สู่วิถีอมตะ - บทที่ 610 ความแข็งแกร่งของทวารบาล
เมื่อเผชิญคำท้าทายของเจินหย่ง ทวารบาลผู้ถูกเรียกว่าเสี่ยว
เลี่ยงก็แย้มยิ้ม
“ระห ่ายิ่งจริงแท้ ศิษย์พี่หญิงกู้กล่าวไว้มิผิด พวกเจ้าต้องใจเย็น
ลงสักหน่อย รีบ ๆ เข้ามาสิ หากมีผู้อาวุโสเห็นข้าไม่ประจำที่ยามยืน
เวร ข้าโดนทำโทษแน่นอน”
เมื่อเห็นความเหยียดหยามดูแคลนในสายตาทวารบาล เปลว
เพลิงอันสุมอกเจินหย่งก็ปะทุออก เขาสาวเท้าออกไปเหวี่ยงหมัด
“ศิษย์พี่ ชี้แนะด้วย!”
หมัดนี้ผสานเคล็ดพลังแห่งกำลังและเคล็ดพลังแห่งทอง เมื่อ
ผนวกกับวรยุทธ์พิเศษ ก็สร้างเป็นคลื่นพลังเรืองฤทธิ์
ทว่ามันกลับมิได้สร้างนิมิตอหังการใด ๆ เพราะกู้ไป๋หลิงใช้พลัง
เขตแดนควบคุมมิให้พลังหลุดควบคุมอยู่ใกล้ ๆ
ในขอบเขตระดับนาง กู้ไป๋หลิงควบคุมได้เกือบทุกสิ่งแล้ว
ยามเจียงผิงอันเห็นหมัดของเจินหย่ง สีหน้าของเขาก็เปี่ยมความ
เคร่งขรึม สมแล้วที่เป็นผู้ฝึกกายาระดับสูงสุดในภพรวนสวรรค์ หมัด
นี้เทียบได้กับหมัดทำลายล้างของเขายามใช้โดยมิเร่งปราณเซียน
ทว่า ทวารบาลกลับแย้มยิ้ม ยกมือซ้ายขึ้นเรื่อยเฉื่อย
เปรี้ยง!
ทั้งสองปะทะกัน ทวารบาลคว้าหมัดนี้ได้โดยมิขยับเขยื้อนสักนิด
โทสะบนใบหน้าเจินหย่งแปรเปลี่ยนสู่ตกตะลึง
“ไม่จริงน่า!”
เจินหย่งมิอาจเชื่อลง แล้วออกหมัดเข้าใส่อีกหน
ครั้งนี้คือการโจมตีสุดกำลังของเขา ผสานกฎเคล็ดพลังอัน
แข็งแกร่งสุดขั้ว และแผลงวิชาหมัดของเขาจนถึงขีดสุด
เปรี้ยง!
ทวารบาลยังคงรับหมัดนี้ไว้ได้อย่างง่ายดาย ไม่แม้แต่จะถอยสัก
ก้าว
“แค่นี้หรือ?”
