สู่ชีวิตนิรันดร์ - บทที่ 17 ดั่งบุรุษในตำนาน
บทที่ 17 ดั่งบุรุษในตำนาน
“แม้จะมีข่าวลือหนาหูว่าท่านได้บรรลุขั้นเซียนยุทธ์แล้ว แต่พวกข้าตระกูลโหลวก็หาได้กลัวท่านไม่!” โหลวอิงป้าหันกลับมาตอบโดยไม่แสดงความหวาดกลัว ท่าทางนั้นดูคล้ายคลึงเหลียงเฟยไม่น้อย
“แล้วถ้ามีพวกข้าด้วยล่ะ!”
ใครจะรู้ว่าก่อนโหลวอิงป้าจะกล่าวจบ เสียงที่สะท้านพสุธาก็ดังกังวานมาจากฟากฟ้า น้ำเสียงนั้นเปี่ยมด้วยความแกร่งกล้าเช่นเดียวกับคำถามที่เอ่ยถามขึ้นมา
แสงสว่างวาบเจ็ดถึงแปดด้วยปรากฏขึ้นในพริบตา มันกลายสภาพเป็นร่างของชายผู้แกร่งกล้าห้าคนและสตรีอีกสามคน ทุกคนล้วนมีฝีมือสูงส่งเหนือขั้นจ้าวยุทธ์
หนึ่งในนั้นคือลุงหัว!
ลุงหัวเหลือบมองเหลียงเฟย พบว่าเพียงไม่กี่วันผ่านไป ฝีมือของเด็กคนนี้ก็พัฒนาขึ้นจากระดับขัดเกลากระดูกขั้นสูงเป็นการระดับผสานกายาขั้นสูงแล้ว ใบหน้าที่พึงพอใจหัวเราะแล้วกล่าวเชยชมเขา “เหลียงเฟย ไม่พบกันเพียงสามวัน เจอกันอีกทีเจ้าทำเอาข้าตกตะลึงมากละเชียว ไม่นึกจริง ๆ ว่าเพียงสามวัน ฝีมือของเจ้าจะพัฒนาขึ้นถึงสามระดับแล้ว เฉลี่ยวันละระดับ ขืนยังพัฒนาอย่างรวดเร็วอยู่แบบนี้ อีกไม่นานก็คงจะก้าวนำข้าไปได้แล้วกระมัง”
เหลียงเฟยยิ้มแล้วก็นิ่งเงียบ
บางครั้งพลังแห่งความเงียบก็ทรงอานุภาพที่สุด
โหลวอวี้ตี๋ได้ยินลุงหัวพูดอย่างนั้นก็งุนงง
เพราะเมื่อครู่บนถนนเขาเพิ่งเห็นฝีมือของเหลียงเฟยอยู่ในระดับเกลากระดูกขั้นนสูง แต่พริบตาเดียวก็พุ่งขึ้นถึงการขัดเกลาร่างกายชั้นสูงแล้ว
คนนี้ไม่ใช่เลื่อนขั้นวันละระดับ แต่เพียงชั่วเวลาไม่กี่มวนบุหรี่มอดเขาเลื่อนไปถึงสามระดับแล้ว!
น่ากลัวจริง ๆ
เย่เทียนฉงได้ยินลุงหัวพูดจึงสังเกตเห็นเรื่องนี้ เขาหัวเราะออกมาและยิ่งรู้สึกว่าเหลียงเฟยเป็นคนที่เหมาะแก่การเป็นลูกเขยของเขาจริง ๆ!
อันที่จริงไม่เพียงแต่เซียวหนิงเสวี่ยที่ตกใจเมื่อคิดถึงภาพของเหลียงเฟยที่พัฒนาตนเองได้สามขั้นติดต่อกัน แต่ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นต่างก็งุนงงไปหมด!
สามวันก้าวสามขั้น!
นั่นมิใช่สิ่งมหัศจรรย์ แต่เป็นดั่งบุรุษในตำนานที่เลื่องลือ!
