พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 34 มีคนก่อกวน
ช่วงนี้เจียงเซิงมีความสุขมาก
แม้จะใช้เงินไปเยอะ แต่เมื่อเทียบกับเงินจำนวนยี่สิบแปดตำลึง
แล้ว ก็เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น
เนื้อไก่และเป็ดที่นางซื้อมา ผ่านฝีมือการปรุงอาหารของสวี่โม่
กลายเป็นของรสเลิศ ช่างเป็นการกินแสนคุ้มค่าจริง ๆ
หากไม่ใช่เพราะเสียดายเงิน เจียงเซิงอยากจะกินไก่ทุกวันเลย
ทีเดียว
แน่นอนว่านั่นเป็นเพียงความคิดเท่านั้น
ตอนนี้อากาศหนาวเย็น การค้าขายทุกอย่างย่อมไม่ดีนัก บาง
ครอบครัวถึงกับหยุดพักตลอดช่วงฤดูหนาว
ส่วนคนที่ขยันส่วนน้อยอย่างเจิ้งหรูเชียน ก็ยังคงฝ่าลมหนาว
ออกไปรับผัก
แต่สามวันแล้วที่เขาไม่ได้รับผักสักต้น
วันนี้ยังกลับมามือเปล่าอีกเช่นเคย
เจียงเซิงถือถ้วยน ้าร้อนมาต้อนรับพี่รองที่เนื้อตัวเต็มไปด้วย
น ้าค้างแข็ง “เป็นเพราะอากาศหนาวทำให้ทุกคนไม่มีพืชผัก จึงยิ่งไม่
มีผักมาขายให้ท่าน”
เจิ้งหรูเชียนรับมาดื่มรวดเดียวหมด “คงไม่ใช่ ถึงแม้มะเขือยาว
กับถั่วฝักยาวจะหมดแล้ว แต่ผักกาดขาวกับหัวไชเท้าน่าจะมี
เหลือเฟือ เมื่อไม่กี่วันก่อนข้ายังรับมาอยู่เลย แต่ทำไมจู่ๆ กลับไม่มี
อะไรเหลือแล้ว”
ไม่ใช่แค่ครอบครัวเดียวที่ไม่มีผัก แต่ทุกครอบครัวก็ไม่มีเช่นกัน
เหตุการณ์นี้ราวกับพวกเขานัดหมายกันไว้
เจิ้งหรูเชียนพึมพำเล็กน้อย
จ่างเยี่ยนซึ่งนั่งอยู่ข้าง ๆ พลันเงยหน้าขึ้น “พี่รอง ช่วยบอกข้ามา
ว่าท่านเริ่มไม่ได้รับผักตั้งแต่เมื่อไหร่”
เจิ้งหรูเชียนครุ่นคิดอย่างหนัก “ตั้งแต่…สองวันหลังจากขายหนัง
เสือ”
เจียงเซิงตะลึงไป
สองวันนั้นไม่มีอะไรแปลกไป แต่ในวันที่ขายหนังเสือ พวกนางทำ
ให้เจ้าหน้าที่ทางการไม่พอใจ
ถึงแม้ตอนนั้นเขาจะถูกบุตรชายคนโตของตระกูลเจียงขับไล่ไป
แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่จดจำความแค้นนี้ไว้
ร้านเรือนโยวหรานไม่สามารถทำให้เขาขุ่นเคืองได้ จึงต้องเลือก
จัดการกับคนที่อ่อนแอที่สุด
พี่น้องของเจียงเซิงคือคนอ่อนแอพวกนั้น
เจิ้งหรูเชียนเองก็คิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาเอ่ยอย่างลังเล “คงเป็นไป
ไม่ได้…ข้าเก็บผักจากชาวบ้านมาตั้งนาน พวกเขาไม่น่าจะทำแบบ
นี้…”
จะใช่หรือไม่ก็มีแต่ต้องลองตรวจสอบดู
เจียงเซิงพาขอทานที่นางคุ้นเคยคนหนึ่งมา หลังเลือกเสื้อผ้า
สะอาดของพวกพี่ชายมอบให้เขาแล้ว ก็ส่งเงินสองเหวิน ก่อนสั่งให้
เขาไปเก็บผักกาดขาวที่หมู่บ้าน
ไม่นานนัก เด็กขอทานก็กอดผักกาดขาวสองหัวกลับมาที่วัดร้าง
เจิ้งหรูเชียนชะงักไป
เขาไม่คิดว่า บรรดาท่านป้าที่ร้องเรียกเขาอย่างสนิทสนมมา
หลายเดือน สุดท้ายก็ไม่อาจต้านทานคำพูดของคนอื่นได้
หากพวกนางมีผักแต่ไม่ขายให้เขา อีกสิบวันข้างหน้า เขาจะเอา