ทวารบาลเสี่ยวเลี่ยงยิ่งสุดเดียดฉันท์ ปราณโลหิตทรงพลังหลาก
ทะลักจากตัว
เจินหย่งคิดขัดขืน แต่ก็กระเด็นไปโดยพลัน
ซูปิงและมั่วรีบเข้ารับตัวเจินหย่งไว้ แต่ภายใต้การกระหน ่าชน
ของอำนาจทรงพลัง ทั้งสามล้วนกระเด็นถอยไปด้วยกันหลายก้าว
กว่าจะหยุดได้
ทั้งสามล้วนดูตกใจ
เจินหย่งไร้เทียมทานในภพรวนสวรรค์ของพวกเขา ร่างกายของ
เขาแข็งแกร่งจนไร้เทียมทานในขอบเขตเดียวกัน ถูกขัดเกลาสูงล ้า
เกินใคร
แต่ต่อหน้าทวารบาลผู้นี้ เจินหย่งกลับสุดปวกเปียก หมัด
สุดกำลังของเขาถูกรับไว้ได้ง่าย ๆ
ทวารบาลผู้นี้อาศัยเพียงปราณโลหิตจากตัวก็ผลักเจินหย่ง
กระเด็นได้แล้ว
ขอบเขตของทวารบาลผู้นี้มิได้สูงกว่าพวกเขา คลื่นพลังจาก
กายก็เป็นกฎเคล็ดพลังเช่นกัน
เพียงแค่ว่า ทวารบาลผู้นี้แข็งแกร่งกว่าที่คาดคิดไว้นัก
“พวกเจ้าไก่อ่อนทั้งสี่เข้ามาด้วยกันได้เลย มือเดียวข้าก็จัดการ
พวกเจ้าได้แล้ว”
ทวารบาลเสี่ยวเลี่ยงจ้องมองคนทั้งหลายอย่างดูแคลน
อัจฉริยะทั้งสามจากภพรวนสวรรค์ปรากฏโทสะในใจ พวกเขา
เติบโตมากับคำชมตั้งแต่เล็ก เคยถูกทวารบาลดูแคลนแต่ยามใด
“รุมเข้าไปกันเถอะ!” เจินหย่งกล่าวเสียงเข้ม
จริงอยู่ที่หนึ่งบุคคลเอาชนะอีกฝ่ายมิได้ แต่สี่คนรวมกำลัง ต้อง
พิชิตทวารบาลผู้นี้ได้แน่!
“มิต้องหรอก”
เจียงผิงอันเอ่ยเรียบ ๆ “ทั้งวรยุทธ์ ประสบการณ์ ทรัพยากรและ
สายเลือดของผู้ฝึกตนในภพเซียนล้วนมิใช่ผู้ที่เราจะเทียบได้”
เขาเคยท้าทายรูปสลักศิลาในเคหาสน์เซียนเทียนหลาน เผชิญ
เยี่ยเฮ่าเทียนมาก่อน จึงทราบความแข็งแกร่งของผู้ฝึกตนจากภพ
เซียน
“ทำไมผู้ฝึกตนจากภพบุกเบิกตาขาวจริง? งั้นก็อย่ามาเกะกะ เรา
สามคนรุมเข้าไป!”
เจินหย่งชำเลืองเจียงผิงอันอย่างดูแคลน ก่อนจะพุ่งเข้าใส่ทวาร
บาลร่วมกันสหายทั้งสอง
เจียงผิงอันส่ายหัวอย่างจนใจ คนเหล่านี้ต้องเรียกสติจริงแท้
“เจ้ารู้จักตัวเองดีนะ” กู้ไป๋หลิงชำเลืองเจียงผิงอันเล็กน้อย “เจ้าจะ
อายุยืนกว่าสามคนนั้น”
เจินหย่ง ซูปิงและมั่วพุ่งเข้าใส่ทวารบาลแล้ว
ผู้ฝึกกายาเจินหย่งและผู้ฝึกกระบี่ซูปิงจู่โจมเบื้องหน้า ขณะที่มือ
สังหารมั่วหายตัวจากที่ไปโจมตีตลบหลัง
ทวารบาลเสี่ยวเลี่ยงยิ้มเหยียด มือขวาจับกระบี่ที่เอว ใช้หัวแม่มือ
ดีดด้ามกระบี่ เผยตัวกระบี่ขึ้นหนึ่งชุ่นอย่างเฉียบพลัน ปราณกระบี่อัน
น่าสะพรึงกลัวทะยานออกไป
พริบตานั้น ทั้งสามก็เหมือนแน่นิ่งกับที่ ดวงตาเบิกกว้างอย่าง
ขวัญผวา เหงื่อหยดไหลตามหน้าผาก
ที่แก้มพวกเขาปรากฏบาดแผลเส้นหนึ่ง โลหิตหยดหนึ่งย้อยหยด
คละเม็ดเหงื่อลงบนพื้น
ทั้งสามเห็นเพียงเงากระบี่ตวัดไหวตรงหน้าหนึ่งหน มิอาจเห็นว่า
อีกฝ่ายชักกระบี่เช่นไรสักนิดเดียว
หากอีกฝ่ายคิดเอาชีวิตพวกเขา พวกเขาคงตายไปแล้ว
ความเร็วกระบี่นี่มันอะไรกัน!
