สู่ชีวิตนิรันดร์ - บทที่ 72 เป็นสาวน้อยที่ดีมากเลย
บทที่ 72 เป็นสาวน้อยที่ดีมากเลย
เซียวหนิงเสวี่ยเห็นเงากระบี่กวาดฟันในอากาศ สร้างแสงระยิบระยับ อีกครั้งที่นางตื่นตะลึงในตัวของเหลียงเฟย
ในความทรงจำของนาง การใช้กระบี่โดยไม่ต้องจับดาบ จะสามารถทำได้ก็ต่อเมื่อใช้วิถีเทพอยู่เท่านั้น และมีเพียงปราชญ์ยุทธ์หรือไม่ก็เซียนยุทธ์เท่านั้นที่ทำได้
และโดยปกติแล้ว อาวุธจะต้องเป็นอาวุธวิญญาณชั้นยอดหรืออาวุธเทพเท่านั้น จึงจะทำได้
แต่เหลียงเฟย เพียงแค่มีกำลังภายในระดับยอดยุทธ์ขั้นต้นและใช้อาวุธวิญญาณระดับมารก็ทำได้แล้ว ในตัวของเหลียงเฟยมีแต่ปาฏิหาริย์ ไม่มีสิ่งที่เป็นไปไม่ได้!
เหลียงโหย่วกุ้ยและหลิวจื่อเจว๋ เห็นลูกชายปลดปล่อยกายาไม่แตกสลาย และยังทำในสิ่งที่หลายคนทำไม่ได้ พ่อแม่ทั้งสองก็น้ำตาไหลพรากด้วยความปลาบปลื้ม
ลูกชายที่ดี ในที่สุดก็ประสบความสำเร็จแล้ว!
เหลียงเฟยเห็นตัวเองใช้พลังควบคุมวัตถุในการควบคุมอาวุธ ประสบความสำเร็จในการใช้วิถีเทพ ความมั่นใจของเขาเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากนั้นเขาก็เริ่มพยายามใช้วิถีเทพที่ทรงพลังยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากวิถีเทพที่ทรงพลังนั้นซับซ้อนและมีข้อกำหนดที่เข้มงวด ผลคือเขาพยายามหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ สามารถใช้ได้เพียงวิถีเทพง่าย ๆ ธรรมดา ๆ เท่านั้น
กระนั้นแล้ว เหลียงเฟยก็ยังไม่ท้อแท้ เขาเชื่อว่าด้วยความพยายามอย่างไม่ลดละของเขา สักวันหนึ่งเขาจะสามารถทำสำเร็จได้ทั้งหมด
เหมือนกับที่เขาทำสำเร็จทีละขั้นตอน กลายเป็นแสงวูบหนึ่งบินอยู่กลางอากาศ เหมือนนกน้อย และมีอาวุธที่ถูกใจตัวเอง
ตราบใดที่กล้าไขว่คว้า กล้าต่อสู้ ความฝันก็จะไม่ไกลเกินเอื้อม
ขณะที่เหลียงเฟยยังทำความคุ้นเคยกับกระบี่วิญญาณอยู่ หลิวจื่อเจว๋เช็ดน้ำตาด้วยความตื่นเต้น ตื่นจากความดีใจ มองไปที่เซียวหนิงเสวี่ยที่มองขึ้นไปบนท้องฟ้าอย่างเหม่อลอย เดินเข้าไปหา แต่ไม่ลืมถามคำถามที่นางรู้อยู่แล้ว “แม่หนูเซียว เจ้าคิดว่า เหลียงเฟย ลูกข้าเป็นอย่างไรบ้าง?”
