สู่วิถีอมตะ - บทที่ 609 เนื้อหาการประเมิน
เมื่อฮั่วหร่วนเห็นเยี่ยเฮ่าเทียนตื่นเต้นเหลือแสน ก็ถามขึ้นอย่าง
สงสัย
“ผู้อาวุโส ร่างศึกคืออะไรหรือขอรับ?”
ขนาดยอดฝีมือจากภพเซียนเช่นนี้ยังเสียความเยือกเย็น ร่างเท
วะเช่นนี้ไม่มีทางธรรมดา
เยี่ยเฮ่าเทียนอธิบายอย่างอารมณ์ดี “ร่างศึกเป็นร่างพิเศษ
สามารถสืบกฎจำนงสัประยุทธ์ได้ ยิ่งจำนงศึกแข็งกล้า พลังต่อสู้ยิ่ง
เลิศล ้า”
“ยามเราบุกรุกภพบุกเบิกของพวกเจ้า สารเลวที่ฆ่าข้าก็มีร่าง
เช่นนี้แหละ”
ฮั่วหร่วนผงะไปเล็กน้อย มหาจักรพรรดิน่ะหรือ?
เมื่อนึกถึงตำนานมหาจักรพรรดิ ฮั่วหร่วนก็เริ่มอยากได้ร่างของ
เจียงผิงอัน
มุมปากเยี่ยเฮ่าเทียนยกยิ้ม “เด็กนี่มิเพียงมีร่างศึก ยังมีพรสวรรค์
กลืนกินอันร้ายกาจ ซึ่งก็จะเป็นของเซียนผู้นี้ทั้งหมด”
เขาหลงนึกว่าจะต้องไปภพเซียนอยู่แล้ว มิอาจชิงร่างเจียงผิงอัน
ได้ มิคาดเลยว่าจะโชคดีถึงเพียงนี้ เจ้าเด็กนี่ก็เข้าร่วมการประเมิน
ของสำนักเซียนด้วย
นี่แหละการดำเนินชะตา ร่างของเจียงผิงอันผู้นี้ต้องเป็นของเขา
เยี่ยเฮ่าเทียน
ขณะเดียวกัน ที่ศาลาหลักของศาลาเติงเซียน บุตรเซียนชิวผิง
เซิงก็ได้รับทราบเช่นกันว่าเจียงผิงอันจะเข้าร่วมการประเมิน
“ฮ่า ๆ เจ้าโง่นี่ถูกบีบบังคับให้สิ้นหวังจนอยากเข้าร่วมการ
ประเมินของสำนักเซียน เข้าภพเซียนไปสร้างรากเซียนได้ ส่งตัวเอง
ไปตายชัด ๆ!”
“หากเขาผ่านการทดสอบได้จริง ๆ นายน้อยผู้นี้จะทำลาย
พรสวรรค์ของตัวเองเลย!”
หลังหัวเราะเยาะอยู่ครู่หนึ่ง ชิวผิงเซิงพลันเงียบไป บิดาเขาเคย
เตือนไว้ว่าเขาต้องมิเลินเล่อ ต้องระวังตนเอาไว้
เขานำยันต์สื่อสารออกมาพูดกรอกลงไป “พี่ ช่วยข้าหน่อยสิ ใน
การประเมินของสำนักเซียนหนนี้ ช่วยข้าฆ่าคนผู้หนึ่งให้ที”
ชิวผิงเซิงเป็นบุตรเซียน แต่มิใช่บุตรเพียงหนึ่ง ก่อนบิดาเขาจะ
บรรลุเซียน เขามีบุตรหลานมากมาย หนึ่งในนั้นคือพี่ใหญ่ซึ่งจะเข้า
ร่วมการประเมินของสำนักเซียนครั้งนี้ด้วย
พรสวรรค์พี่ใหญ่ของเขาล ้าเลิศ พลังต่อสู้ร้ายกาจ สยบผู้ฝึกตน
ร่วมขอบเขตในศาลาเติงเซียนมาแล้วเมื่อกาลก่อน
เล่าลือกันกระทั่งว่า บุตรเซียนยังเลิศล ้ามิสู้เขา
พี่ใหญ่เป็นยอดฝีมือขอบเขตมหายานผู้หนึ่ง มีพี่ใหญ่รับประกัน
