สู่ชีวิตนิรันดร์ - บทที่ 5 เจ้าไม่คู่ควรกับพี่หญิงของข้า
บทที่ 5 เจ้าไม่คู่ควรกับพี่หญิงของข้า
เหลียงเฟยตามหลังลุงฮั่วมายังห้องรับรองที่ดูงดงามหรูหรา เขาถูกพามานั่งบริเวณเก้าอี้ไม้สักสีแดงพร้อมกำชับ “นายน้อยเหลียงเฟย ท่านนั่งรอในห้องรับแขกสักครู่ ข้าจะไปแจ้งท่านผู้นำตระกูลให้”
“ได้เลยครับ” เหลียงเฟยพยักหน้ารับคำ
“ทำตัวตามสบาย แล้วข้าจะรีบกลับมา” หลังจัดแจงที่นั่งให้เหลียงเฟยแล้ว ลุงฮั่วก็เดินไปออกยังสวนที่อยู่ทางด้านหลังของจวนด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
ไม่นานนัก บ่าวก็นำชาและขนมมาให้เหลียงเฟย ขนมเหล่านี้มีสีสันน่ารับประทาน เขารับประทานอย่างสงบนิ่งราวกับไม่ได้กังวลใจกับการมาสู่ขอภรรยาในครั้งนี้เลย
ด้วยมารยาทและความสุภาพอ่อนน้อมของเหลียงเฟย มันทำให้ผู้ที่ได้พบเห็นต่างก็รู้สึกประทับใจ เขาดูไม่เหมือนคนหยาบคายเลยสักนิด
อย่างไรก็ตาม บางคนอาจจะไม่คิดเช่นนั้น เหลียงเฟยเพิ่งจะรับประทานขนมชิ้นแรกหมด เสียงเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาจากด้านหลังเขา “ใครปล่อยขอทานเข้ามาถึงในนี้น่ะ?”
‘ข้าดูขอทานขนาดนั้นเลยหรือไร?’ เหลียงเฟยคิดอย่างไม่พอใจ เขาหันหลังกลับไปก็พบว่าเจ้าของเสียงนั้นเป็นชายผู้หนึ่งกำลังยืนจับจ้องมาที่ตนอยู่
ชายผู้นี้มีรูปโฉมงดงาม ผิวพรรณขาวผ่องคล้ายแพรไหม ริมฝีปากแดงระเรื่อ จมูกโด่งดั่งเกสรบัว ดวงหน้าเรียวรูปไข่ สวยงามราวกับดอกบัวบาน แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ทัศนคติในหัวเหลียงเฟยที่มีต่อคนคนนี้ดีขึ้นเลย ทั้งหมดเป็นเพราะถ้อยคำที่ดูหมิ่นตนในตอนแรกนั่นแหละ
สำหรับเหลียงเฟยแล้ว ไม่ว่าใครจะมีรูปงามเพียงใด แต่หากมีจิตใจที่เลวทราม ก็ไม่สมควรได้รับความรักใคร่นับถือ
“เจ้าคือใคร?” หนุ่มรูปงามผู้นั้นขมวดคิ้วถามขึ้น เขารู้สึกไม่พอใจกับสายตาที่ไม่เป็นมิตรของเหลียงเฟย
“ข้าชื่อเหลียงเฟย” เหลียงเฟยตอบ
“เหลียงเฟย?” ผู้มาใหม่นึกสงสัยชั่วครู่ ก่อนจะถามเพิ่ม “ข้าไม่รู้จักชื่อนั้น มีธุระกงการใดกับที่นี่หรือไร?”
ท่ามกลางคำถามเช่นนั้น เหลียงเฟยเงียบนิ่งไปพักใหญ่ ๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นด้วยสีหน้าไม่พอใจยิ่งกว่าเดิม เขาถามกลับ “แล้วเจ้าล่ะคือใคร?”
“ข้าชื่อเย่ฮวาหรง” ชายหนุ่มกล่าวด้วยท่าทางที่ดูผยองเดช
“ข้าก็ไม่รู้จักเจ้าเช่นกัน มีธุระกงการใดเกี่ยวข้องกับข้างั้นหรือ?” เหลียงเฟยย้อนคำพูดของชายตรงหน้าด้วยท่าทีเฉยเมย
“เจ้า เจ้ารู้หรือไม่ว่าเจ้ากำลังพูดอยู่กับใคร?” ใบหน้างามของชายหนุ่มถูกแต่งแต้มด้วยความโกรธเคือง การร้อนทุกข์เพียงเพราะถ้อยคำถามเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่าการควบคุมอารมณ์ของเขานั้นด้อยกว่าเหลียงเฟยมากทีเดียว
“ไม่รู้ แล้วก็ไม่อยากรู้ด้วย” เหลียงเฟยพูด
ลึก ๆ แล้วเหลียงเฟยพอจะเดาสถานะฐานันดรของคนคนนี้ได้อยู่บ้างจากการได้ฟังชื่อสกุล
นามสกุลเย่ ทั้งยังสามารถเดินเข้าออกในจวนเย่ได้อย่างสะดวกสบาย รวมถึงกล้าท้าทายเขาเช่นนี้ หากไม่เป็นลูกหลานของท่านผู้นำตระกูลเย่แล้ว จะเป็นใครอีกเล่า?
