สู่ชีวิตนิรันดร์ - บทที่ 37 ทำลายได้ก็ซ่อมได้
บทที่ 37 ทำลายได้ก็ซ่อมได้
ผู้ฝึกยุทธ์คนนั้นอึ้งไปครู่ใหญ่ ท้ายที่สุดก็หัวเราะเสียงดังขึ้นมา “ฮ่า ๆ ๆ ข้าคิดว่าผู้เฒ่าคนนี้จะเก่งขนาดไหน ที่แท้ก็เป็นแค่คนชอบทำท่าลึกลับน่ะเอง!”
ปรมาจารย์เทียนฮั่ว มุมปากยกยิ้มเล็กน้อย
หลังจากนั้น ศาลาหลังนั้นกลายเป็นสิ่งไร้รูปร่าง ราวกับไม่เคยมีอยู่จริงมาก่อน แม้แต่ฝุ่นผงหรือควันสีเขียวจาง ๆ ก็ไม่ปรากฏ หายไปจากที่ว่างเปล่าอย่างนั้นเอง
โอ้ ฟ้าเอ๋ย แผ่นดินเอ๋ย!
นี่มันจะเหลือเชื่อเกินไปแล้วนะ?
ทุกคนต่างรู้สึกตกตะลึงอีกครั้ง หรือบางคนก็จินตนาการว่าสักวันหนึ่งข้างหน้า ตนเองจะแข็งแกร่งขนาดนั้นบ้าง นั่นช่างเป็นเรื่องที่ดีงามเพียงใด ต่างก็อดไม่ได้ที่จะถูกกระตุ้นให้มีความมุ่งมั่นในการฝึกฝนวิชา
ผู้ฝึกยุทธ์ผู้นั้นมองอย่างงุนงงก่อนจะรีบปิดปากแน่นทันที ถอยหลังไปก้าวหนึ่ง กลัวว่าจะพลั้งเผลอไปทำให้ผู้เฒ่าผู้นั้นดับชีวิตเข้า
โหลวอวี้ตี๋มีสีหน้ายากลำบาก ตอนนี้เขามั่นใจแล้วว่าปรมาจารย์เทียนฮั่วผู้นี้ เป็นตัวจริงแน่นอน มิใช่ตัวปลอมดังที่เขาคาดไว้
คนที่รู้สึกอับจนคำพูดที่สุดน่าจะเป็นโหลวอิงป้า เขาเหลือบมองไปที่โหลวอวี้ตี๋โกรธจนอยากจะกระอักเลือด ด่าตัวเองในใจว่าชาติก่อนสร้างกรรมอะไรไว้ ถึงได้เจอลูกชายแบบนี้ ที่คอยสร้างเรื่องวุ่นวายให้เขาอยู่เรื่อย ทำให้เสียหน้าขายขี้หน้า!
โหลวอิงป้าสูดลมหายใจเข้าไปสองสามที กลั้นความเจ็บปวดและโกรธแค้นในใจเอาไว้ ฝืนยิ้มเดินเข้าไปข้างหน้าแล้วกล่าว “ท่านปรมาจารย์เทียนฮั่ว เมื่อครู่มีการล่วงเกินไป ขอท่านโปรดให้อภัย พวกข้าจะต้องให้คำตอบแก่เหลียงเฟยอย่างแน่นอน!” พูดถึงตรงนี้ เขาหันหน้าไปทางเหลียงเฟยแล้วพูดตอบ “เจ้าหนุ่มเหลียงเฟย เจ้าอยากให้พวกข้าทำอย่างไร?”
พวกตระกูลโหลวเห็นเช่นนั้น ต่างก็หลับตาลงเล็กน้อย แสดงออกว่าไม่อยากจะเชื่อว่านี่เป็นเรื่องจริง คนตายไปสองคน ยังต้องขอโทษเหลียงเฟยผู้ลงมือฆ่าอีกหรือ?
นี่มัน นี่มัน…
แต่ก็ไม่มีทางเลือกนี่นา!
ไม่ต้องพูดถึงตอนนี้ โหลวอิงป้าปิดกั้นพลังของตนเอง โหลวอิงเหวินผู้มีกำลังภายในระดับเซียนยุทธ์กำลังปลีกตัวบำเพ็ญเพียร แต่ต่อให้พวกเขาจะอยู่ที่นี่ ก็ไม่แน่ว่าจะเป็นคู่ต่อสู้ของผู้เฒ่าตรงหน้าได้!
คิดถึงตอนที่ผู้เฒ่าปรากฏตัวขึ้นมา สลายการโจมตีของพันพฤกษาผลิบาน รวมถึงทำลายศาลาหลังนั้นอย่างลึกลับ นี่เป็นตัวตนที่ตระกูลโหลวอย่างพวกเขาจะไปยุ่งด้วยได้หรือ?
วันนี้ต้องยอมแพ้ไปก่อนแล้ว!
