หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 22 เลี้ยงไก่ไข่
หลังจากที่อวี๋หวั่นจับไก่ป่าตัวอวบอ้วนได้ห้าตัวและกระต่ายป่า เนื้อแน่นอีกจำนวนหนึ่ง ตะกร้าสะพายหลังก็เกือบเต็มเสียแล้ว แทบไม่มีที่เหลือให้ใส่หน่อไม้ เธอจึงขุดเพียงไม่กี่หน่อแล้วอุ้มลง เขาไปด้วยความอิ่มอกอิ่มใจ
เถี่ยตั้นน้อยคิดว่าพี่สาวไปขุดหน่อไม้และตกปลา เขากำลังนับ นิ้วตามจำนวนปลาที่จะได้กินเย็นนี้ แต่กลับเห็นว่าพี่สาวของตน กำลังแบกไก่ป่าและกระต่ายป่ากลับบ้านมา
เถี่ยตั้นน้อยไม่เคยเห็นไก่และกระต่ายป่าที่ตัวใหญ่เช่นนี้มา ก่อน เขาจ้องมองพวกมัน พร้อมกับกล่าวว่า “ท่านพี่! นี่คือไก่หรือ? กระต่ายก็ตัวใหญ่มาก! ตัวใหญ่กว่ากระต่ายที่บ้านของผู้ใหญ่บ้าน เสียอีก!”
กระต่ายเป็นสัตว์ที่พบเห็นได้ยาก มิใช่ว่าใครก็เลี้ยงได้ ตอนที่ ผู้ใหญ่บ้านซื้อกระต่ายสีเทาหนึ่งตัวจากในตำบลกลับมา ทุกคน ต่างอิจฉาเขากันใหญ่
“ท่านพี่! ท่านเอากระต่ายมาจากไหน” เถี่ยตั้นน้อยนั่งยอง จับ ใบหูของกระต่าย
อวี๋หวั่นรีบคว้ามือน้อยๆ ของเขาเอาไว้ “ระวังมันกัด”
“แน่นอน” กระต่ายเลี้ยงบางครั้งก็ยังกัดคน นับประสาอะไร
กับกระต่ายป่า จะว่าไปก็แปลก ที่ว่าพวกมันดูเป็นกระต่ายป่านั้น ถูกต้องแล้ว แต่กลับเชื่องกว่าที่คิดไว้มาก ไม่น่าจะพบได้ในพื้นที่ซึ่ง ปราศจากผู้คนเช่นนั้น เธอกลัวว่าจะเป็นประต่ายป่าที่ใครเลี้ยงเอา ไว้
อวี๋หวั่นจับกระต่ายไปใส่ไว้เล้าไก่
แม้จะเรียกว่าเล้าไก่ แต่แท้จริงแล้วเป็นเพียงคอกเล็กๆ ล้อม ด้วยไม้ไผ่สูงสองฉื่อ เส้นผ่านศูนย์กลางไม่ถึงหนึ่งเมตร
เถี่ยตั้นน้อยนั่งยองลงด้านนอกเล้าไก่ จ้องกระต่ายตัวอ้วนตา ไม่กะพริบ
อวี๋หวั่นมองเขาพลางหัวเราะ “เย็นนี้อยากกินกระต่ายไหม”
“อ๋า?” เถี่ยตั้นน้อยหันมามองพี่สาวของตนด้วยสีหน้าตื่น ตระหนก กระต่ายน่ารักเช่นนี้ จะกินมันได้อย่างไรกัน
“ไม่กิน ไม่กิน” อวี๋หวั่นรีบตอบ
เถี่ยตั้นน้อยรู้สึกโล่งใจ แล้วก็ได้ยินอวี๋หวั่นเอ่ยขึ้นว่า “งั้นก็เอา ไปขาย”
เถี่ยตั้นน้อย “…”
อวี๋หวั่นจับไก่ป่าใส่กรง
เมื่อนางเจียงมาถึงหลังบ้าน อวี๋หวั่นก็กำลังยกกรงไก่ไปไว้ใต้ ชายคา เหมันต์ฤดูอากาศหนาวยิ่งนัก ไม่รู้ว่าหิมะจะตกเมื่อใด เตรียมพร้อมไว้ย่อมดีกว่า
อวี๋หวั่นวางกรงไก่เรียบร้อยแล้ว เธอหันมาและเห็นท่านแม่ยืน อยู่ที่ประตูหลังของห้องโถง ใบหน้าเปื้อนยิ้มมองมายังเธอ
แม้ว่าจะสวมเสื้อผ้าป่านเนื้อหยาบ แต่นางเจียงก็ยังดูงดงาม ดุจเทพเซียนในพงพนา ดวงหน้าสะสวยนี้ ไม่ว่าจะมองกี่ครั้งก็ต้อง หลงใหล
แต่สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของอวี๋หวั่นได้มากกว่า ก็คือดวงตา ที่แฝงความนัยลึกซึ้งของนาง
คงมิใช่เพราะหลายวันมานี้เธอทำอะไรได้มากกว่าแต่ก่อน จึง ทำให้นางเจียงเกิดสงสัยขึ้นมาหรอกกระมัง
“ท่านแม่…”
ขณะที่อวี๋หวั่นกำลังคิดหาข้อแก้ตัว นางเจียงก็พูดขึ้นมาว่า “ข้าบอกแล้วไง ว่าก่อนหน้านี้เจ้าสมองกระทบกระเทือน”
อวี๋หวั่น “…”
หลังจากกวาดหลังบ้านเสร็จเรียบร้อยแล้ว อวี๋หวั่นจึงคุยกับ นางเจียงเรื่องของลุงใหญ่ “ท่านแม่ หากจะพาท่านลุงใหญ่ไป รักษาในเมืองหลวง ต้องใช้เงินเท่าไรหรือ”
นางเจียงเท้าคางพลางครุ่นคิด “อย่างน้อย…หนึ่งร้อยตำลึง กระมัง”
อวี๋หวั่นแทบหยุดหายใจ “มากขนาดนั้นเลย?”