ความเป็นไปได้ที่เจียงผิงอันจะผ่านการประเมินสำนักเซียนก็เป็นศูนย์
วันคัดเลือกมาถึงตามกำหนดการณ์
หลัวซู่ส่งป้ายหยกสีทอง สลักอักขระลึกลับมากมายให้เจียงผิงอัน
ป้ายหนึ่ง
“นี่คือยันต์เคลื่อนย้าย จ่ายปราณวิญญาณเข้าไป แล้วมันจะ
เคลื่อนย้ายเจ้าไปรับการประเมิน เจ้าในยามนี้ยังมีโอกาสเปลี่ยนใจนะ
หากเจ้าเข้าทดสอบจริง ๆ เจ้าจะตายในการทดสอบแน่”
เจียงผิงอันรับป้ายหยกมาอย่างไม่ลังเล
หลัวซู่ส่ายหัวอย่างจนใจ เด็กนี่ดื้อจริง ๆ ถึงเวลาเดี๋ยวก็จะเสียใจ
เอง
หลัวซู่นำขวดสีดำอีกขวดออกมา กฎเกณฑ์ระดับเซียนอันทรง
พลังพลุ่งพล่านรายล้อม “นี่คืออาวุธวิเศษระดับเซียนมนุษย์ ขวดกลืน
สวรรค์ หลอมละลายได้ทุกสิ่ง”
“มีขวดนี้อยู่ กระทั่งยอดฝีมือขั้นต้นขอบเขตมหายานก็มิใช่คู่มือ
เจ้า”
“ในขวดใบนี้ยังมีผลึกเซียนล้านชิ้น และวรยุทธ์เซียนระดับสูงอีก
แขนง ใช้เป็นค่าตอบแทนโอสถคุ้มภัยก่อนหน้านี้”
เจียงผิงอันรับอาวุธวิเศษระดับเซียนมา พลางเอ่ยว่า “สิ่งนี้มิได้ล ้า
ค่าเท่าโอสถคุ้มภัยนี่?”
“อะแฮ่ม! ก็ไม่พอจริง ๆ แหละ”
หลัวซู่กล่าวอย่างกระดากใจ
“ช่างเถิด ช่วยข้าดูแลเสี่ยวเซียงและเยี่ยอู๋ฉิงให้ดีแล้วกัน”
เจียงผิงอันไม่อยากได้ศาสตราเซียนอะไรมากมาย ด้วยความ
แข็งแกร่งของเขา เขามิอาจแผลงฤทธิ์ของศาสตราเซียนได้เลย
หากไปตกตายที่นั่น ทรัพยากรเหล่านี้ก็จะกลายเป็นของผู้อื่น
เจียงผิงอันเก็บขวดกลืนสวรรค์ ชำเลืองเสี่ยวเซียงอย่างลึกล ้า
“ข้าไปก่อนนะ”
ว่าแล้ว ปราณก็ถูกจ่ายแก่ป้ายหยก อักขระบนยันต์เคลื่อนย้าย
ถูกกระตุ้นทำงาน โอบล้อมทั่วกายเจียงผิงอันแล้วเคลื่อนย้ายเขาไป
ทันที
มือในแขนเสื้อของเฉียนฮวั่นโหรวกำแน่น พยายามสะกดความ
ขื่นขมในใจ
หลัวซู่ผ่อนลมหายใจยาว “เจ้าน่าจะหยุดเขาไว้นะ”
มิใช่เพราะนางไร้ทรัพยากร นางแค่ไม่อยากให้เจียงผิงอันใช้
ทรัพยากรสิ้นเปลือง ไว้ภายหลังนางจะคืนทรัพยากรที่เหลือ
ให้กับเฉียนฮวั่นโหรวแล้วกัน
“ผิงอันจะไม่เป็นอะไร เขาเข้าภพเซียนได้แน่” สายตาของ
เฉียนฮวั่นโหรวเปี่ยมความมุ่งมั่น
“เขา…”
หลัวซู่อ ้าอึ้ง แต่สุดท้ายก็ไร้วาจา
มิน่าเล่า สองคนนี้จึงลงเอยกันได้ หัวรั้นทั้งคู่เลย
ยอดฝีมือขอบเขตมหายานยังอาจมิบรรลุการประเมินได้ แล้ว
ไฉนเจียงผิงอันจึงทำได้?
