หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 25 สั่งสอนบ่าวชั่ว
กิจการเนื้อต้มพะโล้นั้นง่ายกว่าที่คิดไว้ ใช้เวลาเพียงไม่ถึงครึ่ง ชั่วยาม พวกเขาก็ขายจนเหลือเพียงขาหมูต้มพะโล้เพียงขาเดียว เท่านั้น
“แม่หนูน้อย!” สตรีวัยกลางคนซึ่งเป็นลูกค้าคนแรกของอวี๋ หวั่นกระวีกระวาดเข้ามา “ข้าเดาว่าวันนี้เจ้าต้องมา ข้าไม่ได้มาช้า เกินไปใช่ไหม ปลาและหน่อไม้ยังเหลืออยู่บ้างสินะ”
“ยังเหลืออยู่บ้าง” อวี๋หวั่นหัวเราะพร้อมเอ่ยตอบ
หมายถึงเหลือไม่มากแล้ว
“เอ๋? หมูพะโล้? บ้านพวกเจ้าก็ขายเนื้อหรือ?” นางถามด้วย ความสงสัย
อวี๋หวั่นพยักหน้า เฉือนหมูหนึ่งแผ่นส่งให้นาง “ใช่ค่ะ วันนี้ขาย เป็นวันแรก ยังมีขาหมูเหลืออยู่หนึ่งขา แม่นางฮั่วต้องการหรือไม่ ข้าจะขายให้ท่านในราคาถูก”
ทุกคนที่ได้ชิมหมูพะโล้ของบ้านเธอ ไม่มีผู้ใดไม่ซื้อ
นางตัดสินใจซื้อทันที ทว่าเมื่อนางเปิดถุงเงินออก ก็พบว่า ตนเองมีเหรียญไม่พอ “รอข้าสักครู่ ลูกชายข้าอยู่ด้านหน้านี้เอง!”
อวี๋หวั่นตอบว่า “ท่านไม่ต้องรีบ ข้าจะเก็บไว้ให้”
สตรีวัยกลางคนนางนั้นจึงถือตะกร้าเดินไป
เมื่อนางเดินจากไป ก็มีสตรีรูปโฉมงดงามนางหนึ่งเดินเข้ามา นางสวมผ้าปักทองสีชมพู กลิ่นสุคนธ์จากร่างกายนางหอมฟุ้งไป ทั่ว
นางสวมอาภรณ์ชั้นสูง ใบหน้าแต่งแต้มอย่างประณีต ดูไม่เข้า กับตลาดอันโหวกเหวกวุ่นวายแห่งนี้เอาเสียเลย
นางหยุดฝีเท้าตรงหน้าแผงของอวี๋หวั่น ใช้ผ้าไหมปักดิ้นทอง ลายดอกโบตั๋นปิดจมูก กล่าวเสียงเรียบว่า “ข้าต้องการขาหมูนี่ ห่อ ให้ข้าด้วย”
อวี๋หวั่นมองนาง “ขาหมูนี้ขายไปแล้ว แม่นางเลือกดูอย่างอื่น เถิด ปลาและหน่อไม้ของบ้านข้าก็ใช้ได้”
นางหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย “ข้าไม่ต้องการอย่างอื่น ข้าต้องการ สิ่งนี้”
อวี๋หวั่นจึงตอบว่า “ข้าบอกแล้ว ว่าขาหมูนี้ขายไปแล้ว”
แม่นางผู้นั้นกล่าวด้วยนํ้าเสียงเย็นชา “ข้าให้เงินเจ้าสองเท่า เจ้าขายขาหมูนี้ให้ข้า!”
อวี๋หวั่นไม่มีเงินก็จริง ทว่ายังไม่ถึงกับสิ้นไร้ไม้ตอก “แม่นางไป ซื้อร้านอื่นเถิด ตรงนั้นก็มีเนื้อต้มพะโล้ขาย”
นางตอบอย่างไม่ยี่หระว่า “ข้าต้องการของร้านเจ้า เจ้ารีบห่อ ให้ข้าเร็ว! อย่าให้ฮูหยินบ้านข้าต้องรอนาน!”