ว่ากันว่าทั่วดินแดนเสินอู่ มีเพียงสองคนที่ประสบความสำเร็จเช่นนี้
ทั้งสองเป็นศิษย์สำนักเซียนหยูฮั่วกันทั้งคู่ คนหนึ่งคือ มังกรคำราม หลงเซี่ยว ผู้ก่อตั้งสำนักเซียนหยูฮั่ว ส่วนอีกคนหนึ่งคือลูกศิษย์รุ่นแรกของสำนัก เทียนอวิ๋น
ขณะนี้ทั้งสองคนนั้นเป็นสองในสี่เทพยุทธ์ที่ยังมีชีวิตอยู่ในแดนเสินอู่แห่งนี้!!
เช่นนั้นแล้วความแข็งแกร่งของเหลียงเฟยในอนาคตคงจะหาประมาณมิได้อย่างแน่นอน!
เป็นไปได้ว่าหากทุกคนรู้ถึงความจริงที่เหลียงเฟยไม่ได้ใช้สามวันในการพัฒนาได้ถึงสามขั้นเช่นนี้ แต่เป็นเพียงอึดใจเดียวก็สามารถพัฒนาไปได้ถึงสามขั้น พวกเขาคงจะประหลาดใจยิ่งนัก!
คนจากตระกูลโหลวได้สติกลับมาอีกครั้ง เมื่อเห็นเย่เทียนฉงมาพร้อมกับยอดฝีมือที่มีกำลังทัดเทียมกัน แม้จะอยู่ในบ้านตระกูลโหลว พื้นที่อันเป็นจุดได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ของพวกเขาเอง แต่มันก็ยังยากที่จะมั่นใจในชัยชนะของพวกตน เพราะเย่เทียนฉงนั้นเป็นเซียนยุทธ์ที่มีวิชาสูงส่ง
ยิ่งวิชาสูงส่งขึ้นเท่าใด การพัฒนาขั้นก็จะยิ่งช้าลง ไม่ว่าจะฝึกฝนอยู่ในขั้นไหน ความแตกต่างอันเป็นช่องว่างระหว่างสองขั้นก็เป็นสิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจน
เช่นนั้นจึงสามารถพูดได้เลยว่า ด้วยพละกำลังของเย่เทียนฉงเพียงผู้เดียว เขาก็สามารถจัดการยอดฝีมือหลายคนของตระกูลโหลวได้ไม่ยากนัก!
โหลวอิงป้ารู้สึกหมดหนทาง จึงพูดขึ้น “แม้ว่าทั้งตระกูลโหลวและตระกูลเย่จะไม่ได้เป็นมิตรสนิทกันมาก่อน แต่พวกเราก็ไม่เคยเป็นศัตรูกันมาก่อนเช่นกัน ดังนั้นข้าหวังว่าท่านเจ้าตระกูลเย่จะไว้หน้าข้าบ้าง”
แม้จะพูดอย่างนั้น แต่ในใจเขาก็รู้สึกโกรธที่น้องรองอย่างโหลวอิงเหวินไม่อยู่ ไม่เช่นนั้นด้วยวิชาระดับเซียนยุทธ์เช่นเดียวกัน สถานการณ์ตอนนี้คงไม่รู้สึกกดันขนาดนี้นี้ นี่เขารู้สึกเหมือนถูกเหยียบย่ำในบ้านตัวเอง นั่นทำให้เขารู้สึกโกรธมาก!
คนอื่น ๆ ฟังโหลวอิงป้าพูดแล้วก็รู้สึกไม่พอใจ แต่เมื่อเผชิญหน้ากับยอดฝีมือของตระกูลเย่พวกเขาก็ไม่กล้าลงมือก่อนด้วยเช่นกัน!
หึ! ตามปกติแล้วตระกูลโหลวมักจะกดขี่คนอื่นเสมอ ครั้งนี้โดนกดดันกลับบ้างก็ดูเหมาะสมดีแล้ว!
เซียวหนิงเสวี่ยยิ้มในใจ ในที่สุดก็ได้เห็นหน้าอัปลักษณ์ของตระกูลโหลวเสียที!
