พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 8 การพบพี่ชายคนที่สี่
เมื่อถูกเจียงเซิงเห็น เขาเหมือนจะตกใจเล็กน้อย ยกมือปิดหน้า
ร่างกายสั่นระริก
นางไม่เคยพบเจอเด็กชายขี้กลัวเช่นนี้มาก่อน
เจียงเซิงเกิดความสงสัย จึงเดินเข้าไปถามว่า “เจ้าคือผู้ใด เหตุ
ใดจึงมาอยู่ที่นี่”
เด็กชายคนนั้นไม่พูดจา
เจียงเซิงคิดครู่หนึ่ง ก่อนนำซาลาเปาอีกครึ่งหนึ่งออกมา
เด็กชายถูกกลิ่นหอมล่อใจ พลางกลืนน ้าลายลง สุดท้ายก็ทนไม่
ไหว จึงยื่นมือมารับไปกินอย่างช้า ๆ
แม้จะเป็นชาย แต่กิริยาท่าทางของเขากลับสุภาพอ่อนช้อยยิ่ง
กว่าเด็กสาว
เจียงเซิงอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับตัวเขานัก จึงเอ่ยว่า “หากเจ้า
บอกว่าเป็นผู้ใด ข้าจะให้ซาลาเปาอีกชิ้นหนึ่ง”
เด็กชายกินซาลาเปาจนหมด เขาเลียริมฝีปาก กล่าวเสียงแหบ
พร่า “ข้าชื่อเวินจืออวิ่น”
“บิดาและมารดาของข้า ถูกคนไม่ดีกลุ่มหนึ่งพาตัวไป”
“พวกเขาบอกให้ข้าซ่อนตัว หากผ่านไปวันหนึ่งแล้วพวกเขายัง
ไม่กลับมา ก็ให้ข้าหนีไปให้ไกล…ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้”
เวินจืออวิ่นสะกดความเศร้าโศก น ้าเสียงแผ่วเบาลงเรื่อย ๆ
เจียงเซิงเข้าใจทันที
เขาคือบุตรชายของหมอชาวบ้าน บิดามารดาเขาคงรับรู้ถึง
อันตราย จึงให้บุตรชายซ่อนตัวไว้
นางรู้สึกปลาบปลื้มใจยิ่งนัก
ท่านหมอช่วยเหลือนางไว้มาก นางต้องตอบแทนเขา หากท่าน
หมอเกิดเรื่องร้ายขึ้น นางย่อมต้องช่วยเหลือลูกของท่านหมอด้วย
เจียงเซิงไม่รอช้า บอกให้เจิ้งหรูเชียนไปซื้อซาลาเปาอีกรอบ
มอบให้เวินจืออวิ่นและสัญญาว่าพวกนางจะรอพร้อมกันกับเขา
เวินจืออวิ่นรู้สึกซาบซึ้งจนแทบร้องไห้
พวกเขาจึงรออยู่ในสำนักแพทย์แห่งนั้น
จากเช้าจรดเย็น จากค ่าคืนจนฟ้าสาง
เจียงเซิงพยายามไม่ให้หลับตาหลายครั้ง แต่สุดท้ายก็ไม่อาจทน
ได้ ศีรษะเอียงตก
จนกระทั่งนางถูกเสียงร้องไห้เศร้าสร้อยลอยปลุก เมื่อลืมตาตื่นก็
เห็นเวินจืออวิ่นคุกเข่าอยู่ตรงหน้าศพสองร่าง
นางตกใจวาบ รีบวิ่งเข้าไปดู ซึ่งเป็นไปตามที่คาดไว้ เป็นศพของ
สามีภรรยาท่านหมอ
ร่างของพวกเขาถูกทรมานอย่างโหดร้าย เนื้อหนังไม่เหลือสภาพ
เดิม ทั่วตัวเปรอะเปื้อนด้วยเลือด
“เจียงเซิง ห้ามมอง” สวี่โม่บอก
ฟางเหิงรีบใช้มือปิดตานาง
ทว่าภาพอันโหดร้ายถูกจารึกในดวงตาของเจียงเซิงแล้ว
นอกจากมนุษย์จะตายเพราะความหนาว ความหิวโหย และถูกทำ
ร้ายแล้ว ยังมีวิธีการตายแสนโหดเหี้ยมเช่นนี้อีกด้วย
จิตใจของเจียงเซิงสั่นไหวอย่างแรง
“ท่านพ่อ ท่านแม่” เวินจืออวิ่นยังคงนั่งร้องไห้ “เหตุใดพวกท่าน