หากเป็นชาวบ้านทั่วไป คงถูกท่าทางเกรี้ยวกราดของนางข่ม
จนกลัวหัวหด ทว่าไม่ใช่สำหรับอวี๋หวั่น
อวี๋หวั่นมองนางจนขี้คร้านจะมองอีก จึงหันหลังไปช่วยอวี๋เฟิง ฆ่าปลา
ลูกค้าที่มาซื้อปลา ณ ตลาดแห่งนี้ ส่วนมากจะต้องการปลา เป็นๆ แต่ก็ยังมีส่วนน้อยที่ต้องการให้ฆ่า อวี๋เฟิงยังไม่ชำนาญ ฆ่า ปลาก็ยังไม่ทะมัดทะแมงเท่าไรนัก
สาวใช้เห็นว่าอาหวั่นไม่สนใจนาง จึงเกิดโทสะขึ้นมาทันที!
ทั้งตำบลเหลียนฮวา มีคนกล้าชักสีหน้าใส่นางเช่นนี้ด้วยหรือ!
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร ยังกล้าไม่แยแสข้าเช่นนี้อีกรึ!”
นางปรี่เข้ามาตรงหน้าอวี๋หวั่น ยกมือขึ้นหมายคว้ามือของเธอ!
บังเอิญว่าอวี๋หวั่นนั้นถือปลาจี้อวี๋ตัวหนึ่งไว้พอดี ใบมีดสับลง บนหัวของปลา
ได้ยินเสียงดัง ‘ฉับ’ เพียงครั้งเดียว เกล็ดปลาก็กระจายออกไป ไม่รู้ว่าแม่นางผู้นั้นกลัว หรือว่าขยะแขยง นางพลันดึงมือกลับไป ทันที ถอยหลังไปหลายก้าว ใบหน้าเล็กดูซีดเผือด
ท่าทางที่ดูตลกเช่นนี้ ทำให้ชาวบ้านโดยรอบถึงกับหัวเราะออก มา
ใบหน้าของนางเริ่มแดง นางมองอวี๋หวั่นอีกครั้ง โทสะพลุ่ง พล่านยิ่งกว่าเดิม ใช้นิ้วมือชี้ไปตรงหน้าของอวี๋หวั่น
บุรุษสกุลอวี๋ทั้งสามคนลุกพรวดขึ้นพร้อมกัน!
สาวใช้ตกใจกลัวกับท่าทางของทั้งสาม ทว่าปรับสีหน้ากลับมา เป็นปกติได้อย่างรวดเร็ว “พวกเจ้ากล้ามาก! รู้หรือไม่ว่าฮูหยินบ้าน ข้าเป็นใคร กล้ามาขวางทางข้า! ยังไม่หลีกไปอีก!”
สามพ่อลูกไม่ขยับ ทั้งยังยืนเรียงหน้ากระดาน ประหนึ่งเป็น เกราะกำบังให้กับอาหวั่น
นัยน์ตาของอาหวั่นราวกับมีแสงวาววาบของกระจกพาดผ่าน
สาวใช้ทำตัวอวดเบ่งอยู่ในหมู่บ้านเหลียนฮวามานมนาน มิ เคยมีผู้ใดโต้ตอบนางเช่นนี้ “ดี! พวกเจ้า! กล้าไม่ไว้หน้าฮูหยินบ้าน ข้าเช่นนี้ ระวังฮูหยินบ้านข้าจะมาจัดการพวกเจ้า!”
อวี๋หวั่นก้าวออกมาจากด้านหลังสามพ่อลูก “ใครไม่ไว้หน้าฮู หยินบ้านเจ้ากัน? ฮูหยินบ้านเจ้าบอกหรือว่าต้องมาแย่งอาหารชาว บ้าน? หรือว่าเจ้าทำโดยพลการ พูดจาไร้เหตุผล แต่กลับใช้ฮูหยิน มาอ้าง?”
“เจ้า…” สาวใช้ถูกตอกกลับมา
ชาวบ้านที่อยู่โดยรอบต่างเห็นความเป็นไปของเหตุการณ์ จึง รู้สึกว่าสาวใช้รังแกผู้อื่นอยู่ เขาก็บอกไปแล้วว่าหมูพะโล้ขายไป แล้ว นางเพียงไปซื้อจากแผงอื่นเรื่องก็จบ ไยต้องไปแย่งของแผงนี้ ด้วยเล่า?
ในทางตรงกันข้าม ร้านนี้ไม่จำนนต่อเงินทอง ไม่เกรงกลัวต่อ
อำนาจ ทำให้ผู้คนต่างรู้สึกประทับใจ
เพียงแต่ว่า ก็ยังมีชาวบ้านที่รู้ฐานะของสาวใช้ และเริ่มรู้สึก เป็นกังวลกับความ ‘โง่เขลา’ ของคนบ้านนี้
“นางเป็นถึงสาวใช้ของฮูหยินของนายอำเภอเชียวนา! ทำให้ นางโกรธเคือง แล้วต่อไปจะเอาอะไรกิน?”
