พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 27 สวี่โม่ตัดสินใจ
เจ้าหน้าที่เหล่านั้นล้อมอยู่โดยรอบ จึงไม่มีใครกล้าสบตากับพวก
เขา
มีเพียงเจียงเซิงเท่านั้นที่มองด้วยสายตาตกตะลึง แต่เพราะนางยัง
เด็กและแต่งการด้วยเสื้อผ้าขาด ๆ จึงไม่ได้มีภัยคุกคามอะไร พวก
เจ้าหน้าที่จึงไม่ได้ใส่ใจ พลางกลับไปยังที่ว่าการอำเภอ
จางฉีเฉวียนพยายามลุกขึ้นอย่างยากลำบาก เขาเดินโซเซไป
มุมหนึ่ง แล้วล้มลงไปกับพื้นอีกครั้ง
ในความคิดของเจียงเซิง คนผู้นี้เป็นคนไม่ดี แต่ภรรยาของเขา
เป็นคนดีมาก ภาพนางร้องไห้คร ่าครวญยังคงติดอยู่ในความทรงจำ
นางเริ่มลังเลว่าควรจะช่วยเหลือเขาหรือไม่ หากแกล้งทำเป็นมอง
ไม่เห็น และปล่อยให้ชีวิตหนึ่งจบสิ้นลงที่นี่ เช่นนั้นต่อไปนางจะถูก
ตำหนิหรือไม่
ดูท่าว่าเหล่าพี่ชายทั้งหลายก็กำลังครุ่นคิดอยู่เช่นกัน
ขณะเกวียนลากำลังจะผ่านจางฉีเฉวียนไป ฟางเหิงกัดฟันสบถ
เบา ๆ หนึ่งคำ แล้วหยุดเกวียน
เจิ้งหรูเชียนกับฟางเหิงลงจากรถ ยกตัวจางฉีเฉวียนขึ้นเกวียน
พวกเด็ก ๆ ใช้ร่างกายบดบังสายตาของคนโดยรอบ รีบเร่งกลับมายัง
หมู่บ้านสิบลี้
เมื่อกลับมาถึงทางเข้าหมู่บ้าน พวกเขากลัวว่าหากพาจางฉี
เฉวียนที่ยังไม่ได้สติกลับไป คนตระกูลจางคงกล่าวโทษพวกเขาโดย
ไม่ฟังเหตุผล จึงต้องพาจางฉีเฉวียนมาที่วัดร้างก่อน
เจิ้งหรูเชียนไปต้มน ้าร้อน ช่วยเช็ดล้างบริเวณที่เป็นบาดแผล
เวินจืออวิ่นบดตัวยา รักษาและพันแผลให้เขา
หลังจากจัดการทุกอย่างได้อย่างยากลำบาก จางฉีเฉวียนก็ค่อย
ๆ ฟื้นขึ้นมา
เขาคิดว่าตัวเองตายไปแล้ว เมื่อลืมตาขึ้นและเห็นรูปปั้นพระพุทธ
องค์ตั้งตระหง่าน น ้าตาจึงไหลออกมาทันที
ทว่าทันใดนั้นกลับมีหัวของเด็กน้อยโผล่มาจากด้านข้าง เขา
ตกใจจนน ้าตาหยุดไหล “นี่…นี่มันที่ไหนกัน”
เจียงเซิงเม้มปากมองเขา ความโกรธแค้นในตอนที่ถูกแย่งการค้า
ไปนางยังคงจำได้แม่นยำ น ้าเสียงที่บอกเขาจึงไม่ค่อยดีนัก “ทางเข้า
หน้าหมู่บ้าน”
“พวกเจ้า…ข้า…” จางฉีเฉวียนไม่ได้โง่ อารมณ์ของเขาสงบลงใน
ชั่วพริบตา “เป็นพวกเจ้าที่ช่วยชีวิตข้าไว้ ขอบคุณมาก”
เจียงเซิงเบ้ปาก นางไม่อยากช่วยเขานักหรอก แต่ในเมื่อพี่สาม
หยุดเกวียนแล้ว จึงต้องลงไปช่วยยกคนตามสถานการณ์
ฟางเหิงสีหน้าเรียบเฉย เขาเองก็ไม่อยากช่วยอีกฝ่ายเหมือนกัน
แต่น้องสาวของเขาร้องไห้ขนาดนั้น ทำให้เขารู้สึกทนไม่ไหว
จางฉีเฉวียนที่ถูกช่วยชีวิตโดยบังเอิญ ไม่รู้ว่ามีเรื่องราวอะไร
เกิดขึ้นมากมายเช่นนี้ เขาจึงเอ่ยขึ้นด้วยดวงตาแดงก ่า “ข้าเคยทำกับ