สิ่งใดไปส่งให้เรือนโยวหรานเล่า
การค้าที่ทำเงินได้ดีจะถูกทำลายแบบนี้เชียวหรือ
เจิ้งหรูเชียนรู้สึกไม่เต็มใจที่จะยอมแพ้
เจียงเซิงปลอบใจเขาว่า “พี่รองอย่าเสียใจไปเลย พวกเรา
สามารถไปทำการค้าอย่างอื่นได้ พวกเราสามารถล่าเสือได้ด้วย การ
ล่าเสือนั้นได้เงินมากมายนัก”
“ได้เงินมากมายก็จริง แต่ต้องใช้เวลากี่วันถึงจะเจอเสือสักตัว ถ้า
หากไม่เจอ พวกเราก็คงจะต้องอดตายกันพอดี” เจิ้งหรูเชียนกุมศีรษะ
“อีกอย่าง การค้านี้ก็ไปได้ด้วยดีอยู่แล้วไม่ใช่หรือ”
การส่งอาหารและวัตถุดิบให้เรือนโยวหราน ไม่เพียงแต่เป็น
การค้าที่ทำเงินเท่านั้น แต่ยังเป็นการพิสูจน์ตัวเองของเจิ้งหรูเชียน
ด้วย
พิสูจน์ว่าเขาก็สามารถหาเงินได้ มีความสามารถ ไม่ใช่ขยะไร้
ค่าที่ต้องให้ผู้อื่นมาเลี้ยงดู
แต่ตอนนี้ ข้อพิสูจน์นี้ถูกคนอื่นทำลายไปอย่างง่ายดาย
ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านต่างหักหลังเจิ้งหรูเชียน นอกจากจะทำให้เขา
เสียใจแล้ว ก็ยังไม่รู้ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับพวกชาวบ้านอย่างไรดี
เจียงเซิงถอนหายใจ
นางเข้าใจพี่รอง แต่ก็คิดวิธีแก้ปัญหาดี ๆ ไม่ได้ จึงอยู่เป็นเพื่อน
เขาในยามเสียใจ
ชั่วขณะนั้น ทั่วทั้งวัดร้างต่างเต็มไปด้วยเสียงทอดถอนใจ
เด็กขอทานในเสื้อผ้าชุดสะอาดไม่เข้าใจ เขาร้องถามว่า “เจียง
เซิง พวกเจ้าเสียใจอะไรกัน หรือว่าจะไม่มีข้าวกินแล้ว ถ้าที่นี่ไม่มีข้าว
กิน เจ้าก็ไปขอจากที่อื่นไม่ได้หรือ”
เจียงเซิงเงยหน้าขึ้นทันที
นางใช้ชีวิตพึ่งพาตนเองมานานเกินไป จนลืมแล้วว่าตอนที่ต้อง
ออกไปขอทานนั้น บ้านนี้ร้องขอได้คำอย่าง ส่วนอีกบ้านขโมยของ
ได้อีกสองอย่าง
หากบ้านนี้ไม่ให้ ก็เพียงไปบ้านถัดไป ย่อมต้องมีคนส่งข้าวให้กิน
อยู่แล้ว
ในเมื่อหมู่บ้านนี้เก็บผักไม่ได้ ก็ไปเก็บจากหมู่บ้านอื่น ย่อม
สามารถเก็บได้มากพอแน่
เจียงเซิงดีใจนัก มอบเงินห้าเหวินให้เด็กขอทาน บอกให้เขาไป
ซื้ออาหารและเครื่องดื่ม พร้อมทั้งให้เสื้อผ้ากับเขาด้วย
แต่พอหันกลับมา นางเห็นเจิ้งหรูเชียนยังคงหดหู่เช่นเดิม
เจียงเซิงงุนงง “พี่รอง เกิดอะไรขึ้นอีก?”
“เจ้าคิดว่าข้าไม่ได้ไปดูที่หมู่บ้านข้าง ๆ มาหรือ?” เจิ้งหรูเชียน
น ้าตาคลอเบ้า “หมู่บ้านข้าง ๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ข้าไปถึงเขตใกล้ ๆ
แถวนี้มาแล้ว”
แต่ผลลัพธ์ก็ยังคงไม่มีอะไรเปลี่ยน
เห็นได้ชัดว่าคนที่อยู่เบื้องหลังนั้นน่ากลัวแค่ไหน ถึงขั้นสามารถ
ครอบงำคนทั้งอำเภอได้
สีหน้าเจียงเซิงพลันหม่นหมองลงอีกครั้ง
แล้วจากนี้พวกนางจะทำอย่างไรดี
หลังเห็นพี่น้องทั้งสองกำลังมองหน้ากันเตรียมจะร้องไห้ จ่างเยี่ยน
ที่นั่งอยู่ตรงมุมก็ส่ายหน้า
“ในเมื่อเก็บผักในอำเภอนี้ไม่ได้ แล้วเหตุใดไม่ลองไปที่อำเภอ
ข้างเคียงดูเล่า?”
