สู่วิถีอมตะ - บทที่ 827 หนึ่งต่อห้า
“พวกเจ้าจากเขตแดนมารมืดทมิฬมาทำอะไรกัน? ไม่รู้หรือว่า
หากใช้อำนาจระดับเซียนจะเรียกยอดฝีมือจากภพเซียนมา? ถึงยาม
นั้นไม่ว่าใครก็อย่าหวังอยู่สบาย”
หนึ่งเสียงดังขึ้นเย็นเยียบ เจียงผิงอันเดินบนสุญตา เรือนผมดำ
ปลิวไสวกลางสายลม สายตาคมกริบดุจเหยี่ยวทะลวงชั้นอนธการ
มองตรงมายังเหล่ามารจากเขตแดนมารมืดทมิฬ
ยามผู้นำระดับสูงของนิกายเทวมารเห็นเจียงผิงอันปรากฏตัว ก็
รีบส่งกระแสปราณบอกเขา “ใต้เท้าเจ้านิกายรีบติดต่อจักรพรรดิ
สูงสุดของราชวงศ์ต้าเฉียนเถิด ยามนี้มีเพียงเซียนมนุษย์เฉียนเท่านั้น
ที่จะช่วยเราได้!”
แม้เจ้านิกายของพวกเขา เจียงผิงอันจะเป็นอัจฉริยะล ้าเลิศ ไร้
เทียมทานในระดับเดียวกัน แต่เขาก็ยังมิใช่เซียน ห่างชั้นแสนไกลนัก
“มิต้องห่วง แค่เซียนมนุษย์ทั่วไปห้าตนเอง” เจียงผิงอันตอบเบา ๆ
แค่เซียนมนุษย์ทั่วไปห้าตน? แค่?
เมื่อได้ยินวาทะของเจียงผิงอัน ปวงชนก็เกือบสงสัยว่าได้ยินผิด
ไปหรือไม่ เซียนใช้คำว่า ‘แค่’ กับ ‘ทั่วไป’ มาบรรยายได้แต่ยามใด?
ทั่วทั้งโลกหล้ามีเซียนมนุษย์เพียงเฉียนฮวั่นโหรว เซียนทั้งห้านี้
กวาดล้างเผ่ามนุษย์ราบคาบได้แล้ว ไม่สิ ต้องบอกว่ากวาดล้างทั่ว
โลกหล้าผู้ฝึกตนได้เลยต่างหาก นอกจากเขตหวงห้ามอีกสองแห่ง ก็
ไร้ผู้ใดหยุดพวกมันได้
เมื่อเห็นท่าทีเฉยชาของเจียงผิงอัน มารสวรรค์ก็แค่นยิ้มเย้ย “เจ้า
คิดว่าเรามิกล้าลงมือ? ก่อนหน้านี้ข้าก็ไม่กล้าลงมือกับเจ้าจริง ๆ แต่
ยามนี้ไม่เหมือนกันแล้ว เราเปิดทางเข้าสู่ภพเซียนสำเร็จ และจะไปกัน
อยู่แล้ว ยามนี้ไม่สนใจหรอกว่าเซียนจะบุกมายังภพแร้นแค้นกัน
หรือไม่”
ได้ยินเช่นนี้ เจียงผิงอันก็สีหน้าเปลี่ยน “เจ้าก็เป็นตัวตนจากภพ
แร้นแค้น ทรยศบ้านเกิดกันเช่นนี้เลยหรือ?”
ภพแร้นแค้นพังทลายไปเพราะการต่อสู้อย่างต่อเนื่องเนิ่นนาน
แล้ว หากยังมีเซียนจากที่อื่นปรากฏอีก ภพแร้นแค้นก็จบสิ้นอย่าง
แท้จริง?
