หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 18 ทักษะทำอาหารที่น่าตกใจ
ณ บ้านเดิม ลุงใหญ่กำลังคุยถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อตอนกลาง วัน ป้าสะใภ้ใหญ่ก็ยกยาต้มเข้ามา
บุตรสาวคนเล็กนั่งอยู่บนตักของบิดา พลางกินขนมกุ้ยฮวาที่อ วี๋เฟิงซื้อกลับมา
อวี๋เฟิงและอวี๋ซงยืนอยู่เบื้องหน้าลุงใหญ่
พี่น้องคู่นี้ ไม่ว่าใครทำความผิด ก็ต้องถูกทำโทษด้วยกันทั้ง สองคน
เพียงแต่ ที่ผ่านมาล้วนเป็นอวี๋ซงที่สร้างปัญหา และพลอยทำ ให้อวี๋เฟิงโดนหางเลขไปด้วย ทว่าวันนี้กลับกลายเป็นอวี๋เฟิงเสีย อย่างนั้น
“ตกลงว่าเกิดอะไรขึ้น” ลุงใหญ่ถามด้วยนํ้าเสียงทุ้มตํ่า
ป้าสะใภ้ใหญ่มองดูลูกชาย นางนำยาต้มที่เดือดปุดๆ วางลง บนโต๊ะ พลางอุ้มบุตรสาวตัวน้อยซึ่งกำลังกินขนมกุ้ยฮวาอย่าง เอร็ดอร่อยจนลืมทุกสิ่งรอบตัว
อวี๋ซงเห็นว่าอวี๋เฟิงไม่ตอบ จึงสะกิดแขนของเขา “ทำไมไม่พูด อะไรเลยเล่า สรุปแล้วทำไมพี่ถึงไปตบนางจ้าวเช่นนั้น”
อาสะใภ้สามเป็นคนดี ปกป้องอาสะใภ้สามนับว่าเป็นสิ่งที่ถูก ต้อง หากเป็นเขาก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่นิสัยอย่างพี่ใหญ่นี่หรือจะ
ถึงกับลงไม้ลงมือ?
“ก็แค่ตบเท่านั้น” อวี๋เฟิงกล่าว
“พี่ไปตบนางทำไมเล่า” อวี๋ซงกระซิบ
ป้าสะใภ้ใหญ่พูดด้วยความเดือดดาลว่า “อาหวั่นเรียกเจ้าไปใช่ หรือไม่ ไม่กี่วันมานี้เจ้าไปบ้านนาง ทั้งยังเข้าไปในตำบลกับนางด้วย แม่ยังไม่ได้ถามเจ้าเลยว่าเพราะเหตุใด!”
อวี๋ซงถูจมูกอย่างไม่สบอารมณ์ เรื่องของอาหวั่นกับหนี้ที่ร้าน ยา พี่ใหญ่เตือนไว้ว่าอย่าบอกกับที่บ้าน ทว่าครั้งนี้มิใช่เขาอยากพูด ออกไป แต่ก็เก็บเอาไว้ไม่ไหวแล้ว…
“แม่ถามเจ้าไง!” ป้าสะใภ้ใหญ่ขึ้นเสียง
บุตรสาวตัวน้อยมองมารดา และกินขนมกุ้ยฮวาต่อ
เป็นหนี้บุญคุณอาหวั่นครั้งใหญ่ เดิมทีอวี๋เฟิงก็มิได้คิดปิดบัง กับที่บ้าน ในเมื่อท่านแม่เอ่ยถามขึ้น เขาจึงเล่าให้ฟังเสียเลย
หลังจากฟังสิ่งที่อวี๋เฟิงเล่าจบ สองสามีภรรยาต่างตกตะลึง ไม่มีใครคาดคิดว่าอาหวั่นจะเอ่ยปากใช้หนี้แทนพวกเขา
จะว่าไปก็บังเอิญเหลือเกิน แม้ว่าอวี๋ไคหยางจะช่วยชีวิตอา หวั่นเอาไว้ แต่ในตอนนั้นฝนตกหนักมาก อาหวั่นไม่รู้เสียด้วยซํ้าว่า ตกอยู่ในอันตราย ทั้งยังไม่รู้ว่ามีคนช่วยตนไว้ นางคิดเพียงว่าด้าน หลังมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น
อวี๋ไคหยางห้ามไม่ให้คนในครอบครัวบอกความจริงนี้กับใคร
“ใช้หนี้หมดแล้ว” อวี๋เฟิงพูดต่อ
“ใช้ ใช้หนี้หมดแล้ว?!” อวี๋ซงใจเย็นไม่ไหวอีกต่อไป “นั่นตั้ง ยี่สิบตำลึงเชียวนะ! ลำพังเพียงปลาและหน่อไม้เหล่านั้น จะขายได้ เงินมากมายเช่นนี้ได้อย่างไรกัน?!”
