สู่วิถีอมตะ - บทที่ 896 วิกฤตของเจียงเก๋อ (รีไรต์)
บทที่ 896 วิกฤตของเจียงเก๋อ (รีไรต์)
จางเต้าหมิงเคยพบคนผู้นี้มาก่อน คนผู้นี้ไร้ยางอาย กล่าวว่าเจ้าของร้านของพวกเขาเป็นหญิงรับใช้ของตน
เหตุใดเขาจึงมาปรากฏตัวที่นี่?
“ข้าเพิ่งมาเป็นช่างตีเหล็ก” เจียงผิงอันกล่าว
“เจ้าเป็นช่างตีเหล็กหรือ?”
สายตาของจางเต้าหมิงตกลงบนป้ายแสดงตนของเจียงผิงอัน เป็นป้ายสีทอง ซึ่งมีเพียงปรมาจารย์เซียนเท่านั้นที่จะออกให้ได้
“เจ้าเพิ่งมาถึงเมืองอวี่หวงเมื่อไม่นาน เป็นไปได้อย่างไรที่จะผ่านการทดสอบเร็วเพียงนี้?”
ตามขั้นตอนปกติ อย่างน้อยต้องใช้เวลาหลายปีจึงจะผ่านการทดสอบได้
หญิงรับใช้ที่อยู่ข้าง ๆ กล่าวอย่างนอบน้อม “ขอรายงานท่านผู้ดูแล เนื่องจากช่างตีเหล็กและนักปรุงยาจำนวนมากได้จากไป ทางเบื้องบนจึงเร่งรับคนเหล่านี้เข้ามา บัดนี้ช่างตีเหล็กที่ต้องการเข้าเจียงเก๋อไม่จำเป็นต้องผ่านการทดสอบแล้ว”
จางเต้าหมิงขมวดคิ้วแน่น “การทำเช่นนี้จะทำให้พวกไร้ฝีมือเข้ามาปะปนได้มากมาย”
เขาสงสัยว่าต้าเหอผู้นี้ไม่ใช่ปรมาจารย์เซียนอะไรเลย
“เอาเตาหลอมของเจ้าออกมาให้ข้าดูหน่อย?” จางเต้าหมิงจ้องมองเจียงผิงอัน
“ข้าไม่มีเตาหลอม” เจียงผิงอันตอบ
“ไม่มีเตาหลอม? ล้อเล่นอะไรกัน? ข้าจะเปิดโปงเจ้าเสีย! เจ้ามิใช่ช่างตีเหล็กอันใดเลย!”
ช่างตีเหล็กที่ไม่มีเตาหลอมก็เหมือนกับพ่อครัวที่ไม่มีกระทะ คนผู้นี้ไม่ใช่ช่างตีเหล็ก
“ข้าจะเป็นช่างตีเหล็กหรือไม่ ดูเหมือนไม่จำเป็นต้องได้รับการยอมรับจากเจ้า พวกเจ้าเพียงแค่มอบงานที่เกี่ยวข้องกับการตีเหล็กให้ข้า หากข้าทำไม่สำเร็จ ข้าจะจากไปตามสัญญา”
เจียงผิงอันไม่อยากเสียน้ำลายอีก จึงหันไปกล่าวกับหญิงรับใช้ข้าง ๆ ว่า “พาข้าไปที่พักเถิด”
หญิงรับใช้มองจางเต้าหมิงแวบหนึ่ง รอคำสั่งจากเขา บัดนี้นางก็สงสัยว่าเจียงผิงอันอาจมิใช่ช่างตีเหล็ก
จางเต้าหมิงจ้องมองเจียงผิงอันอย่างเอาเป็นเอาตายอยู่ครู่หนึ่ง แล้วโบกมือ “พาเขาไปเถอะ หากเขาทำงานไม่สำเร็จ ข้าจะถลกหนังเขาเอง”
สัญญาได้ทำเสร็จแล้ว เขาไม่มีสิทธิ์ไล่อีกฝ่ายไป ได้เพียงปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญา
ช่างตีเหล็กทุกคนมีหน้าที่ประจำ หากผู้ใดไม่สามารถทำงานให้สำเร็จได้ จึงจะไล่เขาออกไปได้
เมื่อได้รับอนุญาตจากจางเต้าหมิง หญิงรับใช้จึงพาเจียงผิงอันออกไป
เจียงผิงอันถามหญิงรับใช้ว่า “เจียงเก๋อสูญเสียปรมาจารย์เซียนไปมากมายเช่นนี้ เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ?”