เซียวหนิงเสวี่ยได้ยินเสียงเรียก นางก็หันหน้ามามองแม่ของเหลียงเฟย รู้สึกไม่รู้จะพูดอย่างไร
นางลังเลชั่วครู่ มองไปที่เหลียงเฟยอีกครั้ง นึกถึงคำพูดที่เขาเคยบอกนางว่า ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องกล้าไขว่คว้า กล้าต่อสู้ ในที่สุดนางก็เอ่ยปากกล่าวตอบ “ข้าคิดว่า ท่านพี่เฟยเป็นคนที่ซื่อสัตย์ กล้าหาญ มีความทะเยอทะยาน กล้าคิดกล้าทำ ดูเหมือนใจร้อนแต่จริง ๆ แล้วเด็ดเดี่ยว มีความเป็นผู้นำ และเป็นคนดีต่อผู้อื่นเจ้าค่ะ”
พูดไปพูดมา ใบหน้าของเซียวหนิงเสวี่ยก็ยิ่งแดงก่ำ ยิ่งอายมากขึ้น ในที่สุดแม้แต่เสียงก็เบาลงไปด้วย รู้สึกอับอายใจเป็นพิเศษ
“เฮ่อ ๆ ๆ ข้ารู้สึกละอายใจจริง ๆ ข้าผู้เป็นมารดา เพิ่งจะมารู้ว่าบุตรชายของข้ายอดเยี่ยมถึงเพียงนี้” เมื่อได้ยินดังนั้น หลิวจื่อเจว๋ก็หัวเราะด้วยความดีใจพลางพูดกับตัวเองอย่างอารมณ์ดี
หลังจากนั้น นางเห็นใบหน้าของเซียวหนิงเสวี่ยแดงยิ่งกว่าก้นลิงเสียอีก จึงไม่ได้ตั้งใจทำให้นางรู้สึกอึดอัดใจอีกต่อไป ไม่ได้ถามนางอีกว่ามีใจให้เหลียงเฟยหรือเปล่า
หลิวจื่อเจว๋พึมพำกับตัวเองจนเสร็จ จากนั้นก็เดินตรงไปดึงแขนเสื้อของเหลียงโหย่วกุ้ย ชี้ไปที่เซียวหนิงเสวี่ย แล้วพูดเบา ๆ “พ่อ ท่านยังยืนเซ่ออยู่ตรงนี้ทำไม? รีบไปดูธุรกิจที่ร้านผ้าเถอะ อย่าไปรบกวนพวกเขาเลย!”
เหลียงโหย่วกุ้ยมองไปที่เซียวหนิงเสวี่ยสักครู่ ส่ายหัว ถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วพูด “เฮ้อ ข้าไม่สนแล้ว ข้าไม่สนอะไรทั้งนั้น เรื่องของคนหนุ่มสาว ให้พวกเขาจัดการกันเอง อยากทำอะไรก็ทำไปเถอะ!” พูดจบ ท่านก็หันหลังเดินตามหลิวจื่อเจว๋เข้าไปในร้านผ้า
เซียวหนิงเสวี่ยรู้สึกได้ว่าพ่อแม่ของเหลียงเฟยตั้งใจจะเปิดพื้นที่ส่วนตัวให้พวกเขาสักหน่อย นางรู้สึกเขินอายมาก แต่ก็ยังคงทนดูเหลียงเฟยฝึกใช้กระบี่มารต่อไป
และหลังจากผ่านไปนาน เซียวหนิงเสวี่ยก็พบว่าเหลียงเฟยคงจะพอใจแล้ว กำลังจะเก็บกระบี่มาร นางจึงเดินเข้าไปในร้านผ้าเพื่อชงชาร้อนให้เหลียงเฟยโดยเฉพาะ
ชาถูกชงต่อหน้าเหลียงโหย่วกุ้ย เซียวหนิงเสวี่ยชงอย่างตั้งใจ ฝีมือดีมาก เทน้ำร้อนเป็นสายยาว น้ำเดือดปุด ๆ แทบจะถูกนางดึงให้เป็นเส้นตรง ไหลลงในถ้วยกระเบื้องที่เพิ่งใส่ใบชาสดลงไป ในทันใดนั้นก็มีกลิ่นหอมโชยออกมา ซึมซาบเข้าถึงปอด
ทุกท่วงท่าในการชงชานั้นลื่นไหลและคล่องแคล่ว ท่าทางสง่างาม งดงามน่ารัก ไม่มีร่องรอยของความเสแสร้งแม้แต่น้อย
เหลียงโหย่วกุ้ยมองจนจบ มุมปากก็ผุดรอยยิ้มที่หาได้ยากขึ้นมา ท่านมองตามเงาร่างอันงดงามของเซียวหนิงเสวี่ยที่ค่อย ๆ เดินจากไป แล้วพลันพบว่า สาวน้อยผู้นี้ช่างงดงามเพียงใด
โดยเฉพาะเมื่อเห็นเซียวหนิงเสวี่ยเดินมาข้างหน้าเหลียงเฟย ยื่นน้ำให้เขาและหลังจากที่เขาดื่มหมดแล้ว ก็รับแก้วคืนไปพร้อมกับส่งผ้าเช็ดหน้าให้เขาเช็ดเหงื่อ
เหลียงโหย่วกุ้ยยิ่งรู้สึกว่าเซียวหนิงเสวี่ยเป็นสาวน้อยที่ดีจริง ๆ สงสัยว่ามีสักกี่คนที่จะทำได้อย่างที่นางเอาใจใส่และละเอียดลออเช่นนี้
ในดินแดนเสินอู่ที่มีสัดส่วนชายหญิงไม่สมดุลอย่างรุนแรง การได้ลูกสะใภ้แบบนี้ถือเป็นโชคชะตา ต้องสั่งสมบุญมาหลายชาติจึงจะได้รับพรเช่นนี้!
เหลียงโหย่วกุ้ยคิดไปถึงตอนสุดท้าย ก็อดรู้สึกละอายใจไม่ได้ ส่ายหัวถอนหายใจกับตัวเองว่า ข้าดื้อรั้นเกินไปหรือเปล่านะ!
