเหลือเชื่อมากแล้ว
เช่นนั้นหากเป็นการเลื่อนขั้นสามขั้นล่ะ?
สิ่งมหัศจรรย์! นี่เป็นสิ่งที่เกินกว่าจะเชื่อได้หากไม่เห็นมันด้วยตาตนเอง!
เหลียงเฟยเลื่อนขั้นถึงสามขั้นในพริบตาเดียว! ก่อนหน้านี้ยังเป็นเพียงระดับขัดเกลากระดูกขั้นสูงอยู่เลยแท้ ๆ แต่ตอนนี้กลายเป็นระดับผสานกายาขั้นสูงแทนแล้ว!
หากมันเกิดขึ้นกับการขัดเกลาลมปราณหรือการเลื่อนขั้นในวิถีอื่น ถ้าคนผู้นั้นสามารถเลื่อนขั้นติดต่อกันในเวลาอันสั้นได้คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรนัก
แต่กับการขัดเกลาร่างกายนั้นมันเกี่ยวข้องกับกระบวนท่า! ทุกคนต้องเรียนรู้ ต้องฝึกฝนและพัฒนาทีละขั้นตอน คนจำนวนมากใช้เวลาหลายปีจึงจะประสบความสำเร็จในด้านนี้
นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่แม้ว่าคนจำนวนมากจะเริ่มฝึกฝนตั้งแต่เยาว์วัย แต่ก็ยังไม่อาจจะผันตัวมาฝึกวิถีเทพได้ในช่วงวัยยี่สิบปี สิ่งนี้แสดงให้เห็นแล้วว่าการฝึกฝน การพัฒนาตนเองจนกว่าจะสมบูรณ์และฝึกฝนวิถีเทพได้นั้นมันยากเย็นขนาดไหน
และตอนนี้เหลียงเฟยกลับทำมันได้ เขาใช้เวลาไม่ถึงครึ่งมวนบุหรี่ก็บรรลุสิ่งที่คนอื่นต้องใช้เวลาหลายปี หรือต่อให้เป็นผู้ฝึกยุทธ์อัจฉริยะก็ยังต้องใช้เวลาหลายเดือน
อัจฉริยะ!
บางทีคำนี้ก็ยังไม่เพียงพอ
อันที่จริงแล้วการที่เหลียงเฟยพัฒนามาได้ถึงขนาดนี้ในวัยเพียงยี่สิบกว่าปีนั้น นอกจากความอัจฉริยะของตัวเขาเอง มันอาจจะมาจากการบ่มเพาะฝึกฝนร่างกายอยู่ตลอดเวลาที่ผ่านมาด้วย
ตึกสูงเสียดฟ้าก็ต้องเริ่มจากฐานรากฐานที่มั่นคง ต่อให้จะสูงแค่ไหนพื้นฐานก็คือจุดแปรผันที่ไม่อาจมองข้ามได้ นี่คือบทพิสูจน์ทางปรัชญาที่ว่ารากฐานที่ลึกจะกำหนดความสำเร็จของกระบวนท่า และเพราะเหลียงเฟยมีรากฐานที่หนักแน่น เขาจึงสามารถสร้างปาฏิหาริย์ได้
เซียวหนิงเสวี่ยเมื่อเห็นดังนั้นก็ตื่นเต้นจนพูดไม่ออก นางไม่กล้าจินตนาการไปมากกว่านี้ ไม่อยากคิดว่าในภายภาคหน้า เหลียงเฟยจะสามารถเพิ่มพูนการฝึกฝนของตนได้รวดเร็วขนาดไหน จะประสบความสำเร็จเพียงใด
เหล่ายอดฝีมือจากสกุลโหลวต่างก็ตกตะลึง เพราะไม่ง่ายเลยที่จะได้พบเห็นสิ่งมหัศจรรย์เช่นนี้!