หลัวซู่ไม่พูดอะไรหักหาญกำลังใจเฉียนฮวั่นโหรว ยามป้ายชีวิต
ของเจียงผิงอันแตกสลาย ก็คงทำปากแข็งมิได้แล้ว
ขณะเดียวกัน เจียงผิงอันใช้ยันต์เคลื่อนย้ายมายังโถงสีทองแห่ง
หนึ่ง
“ไฉนจึงเป็นผู้ฝึกตนซึ่งบรรลุเพียงเคล็ดพลังไปได้ ผู้ฝึกตน
ขอบเขตนี้มาจะมีประโยชน์อะไร”
หนึ่งเสียงบ่นอุบลอยมาปราชิดโสต
ที่มาของเสียงคือชายผู้หนึ่งซึ่งนั่งตรงหน้าโถงหลัก
ชายผู้นี้แผ่ปราณมหาเต๋า น่าจะเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตพ้นพิบัติผู้
หนึ่ง
ชายผู้นั้นจ้องเจียงผิงอันด้วยท่าทีขยะแขยง ราวเห็นอาจมกอง
หนึ่งตรงหน้า
ชายผู้นั้นนำพู่กันออกมา ถามด้วยภาษาของภพเซียน “ชื่อ
อะไร?”
เจียงผิงอันได้เรียนภาษาภพเซียนแล้วเมื่อสองสามเดือนก่อน
จากม้วนหยกสอนภาษาที่เสี่ยวเซียงขอจากหลัวซู่
ด้วยพลังวิญญาณของเจียงผิงอัน การเรียนภาษาบรรลุได้ใน
พริบตา
“เจียงผิงอัน”
เจียงผิงอันตอบอย่างสุขุม
ชายผู้นั้นใช้พู่กันเขียนชื่อของเจียงผิงอันอย่างรวดเร็ว ก่อนจะ
สะบัดมือโยนป้ายหยกแสดงตัวให้กับเจียงผิงอัน
“ภายหน้า เจ้าจะเป็นศิษย์ในนามของสำนักเซียนอวี่หวง หากคิด
เป็นศิษย์อย่างเป็นทางการ เจ้าต้องผ่านการประเมินก่อน”
“เนื้อหาการประเมินง่ายมาก ขณะนี้สำนักเซียนอวี่หวงกำลัง
ปราชันแย่งภพแห่งใหม่ที่เพิ่งถูกค้นพบกับสำนักเซียนเทียนหลาน ขอ
เพียงเจ้ารอดในสงครามสามร้อยปี เจ้าก็จะได้เป็นศิษย์อย่างเป็น
ทางการ”
ได้ยินเช่นนี้ เจียงผิงอันก็จังงังอย่างชัดเจนไปครู่หนึ่ง
นี่การประเมินหรือ? มิใช่เกณฑ์คนไปตาย?
บททดสอบของสำนักเซียนอวี่หวงเป็นปริศนาในภพบุกเบิกเสมอ
มา
เจียงผิงอันคิดมาตลอดว่า หากมิใช่การปราชันทั่วไป ก็น่าจะต้อง
ผ่านบททดสอบบางอย่าง
ยามนี้ดูเหมือนเขาจะคิดผิดถนัด ปรากฏว่านี่คือการส่งคนเข้า
ร่วมสงครามเป็นทหารผู้น้อยรอความตาย!
มิน่าเล่า อัตราการผ่านประเมินจึงต ่านัก ศึกระดับภพเซียน มิ
ต้องคิดก็รู้ว่าน่ากลัวเพียงไร
ชายผู้รับหน้าที่ลงนามชี้สี่บุคคลที่มุมห้องมุมหนึ่งพลางเอ่ยปาก
“พวกเขาคือสมาชิกกลุ่มเจ้า ไปทำความรู้จักกันไว้ ทัพหน้าขาด
กำลังนิดหน่อย พวกเจ้าจะได้ไปทัพหน้ากันทันทีเลย”
“ส่วนเรื่องอื่น ถามหัวหน้ากลุ่มเจ้าได้”
ชายผู้นั้นชักสีหน้าใส่เจียงผิงอัน ราวเกิดมายิ้มไม่เป็น
ขณะนี้ ค่ายกลเคลื่อนย้ายใกล้ ๆ กันก็เรืองแสง ชายร่างกำยำซึ่ง
แผ่ปราณเซียนมนุษย์ผู้หนึ่งปรากฏกาย