“อืม” นางเจียงพยักหน้าอย่างเยือกเย็น “ลุงใหญ่ของเจ้าได้
พลาดช่วงที่ดีที่สุดในการรักษาไปเสียแล้ว ค่ารักษาของหมอที่มีชื่อ เสียงนั้นแพงมาก…ไม่เช่นนั้นไฉนจึงกล่าวกันว่าสามัญชนป่วย แล้วรักษาไม่หาย”
เมื่อคำว่า ‘สามัญชน’ นี้ออกมาจากปากของสตรีชาวบ้าน กลับ ฟังดูราวกับว่าคนนอกเป็นคนพูดเสียมากกว่า
อวี๋หวั่นมองไปยังนางเจียง
นางเจียงมองกลับมาพร้อมรอยยิ้ม “แต่แม่เชื่อว่าอาหวั่น ต้องหาเงินมากขนาดนั้นได้แน่นอน”
มากขนาดนั้น…เช่นนี้สิจึงจะฟังดูเหมือนกับสตรีชาวบ้าน
อวี๋หวั่นกล่าว “ข้าคิดว่าจะนำหมูไปขายครึ่งหนึ่ง ไก่ป่าและ กระต่ายป่าเหล่านี้ก็นำไปขาย เงินที่ได้จะนำไปซื้อข้าวของสำหรับปี ใหม่ ท่านแม่ลองดูว่าท่านกับน้องมีอะไรต้องซื้อเพิ่มบ้าง”
เธอยังมีเงินที่เหลืออยู่จากการขายเกลือครั้งก่อนอีกสิบสี่ ตำลึง จะเก็บเอาไว้เป็นค่ารักษาลุงใหญ่และค่าเดินทาง
นางเจียงยิ้มน้อยๆ “ได้”
“ท่านพี่ ท่านพี่! รีบมานี่เร็ว!” ไม่รู้ว่าเถี่ยตั้นน้อยซึ่งนั่งยองข้าง กรงไก่ปราดเข้ามาดึงมือเธอตั้งแต่เมื่อใด “ไก่ป่าออกไข่แล้ว!”
โดยทั่วไป เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว ไก่ป่าก็จะไม่วางไข่ หากมิได้เห็น กับตา อวี๋หวั่นก็คงไม่เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง
อวี๋หวั่นหยิบไข่ไก่อุ่นๆ ขึ้น และกล่าวด้วยความพึงพอใจว่า
“อย่างนั้นก็ไม่ขายแล้ว ให้มันออกไข่ พี่จะได้ทำไข่ไก่ให้เจ้ากินทุก วัน”
ตกเย็น แม่ไก่ตัวที่เพิ่งวางไข่ก็ได้รับสิทธิพิเศษจากอวี๋หวั่น ได้ ย้ายไปอยู่ในกรงที่ ‘หรูหรา’ ด้วยความสง่างาม ไม่เพียงได้อยู่ใน บ้าน ในกรงยังมีอาหารและหญ้าปูรอง
วันต่อมา ขณะที่อวี๋หวั่นกำลังทำความสะอาดหลังบ้านอยู่นั้น ก็พบว่าไก่อวบอ้วนที่เหลืออีกสี่ตัวต่างพยายามออกไข่กันคนละ ฟอง
อวี๋หวั่นตะลึงจนอ้าปากค้าง “…”
……
ไก่ป่า…ไม่ขายไก่ป่าแล้ว ก็ยังเหลือกระต่ายและหมู
พรุ่งนี้เป็นวันที่มีตลาด ระหว่างนี้ ก็ยังขึ้นไปบนเขาได้อีกครั้ง หนึ่ง
เธอคิดจะไปเรียกอวี๋เฟิงและอวี๋ซง ไหนเลยจะรู้ว่าเมื่อก้าวเท้า ออกจากประตู ก็เห็นทั้งสองคนถือถังไม้ ในถังมีแหดักปลา เห็นได้ ชัดว่าพวกเขาก็คิดเหมือนกับอวี๋หวั่น