เมื่อแสงบนร่างของเหลียงเฟยสลายไปแล้ว เขาก็รู้สึกมั่นใจยิ่งขึ้นเพราะระดับของตนเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก และตอนนี้ปรมาจารย์ยุทธ์ทั้งสามที่กำลังต่อสู้กับเขาล้วนก็แต่หมดแรงเพราะใช้วิถีเทพติดต่อกัน เหลือเพียงแต่ต้องใช้กระบวนท่าธรรมดากับการต่อสู้ที่ยังไม่จบนี้
ท้ายที่สุดเหลียงเฟยอาศัยกระบวนท่าที่ล้ำลึกกว่าก็เอาชนะพวกเขาได้ในเวลาอันรวดเร็ว จนใบหน้าช้ำบวม กึ่งตายกึ่งเป็น
ชายค้อนยักษ์เมื่อเห็นปรมาจารย์ยุทธ์ทั้งสามถูกซัดกระเด็น ก็อดหัวเราะไม่ได้ “ไง เจ้าพวกคนเก่งทั้งหลาย ทำไมแม้แต่เด็กตัวแค่นี้ยังเอาชนะไม่ได้อีกล่ะ?”
ปรมาจารย์ยุทธ์สองคนที่เคยดูถูกยอดยุทธ์ผู้ใช้ค้อนยักษ์ก่อนหน้านี้หันมามองเขาอย่างเยือกเย็น พวกเขาตกอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเสียแล้ว
ต้าฉุยมองพวกปรมาจารย์ยุทธ์ทั้งสองที่ได้เหยียดหยามเขาไว้ก่อนหน้า การที่ได้เห็นคนเหล่านี้นิ่งอึ้งราวกับไม่มีอะไรจะพูด มันทำให้เขารู้สึกสะใจมาก ชายร่างใหญ่หัวเราะทั้งน้ำตาก่อนจะหันมาพูดกับเหลียงเฟย “เหลียงเฟย ต้าฉุยผู้นี้ขอกล่าวขอคุณ เจ้าที่ทำให้ชาตินี้ของข้าไร้ซึ่งห่วงพยาบาทแล้ว!”
เมื่อกล่าวออกมาเช่นนั้น ต้าฉุยก็ยกค้อนยักษ์ของตนขึ้นสูง คนอื่นที่เห็นไม่ทันได้ไตร่ตรอง เขาใช้โอกาสนี้ผสานแรงกำลังที่เหลือเหวี่ยงค้อนศึกนั้นฟาดเข้าไปที่หัวของตนอย่างรุนแรงจนสิ้นชีวิตในทันที เหลือทิ้งไว้เพียงความตกใจและเสียใจในสายตาผู้อื่นเท่านั้น
ในยุทธจักรนั้น ชะตากรรมของผู้คนล้วนไม่เป็นไปตามใจตนเอง
ทางเหลียงเฟยได้เพียงถอนหายใจยาว ๆ เขาไม่ได้คิดจะปรานีใครอยู่แล้ว ปรมาจารย์ยุทธ์ทั้งสามตรงหน้าเขาในสภาพที่ไร้ซึ่งพลังถูกเหลียงเฟยใช้หอกฟาดฟันและทิ่มแทงจนตายตกตามกันไป ไม่เพียงเท่านั้น เหลียงเฟยมุ่งหน้าไปหาคนของตระกูลโหลวคนอื่นต่อเพื่อตามฆ่าทิ้งด้วย
บรรดาพวกผู้ฝึกยุทธ์ที่มานั้นมีปรมาจารย์ยุทธ์สามคนและยอดยุทธ์หนึ่งซึ่งได้ถูกท่านเหลียงเฟยสังหารแล้ว!
ยอดยุทธ์ที่เหลือแม้จะมีกลุ่มผู้ฝึกยุทธ์เข้าช่วยเหลือ แต่เมื่อเผชิญหน้ากับเซียวหนิงเสวี่ย ผู้แข็งแกร่งในระดับราชันยุทธ์ ชีวิตของเขาก็ได้จบสิ้นลงอย่างรวดเร็ว!
ยอดฝีมือทั้งห้าได้ตายลงแล้ว เหล่าคนอื่นที่เหลือย่อมกลายเป็นเรื่องง่าย!