เมื่อชายผู้นี้เห็นยอดฝีมือผู้นั้น เขาก็แย้มยิ้มลุกขึ้นทักทายทันที
เจียงผิงอันไม่พูดอะไรมาก หันกายเดินไปหาคนทั้งสี่ที่มุมห้อง
ในหมู่คนทั้งสี่ พวกเขาสามคนบรรลุกฎเคล็ดพลังอย่างสมบูรณ์
หนึ่งในนั้นแผ่ปราณเขตแดน หากพินิจจากขอบเขตในภพบุกเบิก
เขาก็คือยอดฝีมือขอบเขตมหายาน
แต่ที่นี่ถูกเรียกว่าผู้ใช้เขตแดน
ยอดฝีมือผู้บรรลุอำนาจเขตแดนมีสีหน้าบึ้งตึง มิคาดเลยว่า
เพราะนางไปล่วงเกินคนไว้ นางจึงถูกส่งมานำทัพไก่อ่อนเหล่านี้สู่ทัพ
หน้า
ที่ทัพหน้าแสนอันตราย เมื่อไร้สหายที่พึ่งพาได้ อัตราการตายก็
ทวีสูงโจนทะยาน
หากทิ้งขยะเหล่านี้ไปเสีย ก็มิพ้นต้องโทษลดทรัพยากร
ยามนี้ นางหวังเพียงว่าบุคคลที่มาในปีนี้จะเป็นสุดยอดอัจฉริยะ
ไม่ถ่วงแข้งถ่วงขานาง
“มากับข้า”
กู้ไป๋หลิงชำเลืองคนทั้งสี่อย่างไร้อารมณ์พลางก้าวเดินออกไป
ขณะปากก็เอ่ยว่า
“ผู้ฝึกตนจากภพล่างอย่างพวกเจ้า อย่าคิดว่าตัวเองแข็งแกร่ง
มากในภพล่างแล้วจะไม่เห็นใครในสายตา คนระดับเจ้าเดินทั่วไป
หมดเยอะแยะ”
“ทุกสิ่งต่อจากนี้ จงฟังคำสั่งข้า หากกล้าขัดขืน ตาย!”
ยามสิ้นวาทะสุดท้ายของกู้ไป๋หลิง ทั้งสี่ล้วนสัมผัสได้ถึงความ
เยือกเย็นหนาวเสียด ประหนึ่งถูกแช่ในน ้าแข็ง ปราณในกายมิอาจ
เคลื่อนขยับ
“ข้าชื่อกู้ไป๋หลิง พวกเจ้าจะเรียกผู้อาวุโสหรือศิษย์พี่หญิงกู้ก็ได้”
“ก่อนจะไปสมรภูมิ แนะนำพรสวรรค์ของพวกเจ้ามาหน่อย แล้ว
ข้าจะจัดภารกิจให้ตามสามารถพวกเจ้า”
ชายผู้มีปราณโลหิตคุกรุ่น มัดกล้ามกำยำผู้หนึ่งเอ่ยปาก “ข้า
เป็นผู้ฝึกกายา มีชื่อว่าเจินหย่ง บรรลุเต๋าด้วยพละกำลัง ในภพรวน
สวรรค์ของเรา พละกำลังของข้าเป็นหนึ่งในขอบเขตเดียวกัน”
ยามเจินหย่งแนะนำตัว เขาจงใจขยับกล้ามเนื้อในกายให้ตนดู
แข็งแกร่งขึ้น
เจียงผิงอันเดาได้ว่าคนทั้งสามน่าจะมาจากภพรวนสวรรค์กัน
ทั้งสิ้น ปราณจากตัวพวกเขาพิเศษอย่างยิ่ง ไม่เหมือนระบบฝึกฝนที่
ราชันศักดิ์สิทธิ์สร้างขึ้น
จากข้อมูลที่เจียงผิงอันทราบมา สำนักเซียนอวี่หวงครอบครอง
สองภพอยู่ ซึ่งก็คือภพบุกเบิกและภพรวนสวรรค์
ได้ยินว่าภพรวนสวรรค์ถูกค้นพบก่อนภพบุกเบิก และถูกผสาน
เป็นหนึ่งในหมื่นแดนดินของภพเซียนก่อนหน้า ระดับโดยรวม
เหนือกว่าภพบุกเบิก
ผู้ฝึกตนหญิงอีกคนแย้มยิ้มหวาน “ข้าก็มาจากภพรวนสวรรค์
เจ้าค่ะ ชื่อซูปิง เป็นผู้ฝึกตนซึ่งใช้เบญจธาตุได้ทั้งหมด ขอศิษย์พี่