ด้วยระดับเช่นนี้ กลับเป็นเพียงทวารบาลคนหนึ่งในสำนักเซียน
อวี่หวง…
พวกเขาสามคนผนึกกำลังโจมตี แต่กลับถูกสยบราบคาบใน
กระบวนเดียว…
ความต่างชั้นมหาศาลนี้กระทบกระเทือนจิตใจทั้งสามอย่างยิ่ง
เนิ่นนานก็มิอาจฟื้นคืน
ทวารบาลเสี่ยวเลี่ยงหดหัวแม่มือ กระบี่เลื่อนตัวกลับลงในฝัก ราว
เขามิเคยชักมันออกมาเลย
เขายืดตัวยืนตรงราวมิเคยขยับ แน่นิ่งอยู่หน้าค่ายกลเคลื่อนย้าย
สุดแสนธรรมดาสามัญมิต่างจากทวารบาลหลายสิบคนที่อยู่กับเขา
“ใจเย็นลงแล้ว?”
กู้ไป๋หลิงพอใจกับปฏิกิริยาของทั้งสามยิ่ง “บทเรียนแรกในการ
มายังภพเซียน ยอมรับความธรรมดาของตนเองเสีย”
“แต่ก็มิต้องอึดอัดใจอะไรขนาดนั้นหรอก การได้เป็นทวารบาล
ขั้นต ่าก็ต้องมีพรสวรรค์ระดับกลางในสำนักเซียนอวี่หวงแล้ว”
“ระดับของเจ้าในขณะนี้อยู่ในระดับกลางค่อนต ่า มิได้ต ่าต้อย”
“นอกจากนั้น การมาจากภพล่างมิได้หมายความว่าอ่อนแอ เมื่อ
นานมาแล้ว มีตัวตนไร้เทียมทานผู้หนึ่งมาจากภพล่าง พิชิตทั่วหล้า
ฆ่าเซียนสวรรค์ ผลาญเซียนแท้ ตั้งสมาพันธ์สำนักเซียน แปรเปลี่ยน
ครรลองภพเซียน เป็นที่ลือลั่นสะท้านทั่วด้วยตัวคนเดียว”
เมื่อกล่าวถึงคนผู้นี้ แววตาของกู้ไป๋หลิงก็เปี่ยมความชื่นชม
คนทั้งสามซึ่งหัวใจแทบสลายรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อยนามได้ยินเช่นนี้
ในภพล่าง พวกเขาไร้เทียมทาน แต่ที่นี่ พวกเขาถือได้เพียงอยู่
ในระดับกลางค่อนต ่า
ยังดีที่มิได้ต ่าต้อย
ยิ่งกว่านั้น พลังต่อสู้อ่อนแอยามนี้ มิได้หมายความว่าภายหน้าก็
ยังดักดาน พวกเขาแค่ไม่มีวรยุทธ์ระดับสูงเท่านั้น
กู้ไป๋หลิงกล่าวได้ถูกต้อง ผู้มาจากภพล่างก็สร้างผลงานได้
เช่นกัน
“ศิษย์พี่หญิงกู้ ผู้อาวุโสผู้แปรครรลองภพเซียนท่านนี้คืออะไร
หรือเจ้าคะ?”