พวกเจ้าแบบนั้น แต่พวกเจ้ายังช่วยชีวิตข้า ข้ามันไม่ใช่คน ชีวิตข้า
ไม่ได้ดีไปกว่าเด็กพวกนี้เสียอีก ข้ามีอยู่มาเกือบสามสิบปีช่างไร้
ประโยชน์”
เขายกมือราวกับจะตบหน้าตัวเอง
แต่ความเจ็บปวดบนร่างกาย ทำให้เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ
ในที่สุดสวี่โม่ซึ่งอยู่มุมห้องก็เอ่ยปาก “ท่านไปทำอะไรให้พวกเขา
โมโห? นายอำเภอ…นายอำเภอคนใหม่ ไม่ใช่คนที่จะเข้าไปยุ่งด้วยได้
ง่าย ๆ”
หลังจากเขาพูดออกไป แววตาของจางฉีเฉวียนก็เต็มไปด้วย
ความเกลียดชัง
“ไม่ใช่แค่ไม่ควรเข้าไปยุ่งเท่านั้น แต่ชายคนนั้นไม่เกรงกลัว
กฎหมาย ก่อนหน้านี้นายอำเภอสวี่ดูแลชาวบ้านเสมือนลูก แต่กลับ
ถูกคนใส่ร้ายและสังหารอย่างโหดเหี้ยม ต่อมาเป็นท่านหมอเวินที่
ทำงานอย่างขันแข็ง ก็ถูกเขาหาข้ออ้างทุบตีจนตาย เพียงเพราะท่าน
หมอไม่ยอมรักษาให้อนุรักของเขา ส่วนข้าเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา
เพียงต้องการขายหนังสัตว์และเนื้อสัตว์ในมุมลับสายตา กลับถูกพวก
เขานำเอาสิ่งของทั้งหมดไป ซ ้ายังถูกทุบตีอีก”
“ข้าไม่ยอมแพ้ จึงไปตีกลองร้องทุกข์ที่ที่ว่าการอำเภอ แต่
ผลลัพธ์กลับเป็นแบบนี้”
จางฉีเฉวียนยิ้มเศร้า “นี่หรือผู้ปกครอง นี่หรือนายอำเภอของ
อำเภอเซี่ยหยาง ตราบใดที่พวกเขายังอยู่ อำเภอเซี่ยหยางก็คงจะ
เจริญรุ่งเรือง โชคดีไปถึงสามชาติแล้ว”
วัดร้างตั้งอยู่ทางเข้าหมู่บ้าน ห่างจากบ้านเรือนคนอื่นไป
พอสมควร จางฉีเฉวียนระงับความน้อยใจไม่อยู่ เขาปิดหน้าร้องไห้
ฟูมฟาย
เห็นชายหนุ่มร้องไห้ได้แบบนี้ ยังพอทำให้คนตกใจได้อยู่
เจียงเซิงไม่กล้าพูดอะไร ซ่อนตัวอยู่ด้านหลังเจิ้งหรูเชียน ลืม
กระทั่งความขุ่นเคืองที่จดจำไว้
“ข้ารู้ว่าท่านลำบากมาก” สวี่โม่กล่าวด้วยน ้าเสียงเยือกเย็น “แต่
อำเภอเซี่ยหยางมีกฎ ห้ามไม่ให้ขายสินค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต หาก
ต้องการทำการค้าก็ให้ไปที่ตลาด และตั้งแผงขายของกันอย่าง
เปิดเผย ย่อมดีกว่าการต้องค้าขายอย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ”
ไม่เพียงในตัวอำเภอเท่านั้น กระทั่งเมืองใหญ่ทุกแห่งล้วนมีกฎ
เช่นนี้ จุดประสงค์หลักก็เพื่อควบคุมราคาตลาด หลีกเลี่ยงความผัน
ผวนที่มากเกินไป
โดยรวมแล้วก็ถือว่ามีข้อดี แต่หากจะพูดถึงข้อเสีย คงเป็นเรื่องที่
ต้องจ่ายค่าเช่าแผงขายสินค้าจำนวนหนึ่ง
แต่มันก็ไม่ได้แพงมากนัก เพียงเดือนละสิบหรือยี่สิบเหวิน คน
ตระกูลจางคงจะจ่ายไหว
“สิบหรือยี่สิบเหวินหรือ?” จางฉีเฉวียนหัวเราะ “นั่นเป็นราคาที่
