สู่วิถีอมตะ - บทที่ 847 ยอดฝีมือจากเขตหวงห้ามโกลาหลเคลื่อนไหว
บทที่ 847 ยอดฝีมือจากเขตหวงห้ามโกลาหลเคลื่อนไหว
ภพแร้นแค้นซึ่งเดิมเต็มไปด้วยชีวิต บัดนี้กลายเป็นขุมนรกจากการปรากฏของอำนาจโกลาหลห้าสี
ไม่ว่าอำนาจโกลาหลผ่านที่ใด ทั้งบรรพตลำธาร พฤกษามวลชีวิตล้วนแหลกสลายกลายเป็นพลังให้มันกลืนกิน
ผู้ฝึกตนจำนวนมากสัมผัสภัย หนีตายกันจ้าละหวั่น
“เกิดอะไรขึ้น! ใครกันโจมตีข้า!”
“ศัตรูบุก! ศัตรูบุก! เปิดค่ายกลคุ้มกัน!”
“ค่ายกลคุ้มกันหยุดไม่ได้! นี่เป็นพลังโกลาหล!”
“ข้าไม่เคยทำอะไรเลวทราม ไฉนต้องมาฆ่ากันด้วย!”
เสียงแผดร้องระงมไปทั่ว
ผู้ฝึกตนทั้งหลายพยายามหาทางหนี แต่ไม่ว่าพวกเขาจะพยายามเพียงไร ก็มิอาจพ้นพลังโกลาหลระดับเซียนนี้ไปได้
ร่างของพวกเขาสลายแหลกภายใต้อิทธิพลพลังโกลาหล ผสานเป็นหนึ่งกับพลังโกลาหลนั้น เหลือไว้เพียงเสียงกรีดร้องสะท้อนก้อง
มารดาผู้หนึ่งรู้ว่าตนมิอาจหนี ก็กอดบุตรีไว้แน่นพลางร่ำไห้
เด็กหญิงน้อยหารู้ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น นางเช็ดน้ำตาให้มารดาด้วยมือน้อยอวบอ้วน เอ่ยขึ้นเสียงเจื้อยแจ้ว “แม่ร้องไห้ทำไมหรือ ภายหน้าเป่าเอ๋อร์จะไม่ทำให้แม่โมโหแล้วนะ”
ดวงตาชุ่มน้ำของผู้เป็นมารดามองบุตรีในอ้อมแขนอย่างนุ่มนวล “แม่มิได้โกรธ เป่าเอ๋อร์ หากมีชาติหน้า เรามาเป็นแม่ลูกกันอีกเป็นไร?”
เด็กหญิงแย้มยิ้มยินดี “แน่นอน! เป่าเอ๋อร์อยากจะเป็นลูกแม่ไปตลอดเลย ไม่ว่าชาตินี้ ชาติหน้า หรือชาติหน้า ๆ ไปอีก…”
แสงโกลาหลสาดผ่านสองแม่ลูก ทำให้พวกนางกลายเป็นพลังสลายไปในฟ้าดิน
ผู้ฝึกตนชายหญิงคู่หนึ่งเหินหนีสุดชีวิต ทว่าแสงโกลาหลเบื้องหลังพวกเขาไวเกินกว่าจะหนีพ้น
ฝ่ายชายยิ้มขมขื่น ทราบจุดจบของเขาแล้ว จึงกล่าวกับผู้ฝึกตนหญิงข้างตัวเขา “ศิษย์พี่หญิง อาจกะทันหันไปสักหน่อย และอาจทำให้เจ้าโมโห แต่หากข้ายังไม่พูดก็คงไร้โอกาสแล้ว ที่จริง… ข้าชอบศิษย์พี่หญิงมาตลอดเลย”
หยาดน้ำตาอาบแก้มขาวของผู้ฝึกตนหญิง ร่ำไห้พลางตำหนิ “เจ้าคนตัวเหม็น ทำไมไม่พูดให้มันเร็วกว่านี้ เจ้าคิดว่าที่ข้าหาคู่บำเพ็ญมาตลอดนี่ทำไปทำไมยะ!”
ผู้ฝึกตนชายผงะไปประเดี๋ยวหนึ่งแล้วจึงถึงบางอ้อ เขากำหมัดแล้วแผดเสียงใส่แสงโกลาหลอย่างเดือดดาล “ถึงเหลาจื่อจะไม่รู้ว่าเจ้าเป็นใคร มาโจมตีเราทำไม แต่ก็สมสู่แม่เจ้า!”