เซียวหนิงเสวี่ยหัวเราะขึ้นมาเบา ๆ
วงล้อแห่งกฎสวรรค์หมุนไป กรรมไม่เคยพลาด!
ไม่คิดว่าสกุลโหลวจะมีวันนี้ สมควรแล้ว ฮ่า ๆ !
ครั้นคิดย้อนกลับไปถึงญาติที่ตายจาก คิดถึงพี่ชายที่ถูกทำร้ายจนเอ็นขาขาด บิดาและมารดาเกือบตายเพราะยาพิษ นางก็อดไม่ได้ที่จะร้องไห้ พึมพำในปาก “ลุงสอง ป้าสาม แม่สอง… ในที่สุดก็ได้แก้แค้นให้พวกท่านแล้ว ตระกูลเซียวของพวกเราจะไม่ถูกตระกูลโหลว รังแกอีกต่อไป”
เหลียงเฟยมองสีหน้าเศร้าโศกของคนตระกูลโหลวทีละคน อดสงสารไม่ได้ แต่ครู่ต่อมา เขาก็สังเกตเห็นความโกรธแค้น ความคับแค้นใจ และความไม่ยอมจำนนในสายตาของทุกคน!
ดังนั้นเหลียงเฟยจึงก้าวไปข้างหน้าและตะโกนหนักแน่น “พวกเจ้าตระกูลโหลว ทำร้ายครอบครัวของแม่นางเซียวอย่างโหดร้าย บาปหนาเกินไป สวรรค์ไม่อาจยอมรับได้! หากจะให้ข้าปล่อยพวกเจ้าไป นอกจาก…”
เพิ่งพูดถึงตรงนี้โหลวอิงป้าก็ยกกำปั้นขึ้นขัดจังหวะ “นอกจากอะไร? หากเจ้าเห็นว่าแขนขวาของข้าเป็นการแลกเปลี่ยนที่ดี ข้าก็จะมอบมันให้เจ้า!”
“ท่านพี่! อย่าเลย!” ทุกคนพากันโวยวายและแห่กันเข้ามา
แต่โหลวอิงป้าโบกมือห้าม ท่าทางแน่วแน่ ทำท่าจะตัดแขนทิ้ง ดูเหมือนจะกล้าหาญมาก
ที่สำคัญที่สุดคือ เขามากด้วยเกียรติอย่างล้นเหลือ!
เหลียงเฟยสังเกตเห็นจุดนี้ จึงเข้าใจอย่างรวดเร็วว่านี่คือการเอาตระหนักในเกียรติของโหลวอิงป้า ตนเองจะถอยไม่ได้แม้แต่ก้าวเดียว ไม่อาจให้ใครคิดว่าตนเป็นคนขี้ขลาดได้!
ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เหลียงเฟยส่ายหน้าแล้วพูด “แขนของเจ้าข้าเอาไปก็ไม่มีประโยชน์อะไรสักนิด เจ้าเก็บมันไว้ก่อนเถอะ! อืม…อย่ามองข้าด้วยความคิดของพวกเจ้าเลย ข้าไม่ได้โหดร้ายขนาดนั้นหรอก! ข้อเรียกร้องของข้าง่ายมาก ขอแค่พวกเจ้ายอมรับสามเงื่อนไขก็พอ!”
โหลวอิงป้าได้ยินประโยคแรก ยังคิดว่าการข่มขู่ของตนสำเร็จแล้ว ใครจะคิดว่าเหลียงเฟยจะพูดประโยคสุดท้ายแบบนี้ จึงอดหายใจเฮือกใหญ่ไม่ได้ ด่าในใจว่าเด็กหนุ่มคนนี้เจ้าเล่ห์ใช่ย่อย!
คนอื่น ๆ ในตระกูลโหลว ก็เพิ่งจะโล่งอกไปเมื่อครู่ จากนั้นก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมาอีก!
สักพักโหลวอิงป้าจึงได้กลั้นโมโหไว้ ก้าวไปข้างหน้า “เจ้าหนุ่มเหลียงเฟย มีเงื่อนไขอะไรก็ว่ามา ตราบใดที่ไม่ขัดต่อคุณธรรม พวกข้าทำได้ ต้องตกลงแน่นอน!”
เหลียงเฟยเงียบไปครู่หนึ่ง สุดท้ายกลับยิ้มแล้วกล่าวขึ้น “ขออภัย ข้ายังไม่ได้คิดเลย รอข้าคิดได้แล้ว จะบอกเจ้าอีกที! เอาเป็นว่า ในเมื่อพวกท่านตกลงแล้ว ตรงนี้ก็ให้ท่านปรมาจารย์เป็นพยานให้พวกเรา พวกท่านอย่าได้กลับคำเด็ดขาด!”
