พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 18 รับเด็กกำพร้าอีกคน
ผู้ที่เคยอยู่ท่ามกลางสายฝนจนเปียกปอน ย่อมปรารถนาจะกาง
ร่มให้ผู้อื่น
เจียงเซิงคุกเข่าลง ไม่ได้เก็บผ้าห่มทั้งสองผืนไป กลับยังจัดมุมผ้า
ให้เรียบร้อยแทน
นางอดคิดไม่ได้ว่าหากเด็กเหล่านี้คงไม่ถึงกับอดอาหารตาย
หากติดตามผังต้าซานมา
เจิ้งหรูเชียนเดินตามมาตั้งแต่เมื่อไรไม่อาจรู้ได้ เขาเห็นเด็ก ๆ
พวกนั้นก็พลันหรี่ตาลง “เจียงเซิง เจ้าคงไม่คิดจะรับเด็กพวกนี้เพิ่มมา
อีกใช่หรือไม่”
หากนางรับตัวสวี่โม่มาด้วยความใจบุญ รับฟางเหิงมาเพื่อ
ต้องการคนปกป้อง และรับเวินจืออวิ่นเพราะต้องการตอบแทนบุญ
ท่าน
เจิ้งหรูเชียนก็ไม่เต็มใจรับเด็กคนที่หกเพิ่มอีกเด็ดขาด
วัดร้างคงรองรับเด็กคนที่หกไม่ไหวแน่
“ข้าไม่ได้คิดเช่นนั้น” เจียงเซิงลุกขึ้นยืน กวาดสายตามองเด็ก
ขอทานไปทีละคน กระทั่งคนสุดท้ายนางก็ต้องตกตะลึง
เด็กขอทานคนอื่น ๆ ผิวคล ้าเกรอะกรัง มีเพียงเด็กคนนี้ที่ผิวขาว
นวลเนียน แม้แต่ขนตาก็ยังงอนยาวกว่าคนอื่นครึ่งหนึ่ง
อีกทั้งเป็นเพราะผิวขาวนวลนั่นเอง เจียงเซิงจึงเห็นใบหน้าแดงก ่า
และริมฝีปากแตกได้อย่างชัดเจน
นางรั้งตัวไม่อยู่ จึงเอื่อมมือลูบคลำหน้าผากของเด็กขอทานคน
นั้น ไอร้อนที่แผ่ออกมาจนนางตัวสะดุ้ง
เด็กคนนี้กำลังเป็นไข้ หากไม่รักษาเขาอาจเป็นอันตรายได้
เจียงเซิงรอไม่ไหว จึงเรียกหาพี่สี่เร็ว ๆ
เวินจืออวิ่นนึกว่าน้องสาวเกิดเรื่อง จึงถือเข็มเงินวิ่งมาอย่างเร่งรีบ
แต่เมื่อเขาเห็นหน้าผากของเด็กขอทานคนนั้นแดงก ่า เจ้าตัวก็
ขมวดคิ้วทันที เขาลงมือตรวจชีพจรและกล่าวว่า “เขาเป็นไข้สูง หาก
อุณหภูมิยังไม่ลดลง เด็กคนนี้คงอยู่ไม่พ้นคืนนี้”
แต่เขาก็ไม่ได้นำกล่องยาติดตัวมา และในหมู่บ้านก็ไม่มีโรงรักษา
เจียงเซิงกัดฟันแน่น ตัดสินใจเด็ดขาด “พี่รอง ช่วยข้าที”
นางพยายามอุ้มเด็กขอทานขึ้นมา
แม้เจิ้งหรูเชียนจะไม่เต็มใจนัก แต่ก็ยื่นมือออกมาช่วย ทั้งสองคน
ร่วมแรงกันอุ้มอีกฝ่ายขึ้นบนเกวียนลา
สวี่โม่กับฟางเหิงต่างประหลาดใจ ไม่ใช่ว่าพวกนางจะไปนำผ้า
ห่มกลับมาหรือ เหตุใดกลับพาเด็กขอทานคนหนึ่งมาแทนได้
เจียงเซิงไม่มีเวลาอธิบาย เพียงตะโกนบอกผังต้าซานว่า “ผ้าห่ม
นั้นข้ามอบให้พวกท่าน ส่วนเด็กคนนี้ข้าจะพาตัวไป”
