สู่ชีวิตนิรันดร์ - บทที่ 84 ข้าไม่ไปจวนตระกูลเย่!
บทที่ 84 ข้าไม่ไปจวนตระกูลเย่!
ท่านพ่อท่านแม่ของสกุลเซียวผ่านโลกมามาก ผ่านร้อนผ่านหนาว แม้กระทั่งเหตุการณ์นองเลือดที่ถูกสกุลโหลวสังหาร ก็ยังคงความสุขุมเยือกเย็นไว้ได้ พวกท่านกัดริมฝีปากแน่น แสดงสีหน้าหวาดกลัวราวกับตกเป็นตัวประกัน แสดงได้สมจริงยิ่งนัก
ทว่า บุตรธิดาของพวกท่าน เมื่อเห็นคนของสกุลโหลวขวางทางอยู่เบื้องหน้า ก็อดกระวนกระวายใจไม่ได้
แต่เหลียงเฟยได้กำชับไว้ก่อนออกเดินทางแล้ว ว่าพวกเขาเพียงแค่ทำตัวเงียบ ๆ ก็พอ คนของสกุลโหลวทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว
ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับเหลียงเฟยแล้ว!
เหลียงเฟยไม่รอให้คนพวกนั้นเอ่ยปาก รีบตวาดขึ้นเสียงดังว่า “พวกเจ้าขวางทางพวกข้าทำไม ไม่เห็นหรือว่าพวกข้าจับตัวบิดามารดาของเซียวหนิงเสวี่ยไว้ หากคนของสกุลเย่ตามมาทัน เกิดเรื่องขึ้น พวกเจ้ารับผิดชอบไหวหรือ?”
เหล่ามือปราบสกุลโหลวได้ยินดังนั้น ต่างชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมเปิดทางให้
เซียวหนิงเสวี่ยเห็นดังนั้น ถึงกับถอนหายใจด้วยความโล่งอก ทว่า ชายชาวตะวันตกผู้นั้นกลับยื่นมือออกมาขวางทางอีกครั้ง พลางเอ่ยว่า “ช้าก่อน พวกเจ้าจับตัวสองคนแก่พวกนี้ไป ทำไมไม่ไปที่สกุลโหลว กลับมุ่งหน้าออกนอกเมืองเช่นนี้เล่า”
เมื่อคนอื่น ๆ ได้ยิน ต่างก็รู้สึกว่าชายชาวตะวันตกพูดมีเหตุผล จึงพากันเดินเข้ามาขวางทางพวกเขาไว้
ทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่วางไว้
ได้ยินคำถามของบุรุษแดนตะวันตก เหลียงเฟยแอบหัวเราะในใจ แต่กลับแสร้งทำเสียงเย็นชา “เรื่องนี้เจ้าอย่ามายุ่ง จะบอกให้ พวกข้านำตัวสองเฒ่านี้ไปนอกเมือง แล้วเข้าไปในเมืองจากประตูเมืองอีกฝั่งหนึ่ง เพื่อนำตัวพวกเขาไปที่จวนสกุลโหลว จากนั้นจึงค่อยรอให้เหลียงเฟยบุกมาติดกับดัก การกระทำเช่นนี้ ก็เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของสกุลเย่ ทำให้พวกเขาสับสนยังไงเล่า!”
“อ้อ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง! ขออภัย ขออภัย! เป็นข้าที่คิดน้อยไป” ชายหนุ่มแดนตะวันตกขานรับ ก้มหน้าขอโทษซ้ำ ๆ
ทว่าเรื่องวุ่นวายยังไม่ทันจางหาย เรื่องใหม่ก็ผุดขึ้น
เหลียงเฟยและคนอื่น ๆ อีกสี่คนหันหลังกลับ เพิ่งจะได้ออกเดิน ก็มีเสียงดังมาแต่ไกล “หยุดก่อน พวกเจ้าเป็นใคร!”