ทางด้านหลิงเฟยไม่ได้แสดงท่าทีหรือความรู้สึกใด ๆ เขาสัมผัสได้ว่าด้วยบุคลิกของโหลวอิงป้า เขาไม่สามารถกดดันอีกฝ่ายได้ด้วยตนเองอย่างแน่นอน
และถ้าลงมือทำ เรื่องวันนี้คงไม่จบลงเพียงเท่านี้!
เย่เทียนฉงพูดด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย เขายิ้ม “งั้นก็ดี เช่นนั้นจงนำยาถอนพิษมาให้ข้าซะ แล้วข้าจะพาทั้งสองผู้เยาว์นี้ไปเอง!”
โหลวอิงป้าหยุดชั่วครู่ แต่ก็สั่งคนรับใช้คนหนึ่งให้ไปนำยาถอนพิษมา
ข้ารับใช้คนนั้นพยักหน้ารับคำสั่ง กำลังจะหันกายกลับไป แต่ถูกหนุ่มใหญ่หน้าดำเรียกหยุดไว้ “รอก่อน ท่านพี่! ให้ข้าไปเอาเองดีกว่า ถือซะว่าจะได้แสดงความจริงใจด้วย!”
ทว่าผู้ฝึกยุทธ์ผู้หนึ่งของตระกูลเย่ก้าวออกมาตวาด “อย่ามาโกหก!”
“เชื่อได้ ข้าไม่ใช่คนไร้ยางอายเช่นนั้น!” หนุ่มหน้าดำพูดด้วยท่าทีเรียบนิ่ง ๆ แล้วร่างนั้นก็วับหายไป
เพียงครู่เดียว แสงสว่างวาบไหว หนุ่มหน้าดำปรากฏตัวอยู่ท่ามกลางระหว่างผู้ฝึกยุทธ์ของตระกูลเย่และตระกูลโหลว ห่างจากคนอื่น ๆ ฝั่งตนพอสมควร เขาวางโต๊ะตัวหนึ่ง และวางขวดยาบนนั้น พลางยิ้มขณะพูด “ยาแก้พิษอยู่ที่นี่ เหลียงเฟย หากเจ้ามีกำลังมากพอก็มาเอาเอง!”
เย่เทียนฉงเห็นดังนั้นจึงถามด้วยสีหน้าโกรธเคืองว่า “โหลวอิงป้า นี่มันมีความหมายว่าอย่างไร?”
โหลวอิงป้าลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ท้ายสุดก็ยอมพูดออกมา “แม้ตระกูลโหลวของข้าจะมีความผิดบางประการ แต่การที่เหลียงเฟยบุกรุกเข้ามาในจวนของข้าเช่นนี้ก็ถือว่ามีความผิดเช่นกัน หากข้ายอมให้เขาได้ยาแก้พิษไปง่าย ๆ ละก็ คนอื่นมากมายคงจะเลิกนับถือข้า หลังจากนี้ตระกูลโหลวของข้าจะยืนหยัดอยู่ในเมืองหลวงแห่งนี้ได้อย่างไร?”
ลุงหัวได้ยินดังนั้นจึงไม่พอใจมาก เขาไม่สนฐานันดร ก้าวออกมาหนึ่งก้าวแล้วเอ่ย “โหลวอิงป้า สิ่งที่เจ้าพูดมานั้น ตั้งใจจะสื่ออะไรกันแน่? ท่านเจ้าตระกูลเย่ไม่ได้สั่งให้ตระกูลโหลวของเจ้าชงชาขอโทษก็ถือว่าให้เกียรติเจ้ามากแล้ว อย่ามาทำไม่รู้จักบุญคุณ ไม่ยอมดื่มสุราคารวะ ชอบสุราลงทัณฑ์!”
โหลวอิงป้าปฏิเสธที่จะทำเช่นนั้น “ที่นี่มีสิทธิ์อะไรให้สุนัขเช่นเจ้ามาพูด? แม่ทัพเย่ ในเมื่อท่านไม่ให้เกียรติข้า งั้นก็อย่าได้ถือโทษข้าหากข้าไม่ให้เกียรติท่านและเปิดฉากโจมตีท่านก่อน!”