จากนั้นนางก็ให้ฟางเหิงขับเกวียนลากลับไปยังวัดร้างโดยเร็ว
ตลอดทางต้องสะดุดโคลงเคลงไปมา แต่โชคดีที่สุดท้ายก็มาถึงที่
หมาย
ฟางเหิงอุ้มเด็กขอทานลงจากเกวียน วางลงบนผ้าห่มผืนเดียวที่
เหลืออยู่ข้าง ๆ กับสวี่โม่
เวินจืออวิ่นเตรียมยาสมุนไพร ขณะเจียงเซิงนำเสื้อผ้าชุดใหม่มา
คลุมให้เด็กขอทาน เพื่ออบอุ่นร่างกาย และป้อนน ้าให้เขาดื่มไม่หยุด
เด็กขอทานพยายามอ้าปากหลายครั้ง แต่ก็ไม่สามารถพูดได้สัก
คำ
โชคดีที่หลังจากดื่มยาสมุนไพรไปสองถ้วย อุณหภูมิในร่างกาย
ของเขาก็ค่อย ๆ ลดลง ไม่รุ่มร้อนจนผิดปกติอีกต่อไป
หลังยามค ่าคืนมาเยือน
เหล่าพี่น้องซึ่งเหน็ดเหนื่อยตลอดวันก็หลับไปในชุดผ้าฝ้ายตัว
ใหม่
เจียงเซิงก็อยากพักผ่อนเช่นกัน แต่นางถูกเจิ้งหรูเชียนพา
ออกมานอกประตูวิหาร
ทั้งสองพูดคุยกันด้วยน ้าเสียงเบากระซิบ “พวกเราไม่อาจเลี้ยงดู
เด็กคนนี้เพิ่มได้อีกแล้ว รอเขาหายป่วย พวกเราก็ควรจะส่งเขา
กลับไป”
“ส่งไปที่ไหนกันเล่า” เจียงเซิงถาม “ส่งกลับไปให้ผังต้าซานหรือ”
เจิ้งหรูเชียนนิ่งเงียบไป
แม้ว่าผังต้าซานจะเป็นคนก่อตั้งกลุ่มขอทาน แต่เขาก็ไม่ได้
ปฏิบัติกับเด็ก ๆ ในกลุ่มดีขนาดนั้น เขาเพียงยกตนเองขึ้นเป็น
หัวหน้า และเรียกร้องสิทธิพิเศษในการกินอาหารและเสื้อผ้าก่อนคน
อื่น
ผ่านมาสี่ห้าปีนับแต่ก่อตั้งกลุ่ม เขาก็มีสาวกเพียงสองสามคน
ติดตามเท่านั้น
การส่งเด็กคนนี้กลับไปหาเขา อาจจะทำให้ถูกผังต้าซานข่มเหง
รังแกจนต้องหนี หรืออาจถูกทารุณจนเสียชีวิตก็ได้
เช่นเดียวกับ…เด็กชายวัยเก้าขวบที่ล้มนอนบนพื้นหิมะจนสิ้นใจ
คนนั้น
เมื่อพวกเขากลับเข้ามายังวัดร้าง เสื้อคลุมตัวใหม่ยังคงอบอุ่นอยู่
บ้าง แต่เจียงเซิงกลับนอนกระสับกระส่าย ยามใดที่นางหลับตา นางก็
นึกถึงแววตาของพี่ชายวัยเก้าขวบในช่วงสุดท้ายของชีวิต นางจึง
ตัดสินใจไม่หลับตา นับแกะไปเรื่อย ๆ จนถึงตัวที่สองร้อย เจียงเซิงจึง
สามารถหลับลงได้อย่างสนิท
นางจึงไม่ได้เห็นว่า ดวงตาของเด็กขอทานคนนั้นลืมขึ้นอย่าง
กะทันหัน นัยน์ตาฉายประกายวาบวับสีดำขลับออกมา
………
รุ่งเช้าวันรุ่งขึ้น
เด็กขอทานคนนั้นยังคงหลับตานิ่ง
เจียงเซิงสวมเสื้อคลุมผ้าหนานุ่ม ลุกขึ้นไปต้มโจ๊กข้าวโพด
พี่ชายทั้งหลายคุ้นเคยกับฝีมือการทำอาหารของนางแล้ว พวก
เขารับมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย จากนั้นก็ดื่มโจ๊กจนหมด
แต่ต่อให้จะไม่คุ้นเคย พวกเขาก็ไม่มีทางเลือกอื่น เวินจืออวิ่นจุด
ไฟไม่ได้ ฟางเหิงกับเจิ้งหรูเชียนก็ไม่รู้ว่าอาหารสุกหรือดิบ ซึ่งย ่าแย่
มากจนเทียบไม่ได้กับอาหารของเจียงเซิง
สวี่โม่พลันมีความคิดบางอย่าง แต่เพราะเขาไม่สามารถขยับได้
จึงต้องกลืนอาหารลงไป แล้วแกล้งถามเจียงเซิงว่า “ไม่ใช่ว่าเจ้าจะนำ
เสื้อคลุมปุยฝ้ายนี้ไปขายหรือ เหตุใดพวกเราถึงได้ใส่มันก่อนเล่า”
เจียงเซิงเท้าเอวพลางตอบ “พวกเราต้องได้ใส่ก่อน จากนั้นค่อย
นำส่วนที่เหลือไปขาย”
แต่จะนำไปขายที่ไหนนั้นยังเป็นปัญหา
เจียงเซิงตั้งใจจะไปขายในหมู่บ้าน แต่เมื่อวานพวกนางต่าง
เดินทางกันอย่างยากลำบาก พี่ชายทั้งหลายเหนื่อยล้าไม่น้อย นาง
ครุ่นคิดอยู่สักพักก่อนหอบเสื้อคลุมปุยฝ้ายสองตัวไปที่หมู่บ้าน
“ขายเสื้อคลุมปุยฝ้าย ขายเสื้อคลุมปุยฝ้าย ราคาถูกมาก ใน
อำเภอยี่สิบเหวิน แต่ที่นี่ข้าขายเพียงสิบห้าเหวินเท่านั้น”
เด็กหญิงวัยเจ็ดขวบร้องเรียกขายสินค้าเสียงดัง ดึงดูดให้ท่านป้า
หลายคนเดินมาดู
“เจียงเซิง เจ้าหาไปเสื้อคลุมปุยฝ้ายนี้มาจากไหนกัน” มีผู้หนึ่ง
ถามหยั่งเชิง
เจียงเซิงรีบอธิบาย “ท่านป้าหลิวอย่าพูดเช่นนั้น นี่เป็นเสื้อคลุม
ปุยฝ้ายที่ข้านำมาจากอำเภอด้วยตนเอง ทั้งสะอาดและยังมีกลิ่นหอม
ใหม่”
เสื้อผ้าชุดใหม่ย่อมมีกลิ่นเฉพาะของมัน ซึ่งไม่สามารถปลอม
แปลงได้
ป้าหลิวรู้สึกไม่มั่นใจ จึงคลำดูเนื้อผ้าอย่างละเอียด “เจ้าขายแค่
สิบห้าเหวินจริงหรือ ที่อำเภอคิดราคาถึงยี่สิบเหวินเชียวนะ เหตุใดเจ้า
ถึงคิดราคาถูกกว่าตั้งห้าเหวินเล่า”
เจียงเซิงเป็นเด็กขอทาน เสื้อผ้าที่เด็กขอทานขายคนอื่นจึงไม่
ค่อยน่าเชื่อถือ และผู้คนก็ไม่กล้าซื้อ
แต่ไม่อาจต้านทานต่อราคาทีดีและถูกกว่าราคาปกติถึงหนึ่งในสี่
เช่นนี้ได้ ดังนั้นพวกนางจึงห้อมล้อมเจียงเซิงไว้ เพื่อหวังจะพบ
จุดบกพร่อง
ทว่าเจียงเซิงกลับรับมือได้ทุกสถานการณ์ “เสื้อผ้านี้ราคาถูก
เป็นเพราะแม่ค้าขายให้ข้าในราคาถูก พวกเราล้วนเป็นเพื่อนบ้านกัน
ข้าซื้อพวกมันมาในราคาสิบสี่เหวิน หากขายให้ท่านสิบห้าเหวิน ท่าน
ก็ได้กำไรหนึ่งเหวินแล้ว”
“ไม่น่าเชื่อ ขอทานตัวน้อยรู้จักทำการค้าได้แล้วหรือ”
