สู่ชีวิตนิรันดร์ - บทที่ 25 ช่วยคนสำคัญกว่า
บทที่ 25 ช่วยคนสำคัญกว่า
ตระกูลโหลวทุกคนเศร้าโศกเสียใจอย่างสุดซึ้ง เพราะอาสามผู้เป็นยอดฝีมือหน้าคล้ำได้จากไปด้วยความโหดร้าย พวกเขาพลุ่งพล่านโกรธแค้นจนอยากฆ่าเหลียงเฟยทันที สายตาเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งความโกรธ
แต่เหลียงเฟยกลับไม่กลัวเลย แน่นอนว่าศาสตร์บงการสวรรค์ของเขายังไม่ได้ถูกสำแดงออกมาอย่างเต็มกำลัง รวมถึงยังไม่ได้ใช้พลังควบคุมสิ่งของเลยด้วย
เขาเดินไปที่โต๊ะอย่างใจเย็นและมั่นใจ ในที่สุดเขาก็ได้ขวดแก้วที่บรรจุยาถอนพิษสำหรับพ่อแม่ของเซียวหนิงเสวี่ยมาครอบครอง!
กว่าจะได้มาไม่ง่ายเลย ตั้งแต่ที่โรงเตี๊ยมต่อสู้มาจนถึงตอนนี้ ทั้งเหงื่อและเลือด แต่ในที่สุดก็ฝ่าฟันมาได้!
หลายคนคิดว่าเหลียงเฟยมาที่ตระกูลโหลวครั้งนี้มีโอกาสรอดน้อยมาก แต่ผลลัพธ์กลับเป็นว่าเขาชนะ
ดังเช่นที่เหลียงเฟยเคยบอกกับเซียวหนิงเสวี่ยประโยคหนึ่งว่า ‘ต้องสู้จึงจะรู้ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร ถึงจะพ่ายแพ้ก็ไม่ต้องเสียใจ’
สู้จึงจะชนะ ถ้าไม่สู้จะรู้ได้อย่างไรว่าตนเองทำไม่ได้
แต่อย่างไรก็ดี ผลลัพธ์นี้สำหรับเหลียงเฟยแล้วมันถือว่าทำให้เขาหายแค้นและสะใจยิ่งนัก เขาช่วยเซียวหนิงเสวี่ยให้พ้นจากเงื้อมมือของตระกูลโหลวได้สำเร็จ ซึ่งหมายความว่าเขาได้ทำลายงานแต่งงานของคุณชายโหลว และแก้แค้นที่ตนเองถูกดูถูกและเยาะเย้ยที่หน้าประตู สำนักเซียนหยูฮั่ว!
เหลียงเฟยหันไปมองโหลวอวี้ตี๋ เห็นว่าเขาทั้งเศร้าทั้งโกรธแต่ก็ทำอะไรตนไม่ได้ เหลียงเฟยก็ยิ่งรู้สึกสะใจ ยิ้มเล็กน้อยแล้วค่อย ๆ เดินไปหาเซียวหนิงเสวี่ยพร้อมกับถือขวดยาไปด้วย
บรรดาคนของตระกูลเย่คอยคุ้มกันเหลียงเฟยอยู่ตลอดเวลา ส่วนเย่เทียนฉง ก็พูดขึ้น “เจ้าตระกูลโหลว ข้าขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งสำหรับการตายของน้องชายคนที่สามของท่าน”
“แต่มูลเหตุของเรื่องนี้คือพวกท่านพูดไม่เป็นคำ ผละคำพูดที่ให้เขากับเหลียงเฟย ต่อสู้กันอีกห้าสิบกระบวนท่า กำปั้นไร้ตา ดาบไร้ความเมตตา ผลคือเขาตายอย่างไม่ได้ตั้งใจในมือของเหลียงเฟย”
“ดังนั้นนี่เป็นความผิดของพวกท่านเอง หาใช่ความผิดของเหลียงเฟยไม่ กลับกันเหลียงเฟยยินยอมต่อสู้กับเขาอีกห้าสิบกระบวนท่า ถ้าเกิดโชคร้ายขึ้นข้าก็พูดอะไรไม่ได้ หวังว่าในภายหลังตระกูลโหลวของท่านจะไม่สร้างความเดือดร้อนให้ เหลียงเฟยอีก มิฉะนั้น…”
พูดมาถึงตรงนี้ เย่เทียนฉงก็รวมพลังขึ้นมากะทันหัน แล้วปล่อยพลังนั้นออกไปข้างบนท้องฟ้า ทันใดนั้นลมวายุก็พัดแรง เกิดคลื่นซัดโครมคราม ฟ้าร้องคำราม แล้วแสงสีฟ้าขนาดใหญ่ก็แล่นลงมาจากฟ้าพร้อมกับพลังที่จะทำลายโลก สร้างหลุมขนาดเท่าคนหนึ่งขึ้นมาในจวนของตระกูลโหลว
หลุมนั้นไม่ใหญ่นัก เพียงขนาดร่างคนหนึ่งคน แต่ลึกหลายพันฟุต ทำให้พื้นดินเกิดความร้อนระอุหลอมละลายแผ่นหินใต้พิภพจนเกิดเป็นของเหลวร้อนพุ่งออกมาเป็นหย่อม ๆ
เย่เทียนฉงกล่าวทิ้งทวน “มิฉะนั้น อย่ามาโทษข้าที่ไม่เกรงใจ!”