ทิ้งอวิ่นเอ๋อร์ไป อวิ่นเอ๋อร์อยู่คนเดียวแล้วจะทำเช่นไรเล่า”
เจียงเซิงรู้สึกเวทนา เดินเข้าไปจับมือเขากล่าวเสียงเบา “พี่ชาย
ตัวน้อย หากท่านไม่รังเกียจ มาอยู่กับพวกข้าดีหรือไม่”
แม้พวกนางจะยากจนและขัดสน กระทั่งเงินจะซื้อเนื้อกินยังไม่มี
เจียงเซิงคิดไว้แล้วว่าหากเวินจืออวิ่นไม่อยากติดตามพวกนาง
หรือต้องการไปพึ่งพาญาติพี่น้องคนอื่น นางจะมอบก้อนทองสองเม็ด
กับเงินยี่สิบเหวินให้เขา ย ้าเตือนให้เก็บซ่อนไว้อย่างดี ห้ามผู้ใดพบ
เห็นมัน เพื่อเก็บไว้สำหรับตบแต่งภรรยาในภายหลัง
แต่นางไม่คาดคิดว่าเวินจืออวิ่นจะลังเลเพียงชั่วขณะก็พยักหน้า
ตกลงทันที
เจียงเซิงตกใจไปครู่หนึ่ง
ความจริง นางไม่คิดอยากเลี้ยงดูปากท้องเพิ่มอีกคน
แต่หมอชาวบ้านเป็นผู้มีพระคุณ นางจึงไม่อาจปฏิบัติกับ
บุตรชายของเขาอย่างโหดร้ายได้
รูปร่างเวินจืออวิ่นผอมบอบบางราวกับเด็กหญิง หากปล่อยให้
เขาอยู่คนเดียว อีกฝ่ายอาจต้องตายท่ามกลางความหนาวเหน็บ
“ได้ พี่สี่” เจียงเซิงถอนหายใจ “ตั้งแต่นี้ต่อไป พวกเราเป็น
ครอบครัวเดียวกันแล้ว”
ร่างไร้วิญญาณของท่านหมอทั้งสองไม่สามารถทิ้งไว้ในสำนัก
แพทย์ได้นาน ด้วยคำแนะนำของสวี่โม่ เด็ก ๆ จึงลงแรงขุดหลุมเพื่อ
ฝังศพให้พวกเขา
เจียงเซิงจ่ายเงินยี่สิบเหวิน ซึ่งพอจะเป็นค่าหีบศพไม้เนื้อบาง
แต่เพราะไม่มีเงินสร้างแผ่นหินหน้าหลุมศพ จึงต้องตอกแผ่นไม้
ฝังไว้แทน
สวี่โม่จารึกชื่อของสองสามีภรรยาอย่างง่าย ๆ
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ลูกอกตัญญูนัก จำต้องทิ้งพวกท่านไว้ที่นี่”
เวินจืออวิ่นก้มกราบสามครั้ง “ในอนาคตลูกจะย้ายหลุมฝังศพและ
ต้องแก้แค้นให้ท่านทั้งสองคน”
เมื่อมีความแค้นย่อมต้องได้รับการชำระ
ใครบ้างเล่าจะไม่ปรารถนาเช่นนั้น
สวี่โม่ข่มตาลง ปิดบังความเศร้าโศก
ฟางเหิงเองก็หันหน้าไปทางอื่น ไม่มองต่ออีก
เมื่อกลับถึงสำนักแพทย์ เวินจืออวิ่นก้มหน้าเศร้าสร้อย
ตลอดเวลา
เจียงเซิงนึกปวดใจเช่นกัน เพราะไม่รู้ใครจะมารักษาขาของพี่
ใหญ่ต่อจากนี้
“พวกเราคงต้องไปที่อำเภอสินะ” เจิ้งหรูเชียนเม้มริมฝีปาก
นางยังไม่ได้บอกพวกเขาเรื่องราคาของรถม้ากับรถลากธรรมดา
เวินจืออวิ่นซึ่งอยู่ข้าง ๆ พลันเอ่ยขึ้น “พวกเจ้าอยากรักษาขา
ของเขาที่หักใช่หรือไม่ ข้าเรียนรู้วิชาแพทย์กับบิดามาสองสามปี คง
จะช่วยได้บ้าง แต่ไม่อาจเทียบกับฝีมือของบิดาได้…พวกเจ้าต้อง
อดทนสักหน่อย”
น ้าตาเด็กชายเอ่อคลออีกครั้งเมื่อนึกถึงบิดามารดา
เจียงเซิงรีบเปลี่ยนเรื่อง “ได้ ดีเลย อย่างไรสำนักแพทย์แห่งนี้ก็ไม่
สามารถอยู่ต่อไปได้แล้ว ไม่สู้พี่สี่เก็บข้าวของติดตามพวกเรากลับ
บ้านเถอะ”
บ้าน ?