หากดูจากรูปลักษณ์ของเย่ฮวา งั้นก็มีโอกาสสูงที่เย่หลิวซูจะเป็นสาวงามผู้มีรูปโฉมวิจิตรบรรจงเช่นในภาพที่ท่านอาจารย์เทียนอี้ให้ดู
‘หวังว่านางจะไม่เหมือนเจ้าหนุ่มหล่อแต่ไร้มารยาทผู้นี้’
“ข้านึกออกแล้ว เจ้าคือผู้ฝึกสัตว์อสูรที่มีพิธีหมั้นหมายกับพี่หญิงของข้านั่นเอง! ฮึ! ไม่ว่าเจ้ามาขอสิ่งใด ข้ารับรองได้ว่าเจ้าจะไม่ได้รับสิ่งที่ต้องการเลยแม้แต่อย่างเดียว” เย่ฮวาหรงไม่เคยถูกดูหมิ่นซึ่ง ๆ หน้าเช่นนี้มาก่อน หลังจากพูดจบด้วยสีหน้ามืดมน เขาก็เริ่มกระตุ้นลมปราณภายใน มันทำให้มือของเขาค่อย ๆ เปล่งแสงสว่างออกมา
ขณะเดียวกันนั้น ท่านผู้นำตระกูลเย่ก็เดินเข้ามาพร้อมกับลุงฮั่วพอดี
พลันเมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่ไม่ค่อยดี ลุงฮั่วตั้งใจจะก้าวเข้าไปขวางไว้ แต่ท่านผู้นำตระกูลเย่กลับยื่นมือออกมาห้ามเขาเสียก่อน เขาต้องการดูว่าเหลียงเฟยเป็นคนเช่นไร
ท่านผู้นำตระกูลเย่ไม่ได้สนใจเรื่องตำแหน่งผู้ฝึกสัตว์อสูรหรือพลังฝึกฝนอันต่ำต้อยของเหลียงเฟย เพราะเขาได้ยินมาแล้วว่าเด็กคนนี้คือบุคคลที่มีพรสวรรค์สูงสุดในโลกเสินอู่
ดังนั้นเย่เทียนฉงจึงไม่ได้สนใจว่าเขาแข็งแกร่งขนาดไหนในตอนนี้ แต่สนใจว่าเขามีศักยภาพมากน้อยแค่ไหนมากกว่า
เหลียงเฟยสะดุ้งเล็กน้อย แต่ไม่ได้แสดงความหวาดกลัวออกมา เขาก้าวเข้าไปหนึ่งก้าว จากนั้นจึงถามว่า “เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
เย่ฮวาหรงยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย พลางกล่าวเย้ยหยัน “เจ้าเป็นเพียงผู้ฝึกสัตว์อสูรที่มีฝีมือในขอบเขตขัดเกลากระดูกขั้นสูงเท่านั้น มีสิทธิ์อันใดมาตบแต่งกับพี่หญิงของข้าผู้บรรลุขั้นจ้าวยุทธ์ขั้นสูงแล้ว หากปรารถนาจะเด็ดดอกฟ้าก็ต้องผ่านข้าไปให้ได้ก่อน” พูดจบเขาก็ตั้งท่าและพร้อมโจมตี
“ช้าก่อน!” แต่เหลียงเฟยกลับผายมือห้าม
ลุงฮั่วส่ายหน้า ดูเหมือนจะผิดหวังบ้างเล็กน้อย ส่วนท่านผู้นำตระกูลเย่นั้นสังเกตการณ์อย่างสงบนิ่ง ดูสุขุมลึกซึ้ง
เสียงหัวเราะของเย่ฮวารงรูปงามดังกังวานเมื่อได้เห็นเหลียงเฟยหยุดตนไว้ “หึ! เจ้าก็รู้ตัวดีว่าไม่อาจเอาชนะราชันยุทธ์ขั้นกลางอย่างข้าได้”
ทว่าเหลียงเฟยกลับส่ายหน้า เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกตัดบทอีกฝ่าย “ข้าไม่ได้กลัวเจ้า แต่ห้องโถงนี้แคบเกินไป ข้าไม่สามารถแสดงฝีมือได้เต็มที่ กลัวจะทำลายข้าวของดี ๆ เหล่านี้เสียหาย” ขณะที่ปากพูดเช่นนั้น ในใจของเหลียงเฟยก็รู้สึกรังเกียจโหลวอวี้ตี๋หนักขึ้นไปอีก