ศาสตร์สี่ลักษณ์?
พลังนี่น่าเกรงขามกว่ามหาไพลินที่ซึ่งโหลวอิงเหวิน ผู้เป็นความภาคภูมิใจแห่งตระกูลโหลวใช้เป็นไหน ๆ
หรือเย่เทียนฉงจะก้าวถึงเซียนยุทธ์ขั้นสูงแล้ว เช่นนั้นแล้วคงไม่แปลกใจหากว่าเขาจะแข็งแกร่งกว่าโหลวอิงเหวินได้อย่างไร?
เหล่าคนของตระกูลโหลวตกใจกันใหญ่!
หวังเพียงว่าการหลบไปบำเพ็ญเพียรครานี้ของโหลวอิงเหวินจะก่อเกิดความก้าวหน้า บรรลุขั้นเซียนยุทธ์ขั้นสูงได้ มิฉะนั้นแล้ว ตระกูลโหลวของพวกเขาก็คงมิอาจทวงคืนศักดิ์ศรีที่สูญเสียไปวันนี้ได้อย่างแน่นอน!
โหลวอิงป้าลังเลอยู่ครู่หนึ่ง กัดฟันพลางกล่าวอย่างเสียไม่ได้ “การตายของน้องสามนั้นเป็นความผิดของตระกูลโหลว พวกเราของตระกูลโหลวจะไม่เอาเรื่อง ไม่ตามไล่ล่า เหลียงเฟย เพื่อแก้แค้นอีกเป็นอันขาด!”
เมื่อกล่าวมาจนถึงตรงนี้ เขายังหันไปสั่ง “ดังที่ข้าได้กล่าวเมื่อครู่ ไปหยิบยาลูกหนึ่งมาให้เหลียงเฟย รับไปกินซะ ตระกูลโหลวของเราไม่ใช่พวกที่ไม่รักษาสัจจะ!”
เหล่าคนของตระกูลโหลวได้ฟังดังนั้น ก็ต่างร้องเรียกท่านพี่ใหญ่ใหญ่กันอุตลุด เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่พอใจเป็นอย่างมาก!
แต่ทว่าโหลวอิงป้ากลับตวาดลั่น “อย่างไร พวกเจ้าไม่ฟังคำของพี่ใหญ่แล้วหรือ พวกเจ้ามิได้เคารพข้าในฐานะพี่ใหญ่แล้วกระนั้นรึ?”
เหล่ายอดฝีมือของตระกูลโหลวจึงจำต้องละความพยายามลง ขณะนั้นชายอ้วนซึ่งดูราวกับเป็นผู้จัดการของตระกูลโหลวก็เดินไปหยิบยาลูกหนึ่งมา ยื่นให้แก่ เหลียงเฟยอย่างซื่อสัตย์
ตามจริงแล้ว โหลวอิงป้าผู้ซึ่งขึ้นชื่อว่าจองเวรจองกรรมต้องตามชำระนั้น กลับมิได้คิดเช่นนั้นในใจ แต่ทว่าการแสดงออกอย่างจริงใจเช่นนี้ของเขานั้น ล้วนแต่เป็นการตบตาตระกูลเย่ สร้างภาพลวงตาขึ้นมาทั้งสิ้น!
บัดนี้ ตระกูลโหลวเพียงแค่ยอมจำนนต่อสถานการณ์ เพราะเกรงใจตระกูลเย่เท่านั้น จึงไม่กล้าปะทะ แต่ก็เพียงแค่รอจังหวะเหมาะ ๆ ก็จะคิดบัญชีกับเหลียงเฟยในภายหลัง
เหลียงเฟยไม่สนใจสีหน้าท่าทางใด ๆ เขามิใช่คนประเภทที่คอยดูสีหน้าผู้อื่นเขาเป็นคนประเภทที่จะลงมือก็ต่อเมื่อเป้าหมายเป็นคนชั่ว คอยยกย่องคนดี ช่วยเหลือผู้อื่น เดินตามอุดมคติ ไม่หวั่นเกรงกฎเกณฑ์ เป็นอิสระเสรี เที่ยวไปทั่ว ไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อรองรับความคับข้องใจ!
เห็นเขาค่อย ๆ เอื้อมมือไปรับยามาจากชายอ้วนอย่างใจเย็น แล้วก็กลืนกินเข้าไปในทันที ทันใดนั้น ร่างกายของเขาก็แผ่ประกายแสงสีขาวออกมา
เหลียงเฟย เพียงรู้สึกได้ถึงสรรพคุณของยาที่กระจายตัวออก ทำให้จิตใจปลอดโปร่ง ร่างกายที่ได้รับบาดเจ็บฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ในเวลาไม่นาน ความเจ็บปวดก็หายไปสิ้น กลายเป็นความสดชื่น
ยาเม็ดนี้ช่างวิเศษอะไรเช่นนี้!