“พี่ใหญ่ พี่รอง” อวี๋หวั่นทักทายพร้อมรอยยิ้ม
อวี๋ซงทำหน้าบึ้งตึง
ส่วนอวี๋เฟิงกล่าวด้วยสีหน้าเป็นปกติว่า “สีของท้องฟ้าดูไม่ดี นัก หิมะใกล้ตกแล้ว หากรอให้นํ้าในทะเลสาบแข็ง อาจจะวางแหไม่
ได้ วันนี้ข้ากับน้องรองจะไปดักปลาเพิ่มเสียหน่อย”
อวี๋หวั่นเงยหน้ามองท้องฟ้าสีหม่น เห็นพ้องอวี๋เฟิง “เช่นนั้นข้า ก็จะขุดหน่อไม้มากสักหน่อย”
เธอหยุดกึก ราวกับคิดอะไรออก และกล่าวว่า “ครั้งนี้เกรงว่า จะต้องกลับบ้านคํ่า ข้าจะไปเตรียมเสบียง”
“พวกข้าเตรียมไปแล้ว!” สองพี่น้องพูดโพล่งขึ้นพร้อมกัน
อวี๋หวั่นหันหลังกลับมาด้วยความงุนงง เธอมองปฏิกิริยาตอบ สนองอันรุนแรงของทั้งคู่ “อ้อ”
อวี๋เฟิงคล้ายกับจะรู้ว่าปฏิกริยาของตนนั้นมากเกินไป จึง กระแอมด้วยความลำบากใจ พร้อมกล่าวว่า “วันนี้…ไปกินข้าวที่ บ้านข้าเถิด ท่านแม่ข้าบอกว่านางทำกับข้าว”
“ตกลง” อวี๋หวั่นหัวเราะ มิได้ปฏิเสธ
ขาหมูที่ซื้อไว้เมื่อวานยังไม่ได้กิน รมควันทิ้งไว้บนเตา ก่อน ออกจากบ้าน เธอจึงนำขาหมู ไข่ไก่ห้าฟอง และไก่ป่าอ้วนฉุอีกสอง ตัวไปให้ที่บ้านเดิม
ก่อนหน้านี้ที่บ้านของลุงใหญ่ก็เคยเลี้ยงไก่ หลังจากนั้นแม่ไก่ ชราตัวสุดท้ายก็ถูกนำไปขายเพื่อเป็นค่ายาของลุงใหญ่
“ให้ข้าๆ”
ป้าสะใภ้ใหญ่กำลังนั่งแกะฝักข้าวโพดตากแห้ง ลุงใหญ่เดินถือ ไม้เท้ามา คว้าข้าวโพดหนึ่งกำ และเดินไปยังกรงไก่ ป้าสะใภ้ใหญ่ไม่
พอใจ “ท่านทำอะไร มีใบผัก แต่ท่านกลับใช้ข้าวโพดเลี้ยงไก่! คนจะ กินไม่อิ่มกันอยู่แล้ว!”
ลุงใหญ่หัวเราะร่าพลางกล่าวว่า “ได้ยินที่อวี๋หวั่นพูดหรือไม่ ไก่ นี่ออกไข่ได้”
ไก่รึ? หรืออาหวั่นออกไข่มาเอง? ป้าสะใภ้ใหญ่กลอกตา อุ้มบุ้ง กี๋ไปยังห้องครัว
ขี้เกียจจะสนใจ!
เมื่อให้อาหารไก่ป่าเรียบร้อยแล้ว ลุงใหญ่ก็เดินกระโผลกกระ เผลกมา หยิบมีดไปจากมือของป้าสะใภ้ใหญ่ กล่าวกับนางว่า “ข้า เอง”
ป้าสะใภ้ใหญ่มองเขาราวกับเห็นผี!
ลุงใหญ่มิได้สนใจ เขาวางไม้เท้าลง ลงมือหั่นผักอย่างมีความ สุข
ป้าสะใภ้ใหญ่มองหลังของลุงใหญ่ซึ่งกำลังง่วนอยู่กับการหั่น ผักด้วยความร่าเริง ทว่าจิตใจนางกลับล่องลอยไปไกล
“ก็แค่เด็กคนหนึ่งไม่ใช่หรือ? ไยท่านต้องดีใจเพียงนี้?” ป้า สะใภ้สะอื้นเล็กน้อย นางหันหลังกลับไป ยกมือขึ้นปาดขอบตาอัน แดงกํ่า