“บ้านเกิด? ฮ่า ๆ มารผู้นี้ขำไส้แทบเลื่อน บ้านเกิดบ้าบออะไร นี่ก็
แค่สามัญสำนึกเช่นมนุษย์ของเจ้า ในสายตาเราเขตแดนมารมืดทมิฬ
ภพแร้นแค้นคือกรงขัง อยากจะออกไปตั้งนานแล้ว แต่ไม่เคยมี
โอกาส”
มารสวรรค์และเหล่ายอดฝีมือหัวร่องอหายราวได้ยินเรื่องตลก
ผู้คนส่วนใหญ่ที่นี่หารู้เรื่องที่ภพแร้นแค้นถูกกู่ตี้ผนึกไว้ไม่ แต่
เมื่อได้ยินบทสนทนาระหว่างสองฝ่าย พวกเขาก็ประจักษ์แจ้งเช่นกัน
ว่าที่เขตแดนมารมืดทมิฬไม่โจมตีนิกายเทวมารก่อนหน้านี้ก็เพราะ
กลัวดึงดูดยอดฝีมือจากภพเซียนมา ยามนี้พวกมันเปิดทางเข้าสู่ภพ
เซียนได้แล้ว จึงไร้กังวลและเหิมเกริมตามชอบใจได้
นี่หมายความว่า พวกเขานิกายเทวมารกำลังจะจบสิ้น ต่อให้
เซียนมนุษย์จากราชวงศ์ต้าเฉียนมาช่วย นางก็เป็นเซียนเพียงหนึ่ง
อีกฝ่ายมียอดฝีมือระดับเซียนถึงห้า หยุดมิไหวได้เลย
มารสวรรค์คาดหวังให้เจียงผิงอันเผยสีหน้าตื่นกลัวหวาดผวา แต่
แล้วก็ต้องงุนงงเมื่อพบว่า แม้เจียงผิงอันจะทราบเรื่องเหล่านี้ เขาก็ยัง
ไร้ความกลัวใด ๆ
สิ่งนี้ขัดใจมารสวรรค์ยิ่งนัก การฆ่าเจียงผิงอันนั้นง่าย แต่มัน
อยากเห็นเด็กนี่คุกเข่าอ้อนวอนขอความเมตตาเป็นที่สุด
“ไม่เชื่อหรือ?”
มารสวรรค์คิดว่าเจียงผิงอันไม่เชื่อวาทะมัน จึงไร้ซึ่งความกลัว
“เชื่อ เชื่ออยู่แล้ว”
เจียงผิงอันกล่าวกับมารทั้งห้าตรง ๆ “เพื่อมิให้ภพเซียนพบตัว
พวกเจ้าจึงหดหัวเหมือนเป็นเต่าในกระดอง มิกล้าตามกู่ตี้ไปพิชิตภพ
เซียน แต่ยามนี้จู่ ๆ ก็กำเริบเสิบสาน ต้องเป็นเพราะหาทางหนีวิกฤติ
ได้แล้วแน่แท้ หาไม่ พวกเจ้าก็คงยังหดหัวกันไม่เปลี่ยน”
“แมลงไร้ค่า เจ้ากับนิกายตายกันให้หมด!”
ยามเซียนมารทั้งห้าได้ยินเจียงผิงอันดูถูกพวกตนเช่นนี้ก็ระเบิด
โทสะ หมอกมารคลุมนภาเคลื่อนคลั่งถาโถม
ขณะที่เซียนมารทั้งห้าเตรียมปลิดชีพเจียงผิงอันและนิกายเทว
มาร คนจากนิกายเทวมารก็หลับตารอความตาย
ทว่าหลับตาอยู่เนิ่นนาน พวกเขาก็ตระหนักว่าตนยังไม่ตาย ไร้
ความรู้สึกเจ็บปวดใด ๆ
เมื่อลืมตาขึ้นมอง ก็พบว่าเซียนมารทั้งห้าบนฟ้าหายตัวไปแล้ว
“หือ? เซียนทั้งห้าล่ะ? ไฉนจู่ ๆ ก็หายไปหมด”
“เจ้านิกายก็หายไปเหมือนกัน!”
“มันเกิดอะไรขึ้นกันนี่?”
ปวงชนซึ่งรอความตายเห็นเจ้านิกายและเซียนทั้งห้าหายตัวไป
กะทันหัน ก็เผยสีหน้างุนงง
ผู้อาวุโสคนหนึ่งซึ่งตั้งใจพินิจสถานการณ์มาตลอดเอ่ยขึ้นว่า
“เมื่อครู่แสงสายหนึ่งพุ่งออกมาจากตัวเจ้านิกาย ปกคลุมตัวเซียนทั้ง
ห้า แล้วเซียนทั้งห้าก็หายตัวไป น่าจะถูกเจ้านิกายพาตัวไปแล้วล่ะ”
“เราหนีกันยามนี้ดีหรือไม่?” ด้วยกลัวเซียนทั้งห้าจะกลับมา จึง
เริ่มมีผู้เสนอให้หนี
“กลัวบ้าอะไร แค่ตัวตนขอบเขตเซียนมนุษย์ห้าตน แค่ดีดนิ้วเจ้า
นิกายพวกเจ้าก็จัดการได้แล้ว” หนึ่งเสียงเนิบเนือยดังขึ้นมิห่างไปนัก
ปวงชนเผลอมองตามอย่างประหลาดใจ และพบหญิงงามผู้มี
‘กล้ามอก’ มหึมานางหนึ่งยืนถือน ้าเต้าสุราอยู่
“เจ้าเป็นใครเนี่ย!” ยอดฝีมือจากนิกายเทวมารตกใจ เปิดค่ายกล
ก็แล้ว ไฉนจึงยังมีคนแปลกหน้าเข้ามาได้ ซ ้าแล้ว เขายังมิอาจพินิจ
การฝึกฝนของคนผู้นี้ด้วย
เหมียวเสียกระดกเมรัยจิบหนึ่ง “ข้าเป็นผู้หญิงของเจ้านิกายของ
พวกเจ้า อ้อ อีกอย่างนะ ข้ามาจากภพเซียน”
“มาจากภพเซียน!”