แน่นอนว่าปลาและหน่อไม่นั้นไม่เพียงพอ ในขณะที่อวี๋เฟิงกำ ลังลังเลว่าจะบอกทุกคนเกี่ยวกับการต้มเกลือของอาหวั่นอยู่นั้น อ วี๋หวั่นก็ปรากฏตัวที่หน้าประตูพร้อมกับเกี๊ยวที่เพิ่งนำขึ้นจากหม้อ
“เจ้ามาทำไม” ผู้ที่เปิดประตูคืออวี๋เฟิง
อวี๋หวั่นส่งตะกร้าที่ปิดด้วยผ้าสำลีให้อวี๋เฟิง “ยังไม่ได้กินข้าว เย็นกันใช่หรือไม่ วันนี้ลำบากพี่ใหญ่แล้ว”
ลำบากอะไรรึ? ต้มเกลือหรือว่าแบกหม้อ?
อวี๋เฟิงไม่อยากรับไว้ ไหนเลยจะรู้ว่าน้องสาวเดินเตาะแตมาหา
เด็กน้อยแก้มแดงระเรื่อ ดวงตากลมโต ดูแล้วน่ารักมากที เดียว
นางมองไปยังชามซึ่งหอมกลิ่นเนื้อในมือของอวี๋เฟิง แล้วก็ไม่ เดินไปไหน
อวี๋หวั่นบีบแก้มลูกพี่ลูกน้องตัวน้อยเบาๆ กล่าวกับอวี๋เฟิงว่า “กินเสียตอนที่เกี๊ยวยังร้อน ข้าขอตัวกลับก่อน”
“นี่คืออะไร” อวี๋เฟิงพบว่ามีตั๋วแลกเงินซ่อนอยู่ใต้ผ้าสำลี
อวี๋หวั่นตอบว่า “เป็นรางวัลของพี่ใหญ่ ข้ากับพี่ใหญ่หาเงินมา ด้วยกัน ทำงานมาด้วยกัน จะให้ข้ายึดไว้คนเดียวคงไม่ได้”
อวี๋เฟิง “แต่ว่า…”
อวี๋หวั่นยิ้มน้อยๆ “เจอกันพรุ่งนี้นะ พี่ใหญ่”
เมื่อกล่าวจบ อวี๋หวั่นก็บีบแก้มน้องอีกครั้งหนึ่ง และหันหลัง เดินหายไปในความมืด
อวี๋เฟิงหยิบตั๋วแลกเงินขึ้นมาดู จึงเห็นว่าเป็นเงินสิบห้าตำลึง เงินนี้ใช้เป็นค่ายาของบิดาเขาได้หลายเดือน!
“พี่ใหญ่”
แม้จะมองไม่เห็นเงาของอวี๋หวั่นแล้ว ทว่ายังได้ยินเสียงเบาๆ แต่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นของอวี๋หวั่นว่า “รอข้าเก็บเงินก่อน แล้ว จะพาท่านลุงใหญ่ไปรักษาขาในเมืองหลวง”
ในบ้านตกอยู่ในความเงียบ นํ้าตาเม็ดใสไหลอาบใบหน้าของอ วี๋ซง เขาพูดอะไรไม่ออก
ทุกคนต่างได้ยินคำพูดของอวี๋หวั่น หากเป็นแต่ก่อน พวกเขา คงไม่เชื่อเป็นแน่ แต่ในสองสามวันที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าอาหวั่น คนนี้ไม่เหมือนกับแต่ก่อนแล้ว
เมื่ออวี๋เฟิงเปิดผ้า ทั้งห้องก็อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของเนื้อ
อวี๋ซงกลืนนํ้าลาย
อวี๋เฟิงหยิบตั๋วแลกเงินออกมา “ตั๋วแลกเงินนี้ ข้าจะนำไป คืน…”
ยังมิทันพูดจบ ป้าสะใภ้ใหญ่ก็คว้าตั๋วเงินเอาไว้ และนำไปยัดใส่ ในลิ้นชักด้วยสีหน้าราบเรียบ ท่ามกลางความตะลึงงันของทุกคน
อวี๋เฟิงไม่รู้ว่าเหตุใดจึงรู้สึกดีใจอยู่บ้าง
ส่วนลุงใหญ่นั้น ขอบตาเริ่มแดงตั้งแต่ได้ยินคำพูดของอวี๋หวั่น แล้ว
มีเพียงอวี๋ซงที่ยังรู้สึกขุ่นเคือง ไม่อยากให้อภัยนางเด็กคนนั้น ทว่าเมื่อเห็นเกี๊ยวร้อนๆ ในหม้อ โทสะของเขาก็ค่อยๆ มลายหายไป
เกี๊ยวเหล่านี้ห่อได้สวยมาก!