ซูปิงสงบใจได้คนแรก เอ่ยถามขึ้นเสียงหวาน
“กู่ตี้”
น ้าเสียงของกู้ไป๋หลิงเปี่ยมความนับถือ “เราสำนักเซียนอวี่หวงก็
เป็นสมาชิกสมาพันธ์โบราณนี้”
“ศิษย์พี่หญิงกู้ ช่วยเล่าเรื่องของผู้อาวุโสกู่ตี้ให้ฟังอีกได้หรือไม่?”
เจินหย่งตัดสินใจเรียนรู้จากผู้อาวุโสท่านนี้ และพยายามไล่ตามให้
ทัน
“รอพวกเจ้ารอดมาก่อนแล้วกัน ถึงเวลาเข้าสู่สมรภูมิแล้ว”
กู้ไป๋หลิงไม่พูดมาก เดินเข้าไปในค่ายกลเคลื่อนย้าย
ทั้งสามพยายามสงบอารมณ์อันคลุมเครือในใจ แล้วตามไปที่
ค่ายกล
เดิมทีพวกเขามั่นใจในการประเมินครั้งนี้ยิ่ง แต่หลังสู้กับทวาร
บาล พวกเขาก็ไม่เหลือความมั่นใจ
และยังตระหนักว่าพวกตนเป็นเพียงลิ่วล้อส่งไปตายเท่านั้นด้วย
“คนตาขาวจากภพบุกเบิก อย่าขวางทาง”
ยามเจินหย่งก้าวออกมา เขาจงใจกระแทกไหล่ใส่เจียงผิงอัน
ตรงหน้า
เจินหย่งยังขุ่นเคืองที่เจียงผิงอันไม่ลงมืออยู่
เจียงผิงอันมิคาดว่าคำเกลี้ยกล่อมอย่างหวังดีของเขา มิเพียงไม่
ถูกเข้าใจ ยังถูกอีกฝ่ายนึกขุ่นเคืองด้วย
เจียงผิงอันคร้านเกินจะสนใจแล้ว
เขาในยามนี้กำลังคิดว่าจะเอาชีวิตรอดสามร้อยปีได้อย่างไร และ
จะไปสร้างรากเซียนที่ภพเซียนอย่างไร
คนทั้งหลายผ่านค่ายกลเคลื่อนย้าย แล้วแรงโน้มถ่วงมหาศาลก็
กดลงมาใส่พวกเขา
นอกจากเจินหย่ง ซูปิงและมั่วต่างเข่าทรุดกองกับพื้นทันที
กระทั่งผู้ฝึกกายาอย่างเจินหย่งยังตัวเซ เข่างอลงเล็กน้อย
กู้ไป๋หลิงหันกลับมามองเจียงผิงอันซึ่งหาขยับเขยื้อนไม่ “เจ้า
แข็งแกร่งมาก แข็งแกร่งกว่าสามคนนี้อีก”
การรอดพ้นแรงโน้มถ่วงน่ากลัวเช่นนี้ได้ ต้องใช้พละกำลัง
มหาศาล
สามบุคคลจากภพรวนสวรรค์หันมองเจียงผิงอันเป็นตาเดียว
ผู้ฝึกตนจากภพบุกเบิกผู้นี้แข็งแกร่งกว่าพวกเขาหรือ?
เจียงผิงอันส่ายหัว “ข้าก็แค่บรรลุเคล็ดพลังแรงโน้มถ่วง การ
เปลี่ยนแรงโน้มถ่วงเช่นนี้มีผลต่อข้าเพียงเล็กน้อย”
พวกเขาทั้งสามผ่อนลมหายใจโล่งอกอย่างเผลอตัว ที่แท้อีกฝ่าย
ก็แค่บรรลุเคล็ดพลังแรงโน้มถ่วง
เช่นนี้จึงถูก ภพบุกเบิกล้าหลังกว่าพวกเขา จะให้กำเนิดอัจฉริยะ
ที่แข็งแกร่งกว่าพวกเขาได้เช่นไร