ได้ยินเช่นนี้ ปวงชนก็อึ้งตะลึง ภพเซียนเป็นจุดหมายที่พวกเขา
ไขว่คว้าชั่วชีวิต เป็นแดนศักดิ์สิทธิ์ในใจพวกเขา และเพราะตลอดมา
นี้พวกเขามิอาจบรรลุเซียน จึงไร้โอกาสเยือนภพเซียน
ยามนี้ สตรีผู้หนึ่งปรากฏกาย พูดว่านางมาจากภพเซียน พวก
เขาย่อมตื่นตกใจ แต่คนส่วนใหญ่เชื่อไม่ลง
“รอเจ้านิกายพวกเจ้ากลับมาก็พอแล้ว ศึกนี่อย่างมากก็สิบวัน
จบ” เหมียวเสียคร้านเกินอธิบายให้มากความ นางเพิ่งรบกับเจียงผิง
อันมาหยก ๆ ทั้งปวดหลังทั้งแสนเหนื่อย
เมื่อเห็นสตรีผู้นี้มั่นใจนัก ประกายความหวังก็ปรากฏในใจยอด
ฝีมือทั้งหลาย
หรือเจ้านิกายจะมีหนทางรับมือเซียนทั้งห้าจริง ๆ? หากสตรีผู้นี้
มาจากภพเซียนจริง ก็อาจมีผู้ช่วยเพิ่มมา
หวังว่าเจ้านิกายจะแก้วิกฤตินี้ได้ หากมิไหวจริง ๆ เซียนทั้งห้าก็
จะกวาดล้างโลกหล้าผู้ฝึกตนอย่างไร้ผู้หยุดยั้ง ซ่อนที่ใดก็ไร้
ประโยชน์
ขณะเดียวกัน ในมิติพิเศษของอ่างสัมฤทธิผล
เจียงผิงอันให้อ่างสัมฤทธิผลเคลื่อนย้ายทั้งสองฝ่ายสู่มิติในอ่าง
สัมฤทธิผลก่อนลงมือกัน เพื่อที่ต่อให้สู้กัน ผู้บริสุทธิ์จะไม่ถูกลูกหลง
เรื่องสำคัญที่สุดคือคลื่นพลังจากการต่อสู้จะได้ไม่ถูกยอดฝีมือจาก
ภพเซียนสังเกตเห็น
“ที่นี่ที่ใด?”
มารสวรรค์และเซียนมารทั้งสี่มองไปรอบ ๆ อย่างระแวง ขณะที่
พวกมันจะลงมือก็ถูกอำนาจแข็งแกร่งคลุมร่าง เคลื่อนย้ายมายังมิติ
อันไม่รู้จักนี้
“สุสานพวกเจ้าไง” เจียงผิงอันกล่าวเสียงเรียบ
เซียนมารทั้งห้าจังงัง ก่อนที่บางส่วนจะอดขำมิได้ “แค่เจ้า? สู้เรา
คนเดียวเนี่ยนะ?”