ผู้ฝึกตนหญิงกอดเอวฝ่ายชาย กล่าวขึ้นเบา ๆ “ชาติหน้าหากเจ้าพบผู้ใดที่ชอบก็รีบบอกหน่อยนะ ต่อให้ล้มเหลว ก็ยังไม่เสียใจภายหลัง”
“ขอโทษนะ” ฝ่ายชายยกมือขึ้นเกลี่ยเส้นผมบนหน้าผากของหญิงสาว แล้วจรดริมฝีปากจุมพิตเบา ๆ
ในดวงตาพวกเขาไร้ความกลัว สองหนุ่มสาวกอดกัน มอบความรักให้กันเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะสลายไปด้วยกันในแสงโกลาหล…
ต่อหน้าตัวตนสูงส่งระดับนี้ สามัญชนก็เหมือนมดแมลง ไม่ว่าจะเดือดดาลแค่ไหนก็ยังไร้พลังต่อต้าน
เจียงผิงอันมองเหล่ายอดฝีมือจากเขตหวงห้ามโกลาหลกลืนกินมวลชีวิตในภพแร้นแค้นด้วยดวงตาแดงฉาน โทสะระเบิดในอก จิตสังหารทะลักรุนแรง
“ผู้อาวุโส! ขอข้ายืมพลังหน่อยเร็วเข้า!”
พวกคนในเขตหวงห้ามโกลาหล ยามภพแร้นแค้นเกิดวิกฤติก็ไม่ช่วยเหลือ แต่กลับลอบโจมตีจากแนวหลัง
“ไร้ประโยชน์ พวกเขามีเซียนสวรรค์ เจ้ารีบไปเถอะ”
เต่าเทวะเห็นชะตาของตนแล้ว ดวงตาเฒ่าชราเปี่ยมความเศร้าและจนใจ ยามภพแร้นแค้นถูกทำลาย มันก็จะตายไปด้วย
ท้ายที่สุด มันก็มิได้ตายด้วยน้ำมือยอดฝีมือจากภพเซียน แต่เป็นฝีมือตัวตนที่มันให้กำเนิดเอง
“ต้องมีหนทางอยู่สิ! ผู้อาวุโส ขอข้ายืมพลังด้วย!”
จิตสังหารในกายเจียงผิงอันไหลบ่าอย่างเกินควบคุม ปกคลุมร่างของเขาดุจเป็นสสาร แผ่ไอเย็นเยือกเสียดกระดูก
เต่าเทวะถอนใจอย่างอับจน แต่ก็ยังผสานพลังของเขาให้กับเจียงผิงอัน
เจียงผิงอันได้รับพลังของทั้งภพภูมิมาอีกครั้ง แต่ก็สัมผัสชัดเจนว่าพลังในกายน้อยกว่าเมื่อครู่มาก ทั้งหมดนี้เป็นเพราะคนจากเขตหวงห้ามโกลาหลกำลังกลืนกินพลังของภพแร้นแค้น
ขณะที่เจียงผิงอันกำลังจะบุกโจมตี หมอกโกลาหลห้าสีก็ปรากฏขวางตรงหน้า
ในม่านหมอกโกลาหลนั้นมีหนึ่งตัวตน ทว่ามิอาจมองทะลุเห็นได้ สัมผัสได้เพียงพลังแข็งแกร่ง
พลังโกลาหลเป็นพลังต้นกำเนิดของสรรพสิ่ง สามารถสลาย กลืนกินและลบพลังใด ๆ ในหล้า ทำได้กระทั่งดูดซับพรสวรรค์ของผู้อื่น น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าพลังกลืนกิน
กาลก่อน เจียงผิงอันเคยพบคนผู้หนึ่งซึ่งบรรลุพลังเช่นนี้ แต่คนผู้นั้นมิได้อยู่ในระดับเดียวกับตัวตนตรงหน้าเลย
ตัวตนตรงหน้าซึ่งอยู่ท่ามกลางพลังโกลาหลนี้เป็นเซียนสวรรค์
ปรากฏว่าในเขตหวงห้ามโกลาหลมีเซียนสวรรค์อยู่สอง!
แล้วจะหยุดได้เช่นไรกัน?