ผู้ฝึกยุทธ์สองคนของตระกูลเย่ได้ยินดังนั้นจึงไม่พอใจ ก้าวออกมาโวยวายว่า
“น่าขันเสียจริง พวกเจ้ากล้าทำการชั่วช้าลามกอนาจาร แล้วยังกลัวจะเสียหน้ากันอีกหรือ?”
“ถ้าพวกเจ้าอยากสู้ พวกข้าก็ไม่ขัดข้อง เจ้าคิดว่าพวกข้ากลัวพวกเจ้างั้นหรือ!”
เย่เทียนฉงลังเลไปชั่วขณะ แต่แล้วก็โบกมือห้ามปรามสองคนนั้น “ก็ได้ โหลวอิงป้า ในเมื่อทางฝั่งเจ้ายืนยันว่าจะไม่ใช้กำลังกับผู้อื่นก่อน ข้าก็จะไว้หน้าเจ้า!”
ลุงหัวก้าวออกมาหนึ่งก้าว เขาอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ยังคงลังเล
โหลวอิงป้าขอบคุณด้วยวาจาหนึ่งจบ แล้วจึงตบมือสี่ครั้งพลางกล่าวเงื่อนไข “เหลียงเฟย เพียงแค่ผ่านพ้นสี่คนนี้ไปได้ ก็จะได้รับยาถอนพิษ ตระกูลโหลวเช่นพวกข้าเป็นผู้ซื่อสัตย์ในวาจา หากกล่าวสัญญาแล้วจะไม่เพิกถอน จะไม่สร้างปัญหาใด ๆ อีกเป็นแน่”
เมื่อกล่าวจบ ก็ปรากฏร่างของชายที่เปลือยท่อนบน ถือกระบี่เล่มใหญ่ รูปร่างสูงใหญ่ไล่เลี่ยกัน เดินออกมายืนขวางหน้าโต๊ะที่วางขวดยาถอนพิษเอาไว้
ดูเหมือนว่าจะต้องผ่านการต่อสู้อีกครั้งหนึ่งจริง ๆ
เซียวหนิงเสวี่ยสำรวจดูชายที่เพิ่งปรากฏตัวขึ้นมาทั้งสี่คน แล้วก็พบว่าพวกเขาล้วนมีพลังการต่อสู้ในระดับปรมาจารย์ยุทธ์ขึ้นไปกันหมด โดยมีสองคนที่เป็นยอดยุทธ์เสียด้วย
แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ปัญหาที่ยากจริง ๆ คือ จากท่าทางของพวกเขาทั้งสี่ ดูเหมือนจะเคยทำงานร่วมกันมานานแล้ว มีการประสานงานกันอย่างลงตัว น่ากลัวว่าจะเป็นปัญหายากที่จะจัดการ
ตระหนักได้เช่นนั้น เซียวหนิงเสวี่ยก็กล่าวขึ้นมา “ตระกูลโหลวใช้ปรมาจารย์ยุทธ์ระดับสูงสี่คนมาจัดการคนที่มีพลังเพียงผสานกายาขั้นสูงเท่านั้นน่ะหรือ? พวกท่านไม่กลัวจะถูกคนอื่นหัวเราะเยาะและเสียหน้าบ้างหรือไร?”
คำพูดนี้ทำให้ผู้ฝึกยุทธ์จากตระกูลเย่ต่างหัวเราะลั่น
แต่เหลียงเฟยกลับวิ่งเข้าหาบุรุษเปลือยอกทั้งสี่ทันที เสียงพูดของเขากลบเสียงหัวเราะของคนอื่นจนหมดสิ้น “ไม่เป็นไร! มีแค่ 4 คนนี้สินะ เช่นนั้นข้าก็หวังให้ท่านเจ้าตระกูลโหลวรักษาวาจาของท่านด้วยล่ะ!”