พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 5 หลอกล่อพี่ชายโง่เขลา
ด้วยความเอื้ออาทรที่หาได้ยาก เจียงเซิงใช้เงินหนึ่งเหวินซื้อ
ซาลาเปาเนื้อสองชิ้น ชิ้นหนึ่งมอบให้ฟางเหิง ส่วนอีกชิ้นนางกับเจิ้ง
หรูเชียนแบ่งครึ่งกัน
“ไม่ยุติธรรมเลย ทำไมข้าถึงได้แค่ครึ่งเดียว” เจิ้งหรูเชียนน ้าตา
คลอเบ้า “เจียงเซิงน้อย เจ้าลำเอียงแล้วจริง ๆ”
เจียงเซิงกล่าวอย่างจริงจัง “พี่ฟางเหิงเพิ่งมาถึง พวกเราย่อมต้อง
ดูแลเขาให้ดี”
มีเพียงต้องกอดโล่รัศมีป้องกันไว้ให้แน่นเท่านั้น พวนางจึงจะไม่
ต้องหวาดกลัวผังต้าซานอีก
เป็นพี่หรูเชียนผู้นี้ที่ยังโง่เขลาอยู่เสมอ หากเขามีไหวพริบสักนิด
คงไม่ต้องเลี้ยวเลาะรอบนี้แล้ว
เจียงเซิงกัดซาลาเปาปพลางถอนหายใจ
ไม่นานก็มาถึงร้านหนังสือ เจียงเซิงกินซาลาเปาให้หมดในสามสี่
คำ ปัดเช็ดเสื้อผ้าบนตัวให้สะอาด ก่อนวิ่งไปหาเจ้าของร้าน พูดจา
คล่องแคล่ว “เถ้าแก่ ข้าขอหนังสือคัดลอกสองเล่ม”
“ขอทานตัวน้อยนี่มาจากไหนกัน” เจ้าของร้านเหลือบมองเสื้อผ้า
สกปรกของเจียงเซิง แล้วส่ายหน้าไล่ “รีบไปให้พ้น ๆ ”
เจียงเซิงถูกกระแทกล้มโดยไม่ตั้งใจ
สีหน้าฟางเหิงเคร่งขรึม รีบวิ่งเข้ามาบังนางไว้ด้านหลัง
ขณะที่เจิ้งหรูเชียนออกโรงโต้เถียงกับเจ้าของร้าน “พวกข้ามา
เพื่อทำงานให้ ไม่ได้มาขอทาน ท่านไม่ควรดูถูกพวกข้าเพียงเพราะ
ภายนอก นี่เรียกว่าการมองคนด้วยสายตาคับแคบ”
เสื้อคลุมเนื้อดีของเจิ้งหรูเชียนค่อนข้างเรียบร้อย จึงทำให้
เจ้าของร้านผ่อนคลายอารมณ์ลงบ้าง “ที่นี่ต้องวางเงินไว้ก่อนจึงจะ
คัดลอกหนังสือได้ พวกเจ้ามีเงินหรือไม่เล่า”
“มี!” เจิ้งหรูเชียนหยิบเงินแปดเหวินจากอกเสื้อ “ท่านบอกมาว่า
ต้องจ่ายเท่าไร”
เจ้าของร้านเหลือบมอง “แปดเหวิน”
เขาย่อมไม่คิดทำการค้ากับเด็กพวกนี้ การบอกเงินจำนวนแปด
เหวินนั้น เพียงเพื่อจะสร้างความลำบากให้พวกเขา เพราะการ
คัดลอกหนังสือไม่เพียงแต่ต้องวางเงิน แต่พวกเขายังต้องมีพู่กัน หมึก
และกระดาษอีกด้วย
แต่ร้านทั่วไปจะคิดราคาเพียงสองเหวินเท่านั้น
เจิ้งหรูเชียนยิ่งค้างอย่างงุนงง
ขณะฟางเหิงขมวดคิ้ว แววตาฉายรังสีน่ากลัว
โชคดีที่เจียงเซิงลุกขึ้นก่อน นางดึงตัวพี่ชายทั้งสอง บ่นพึมพำว่า
“ร้านนี้เอารัดเอาเปรียบเกินไป พวกเราไม่คัดลอกหนังสือที่นี่อีกแล้ว
ทั้งยังไม่สมควรจะขายหนังสือที่พี่ชายข้าคัดลอก”
ด้วยเกรงว่าเจ้าของร้านจะโมโห พวกเขาจึงวิ่งหนีออกมา
หลังวิ่งมาสุดถนน เจียงเซิงยังไม่ทันได้เสียดายโอกาสการหาเงิน
ของสวี่โม่ เจิ้งหรูเชียนกลับพบร้านหนังสือเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง “ดูนั่นสิ ยัง
มีที่นี่ด้วย”
ร้านหนังสือแห่งนี้ดูเหมือนจะเปิดใหม่ ข้างในมีคนไม่มากนัก
กระทั่งหนังสือยังมีไม่กี่เล่ม
เจียงเซิงไม่ค่อยแน่ใจว่าจะสามารถคัดลอกหนังสือให้ร้านนี้ได้ จึง
เอ่ยถามตรงหน้าประตูว่า “เถ้าแก่ ท่านรับคนคัดลอกหนังสือหรือไม่”
ผ่านไปสักพักกลับยังไม่มีคนตอบ
เมื่อพวกเขากำลังคิดจะจากไป ทันใดนั้นก็มีบัณฑิตหนุ่มคนหนึ่ง
วิ่งออกมา “รับ ๆๆ ข้ารับทั้งหมด”
“เช่นนั้น…ท่านจะให้วางเงินเท่าไร” เจิ้งหรูเชียนเอ่ยเสียงเบา ๆ