“ไม่ใช่เนื้อหมูเพียงก้อนเดียวหรอกหรือ? ขายให้นางก็จบแล้ว เหตุใดต้องมีปัญหากับคนในจวนนายอำเภอด้วย”
สิ่งที่ชาวบ้านกระซิบกระซาบกันนั้น บังเอิญไปเข้าหูของสาวใช้ พอดี นางจึงเหยียดหลังตรงด้วยความพึงพอใจ มองไปยังอวี๋หวั่น อย่างไม่ร้อนรน มั่นใจว่าหลังจากที่ได้ยินฐานะของนาง ก็จะต้องรีบ เข้ามาประจบประแจงเป็นแน่
น่าเสียดายที่นางกลับต้องผิดหวัง
อวี๋หวั่นให้ลุงใหญ่กับพี่ชายกลับไปที่แผง ส่วนเธอก็ลงมือฆ่า ปลาต่อ ตั้งแต่ต้นจนเสร็จเรียบร้อย มิได้เหลือบมองนางเลยแม้แต่ น้อย
นางรู้สึกโกรธอย่างสุดขีด จึงคว้าตะกร้าใส่ฝักข้าวโพดแห้ง จากแผงข้างๆ มาสาดลงไป
สตรีเฒ่าซึ่งถูกแย่งข้าวโพดไปรู้สึกสะเทือนใจจนแทบร้องไห้ ออกมา! ครอบครัวของนางกำลังจะไม่มีข้าวกินแล้ว! สองคน ทะเลาะกัน ไฉนต้องเอาข้าวโพดของนางไปด้วยเล่า!
สาวใช้ถือตะกร้าเอียงไปทางอวี๋หวั่น ถึงแม้สามพ่อลูกจะรีบ เข้าไป แต่ก็ไม่ทันการเสียแล้ว
เมื่ออวี๋หวั่นเห็นตะกร้าใส่ข้าวโพดกำลังจะถูกควํ่าลงบนศีรษะ ของตน เธอก็เงื้อมือออกมา และจับตะกร้าเอาไว้
แม้จะจับตระกร้าเอาไว้แล้ว ทว่าฝักข้าวโพดกลับกลิ้งตกลง บนพื้น เมล็ดข้าวโพดกระจัดกระจายไปหมด
สตรีเฒ่าร้องไห้เสียแล้ว นึกอยากเก็บข้าวโพดขึ้นมาแต่ก็ไม่ กล้า
อวี๋หวั่นมองสาวใช้ด้วยสายตาเย็นเยียบ จนนางขนลุกเกรียว สั่นเทิ้มไปทั้งตัว
ลุงใหญ่ก้มลงเก็บข้าวโพด กลับถูกอวี๋หวั่นห้ามไว้
อวี๋หวั่นพูดกับสาวใช้ว่า “เก็บขึ้นมา”
สาวใช้หวาดกลัวรังสีอำมหิตของอวี๋หวั่น กระนั้นก็ไม่สามารถ ยอมรับความผิดต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้ได้ นางถลึงตาและ กล่าวว่า “ข้าไม่เก็บ! ถ้าจะเก็บ เจ้าก็เก็บเอง!”
อวี๋หวั่นกล่าวด้วยสีหน้าเยียบเย็น “ข้าจะพูดอีกรอบ เก็บขึ้น มา”
สาวใช้ส่งเสียง ‘หึ’ อย่างเย้ยหยัน “ไม่เก็บ! เจ้าจะทำไม?”
อวี๋หวั่นเดินไปหยิบตะกร้าที่นางถืออยู่
นางเล่นแง่ไม่ส่งให้ “ข้าบอกหรือว่าจะให้เจ้า?”
อวี๋หวั่นกล่าวเสียงเรียบ “ปล่อย”
แน่นอนว่าสาวใช้ไม่ยอมปล่อย แต่นางก็หลบไม่พ้น
ในตอนนั้นเอง ลุงใหญ่ถือไม้เท้าเดินเข้ามาพอดี สาวใช้เกิด ความคิด จึงยื่นเท้าไปขวางลุงใหญ่ผู้ซึ่งแข้งขาวิกลวิกาลอยู่แต่เดิม
อวี๋หวั่นไม่คิดว่านางจะใจดำเช่นนี้ แม้แต่คนพิการยังไม่ละเว้น ดวงตาของเธอเกิดประกายวับ พลันคว้าขวับเข้าที่คอของนาง และ กดลงบนพื้นอย่างแรง!