ต้องอร่อยเป็นแน่!
อย่างน้อยก็อร่อยกว่านํ้าแกงไก่ครั้งก่อน
ป้าสะใภ้ใหญ่หยิบตะเกียบขึ้นมา
อวี๋ซงรอไม่ไหวแล้ว จึงคีบเกี๊ยวขึ้นมาหนึ่งชิ้น
ลุงใหญ่เองก็คีบมาหนึ่งชิ้น
จากนั้น ป้าสะใภ้ใหญ่และอวี๋เฟิงก็คีบมาเช่นกัน มีเพียงน้อง สาวที่ใช้ตะเกียบจิ้มลงไปอย่างเก้ๆ กังๆ
เมื่อกัดเข้าไปคำแรก ทุกคนต่างตกใจ
รสชาติเช่นนี้…
ต่างคนต่างมองหน้ากัน จากนั้นก็ทำหน้าผะอืดผะอม และ อาเจียนออกมา…
……
ราตรีมืดมิด ลมกรรโชกแรง
รถม้าซึ่งดูโอ่อ่าคันหนึ่งมาถึงตำบลเหลียนฮวา หยุดลงบน ถนนเส้นที่มีบ้านเรือนเรียงรายแน่นขนัด
ตำบลเหลียนฮวาเป็นเพียงตำบลเล็กๆ ชื่อไม่เสนาะหู เมื่อฟ้า มืดลง ถนนหนทางก็วิเวกวังเวงขึ้นเรื่อยๆ
ช่างเหมาะเจาะกับนิสัยใจคอของเจ้าของรถม้าเสียยิ่งกระไร
รถม้าคันนี้ นอกจากความโอ่อ่ากว้างขวางแล้ว ก็มิได้ดูแตก ต่างกับรถม้าคันอื่นๆ ในตำบล
แขกประเภทนี้ ที่หอมรกตพบเห็นได้บ่อย จึงมิได้ต้อนรับขับสู้ เท่าไรนัก
ทันใดนั้น คุณชายผู้สูงศักดิ์สวมแพรพรรณชั้นดีก็กระโดดลง มาจากรถม้า
ดูแล้วอายุของเขาคงไม่เกินสิบเจ็ดสิบแปดปี สวมเสื้อผ้าปัก ดิ้นลายเมฆ รองเท้าประดับไข่มุกราตรี ที่เอวแขวนป้ายหยกขาว ลํ้าค่าเอาไว้
ผู้จัดการหอมรกตประเมินดูแล้ว ไม่ต้องเอ่ยถึงป้ายหยกขาว แผ่นนั้น เพียงแค่ไข่มุกราตรีบนรองเท้าเม็ดเดียว ก็สามารถซื้อหอ
มรกตได้ทั้งหลังแล้ว
ลักษณะท่าทางของเขาสง่างามหาได้ยากยิ่ง อย่างน้อยก็ใน ตำบลนี้ ไม่มีคุณชายจากตระกูลใหญ่คนใดเทียบเขาได้
ผู้จัดการหอมรกตบอกได้ทันทีว่า อีกฝ่ายเป็นคุณชายคนโต จากตระกูลขุนนางชั้นสูง
“ยืนบื้ออะไรเล่า รีบไปต้อนรับเร็ว! หลีกไป หลีกไป! ข้าเอง!”
ผู้จัดการหอมรกตรีบวิ่งออกไป ในขณะที่เขากำลังจะเข้าไป ต้อนรับแขกคนสำคัญนี้เอง กลับเห็นว่าอีกฝ่ายค้อมตัวลง และ คุกเข่าลงข้างรถม้าด้วยท่วงท่าที่เป็นธรรมชาติ
เดี๋ยวก่อน นี่มิใช่คุณชายหรือ?
โอ้!
ม่านไข่มุกเปิดออก
เงาของร่างสูงโปร่งก้าวลงมาจากรถม้า เหยียบลงบนหลังของ ‘คุณชายผู้สูงศักดิ์’ และแตะเท้าลงบนพื้นด้วยสีหน้าราบเรียบ