เหลียงเฟย ว่ายาแบ่งออกเป็นห้าชั้น ได้แก่ ยาสามัญหรือวัตถุดิบสำหรับทำยาอื่น ยาวิเศษ ยาอายุวัฒนะ ยาศักดิ์ศิทธิ์ และเจ้าแห่งยาทั้งปวง แต่ละชั้นยังแบ่งออกเป็นสามระดับ ดี ปานกลาง ต่ำ
ดูจากสรรพคุณของยาเม็ดนี้แล้วก็น่าจะเป็นยาอายุวัฒนะระดับกลาง
แต่ว่าสามารถได้ยาระดับปานกลางมาจากตระกูลโหลวที่โหดเหี้ยมได้ โดยเฉพาะในสถานการณ์เช่นนี้ นับว่าไม่ง่ายเลย!
พวกตระกูลโหลวคงจะเสียดายกันแย่
เหลียงเฟยเหลือบมองโหลวอวี้ตี๋ แล้วก็เห็นว่าเขามีความโศกเศร้าปนกับความโกรธอยู่ในแววตา ข้างหน้าศพของคนที่ตัวใหญ่บึ้กนั้น เขาทุบพื้นด้วยมือไม่หยุด คงจะเดาได้ไม่ยากว่าพวกเขารู้สึกอย่างไร เหลียงเฟยยิ่งรู้สึกสะใจ
เย่เทียนฉงรู้สึกว่าเหลียงเฟย เป็นคนชอบท้าทายหลายสิ่งหลายอย่าง นิสัยเหมือนตอนที่ตนเองยังหนุ่ม ๆ เขากลัวว่าเหลียงเฟยจะก่อเรื่องอีก จึงกล่าวเตือนสติ “เหลียงเฟย ถ้าไม่มีเรื่องอื่นใดแล้ว ก็รีบนำยาถอนพิษไปช่วยพ่อแม่ของเซียวหนิงเสวี่ยเถอะ!”
เด็กหนุ่มหันกลับไปมองก่อนจะพยักหน้าตกลง เขาส่งกระบี่วิญญาณสีชาดคืนให้เซียวหนิงเสวี่ยไปพร้อมกับขวดยาถอนพิษ “ขอบคุณสำหรับของวิเศษ! ช่วยคนสำคัญกว่า นำมันไปปช่วยพ่อแม่ของเจ้าเถอะ!”
เย่เทียนฉงเกิดสงสัย เขารู้สึกว่าเหลียงเฟ ไม่ได้รีบจากไปเพียงเพราะว่า ‘ช่วยคนสำคัญกว่า’!
ในตอนนี้เองที่เขาเพิ่งตระหนักได้ว่าเหลียงเฟยไม่ใช่คนคิดอะไรง่าย ๆ พูดน้อย ทำมาก เขาคงไม่มีสติปัญญาและไหวพริบฉลาดขนาดนี้ คิดค้นวรยุทธ์อันแยบยล หรือแม้แต่กระบวนท่าอันล้ำเลิศได้
วรยุทธ์อันแยบยลนั้นต้องอาศัยความกลมกลืนและสมดุล จิตใจที่หวั่นไหว เป็นทุกข์ ยากที่จะบรรลุความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่
มีข่าวลือว่าเหลียงเฟยอยู่ที่เกาะหมื่นอสูรมาร่วมสิบสองปี จากนั้นก็ฝึกฝนรากฐานอยู่อีกสิบสองปี หากเป็นคนที่มีนิสัยดังที่ตาเห็น จะอดทนฝึกฝนอยู่ได้อย่างไร? ถึงกับบรรลุตำนานแห่งพื้นฐาน กลายเป็นกายาไม่แตกสลาย
แต่ว่า เหตุใด เหลียงเฟย ถึงได้ประเมินตนเองต่ำเกินไป ไม่รู้จักประมาณตนเอง บุกเข้ามาท้าทายตระกูลโหลวเพียงลำพัง
เหลียงเฟย ยังคงมีอะไรที่ยังไม่เปิดเผยและน่าประหลาดใจอีกมากมายเพียงใด?
เซียวหนิงเสวี่ย ไม่ได้ใส่ใจสีหน้าของท่านแม่ทัพเย่ เพียงมองเหลียงเฟยที่นำกระบี่มาคืนตน “แม้กระบี่วิเศษเล่มนี้จะอยู่กับข้าหลายปี แต่ของวิเศษคู่ควรกับวีรบุรุษ ข้ารู้สึกว่ามันเหมาะกับเจ้ามากกว่า ดังนั้นข้าจึงขอมอบให้เจ้าเพื่อแสดงความรู้สึกขอบคุณที่เจ้าช่วยข้าครั้งนี้”
แต่เหลียงเฟยกลับปฏิเสธโดยตรง “กระบี่นี่คือของวิเศษ เป็นถึงกระบี่วิญญาณ ในเมื่อมันได้ยอมรับเจ้าเป็นเจ้าของแล้ว ข้าจะนำไปก็คงไม่อาจใช้พลังของมันได้เต็มที่!”