ครั้งนี้เขาคงได้เรียนรู้บ้างแล้ว จึงซ่อนเงินแปดเหวินไว้ในแขนเสื้อ
ไม่ยอมให้อีกฝ่ายเห็นแม้แต่น้อย
“สองเหวิน ส่วนค่าคัดลอกหนังสือคิดเล่มละสี่เหวิน” บัณฑิตหนุ่ม
ยิ้มแป้น “แต่ถ้าเป็นคนประจำแล้ว จะได้รับการยกเว้นค่าวางเงิน”
สิ่งนี้ต่างหากจึงว่าเป็นการทำการค้าอย่างถูกต้อง
ระหว่างทางกลับวัดร้าง เจียงเซิงกอดหนังสือสองเล่มไว้ราวกับ
ครอบครองสมบัติ
ส่วนฟางเหิงกับเจิ้งหรูเชียน คนหนึ่งถือพู่กันและหมึก อีกคนหอบ
กระดาษและที่ฝนหมึก
เจียงเซิงนับนิ้วคำนวณบัญชี วันนี้นางหาเงินได้ทั้งสิ้นสิบหกเห
วิน ใช้จ่ายไปสิบเหวิน จึงเหลืออยู่หกเหวิน
นับเป็นรายได้ครั้งแรกของพวกนางแล้ว
แต่สิ่งที่ทำให้เจียงเซิงปีติยิ่งกว่า คือการเข้าร่วมของฟางเหิง แม้
เขามีสีหน้านิ่งเงียบไม่พูดจา แต่เมื่อเขาวิ่งมาขวางหน้านางไว้ที่ร้าน
หนังสือ ทำให้เจียงเซิงรู้สึกปลอดภัยเป็นพิเศษ
ต่อไปคงไม่ต้องกลัวว่าจะถูกผู้อื่นรังแกแล้ว
เมื่อกลับถึงวัดร้าง เจียงเซิงหยิบซาลาเปาออกมา “พี่สวี่โม่ ของ
ท่าน”
แม้ซาลาเปาจะราคาสองชิ้นต่อหนึ่งเหวินซึ่งแพงไปสักหน่อย แต่
พวกเขาก็กินกันไปหมดแล้ว และไม่มีเหตุผลจะละเลยสวี่โม่ที่ยังอยู่วัด
ร้าง
“ขอบคุณน้องสาว” สวี่โม่ทานซาลาเปาอย่างเรียบร้อย ก่อนจับ
พู่กันเริ่มคัดลอกหนังสือ
สภาพแวดล้อมในวัดร้างมีข้อจำกัด โต๊ะเก้าอี้ยังไม่มี จำต้อง
เขียนบนผ้าปูนอนด้วยความลำบาก
แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น ตัวอักษรที่สวี่โม่เขียนออกมาก็เรียบร้อย
สง่างาม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงทักษะการเขียนอันยอดเยี่ยม
ฟางเหิงมองสวี่โม่ด้วยสายตาเฉยชาไม่พูดจา ก่อนเดินออกไปดู
รอบนอก หาแผ่นไม้เล็ก ๆ มาให้
แผ่นไม้นี้ไม่มีที่วางรอง ประกอบกับขาทั้งสองของสวี่โม่ยังไม่หาย
ดี จึงไม่สามารถวางเขียนกับตักจนกดทับได้
ฟางเหิงไม่ท้อใจ หยิบก้อนหินมาและวางแผ่นไม้ด้านบน แม้จะ
คับแคบและดูไม่ได้บ้าง แต่อย่างน้อยก็มีโต๊ะราบเรียบใช้วางแล้ว
ฟางเหิงกับสวี่โม่สบตากันครู่หนึ่ง แม้ว่ายังไม่ได้เอ่ยแนะนำตัวซึ่ง
และกัน แต่ก็มองเห็นความทุกข์ร้อนในดวงตาของอีกฝ่ายได้
บางทีพวกเขาอาจเคยมีช่วงชีวิตอันรุ่งเรืองมาก่อน แต่ตกต ่า
กลายเป็นเป็นเพียงคนธรรมดา หลังจากได้ลิ้มรสความขมขื่นแล้ว
นับว่าชีวิตนี้ยังมีความหวังอยู่บ้าง
และความหวังอันน้อยนิดนั้นมาจากเจียงเซิงซึ่งกำลังทำน ้าแกง
เห็ดอยู่
ไม่นานน ้าแกงเห็ดร้อน ๆ ก็สุกได้ที่แล้ว
ด้วยเพราะยังไม่มีเกลือ มันจึงเป็นแค่น ้าแกงเห็ดอย่างง่าย ๆ สวี่
โม่ดื่มมันด้วยสีหน้าสงบนิ่ง ราวกับกำลังกลืนอาหารรสเลิศ
ฟางเหิงสีหน้าบิดเบี้ยวเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นคนอื่น ๆ รับประทาน
กันต่อคล้ายมันเป็นของอร่อย เขาก็เริ่มสงสัยเรื่องการรับรู้รสชาติของ
ตนเอง
“พี่ฟางเหิงไม่ต้องดูถูก เรายากจนจึงมีแค่เห็ด อีกทั้งพวกมัน
กำลังจะหมดแล้ว” เจียงเซิงเริ่มกังวล “ดูเหมือนคงต้องขึ้นไปเก็บบน
ภูเขาอีกสักรอบ”
เจิ้งหรูเชียนซึ่งดูค่อนข้างสงบอยู่บ้าง ทรุดตัวลงกับพื้นทันทีที่ได้
ยิน
ในป่าลึกที่มีหนอนแมลงยาว ๆ นั่นน่ะรึ?