“ฝีมือขนาดนี้ พวกเจ้าก็ไปภพเซียนกันได้แล้วแท้ ๆ ไฉนต้องมากลืนกินตัวตนสามัญเหล่านี้ในภพแร้นแค้นด้วย!” เจียงผิงอันแผดเสียงใส่เซียนตรงหน้า
ยามต้องทนมองผู้บริสุทธิ์ตกตายอย่างน่าเวทนา หัวใจของเขาก็เปี่ยมด้วยโทสะ
ทุกครั้งที่เขาเห็นผู้อ่อนแอถูกรังแก เขาก็จะนึกย้อนถึงตนในวัยเด็ก ในสายตาเหล่าตัวตนระดับสูงพวกนี้ คนทั่วไปก็มิต่างจากมดปลวก เข่นฆ่าได้ตามพอใจ
ตัวตนในอำนาจโกลาหลพูดด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์ “ทำไมจึงลงมือ? ก็เพราะภพแร้นแค้นมี ‘แก่นรากฐานปฐมกาล’ หากได้กลืนกิน ‘แก่นรากฐานปฐมกาล’ เสีย ภายหน้าก็จะได้บรรลุสำเร็จสูงขึ้นอีก”
เจียงผิงอันกำหมัดแน่น สะกดโทสะเอาไว้ ยอดฝีมือเหล่านี้ไม่มีความรู้สึกหรือจิตใจแล้ว มีแต่จะแสวงหาพลังอันแข็งแกร่งกว่า
“ไม่รู้หรือไรว่าหากเจ้าลงมือกับภพแร้นแค้น เจ้าจะถูกแก่นรากฐานปฐมกาลปฏิเสธ? ยามนี้เมื่อเจ้าลงมือ เจ้าก็ดูดซับพลังนี้ไม่ได้แล้ว! ยังไม่หยุดอีก!”
“เซียนผู้นี้ย่อมรู้ว่าหากลงมือก็มิอาจดูดซับพลังได้ จึงคิดทิ้งการดูดซับแก่นรากฐานปฐมกาลไป แต่กลืนกินเจ้าเสีย แล้วให้เขตหวงห้ามกาลเวลากลืนกินแก่นรากฐานปฐมกาล”
เซียนผู้ถือครองพลังโกลาหลอยากได้ความสามารถของเจียงผิงอันซึ่งสามารถยืมพลังแห่งภพภูมิได้ ซึ่งมิได้แย่ไปกว่า ‘แก่นรากฐานปฐมกาล’ เลย
เขตหวงห้ามโกลาหลและเขตหวงห้ามกาลเวลาตกลงกันแล้ว เพียงสบตาก็ต่อรองสำเร็จ
หนึ่งฝ่ายจะรับหน้าที่ทำลายภพแร้นแค้น ดูดซับพลังของภพแร้นแค้นและเจียงผิงอัน ขณะที่อีกฝ่ายจะดูดซับแก่นรากฐานปฐมกาลในภพแร้นแค้น
เต่าเทวะตะโกนเตือนเจียงผิงอัน “เร่งมือหน่อย! เขากำลังถ่วงเวลา รอให้เซียนสวรรค์ข้างหลังทำลายภพแร้นแค้นอยู่!”
พลังที่เจียงผิงอันยืมได้ขึ้นกับพลังของภพแร้นแค้น ยิ่งภูมิแร้นแค้นอ่อนพลัง เจียงผิงอันยิ่งอ่อนแอ
เจียงผิงอันมองเหล่าผู้บริสุทธิ์เบื้องล่าง หัวใจเปี่ยมความคับแค้น เขาอยากช่วยพวกเขาจริง ๆ แต่… ฝีมือก็มิอาจเอื้อม
ความรู้สึกไร้กำลังทำให้เขารวดร้าวสุดแสน
“คิดจะหนี หนีพ้นด้วยหรือ?”
ยอดฝีมือจากเขตหวงห้ามโกลาหลแผลงฤทธิ์ระดับเซียนสวรรค์โจมตีใส่เจียงผิงอัน
ขอเพียงถ่วงเวลารอจนเซียนสวรรค์ในภพแร้นแค้นดูดกลืนพลังของภพแร้นแค้นไปสิ้น เจียงผิงอันผู้นี้ก็กลายเป็นของตาย กลืนกินได้ง่าย ๆ แล้ว
ต่อหน้ายอดฝีมือระดับเซียนสวรรค์ เจียงผิงอันมิกล้าเลินเล่อ เร่งพลังโจมตีทันที
แต่เขาก็มิใช่ยอดฝีมือระดับเซียนสวรรค์ แม้จะสามารถใช้พลังเทียบเท่าเซียนสวรรค์ได้ แต่ต่อหน้าผู้ถือครองพลังโกลาหล มันก็ไร้ประโยชน์อยู่ดี
พลังโกลาหลของอีกฝ่ายสลายพลังของเขา ไร้ซึ่งความเสียหายใด ๆ
หัวใจของเจียงผิงอันดิ่งร่วงถึงตาตุ่ม แม้อีกฝ่ายจะสยบเขามิได้ทันที แต่หากยืดเยื้อต่อไปเช่นนี้ เขาตายแน่!