เซียวหนิงเสวี่ยควงกระบี่วิญญาณสีชาดปราดไปมา มันก่อให้เกิดภาพมายาของคมกระบี่นับพันขึ้นในอากาศ และในชั่วพริบตาผู้ฝึกยุทธ์ตระกูลโหลวในบริเวณนี้ก็ถูกจัดการจนหมด
ขณะที่เหลียงเฟยถือหอกยาว เขาใช้กระบวนท่าระดับสูงของตระกูลโหลวที่สมบูรณ์กว่า ปลดปล่อยการโจมตีที่รุนแรงออกมา การขยับเพียงเจ็ดก้าวสามารถฆ่าคนได้หนึ่งคน ในเวลาไม่ช้านาน ทั้งเขาและเซียวหนิงเสวี่ยก็สังหารคนจากตระกูลโหลวในบริเวณนี้จนสิ้นซาก!
เมื่อมองดูศพที่นอนระเกะระกะเกือบยี่สิบศพบนถนน เหลียงเฟยจึงค่อย ๆ สูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วได้จ้องมองไปด้านหน้าด้วยแววตาเย็นชา “แม่หญิงเซียว พวกเราไปกันต่อเถอะ!”
ศึกนองเลือดที่ดูเหมือนสิ้นหวังไปเสียทุกแท้ ๆ!
ช่างน่าประหลาดใจที่สามารถเอาชนะมาได้!
ในขณะนี้ เซียวหนิงเสวี่ยมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้นแล้ว กระนั้นนางกลับยืนนิ่งไปเสียดื้อ ๆ
เพราะศึกนองเลือดเมื่อครู่ด้วยเช่นกัน เซียวหนิงเสวี่ยจึงตระหนักเรื่องหนึ่งได้ นั่นคือแม้ว่าเหลียงเฟยจะแข็งแกร่งขนาดไหน แต่รากฐานของเขาก็ยังถือว่าต่ำเกินไป หากเทียบกับคนอื่น ๆ ของตระกูลโหลวแล้ว พลังแค่นี้ไม่สามารถเทียบเคียงอะไรได้เลย!
เหลียงเฟยหันหน้ากลับมามองนาง แววในดวงตาแฝงด้วยความสงสัย “แม่หญิงเซียว ไยจึงยืนนิ่งไป? เจ้าได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า?”
เซียวหนิงเสวี่ยอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าอย่างซื่อสัตย์
บางทีหากนางโกหกเหลียงเฟยว่าตนได้รับบาดเจ็บ ด้วยนิสัยของอีกฝ่ายจากที่เห็นเมื่อครู่ มีหวังเขาได้บุกทะลวงหนักกว่านี้แน่
เหลียงเฟยเห็นดังนั้น จึงแสดงกิริยาจากใจจริงออกมา “เจ้าเกิดกลัวขึ้นมาหรือ?”
“มิใช่ข้าเกรงกลัว หากแต่พวกเราหาได้เป็นคู่ต่อสู้ที่ทัดเทียมกับตระกูลโหลวไม่” เซียวหนิงเสวี่ยไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน จึงอธิบายพร้อมความหวังว่าจะเกลี้ยกล่อมให้เหลียงเฟยสิ้นความคิดนี้
“ไม่ทัดเทียม? เจ้าหมายถึงผู้ฝึกยุทธ์พวกนั้นน่ะหรือ? ไม่ใช่ว่าเจ้าเองก็ได้เห็นแล้วด้วยตาตนเองหรือไร? เจ้าพวกนั้นน่ะฝีมือไม่เอาไหนเลย ศพของพวกมันที่นอนกลาดพื้นนั่นก็เป็นสิ่งยืนยันแล้วว่าทั้งเจ้าและข้าสามารถจัดการพวกมันได้ ไม่มีสิ่งใดที่ต้องเกรงกลัวทั้งนั้น” เหลียงเฟยกล่าวจบก็ตรงรี่นำหน้าไป