ไม่เอา เขาไม่อยากเข้าไปอีก
เจียงเซิงหันเอ่ยด้วยน ้าเสียงเคร่งขรึม “พี่หรูเชียนไม่อยากหาเงิน
แล้วหรือ ท่านไม่ชอบตอนนที่มีเงินหรืออย่างไร หากไปเก็บเห็ดก็จะ
ขายได้เงินมานะ ท่านไม่ต้องการเงินหรือ”
เจิ้งหรูเชียนเกาศีรษะ ความรู้สึกตอนที่มีเงินนั้นดีมากจริง ๆ ถ้า
ไม่มีเจ้าพวกตัวยาว ๆ นั่น เขาคงกลายเป็นคนชอบเก็บเห็ดไปด้วยซ ้า
“ถ้าไม่อยากขึ้นเขาก็ไม่ต้องไป” สวี่โม่วางพู่กันลง มองพวกเขา
“ข้าคัดลอกหนังสือได้วันละเล่ม คงเพียงพอสำหรับค่าอาหารของ
พวกเรา”
“ไม่ได้หรอก” เจียงเซิงเป็นคนแรกที่คัดค้าน “พวกเราจะมอบ
ภาระเรื่องหาเงินให้พี่สวี่โม่คนเดียวได้อย่างไร ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ไม่ใช่
คนชอบเกาะกินผู้อื่น”
นางเหลือบมองเจิ้งหรูเชียน “พี่หรูเชียนคงไม่ได้แค่อยากกินข้าว
ใช่หรือไม่”
เจิ้งหรูเชียนรีบพยักหน้าเห็นด้วย “ใช่ ถูกต้องแล้ว”
“เช่นนั้นพวกเราก็ต้องขึ้นเขาไปเก็บเห็ด วันหนึ่งก็สามารถหา
เงินจำนวนมากได้แล้ว จริงหรือไม่” เจียงเซิงกำมือมุ่งมั่น “เมื่อเป็น
เช่นนี้ พวกเราย่อมหาเงินได้มากกว่าพี่สวี่โม่เสียอีก ช่างเก่งกาจจริง
ๆ”
“ใช่ๆ เก่งกาจมาก” ดวงตาของเจิ้งหรูเชียนเปล่งประกาย “เข้า
ป่า! เก็บเห็ด!”
หากฟางเหิงไม่ขวางเขาไว้ อีกฝ่ายคงสะพายตะกร้าแบกเสียม
ออกไปแล้ว
“ไปวันพรุ่งนี้เถอะ” เจียงเซิงแลบลิ้น ดูเหมือนนางจะหลอกล่อพี่
หรูเชียนได้
กระทั่งยามค ่าคืนมาถึง
สวี่โม่ยังคงต้องการคัดลอกหนังสือใต้แสงจันทร์ แต่ถูกหยุดไว้
“พี่สวี่โม่ขามีปัญหาไม่พอ ยังอยากจะตาบอดอีกด้วยหรือ” เจียง
เซิงบ่น “พวกเราไม่มีเงินรักษาตาหรอกนะ”
สวี่โม่หัวเราะก่อนจะยอมทิ้งตัวนอน
เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากต้มน ้าแกงเห็ด ทุกคนก็กินจนหมด
เจียงเซิงพร้อมกับเจิ้งหรูเชียนซึ่งเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น
แบกตะกร้าเข้าป่าลึกอีกครั้ง
ส่วนฟางเหิงถือไม้ เดินตามไปเงียบ ๆ