หลิวจื่อเจว๋มองสีหน้าที่เปลี่ยนไปของเหลียงโหย่วกุ้ย แล้วก็ยิ้มน้อยๆ ในใจคิดว่าไอ้หัวล้านตายดิบนี่ ในที่สุดก็ได้สติแล้วสินะ
ไม่นานนัก เหลียงเฟยและเซียวหนิงเสวี่ย ก็เดินเข้ามาในร้านผ้าด้วยกัน เหลียงเฟยอยู่ด้านนอก ส่วนเซียวหนิงเสวี่ยเดินเข้าไปวางถ้วยชา แล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าไปล้าง
ท่านแม่หลิวจื่อเจว๋ ถือโอกาสนี้ถามตรง ๆ เบา ๆ กับลูกชายของตน “เฟยเอ๋อร์ เจ้าบอกข้าตามตรงเถิด แม่หนูเซียวคนนี้ เจ้าตั้งใจพามาจากเมืองหลวงให้พวกข้าดู เหมาะสมที่จะเป็นลูกสะใภ้ของพวกข้าหรือไม่?”
“โธ่ ท่านแม่ ท่านคิดไปถึงไหนแล้ว! น้องหนิงเสวี่ยเป็นแค่เพื่อนสนิทของข้า นางมากับข้าเพราะมีเหตุผลอื่น!” เหลียงเฟยตอบอย่างเด็ดขาด พร้อมกับถอนหายใจ แสดงความรู้สึกไร้คำพูด
“ใครจะเชื่อ ใครจะเชื่อ! น้องหนิงเสวี่ยนู่น น้องหนิงเสวี่ยนี่ เรียกสนิทสนมขนาดนั้น คนโง่ยังมองออกว่าพวกเจ้ามีความสัมพันธ์แบบไหน!” ท่านแม่กลับไม่เชื่ออย่างแน่วแน่
เหลียงเฟยไม่อยากโต้แย้ง เพียงแต่หันหน้าไปบอกท่านพ่อโดยตรง “ใช่แล้ว ท่านพ่อ! เรื่องเมื่อครู่ข้าก็ต้องบอกท่านให้ชัดเจน ที่ข้าถอนหมั้นกับตระกูลเย่ เป็นเพราะมีเหตุผลอื่น ไม่ใช่อย่างที่ท่านคิด!”
ท่านพ่อเงียบไม่พูดอะไร
ท่านแม่กลับพูดต่อ “เฟยเอ๋อร์เจ้าพูดเบา ๆ หน่อยมิได้หรือ? อืม เจ้ากับคุณหนูเซียวคนนี้เป็นยังไงกันแน่ ข้าไม่ยุ่งกับพวกเจ้า แต่ข้าจะบอกเจ้าว่า ยังไงก็ยังไง ต้องพูดให้ชัดเจน แม่มองออกว่าเด็กสาวคนนี้ชอบเจ้ามาก เจ้าห้ามทำให้วัยเยาว์ของนางเสียไปเด็ดขาด!”
เหลียงเฟยได้ยินดังนั้น อึ้งไปครู่ใหญ่ กว่าจะได้สติพูดตอบ “ท่านแม่ วางใจเถิด ข้ารู้ว่าจะทำอย่างไร ข้ามีขอบเขตของตัวเอง!”
พูดจบ เซียวหนิงเสวี่ยก็เดินออกมาจากห้องด้านใน นางเห็นเหลียงเฟยกำลังคุยกับพ่อแม่ จึงถามไถ่ “ท่านพี่เฟย กำลังคุยอะไรกันหรือ? ข้าได้ยินเหมือนท่านพูดถึงชื่อข้าด้วย!”
เด็กหนุ่มไม่รู้จะตอบอย่างไร
ท่านแม่เป็นคนกล่าวกลบเกลื่อน ยิ้มพูดตอบให้แทน “ไม่มีอะไรหรอก ไม่มีอะไร! พวกเรากำลังจะชวนเจ้ากลับไปกินข้าวด้วยกัน แล้วก็ถามเฟยเอ๋อร์ไปด้วยว่า คิดว่าเจ้าเป็นคนแบบไหน!”
“อ๋อ!” เซียวหนิงเสวี่ยขานรับ แต่หันไปมองเหลียงเฟย เหมือนอยากรู้ว่าตัวเองอยู่ในใจเขาเป็นคนแบบไหนกันแน่
เหลียงเฟยรู้สึกไร้คำพูดกับท่านแม่จริง ๆ แต่เขาก็ไม่ได้หยุดนานนัก ก่อนจะยิ้มพยักหน้าพูดอย่างเต็มใจ “ดีมาก ดีมากเลย เป็นสาวน้อยที่ดีคนหนึ่ง!”