ทุกคนหันกลับไปมอง ก็พบว่าเป็นทหารของสกุลเย่หลายคน แต่ละคนล้วนมีวรยุทธ์ไม่ตํ่า บ่มเพาะพลังจนถึงระดับราชันยุทธ์ขึ้นไป ยิ่งไปกว่านั้นยังมีอยู่สองคนที่บรรลุถึงระดับจ้าวยุทธ์เสียด้วยซํ้า พลังฝีมือแข็งแกร่งกว่าสมุนสกุลโหลวพวกนี้หลายเท่า
เมื่อเป็นเช่นนี้ แสดงว่าสกุลเย่เห็นความเคลื่อนไหวของสกุลโหลว จึงได้เรียกระดมยอดฝีมือจำนวนไม่น้อยกลับมายังเมืองหลวง เพื่อเตรียมพร้อมรับมือเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ สกุลเย่คงไม่ลงทุนลงแรงทำเรื่องใหญ่โตขนาดนี้เพียงเพราะเหลียงเฟยคนเดียว แต่เป็นเพราะตอนนี้เหลียงเฟยได้สังหารยอดฝีมือสกุลโหลวไปหลายคน แม้แต่โหลวอิงป้า เจ้าตระกูลโหลวยังตายด้วยนํ้ามือเหลียงเฟย พลังฝีมือของสกุลโหลวถดถอยลงมาก โอกาสนี้เองที่ท่านแม่ทัพเย่อาจต้องการกำจัดสกุลโหลวให้สิ้นซาก กวาดล้างคนพาลอัปรีย์เหล่านี้
ส่วนเหตุผลที่ยังไม่ลงมือ คาดว่าท่านพ่อเย่เทียนฉงคงไม่ได้คาดคิดว่าสกุลโหลวที่เหิมเกริมไปทั่วแผ่นดิน จะสามารถรวบรวมยอดฝีมือแปลกประหลาดมารวมตัวกันได้มากมายถึงเพียงนี้
แต่เหลียงเฟยไม่ได้คิดมากมาย เพียงตะโกนใส่คนของสกุลโหลวว่า “เห็นไหม ก็โทษพวกเจ้าทั้งนั้น มิเช่นนั้น พวกมันจะตามเรามาทันได้อย่างไร พวกข้าไปก่อน พวกมันฝากพวกเจ้าจัดการแล้วกัน!”
กล่าวจบ เขาก็ส่งสายตาให้พี่น้องสกุลเซียว จากนั้นจึงพาคนเฒ่าทั้งสองรีบหนีไป ทิ้งให้คนของสกุลโหลวกับทหารสกุลเย่ต่อสู้กันอย่างดุเดือดอยู่ตรงนั้น
อนิจจา คนของตระกูลเย่ล้วนมีฝีมือเหนือกว่ามาก เพียงชั่วพริบตา พวกเขาก็จัดการผู้ฝึกยุทธ์ตระกูลโหลวจนล้มลงไปหลายคน ก่อนจะไล่ตามมาติด ๆ
เหลียงเฟยและพวกหนีอย่างเร่งรีบ พุ่งทะยานไปได้ครู่หนึ่ง เซียวอู่เหยียนที่พลังฝีมือยังอ่อนด้อย อีกทั้งยังแบกบิดาอยู่บนหลัง ในเวลาไม่นานก็ถูกสองจ้าวยุทธ์ฝีมือดีของตระกูลเย่สกัดกั้นเอาไว้ได้
จ้าวยุทธ์ทั้งสองไร้เยื่อใย บังคับหยุดเซียวอู่เหยียนได้ก็ลงมือทันที ทำให้เซียวอู่เหยียนร้องลั่น “ท่านทั้งสอง เกิดความเข้าใจผิดแล้ว พวกข้ามิใช่ศัตรู แต่เป็นมิตร! เหลียงเฟย เหลียงเฟย รีบขอให้วีรบุรุษทั้งสองจากตระกูลเย่หยุดมือเถิด!”
เมื่อถูกเรียกชื่อจริง เหลียงเฟยจึงตอบรับอย่างเสียไม่ได้ หนวดเคราของเขารีบหายวับ กลับกลายเป็นใบหน้าจริง เพียงแต่เสื้อผ้ายังคงเป็นชุดแปลกประหลาดของชายมีหนวดอยู่
จ้าวยุทธ์ทั้งสองเห็นความเปลี่ยนแปลงบนร่างกายของเหลียงเฟย ต่างตะลึงงันด้วยความพิศวง
แต่พวกเขาไม่เคยเห็นใบหน้าของเหลียงเฟยมาก่อน จึงยังคงสงสัยในตัวตนของเหลียงเฟย พวกเขามองเหลียงเฟยและพวกด้วยสายตาเคลือบแคลง
เหลียงเฟยไม่รอให้พวกเขาเอ่ยถาม รีบก้าวไปข้างหน้าพลางกล่าวว่า “ท่านทั้งสอง ข้าคือเหลียงเฟย พวกเขาเป็นคนของตระกูลเซียว ข้าพาพวกเขามาเพื่อหลบหนี”
ยอดฝีมือร่างผอมที่อยู่ทางซ้ายพยักหน้า แต่กลับเอ่ยว่า “ถ้าเช่นนั้น พวกเจ้าจะหนีไปไยเล่า เชิญติดตามพวกข้ากลับตระกูลเย่ไม่ดีกว่ารึ? พวกข้าสาบานว่าจะคุ้มครองผู้มีพระคุณของท่านแม่ทัพเยี่ยให้กลับจวนอย่างปลอดภัย”
เซียวหนิงเสวี่ยได้ยินดังนั้น นางจึงตอบอย่างเฉียบขาดว่า “ไม่ไปตระกูลเย่ ข้าไม่ไปตระกูลเย่เด็ดขาด!”