โหลวอิงป้ามองไปที่ปรมาจารย์ฮั่วเทียน เขาทำได้เพียงแต่ตอบรับเสียงเบา แต่สีหน้ากลับยิ่งไม่สบอารมณ์ เพราะเขาไม่กล้าจินตนาการว่า สามเงื่อนไขนั้นหมายถึงอะไร
เซียวหนิงเสวี่ยเหลียวหน้ามองไปทางเหลียงเฟย สายตาเลื่อนลอย ดูเหมือนจะมีนัยลึกซึ้งบางอย่าง
ปรมาจารย์เทียนฮั่วกลับลูบเคราขาวเบา ๆ แสดงความพึงพอใจ คิดว่าเหลียงเฟยช่างฉลาดหลักแหลมจริง ๆ เขาตั้งเงื่อนไขสามข้อแต่ตั้งใจไม่พูดออกมา ชัดเจนว่าตั้งใจจะทำให้ตระกูลโหลวลำบาก ทั้งเผื่อทางหนีไว้ให้ตัวเอง และควบคุมตระกูลโหลวทำให้พวกเขาไม่กล้าทำตามอำเภอใจอีกต่อไป
ไม่มีความดีใดยิ่งใหญ่ไปกว่านี้!
คิดจบ ปรมาจารย์เทียนฮั่วก็เหลือบสายตาที่เย็นชา มองข้ามตระกูลโหลว พูดขึ้นราวกับประกาศศักดา “โหลวอิงป้า วันนี้พวกเจ้าตระกูลโหลวได้ตกลงตามข้อเรียกร้องของเหลียงเฟยแล้ว หวังว่าพวกเจ้าจะรักษาคำพูด หากคิดจะกลับคำ ก็เท่ากับไม่ให้ความเคารพข้า!”
โหลวอิงป้ารับคำ รีบคำนับตอบ แน่นอน แน่นอน!
ปรมาจารย์เทียนฮั่วพยักหน้าเล็กน้อย เหลียวหน้ามองไปทางเหลียงเฟยตั้งใจจะบอกเขาว่า หากไม่มีเรื่องอะไรแล้ว ข้าจะขอตัวไปก่อน
แต่สุดท้ายท่านก็เพียงเดินไปข้างหน้าเหลียงเฟย เหมือนปู่ปฏิบัติต่อหลานชาย ตบไหล่เหลียงเฟยเบา ๆ และเดินออกไปจากคฤหาสน์ตระกูลโหลวอย่างเชื่องช้า พร้อมกับเหลียงเฟยและเซียวหนิงเสวี่ย
ทว่าเมื่อพวกเขาเดินมาถึงประตูคฤหาสน์ตระกูลโหลว ปรมาจารย์เทียนฮั่วก็ฝูเฉิน เรื่องมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้นอีกครั้ง
เห็นได้ชัดว่ามีแสงสีขาวกวาดผ่านไป ตรงที่ศาลาถูกทำลายก่อนหน้านี้ ทันใดนั้นก็หมุนวนเป็นฝุ่นผงนับไม่ถ้วน ศาลาหลังนั้นก็ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงและปรากฏขึ้นมา หลังจากสร้างเสร็จ ก็ดูใหม่เอี่ยมยิ่งกว่าเดิม และสวยงามยิ่งขึ้น ชัดเจนว่าไม่เหมือนกลลวงตาอะไรเลย
วางได้ปล่อยได้ ทำลายได้ก็ซ่อมคืนได้ นี่แหละคือยอดฝีมือแท้จริง!
คนในตระกูลโหลวเห็นดังนั้น ต่างก็อุทานในใจไม่หยุด คิดในใจว่ามีภายใต้สายตาของผู้เฒ่าคนนี้ ต่อไปจะหาทางแก้แค้นเหลียงเฟยกับเรื่องในวันนี้ได้อย่างไร!
ที่น่าปวดหัวยิ่งกว่าคือ เด็กหนุ่มเหลียงเฟยผู้นี้ยังมีตระกูลเย่หนุนหลังอีก!
น่าอดสู น่าอดสูยิ่งนัก!
เหลียงเฟยไม่ได้หันหลังกลับไปมอง แต่ก็คาดเดาได้ว่าคนในตระกูลโหลวจะมีสีหน้าเช่นไร หากเป็นเขา ได้รับความอัปยศเช่นนี้ ก็คงรู้สึกแย่ไม่ใช่น้อย!
สมน้ำหน้า ใครใช้ให้พวกเจ้าโหดร้ายถึงเพียงนี้!
เหลียงเฟยคิดจบก็หันไปมองเซียวหนิงเสวี่ยแล้วยิ้มเรียก แม่หญิงเซียว
เซียวหนิงเสวี่ยขานรับแล้วยิ้มน้อย ๆ อยู่นาน อยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่ได้พูดออกมา สุดท้ายก็เอ่ยขอบคุณเพียงคำเดียว
ส่วน ปรมาจารย์เทียนฮั่วใหญ่กลับถอนหายใจยาว สายตาลึกล้ำ สีหน้าซับซ้อน ไม่มีใครอ่านออก ไม่มีใครมองทะลุได้ ยังคงดูลึกล้ำเหลือหยั่งเช่นเดิม