ขนาดไปดูที่หมู่บ้านและเขตข้าง ๆ แล้ว ทำไมจะเปลี่ยนไปดูที่
อำเภออื่นบ้างไม่ได้
นั่นเป็นความคิดที่ตายตัวเกินไป
เพราะไกลที่สุดที่พวกเขาเคยไปคืออำเภอ ไม่เคยไปที่อื่นไกล
กว่านั้น
เมื่อขยายมุมมองของคน วิสัยทัศน์ก็จะกว้างไกลขึ้น จิตใจก็
กว้างขวางยิ่งกว่า
การมองโลกภายนอกให้มากขึ้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องเสมอ
เจิ้งหรูเชียนรู้สึกลังเลอยู่บ้าง ความจริงเขาก็ไม่ใช่ไม่เคยคิดจะไป
อำเภอข้าง ๆ เพียงแต่คนเรามักมีความกลัวต่อสิ่งที่ไม่รู้จักอยู่ในใจ
เขากลัวว่าชาวบ้านในอำเภอข้างเคียงจะพูดจาไม่ดี
กลัวว่าคนที่อยู่เบื้องหลังจะมีอำนาจไปถึงอำเภออื่น ๆ ด้วย
กลัวว่าระหว่างการเดินทางจะเกิดปัญหาอะไรขึ้น
แต่สิ่งที่หวั่นกลัวที่สุดคือกลัวว่าตนเองจะทำไม่ได้
ในใจเจิ้งหรูเชียนเต็มไปด้วยความรู้สึกแตกแยก
เขากลัวสิ่งนี้และกลัวสิ่งนั้น แต่เมื่อคิดไปคิดมา สิ่งที่เขากลัวมาก
ที่สุดก็คือการกลายเป็นคนไร้ประโยชน์
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับพี่ชายน้องชายของเขา เจิ้งหรู
เชียนไม่อยากเป็นคนธรรมดา และยิ่งไม่อยากเป็นคนไร้
ความสามารถ
หลังจากใช้เวลาคิดอยู่นาน
เจิ้งหรูเชียนกำหมัดแน่น ลุกขึ้นยืน “ข้าจะไป!”
“ไปเดี๋ยวนี้เลย”
เขาคว้าเสื้อคลุม ขอเงินจากเจียงเซิงอีกสองตำลึง จากนั้นก็
กระโจนขึ้นเกวียนลาอย่างไม่ลังเล
ฟางเหิงรีบตามไปช่วยขับเกวียนลาให้
เมื่อครู่เขายังดื้อดึงน ้าตาไหล แต่พริบตาเดียวก็วิ่งออกไปแล้ว
เจียงเซิงไม่ทันจะตอบสนอง ก็ต้องตาค้างอ้าปากมองเกวียนลา
หายลับไป
หลังจากนั้นไม่นาน นางก็ตบต้นขาตัวเองเบา ๆ “พี่รอง พี่สาม
พวกท่านนำเกวียนลาไป แล้วพี่ใหญ่จะทำอย่างไรเล่า”
ยิ่งไปกว่านั้น เวลานี้ใกล้จะถึงช่วงข้ามปีแล้วด้วย
เย็นนั้นเอง เจียงเซิงก็พลันคิดได้ว่าควรทำอย่างไร
นางจึงไปขอร้องสหายที่รู้จักกันตอนเก็บผัก ให้มารับส่งสวี่โม่ทุก
วัน และจะจ่ายเงินให้วันละสองเหวิน
สำหรับพวกนางในตอนนี้ ถือว่าไม่ใช่เงินก้อนใหญ่อะไร จึง
ยอมรับได้
เพียงแต่สวี่โม่ต้องยอมลำบากไปมาพร้อมกับผักกองโตทุกครั้ง
เท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ เจิ้งหรูเชียนกับฟางเหิงจึงหายตัวไปเพื่อติดต่อการค้า
ถึงเจ็ดแปดวันนับแต่วันนั้น
เมื่อทั่วทั้งเมืองต่างแขวนโคมไฟ บรรยากาศเต็มไปด้วยกลิ่นอาย
ของเทศกาลข้ามปี บ้านแต่ละหลังฆ่าวัวเชือดไก่ ทอดเกี๊ยวทอดผัก
พวกเด็ก ๆ ต่างสวมใส่เสื้อผ้าและรองเท้าคู่ใหม่
มีเพียงวัดร้างที่เงียบสงบจนดูมืดมนทั้งวัน
หลังอิ่มท้องแล้วเจียงเซิงก็นั่งคิดอยู่ทุกวัน ว่าพี่ชายทั้งสองจะ
กลับมาเมื่ดใด จะนำผักกลับมาได้มากแค่ไหน
ในที่สุดนางก็ไม่กล้าคาดหวังให้พี่ชายนำผักกลับมาอีกต่อไป
เจียงเซิงตัวน้อยอธิษฐานต่อพระพุทธองค์อย่างบริสุทธิ์ใจ ขอ
เพียงให้พี่ชายนางกลับมาอย่างปลอดภัย นางจะไม่ขออะไรอีก
คราวนี้พระพุทธองค์ฟังคำอธิษฐาน
ในยามเย็นวันหนึ่ง เกวียนบรรทุกสินค้าอยู่เต็มเล่ม เคลื่อนผ่าน
แสงสีแดงยามพลบค ่าช่วงฤดูหนาวอย่างเชื่องช้า ฟางเหิงกับเจิ้งหรู
เชียนที่จากไปนานถึงสิบวันกลับมาแล้ว