เหลียงเฟยหน้าซีดเผือด คิดในใจว่า เจ้าจะหึงหวงก็ดูเวลาบ้างเถิด
เซียวอู่เหยียนรีบเอ่ยปากเกลี้ยกล่อม “น้องหนิงเสวี่ย ฟังท่านยอดฝีมือผู้นี้เถิด ที่จวนตระกูลเย่นั้นทั้งกว้างขวางและปลอดภัย ไม่มีสิ่งใดไม่ดีไม่ใช่หรือ?”
เหลียงเฟยได้ยินดังนั้นก็พลันสูดหายใจเข้าลึก ยังดีที่เซียวอู่เหยียนไม่คุ้นเคยกับการเรียกเซียวหนิงเสวี่ยด้วยชื่อจริง มิเช่นนั้นเกรงว่านางจะต้องกลับคืนสู่รูปโฉมเดิม และต้องลงมือแปลงโฉมให้นางอีกครา คงเป็นเรื่องใหญ่ไม่น้อย
“ไม่ ข้าไม่ไปที่ใดทั้งนั้น ข้าไม่ไปจวนตระกูลเย่ หากจะไป พวกเจ้าไปกันเองเถิด” เซียวหนิงเสวี่ยเอ่ยจบก็เม้มริมฝีปากแน่น แสดงท่าทีเด็ดเดี่ยว
ท่านพ่อและท่านแม่มองดูไม่ไหวเอ่ยตำหนิ “เสี่ยวเอ๋อร์ เหตุใดเจ้าจึงเอาแต่ใจเช่นนี้?”
เหลียงเฟยทำสีหน้าลำบากใจ หันไปกล่าวกับยอดฝีมือทั้งสอง “ขออภัย เนื่องจากพวกข้าเพิ่งไปที่จวนตระกูลเย่และมีเรื่องบาดหมางกับคุณชายฮวาหรงมาเล็กน้อย
เอ่อ เช่นนี้เถิด เชิญท่านทั้งสองพาท่านพ่อ ท่านแม่ และเซียวอู่เหยียนไปที่จวนตระกูลเย่ก่อน ข้าจะพาน้องหนิงเสวี่ยหลบไปพลาง และจะลองเกลี้ยกล่อมนาง หวังว่านางจะยอมไปตระกูลเย่ด้วย”
“เช่นนี้ เช่นนี้…ก็ได้ เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้” ยอดฝีมือร่างผอมลังเลอยู่ครู่หนึ่ง พลันเห็นชายชาวตะวันตกผมสั้นค่อย ๆ เปลี่ยนรูปโฉมไปอีกแบบ จึงเชื่อมั่นและพยักหน้าเห็นด้วย
ที่สำคัญที่สุดคือ เหลียงเฟยและคนอื่น ๆ แม้จะดูน่าสงสัย แต่ยอมทิ้งท่านทั้งสองที่ดูราวกับตัวประกันไว้ และยอมทิ้งเซียวอู่เหยียนไว้ คงไม่น่าจะหลอกลวง
เหลียงเฟยขานรับ “เช่นนั้นขอฝากคนทั้งสามไว้กับท่านทั้งสอง! เวลาไม่คอยท่า พวกเราอยู่ที่นี่นานไม่ได้ พวกท่านและยอดฝีมือตระกูลโหลวเพิ่งต่อสู้กันที่ประตูเมือง คงจะนำพาคนอื่น ๆ ในตระกูลโหลวมาที่นี่แน่ พวกข้าขอไปก่อน ขอฝากท่านยอดฝีมือทั้งสองแจ้งข่าวคราวแก่ท่านพ่อท่านแม่ข้าด้วย บอกพวกท่านว่าลูกชายจะดูแลตัวเองเป็นอย่างดี จะต้องปลอดภัย”
“ไว้พบกันใหม่! พวกข้าสาบานว่าจะคุ้มครองพวกเขากลับจวนตระกูลเย่อย่างถึงที่สุด!” ยอดฝีมือทั้งสองเห็นเหลียงเฟยทำความเคารพลาจากไป ก็ประสานมือคำนับ กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น