พวกมันจับสัมผัสผู้อื่นที่นี่มิได้เลย หากมีแค่เจียงผิงอันคนเดียว
อีกฝ่ายก็ล้อพวกมันเล่นแล้ว
ตลกมิต่างจากมดประกาศว่าจะกัดมังกรแท้นั่นแหละ
มิต้องพูดถึงว่าเจียงผิงอันเป็นเพียงสามัญชน ต่อให้เป็นยอดฝีมือ
ระดับเซียน พวกมันทั้งห้าก็ไม่กลัว
มารสวรรค์มองใบหน้าสุขุมของเจียงผิงอัน ไร้ซึ่งรอยยิ้ม มัน
สังหรณ์ร้ายมาตลอด ยกมือขึ้นพลางใช้วิชาลับ หัตถ์มารทมิฬคลุม
ฟ้าบังพิภพปรากฏขึ้นฟาดใส่เจียงผิงอันจากเบื้องบนอย่างกราด
เกรี้ยวอหังการ ประหนึ่งจะบดขยี้สรรพสิ่ง
เมื่อสัมผัสอำนาจเต๋าเซียนจากหัตถ์มารนี้ได้ เจียงผิงอันก็
ประหลาดใจเล็กน้อย คลื่นพลังกฎเต๋าเซียนในนั้นแข็งแกร่งกว่าเซียน
จากภพบุกเบิกมากนัก กระทั่งใกล้เคียงกับพลังโจมตีกับยอดฝีมือ
ร่วมระดับในภพเซียน
เจียงผิงอันไม่มัวชักช้า เงื้อหมัดชกหัตถ์มารเหนือหัวกระจายไป
กางห้าเขตแดนประสาน ทะเลโลหิตเผยลักษณ์ คลุมร่างเซียนมารทั้ง
ห้าไว้
เซียนมารที่เมื่อครู่ล้อเลียนเจียงผิงอันหุบปากเฉียบพลัน รอยยิ้ม
แปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตะลึงขวัญผวา
ไฉนสามัญชนจึงสามารถแผลงฤทธิ์ทรงพลังได้เพียงนี้! นี่ทำให้
พวกมันรู้สึกราวเผชิญหน้าหัวหน้าเผ่าซึ่งเป็นเซียนปฐพีตรง ๆ เลย!
“เจ้ามิใช่เจียงผิงอัน!” มารสวรรค์แผดเสียงเบา ๆ
เจียงผิงอันผู้นั้นก่อรากเซียนมิได้แท้ ๆ แต่คนตรงหน้ากลับ
แผลงฤทธิ์ห้าเขตแดนประสาน และมิใช่เขตแดนทั่วไปด้วย ต้องมิใช่
เจียงผิงอันแน่ ๆ!
เจียงผิงอันไม่มากความ ผสานสามอวตาร ใช้งานวิชาปีกเทวะ
และวิชาเทียมเทพสงครามพร้อมความเชื่อมั่นไร้สั่นคลอน จู่โจมเข้า
ไปทันทีอย่างไร้การออมมือ
เขาต้องรีบจัดการกับมารทั้งห้าเสีย เขตแดนมารมืดทมิฬเปิดทาง
เชื่อมกับภพเซียนแล้ว หากเซียนจากที่นั่นมา หายนะจะเกิดกับภพ
แร้นแค้นแน่นอน!
เขาไม่สนใจผู้อื่น แต่เป็นห่วงญาติมิตรของตน หากภพแร้นแค้น
ถูกทำลาย เหลือเพียงญาติมิตรของเขา โลกหล้าก็ไม่น่าสนใจแล้ว
ศึกอันดุเดือดเปิดฉาก เจียงผิงอันเปรียบดุจเทพสงครามไร้ความ
กลัวโถมทะยานใส่หมู่อริ ทุกหมัดรุนแรงดุจอัสนีฟาด สู้หนึ่งต่อห้า
อย่างไม่เพลี่ยงพล ้าแม้แต่น้อย
เซียนมารทั้งห้าก็มิได้เหลวแหลก พวกมันกวัดแกว่งศาสตรา
เซียน ปราณมารจากพวกมันเข้มข้นชวนสะพรึง แต่ยิ่งสู้กันนานไป
พวกมันก็ยิ่งสะพรึงในใจ ไฉนหนึ่งปุถุชนซึ่งมิได้บรรลุเซียนจึง
แข็งแกร่งเพียงนี้ สู้พวกมันหนึ่งต่อห้าได้!
หากเปลี่ยนเป็นเซียนร่วมขอบเขตในภพเซียน ยังไม่มีทางมีพลัง
ต่อสู้ขนาดนี้! สัตว์ประหลาดนี่คืออะไรกันแน่!
เจียงผิงอันเองก็ประหลาดใจ พลังต่อสู้ของเซียนมารกลุ่มนี้สูง
กว่าเซียนมนุษย์ในภพบุกเบิกหลายขั้น แข็งแกร่งกว่ากระทั่งเซียน
มนุษย์นักหลอมอาวุธในภพเซียนอีก
แปลกจริง ๆ ในสถานที่อย่างภพแร้นแค้น ไฉนจึงให้กำเนิดเซียน
แข็งแกร่งขนาดนี้ขึ้นได้
“เจ้าเป็นใครกันแน่!” มารสวรรค์ฟาดฟันมีดมาร หั่นตะวันแยก
จันทรา แต่กลับมิอาจเฉือนกายเจียงผิงอันได้!
มันไม่อยากเชื่อว่าบุคคลตรงหน้าจะเป็นเจียงผิงอันคนนั้น