โดยปกติแล้ว แม้จะมีคนจากไป ก็ไม่น่าจะไปพร้อมกันมากมายเช่นนี้ อีกทั้งคนเหล่านั้นล้วนเป็นระดับปรมาจารย์เซียนทั้งสิ้น
หญิงรับใช้ถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “ก็เพราะเยี่ยหมิงแห่งราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ยนั่นแหละ เขาต้องการให้เถ้าแก่เหนียงเป็นหญิงรับใช้ของเขา แต่เถ้าแก่เหนียงไม่ยอม”
“เยี่ยหมิงผู้นี้หยิ่งผยองมานาน ทั้งจิตใจคับแคบ ต้องการล้างแค้นเจียงเก๋อ จึงเปิดหอวานิชในเมืองเฟิงเสวี่ยที่อยู่ไม่ไกล แล้วซื้อตัวปรมาจารย์เซียนเหล่านี้ไปด้วยราคาสูง เพื่อเตรียมทำลายเจียงเก๋อ”
เจียงผิงอันขมวดคิ้วเล็กน้อย
‘เยี่ยหมิงผู้นี้ช่างเผด็จการเหลือเกิน
ข้าควรหาโอกาสกำจัดเจ้านี่หรือไม่?
แต่โอกาสที่จะสังหารเจ้านี่ให้ตายนั้นไม่สูงนัก’
บุคคลผู้นี้มีสายเลือดชั้นสูงของราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ย ราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ยย่อมส่งผู้แข็งแกร่งมาอารักขาข้างกายเขาอย่างแน่นอน
ไม่นานนัก เจียงผิงอันก็ถูกพาตัวไปยังภูเขาลอยฟ้าลูกหนึ่ง
ภูเขาลูกนี้มีพื้นที่กว้างใหญ่สามารถรองรับผู้คนได้มากมาย บนภูเขาเต็มไปด้วยผกานานาพันธุ์ มีกลิ่นอายเซียนลอยล่องอลอวล ตำหนักเซียนหรูหราตระการตาตั้งตระห
ง่าน เพียงแค่วัตถุดิบเซียนที่ใช้สร้างตำหนักเซียนเหล่านี้ก็เป็นทรัพย์สินมหาศาลแล้ว ยังไม่นับรวมค่าใช้จ่ายในการจัดวางค่ายอาคม
“ขอเชิญปรมาจารย์เซียนต้าเหอทำภารกิจหลอมศาสตราให้เสร็จภายในกาลที่กำหนดด้วย ข้าขอตัวก่อน”
หญิงรับใช้ค้อมคำนับแล้วหมุนตัวจากไป
แม้ว่าบุคคลผู้นี้จะเป็นช่างตีเหล็ก แต่ยังต้องดูอีกว่าเขาจะสามารถสร้างศาสตราเซียน ได้หรือไม่
ตามกฎระเบียบ ปรมาจารย์เซียนผู้เชี่ยวชาญด้านการหลอมอาวุธจะต้องสร้างศาสตราเซียนหนึ่งชิ้นและอาวุธวิเศษระดับสูงสุดของระดับพ้นพิบัติสิบชิ้นทุกสิบห้าปี
หากไม่สามารถปฏิบัติภารกิจได้สำเร็จ ก็จะถูกส่งตัวออกไป
เจียงผิงอันเปิดค่ายอาคมของที่พัก นำวัตถุดิบเซียนออกมา ยกกำปั้นขึ้น เริ่มทำการหลอมวัตถุดิบเซียน
“ข้าก็ไม่รู้ว่าเป้าจือจะกลับมายามใด ก่อนที่นางจะกลับมา ข้าควรจะสร้างศาสตราเซียนเพิ่มอีกสักหน่อย นั่นก็นับว่าเป็นการช่วยเหลือแล้ว”
“แม้การสร้างศาสตราจะสำคัญ แต่การยกระดับพลังสำคัญที่สุด”
“จนถึงตอนนี้ ข้าได้เรียนรู้กฎเกณฑ์แห่งเต๋าเซียนสี่อย่างแล้ว ได้แก่ เวลา กำลัง พลังโน้มถ่วง และการกลืนกิน”
“ยังเหลืออีกสองอย่างที่ยังไม่ได้เรียนรู้ให้สมบูรณ์ คือจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ และเต๋าเซียนทำลายล้าง”
“การเรียนรู้กฎเหล่านี้ให้สมบูรณ์เป็นเพียงเรื่องของเวลา หากต้องการเพิ่มพูนพลังต่อสู้ จำเป็นต้องฝึกฝนและเรียนรู้วิชาขั้นสูงยิ่งขึ้น”
เจียงผิงอันจะทบทวนสิ่งที่ตนเองได้เรียนรู้มาเป็นระยะ ตัดทิ้งวิชาบางอย่างที่ไม่สามารถตามทันการเพิ่มพูนพลังบำเพ็ญ และเลือกแนวทางการฝึกฝนที่เหมาะสมกว่า