หากไม่ใช่เพราะเจ้านั่นเป็นคนแพร่กระจายข่าวลือ วันนี้คงไม่ต้องประสบปัญหาเช่นนี้
เย่ฮวาหรงโกรธจนแทบหายใจไม่ออก แต่ก็เดินนำเหลียงเฟยไปยังสวนด้านนอกห้องโถง
ลุงฮั่วและท่านผู้นำตระกูลเย่ต่างพยักหน้าพอใจ เห็นพ้องต้องกันว่าหนุ่มน้อยผู้นี้ใส่ใจและละเอียดอ่อนยิ่งนัก
ในสายตาของพวกเขา ความใส่ใจและความละเอียดอ่อนที่ประกอบกันเป็นความอ่อนโยนนั้นเป็นจุดเด่นของสตรี ขณะที่ความกล้าหาญเป็นจุดเด่นของบุรุษ หากผู้ชายที่กล้าหาญทั้งยังมีความอ่อนโยนด้วยแล้ว นับเป็นผู้กล้าแต่จิตใจละเอียดอ่อน ย่อมคำนึงถึงสิ่งต่าง ๆ อย่างรอบคอบ คนเช่นนี้จะประสบความสำเร็จในชีวิตแน่นอน
อุปนิสัยของเหลียงเฟยอย่างน้อยก็ผ่านเกณฑ์ได้แล้ว
ตลอดเวลาที่พวกเขาได้เฝ้าสังเกตการณ์อยู่เงียบ ๆ พวกเขาเห็นเย่ฮวาหรงเดินไปพลางโวยวายไปผิดกับเหลียงเฟยที่เดินตามออกไปอย่างสงบเงียบ ดูมีมาดของนักรบผู้องอาจ
แม้เย่ฮวาหรงจะมีฝีมือแกร่งกล้า แต่ในแง่ของจิตใจกลับด้อยกว่า
สิ่งที่ทำให้เย่เทียนฉงขมวดคิ้วก็คือ เย่ฮวาหรงคนนี้ดูเหมือนจะลืมคำสอนที่ว่าผู้หยิ่งผยองย่อมแพ้ภัยตนเองไปเสียหมดแล้ว
บุรุษรูปงามหัวเราะลั่นกังวาน “ทำไมเจ้าถึงเดินออกมา รึไม่รู้จักวิชาเหาะเหินเดินอากาศสักวิชาเดียวเลยหรือ ฮ่า ๆ ๆ ลืมไป! ว่าเจ้ามีฝีมือแค่ขอบเขตการขัดเกลากระดูกขั้นสูง แม้แต่วิชาธรรมดา ๆ ก็ยังฝึกไม่ได้”
เหลียงเฟยจึงหันสายตาอันเย็นชาไปทางต้นเสียง เขาไม่พูดพร่ำทำเพลงใด ๆ “เริ่มประลองกันเถิด!”
เย่ฮวาหรงยังคงสีหน้าที่เย้ยหยันไว้อยู่ เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เพื่อมิให้เจ้ากล่าวหาว่าตระกูลข้ารังแกผู้อื่น ข้าจักไม่เอาเปรียบเจ้าก็แล้วกัน จะใช้เพียงวรยุทธ์ธรรมดาสั่งสอนเจ้าเท่านั้น!”
อย่างไรก็ดีเหลียงเฟยกลับปฏิเสธการออมมือนี้ “ไม่เป็นไร หากเป็นนั้น แม้ข้าจะชนะ ก็ชนะอย่างไม่สมศักดิ์ศรี!”
“เจ้า! หึ! ดี! เจ้าเลือกหนทางแห่งความตายเองนะ เช่นนั้นข้าก็ไม่มีวิธีอื่นแล้ว!” เย่ฮวาหรงโกรธจนหงุดหงิด พลางเปล่งเสียงคำรามราวกับสิงโต จากนั้นก็ลอยตัวขึ้นสู่ท้องฟ้า ปลดปล่อยแสงสีน้ำเงินพุ่งดิ่งลงมาเบื้องล่าง
มวลเมฆาน้อยใหญ่บนฟากฟ้าสั่นสะเทือน คลื่นแสงนั้นรุนแรงและรวดเร็วยิ่ง มาพร้อมกับพายุลมแรง ซึ่งมีพละกำลังอันน่าสะพรึงกลัว เย่ฮวาหรงคงไม่ยั้งมือแม้แต่น้อย ถ้อยคำก่อนหน้านี้เป็นเพียงคำพูดเท่านั้น!
ฝ่ามือทลายเมฆา!
วิถีเทพ!