หญิงกู้เมตตาด้วยเจ้าค่ะ”
ชายร่างผอมคนที่สามซึ่งไม่ให้บรรยากาศการมีตัวตนอยู่นักปริ
ปากด้วยสำเนียงไร้อารมณ์ “ข้าชื่อมั่ว มาจากภพรวนสวรรค์ เป็นมือ
สังหาร เชี่ยวชาญการลอบสังหาร”
หลังจากทั้งสามแนะนำตัวเสร็จ พวกเขาต่างก็มองมาที่เจียงผิง
อัน ทั้งสามรู้จักกันอยู่แล้ว แต่ไม่เคยเห็นคนผู้นี้มาก่อน คนผู้นี้น่าจะ
มาจากภพบุกเบิก
“ข้ามาจากภพบุกเบิก ชื่อเจียงผิงอัน วิชาหมัดของข้าแข็งแกร่ง
ถนัดการต่อสู้ด้วยมือเปล่า”
เจียงผิงอันแนะนำตัวพอสังเขป ไร้ความจงใจปิดบังหรืออวดฤทธิ์
เขามายังสถานที่อันไม่รู้จัก ย่อมต้องทำตัวให้เงียบไว้ แต่มิได้เงียบ
เกินไป
หากไม่อยู่เงียบ ๆ ก็จะมีโอกาสถูกสังหารทำลายสูง แต่หากเงียบ
เกินไป ก็จะถูกทิ้งขว้าง ตกตายในฐานะแกะดำได้ง่ายมาก
กู้ไป๋หลิงจำชื่อและความสามารถของคนทั้งหลายไว้เงียบ ๆ
ขณะเสวนา คนทั้งหลายก็มาถึงค่ายกลเคลื่อนย้ายแห่งหนึ่ง กู้
ไป๋หลิงกล่าวกับผู้เฝ้าค่ายกลเคลื่อนย้าย
“เสี่ยวเลี่ยง มาให้พวกหน้าใหม่จากภพล่างเหล่านี้สงบใจกัน
หน่อยสิ”
ไม่ว่านางจะพูดอะไร อัจฉริยะจะภพล่างเหล่านี้ก็คงไม่ยอมรับ
ความจริง ยังคงจมปลักในความฝันไร้เทียมทานร่วมขอบเขตลม ๆ
แล้ง ๆ ของพวกตน
ต้องจับฝึกฝนให้สำเหนียกสัจธรรมสักหน่อย
หนึ่งในผู้เฝ้าค่ายกลเคลื่อนย้ายหันมากล่าวกับกู้ไป๋หลิง “ศิษย์พี่
หญิงกู้ไปล่วงเกินผู้ใดมานี่ ถึงกับให้มานำทางไก่อ่อนจากภพล่าง
พรรค์นี้ด้วย”
เมื่อได้ยินคำว่า ‘ไก่อ่อน’ คนทั้งสามจากภพรวนสวรรค์ก็ดูไม่สบ
อารมณ์
หากผู้พูดเป็นยอดฝีมือหรืออัจฉริยะ พวกเขาจะไม่หงุดหงิดกัน
เช่นนี้ แต่ผู้พูดกลับเป็นทวารบาลไร้สำคัญคนหนึ่ง พวกเขาจึงรู้สึก
เหมือนถูกหยาม
ในฐานะอัจฉริยะผู้เด่นดังเหนือใครในภพรวนสวรรค์ พวกเขา
โดดเด่นท่ามกลางอัจฉริยะเกินคณานับ เป็นที่ชื่นชมเยินยอ ทวาร
บาลสักคนก็ควรค่าดูแคลนพวกเขาแล้วหรือ?
เจินหย่งกำหมัด ปราณโลหิตพลุ่งพล่านในกายระเบิดออกอย่าง
เกินควบคุมเยี่ยงสายรุ้งยาวพาดตะวัน ปราณแข็งแกร่งยิ่งใหญ่ เอ่ย
ขึ้นเสียงดังว่า
“ผู้น้อยเจินหย่งเป็นผู้มาใหม่ ปรารถนาจะประจักษ์ฤทธาของ
สหายเต๋าจากภพเซียน โปรดชี้แนะด้วย!”
ผู้ฝึกกายาอารมณ์ค่อนข้างร้อน มิอาจซ่อนความรู้สึกได้ เขาจึง
อยากให้ทวารบาลผู้นี้เข้าใจว่าอย่าได้ดูถูกกัน
มาจากภพล่างแล้วเช่นไร? เราแค่จุดเริ่มต้นต ่ากว่านิดหน่อย
ทวารบาลมีสิทธิ์อะไรมาว่าเรา?