บ้านที่ไร้พ่อแม่เช่นนั้นหรือ
เวินจืออวิ่นยิ้มเศร้า น ้าตาไหลอาบแก้มขณะเปลี่ยนเฝือกไม้
ให้สวี่โม่และห่อยาทุกชนิดด้วยกระดาษน ้ามัน
สิ่งเหล่านี้เป็นรากฐานของชีวิตในสำนักแพทย์ และเป็นสิ่งที่สวี่โม่
ต้องการมากที่สุด
“มีแค่นี้หรือ” เจียงเซิงเบิกตากว้าง “ท่านไม่มีสิ่งของอย่างอื่นเลย
หรือ”
อย่างเช่นที่นอน เสื้อผ้าตัวหนา ๆ กระทั่งรองเท้า
“ของอื่น ๆ จำเป็นต้องนำไปด้วยหรือ” เวินจืออวิ่นกลับไม่เข้าใจ
เจียงเซิงปิดปากเงียบ ใช้การท่าทางบอกเขาว่าเป็นนางที่ต้องการ
ของเหล่านั้น
เด็กสาวแทบจะขนย้ายข้าวของไปทั้งสำนักแพทย์แล้ว หากไม่ใช่
เพราะตู้ยาหนักเกินไป และในวัดร้างไม่มีที่มากพอจะวางเตียง นางคง
ย้ายสิ่งของทั้งหมด
ด้วยเหตุนี้ เจียงเซิงจึงต้องเช่ารถเกวียนอีกเล่ม
เด็กทั้งห้าคนลากของกลับมายังวัดร้าง เวินจืออวิ่นจึงเข้าใจทันที
ว่าเหตุใดพวกเขาต้องบรรทุกสิ่งของทุกอย่าง
วัดร้างแห่งนี้นอกจากจะกันลมกันฝนได้แล้ว ก็ไม่มีประโยชน์
อะไรอีก
โชคดีที่ข้าวของจากสำนักแพทย์ค่อนข้างครบครัน
มีเตียงนอนหลายหลัง ปูรองด้วยผ้าหนานุ่ม ผ้าห่มใช้กันหนาว
รองเท้าอาจจะใหญ่ไปสักหน่อย แต่สามารถสวมได้หากใส่เศษผ้ายัด
เข้าไปอีกชั้น
สิ่งสำคัญคือพวกเขามีหม้อ ชาม จาน และภาชนะอื่น ๆ อีก
มากมาย
เจียงเซิงจัดเก็บหม้อใบเล็กที่ใช้ไว้มุมหนึ่ง ก่อนนำหม้อเหล็กใบ
ใหญ่ออกมา ตักข้าวสารสองกำมือ เติมน ้าและก่อไฟต้ม
ฟางเหิงกับเจิ้งหรูเชียนนำเกวียนไปคืน และรับเงินมัดจำ
เมื่อพวกเขากลับมา ข้าวก็สุกพอดีแล้ว มันกำลังเดือดปุด ๆ อยู่
ในหม้อเหล็ก
เจียงเซิงดึงไม้คนออก ใช้ดินกลบดับไฟ จากนั้นหยิบชามสะอาด
มาตักข้าวต้มรสจืดห้าชาม
ไอกรุุ่นลอยฟุ้ง กลิ่นหอมของข้าวต้มร้อน ๆ เมื่อกินก็สัมผัสได้
รสชาติน ้าแกงข้าวอันเข้มข้น
เจียงเซิงดื่มน ้าแกงข้าวหนึ่งคำ ก่อนจะหลับตาลงอย่างสุขสม
แต่ทันใดนั้นกลับต้องถอนหายใจเศร้าสร้อย
เมื่อก่อนมีนางอยู่คนเดียว ข้าวครึ่งกำมือย่อมเพียงพอ แต่วันนี้มี
คนเพิ่มมาอีกห้าคน ข้าวสองกำมือจึงยังต้องเติมใส่อีกหน่อย
ไม่อย่างนั้นคงไม่พอประทังหิว
เรื่องนี้คือข้อเสียของการมีคนอยู่มากเกินไป
แต่เมื่อลืมตาขึ้นมองพี่ชายสี่คนซึ่งสีหน้าท่าทางต่างกันออกไป
ทั้งยังนั่งกระจายตามมุมต่าง ๆ บ้างจับพู่กัน บ้างก็กำลังเบื่อหน่าย บ้าง
สงบนิ่งราวต้นสน บ้างก็อ่อนโยนเปราะบาง พวกเขาสนทนากัน
เล็กน้อย ก่อนจะหันมาทำธุระของตนเอง
เจียงเซิงพลันรู้สึกปลื้มปิติที่สุด
ตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมา ใช่ว่านางไม่เคยพบพานมิตรสหาย ทั้งยัง
คิดจะเป็นพี่น้องกับคนเหล่านั้น ทว่าไม่นานพวกเขาก็จากไปด้วยเหตุ
ผลต่าง ๆ นานา
เจียงเซิงไม่รู้ว่าพี่ชายทั้งสี่คนจะอยู่เป็นเพื่อนนางไปได้นาน
เพียงใด
แต่เจียงเซิงจะหวงแหนทุกช่วงวันเวลาที่มีในครอบครัว สำหรับ
นาง หากวันคืนเหล่านี้ยังดำเนินต่อไปก็ถือชีวิตนี้ได้รับผลกำไรแล้ว