“บัดนี้ ข้าได้เรียนรู้วิชามากมาย ทั้งคัมภีร์ตัดชีวิต วิชาเทียมเทพสงคราม และความศรัทธาอันไร้เทียมทานก็นับเป็นหนึ่งในนั้น”
“แต่ว่าวิชาเทียมเทพสงครามถูกจำกัดด้วยกฎเกณฑ์แห่งเต๋าเซียน ทำให้การเพิ่มพลังลดลงครึ่งหนึ่ง แต่เดิมข้าเรียนรู้วิชาเทียมเทพสงครามถึงขั้นที่หก สามารถเพิ่มพลังต่อสู้ได้เจ็ดส่วน แต่ตอนนี้เหลือเพียงสามส่วนกว่า ๆ”
“หากข้าเรียนรู้ถึงขั้นที่เจ็ด ก็น่าจะสามารถเพิ่มพลังได้ถึงสี่ส่วน แม้ยังด้อยกว่าเดิมมาก แต่ก็ยังคงมีประโยชน์มหาศาล”
“ข้าไม่ขาดแคลนวิชาระเภทเพิ่มพลัง แต่ขาดวิชาที่มีพลังทำลายล้างสูง”
“ไม้พลองที่ข้าใช้ก่อนหน้านี้เป็นเพียงวิชาระดับเซียนมนุษย์ พลังทำลายล้างยังคงด้อยกว่าเล็กน้อย อีกทั้งเมื่อใช้ไม้พลองนั้น ข้ารู้สึกถูกจำกัดการเคลื่อนไหว อาจเป็นเพราะข้ากังวลว่าจะทำลายจิตศาสตราของเฉิงเซวียนที่อยู่ภายใน จึงรู้สึกถูกพันธนาการ”
“แม้ว่าหมัดทำลายล้างที่ข้าคิดค้นขึ้นจะได้รับการปรับปรุงจนมีระดับเทียบเท่าวิชาเซียนทั่วไป แต่ก็ยังไม่แข็งแกร่งพอ ยังคงมีช่องโหว่มหาศาลเมื่อเทียบกับวิชาเซียนที่ได้รับการขัดเกลามาหลายหมื่นปีหรือแม้กระทั่งหลายแสนปี”
“จำเป็นต้องสร้างกระบวนท่าใหม่ให้กับหมัดทำลายล้างแล้ว…”
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เจียงผิงอันมองไปยังหมัดที่กำลังหลอมวัตถุดิบเซียน
“วิชา ‘พันค้อนร้อยหล่อหลอม’ ที่ใช้ในการหลอมวัตถุดิบเซียนนี้ แฝงไว้ด้วยกฎเกณฑ์แห่งเต๋าเซียนอันทรงพลัง บางที… ข้าอาจดัดแปลงวิชานี้เพื่อสร้างกระบวนท่าหมัดใหม่ได้…”
เจียงผิงอันสัมผัสได้ว่าความคิดนี้ของตนมีแนวโน้มที่ดี
เขาเป็นคนที่ลงมือทำทันทีเมื่อมีความคิด พอมีแนวคิดนี้ก็เริ่มทำการศึกษาทันที
ในวันต่อ ๆ มา เจียงผิงอันทั้งหลอมอาวุธไปพร้อม ๆ กับศึกษา ‘พันค้อนร้อยหล่อหลอม’ อย่างลึกซึ้ง พยายามผสมผสานวิชาเซียนนี้เข้ากับวรยุทธ์หมัด
ไม่นานนักหอวานิชของราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ยในเมืองเฟิงเสวี่ยก็เปิดทำการ
เพิ่งเปิดก็ดึงดูดผู้ฝึกตนมากมายแล้ว
ศาสตราเซียนมูลค่าหนึ่งล้านผลึกเซียน พวกเขาขายตรงเพียงเก้าแสนผลึกเซียน อย่างมากก็ได้แค่ต้นทุน โอสถและศาสตราเซียนอื่น ๆ ก็เช่นกัน
มีส่วนลดย่อมดึงดูดผู้ฝึกตนได้มากมาย
เวลาผ่านไปช่วงหนึ่ง การค้าของเจียงเก๋อก็แย่ลงอย่างเห็นได้ชัด
ผู้ดูแลที่เหลือของเจียงเก๋อนั่งประชุมกัน ใบหน้าคร่ำเครียดกังวล
“หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ลูกค้าของพวกเราเจียงเก๋อจะยิ่งน้อยลง พวกเราจะทำสงครามราคาหรือไม่?”
“ปัญหาสำคัญคือคู่แข่งคือราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ย มีรากฐานที่แข็งแกร่ง หากทำสงครามราคา พวกเราเจียงเก๋อจะมิได้เปรียบมากนัก กลับจะเร่งความพ่ายแพ้ของพวกเราเอง”
“แล้วยามนี้จะทำอย่างไร?”
ผู้ดูแลหลายคนจมอยู่ในความคิด
พวกเขาคิดหากลยุทธ์มากมาย แต่อีกฝ่ายแข็งแกร่งเกินไป วิธีเหล่านี้แทบไม่มีประโยชน์
บัดนี้ควรทำอย่างไรดี ไม่มีผู้ใดสามารถช่วยเจียงเก๋อได้เลยหรือ?
เจียงเก๋อจะจบสิ้นแล้วหรือ?