นายอำเภอสวี่กำหนดไว้ ตอนนี้ค่าแผงในตลาดคือสองร้อยเหวินแล้ว”
เพิ่มขึ้นจากเดิมไปถึงเกือบสิบเท่า
หากพ่อค้าขายเนื้อคนหนึ่ง ได้กำไรวันละยี่สิบเหวิน เดือนหนึ่งจะ
มีรายได้ประมาณครึ่งตำลึง การจ่ายค่าแผงสิบหรือยี่สิบเหวินย่อม
ไม่ใช่ปัญหา
แต่หากต้องจ่ายค่าแผงสองร้อยเหวิน รายได้จะลดลงถึงครึ่งหนึ่ง
ทันที เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วผู้ใดจะยอมได้
พ่อค้าบางคนยังคงยืนหยัด แต่บางคนก็หันหลังกลับบ้าน ยอม
ขายของในอำเภอน้อยลง แทนที่จะจ่ายค่าแผงของอำเภอ
ยังมีบางคนอย่างจางฉีเฉวียนที่ขาดแคลนเงินมาก ๆ จึงเสี่ยงขาย
ของตามมุมถนนเงียบ ๆ
ผลก็คือถูกทุบตีจนเลือดท่วมตัว
โลกนี้ช่างยากลำบาก ผู้คนยิ่งยากลำบากกว่า
จางฉีเฉวียนระบายความในใจจนเสร็จ ก็ลุกขึ้นยืนอย่าง
ยากลำบาก “ขอบคุณพวกเจ้ามาก ข้าจะตอบแทนในวันหน้า คงต้อง
ขอตัวกลับบ้านก่อน”
ในขณะที่เขากำลังจะเดินออกไปวัดร้าง ฟางเหิงจึงถามขึ้น “ท่าน
บอกว่าขายหนังและเนื้อสัตว์ ท่านหมายถึงเนื้อแกะหรือ”
นอกเหนือจากนั้น เขาก็นึกไม่ออกแล้วว่ามีสัตว์ชนิดใดที่ขายทั้ง
หนังและเนื้อได้
จางฉีเฉวียนตกใจ นี่เป็นความลับของเขา จึงไม่ควรจะเอ่ยปาก
บอกใคร แต่เด็ก ๆ เหล่านี้ยื่นมือมาช่วยชีวิต เขาจึงต้องตอบแทน
น ้าใจอีกฝ่าย “ข้าไปล่าสัตว์ป่าบนภูเขา แม้จะอันตราย แต่หนังและ
เนื้อสัตว์สามารถขายได้ราคาดี”
“หากไม่ถูกเจ้าหน้าที่จับได้ ข้าคงขายจนเก็บเงินพอสำหรับช่วง
ข้ามปีแล้ว”
หลังกล่าวจบ จางฉีเฉวียนเดินโซเซจากไป
ความเงียบเข้าปกคลุมวัดร้าง
สวี่โม่ไม่คิดว่า หลังบิดามารดาจากไปไม่กี่เดือน ในอำเภอจะเกิด
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เช่นนี้
ฟางเหิงเองก็เพิ่งรู้ว่าบนภูเขาไม่ได้มีเพียงเห็ด แต่ยังมีสัตว์ป่า
ด้วย เขาจึงรู้สึกว่าตนเองควรใช้เวลาและความสามารถไปทำอย่างอื่น
ที่ไม่ใช่การนั่งขับเกวียนลาเท่านั้น
ส่วนเวินจืออวิ่นยิ่งไม่คิดว่า บิดาของเขาจะต้องเสียชีวิตเพียง
เพราะปฏิเสธที่จะรักษาอนุของใครบางคน
เรื่องราวเชื่อมโยงต่อกัน ชวนให้น่าสะเทือนใจ
ตราบใดที่นายอำเภอผู้นี้ยังอยู่ ท้องฟ้าเหนืออำเภอเซี่ยหยางคง
เป็นสีเทา และไม่นานเรื่องน่าเศร้าเช่นนี้ก็จะเกิดขึ้นอีก
สวี่โม่ยืดหลัง เดินไปยังประตูวัดร้าง เหม่อมองทางทิศตะวันออก
เขาตัดสินใจแล้ว
ตอนนี้เขาไม่เพียงต้องไปเรียนหนังสืออย่างหนัก แต่ยังต้องตั้งใจ
สอบเข้ารับราชการให้ได้
เขาจะสอบเป็นซิ่วไฉ เขาต้องการเป็นข้าราชการใหญ่ หากใน
โลกนี้ไร้ซึ่งขุนนางที่ดี ก็ให้เขาสวี่โม่คนนี้เป็นขุนนางที่ดีคนนั้นเอง!