“ลดราคาให้หน่อยเถิด เจ้าขายสักสิบสี่เหวิน แล้วข้าจะซื้อเอง”
เจียงเซิงซื้อเสื้อคลุมผ้าฝ้ายจากอำเภอยี่สิบชุด พวกนางใส่ไป
แล้วห้าชุด และเก็บไว้อีกหนึ่งชุด จึงเหลือขายเพียงสิบสี่ชุด
ราคาซื้อมาชุดละสิบสองเหวิน ราคาขายออกชุดละสิบสี่เหวิน
กำไรก็เท่ากับชุดละสองเหวิน
ในวัดร้าง เจียงเซิงกำลังนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น นับเงินในมือทั้งยี่สิบ
แปดเหวินด้วยรอยยิ้ม
เจิ้งหรูเชียนที่ข้องใจนางมาตลอดทั้งคืน ก็เดินมาอยู่ข้างนางด้วย
สีหน้าอาย ๆ และพยายามจะเตือน “เจียงเซิง เด็กกำพร้าในแผ่นดินนี้
มีมากมายเกินนับ เจ้าไม่อาจช่วยได้ทุกคน”
เจียงเซิงเข้าใจเหตุผลข้อนี้ดี แต่เมื่อมีชีวิตคนอยู่ตรงหน้า นางจะ
ทำเป็นปิดตาข้างหนึ่งไม่ได้
เหมือนกับครั้งที่ช่วยสวี่โม่ไว้
“พี่รอง ข้าขอสัญญากับท่าน เขาจะเป็นคนสุดท้ายแล้ว ตกลง
หรือไม่” เจียงเซิงพยายามอ้อนขอด้วยน ้าเสียงน่ารัก
เจิ้งหรูเชียนอยากจะกล่าวอะไรต่อ ทว่าก็ได้ยินเสียงครางอือดัง
มาจากข้าง ๆ
คนทั้งสองหันกลับไปมองพร้อมกัน พบว่าเด็กขอทานคนนั้นลืม
ตาตื่นแล้ว ใบหน้าขาวผ่องเลือดฝาด ดูคล้ายคนงามในยามแรกพบ
เจียงเซิงตกตะลึง
เจิ้งหรูเชียนเองก็เช่นกัน
คำพูดที่เขาคิดมาตลอดคืนมลายหายไปในพริบตา เจิ้งหรูเชียน
เอ่ยปากบอก “เจียงเซิง เขาจะเป็นคนสุดท้ายแล้วจริง ๆ”
ไม่ใช่เพราะเจิ้งหรูเชียนใจอ่อน แต่เขารู้ดีว่าการที่เด็กหนุ่ม
หน้าตางดงามเกินไปนั้นจะต้องประสบกับเรื่องอะไรบ้าง
คนทั่วไปคิดเพียงว่า หอนางโลมเป็นสถานที่ซึ่งเหล่าบุรุษต่างมา
หาความเพลิดเพลินกับสตรีงามพริ้มเพรา แต่แท้จริงแล้วในวังวนแห่ง
นั้นยังเลี้ยงดูหนุ่มรูปงามเอาไว้ เพื่อให้บรรดาผู้มากทรัพย์และอำนาจ
ได้เลือกสรร
เจิ้งหรูเชียนก็เคยถูกส่งเข้าไป แต่สุดท้ายก็ถูกคัดออก เพราะ
รูปร่างหน้าตาของเขาไม่งดงาม มารดาจึงโกรธจนกระทืบเท้า “ข้า
ควรหาบิดาหน้าตางดงามมากกว่านี้ให้เจ้าสักคน เสียแรงที่เลี้ยงดูเจ้า
มาสิบปีแล้ว แต่กลับไร้ประโยชน์”
หลังจากนั้น เจิ้งหรูเชียนก็ถูกขับไล่ออกจากหอนางโลม
เด็กที่ถูกมารดาทอดทิ้งจะยอมรับเรื่องนี้ได้อย่างง่ายดายหรือ
เจิ้งหรูเชียนเพียงรู้ตั้งแต่แรกว่าตนเองเป็นเพียงสิ่งของไร้ค่าที่ไม่มี
ประโยชน์สำหรับมารดา